
| สามีต้องรับผิดค่ารักษาพยาบาลภริยาที่โรงพยาบาลเอกชนหรือไม่ เมื่อญาติเป็นผู้ย้ายผู้ป่วยและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยสามีคัดค้าน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรับผิดในหนี้ค่ารักษาพยาบาลของภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) โดยมีปัญหาว่าสามีซึ่งเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายต้องร่วมรับผิดชำระค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากการย้ายภริยาไปยังโรงพยาบาลเอกชนตามความประสงค์ของพี่สาวหรือไม่ เมื่อสามีได้จัดให้ภริยาได้รับการรักษาพยาบาลตามสมควรแก่อัตภาพอยู่แล้ว และคัดค้านการย้ายโรงพยาบาลเนื่องจากไม่สามารถชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภริยาป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้และเดิมเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สามีเป็นข้าราชการบำนาญ สามารถใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ทั้งจัดให้ภริยานอนห้องพิเศษและจ้างพยาบาลเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง ต่อมาพี่สาวของภริยาดำเนินการย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาล ก. โดยความยินยอมของผู้ป่วย พร้อมแสดงเจตนาเป็นเจ้าของไข้และรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล แต่สามีไม่ได้ยินยอมและคัดค้านมาตั้งแต่ต้น ภายหลังภริยาถึงแก่กรรม โรงพยาบาล ก. มีค่ารักษาพยาบาลคงค้าง 1,314,293.52 บาท จึงฟ้องให้พี่สาวและสามีร่วมกันรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สามีได้ช่วยเหลือให้ภริยาได้รับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ อันเป็นการรักษาตามสมควรแก่อัตภาพของสามีซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญและมีอายุเกือบ 80 ปี ส่วนการย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาล ก. เป็นความต้องการของพี่สาวโดยความยินยอมของผู้ป่วย แต่สามีคัดค้านมาโดยตลอด ประกอบกับโรงพยาบาลทราบว่าพี่สาวเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ทั้งพี่สาวได้ทำหนังสือรับชำระหนี้ไว้ ส่วนพินัยกรรมของผู้ตายแสดงความประสงค์ให้ชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลจากกองมรดกก่อนแบ่งทรัพย์สิน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวไม่ใช่หนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพของสามี ไม่ตกเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1490 (1) ที่โรงพยาบาลจะเรียกร้องเอาจากสามีได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7967/2568 อ่านฎีกาฉบับเต็มได้ที่(คลิ๊ก) 1.ข้อเท็จจริงและความเป็นมาของข้อพิพาท โจทก์ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน โดยโรงพยาบาล ก. เป็นสถานพยาบาลในกิจการของโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นพี่สาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางศจีมาส ผู้ตาย และเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมรวมทั้งเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เดิมผู้ตายเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ที่โรงพยาบาล จ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการบำนาญ สามารถใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ และได้จัดให้ผู้ตายนอนห้องพิเศษพร้อมจ้างพยาบาลเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้ผู้ตายเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ก. โดยแสดงเจตนาเป็นเจ้าของไข้และเป็นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแทนผู้ป่วย จำเลยที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับการย้ายโรงพยาบาล เนื่องจากไม่สามารถชำระค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ก. ได้ และได้เสนอให้ย้ายผู้ตายไปรักษาที่โรงพยาบาล ฬ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอม วันที่ 3 สิงหาคม 2563 จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งโรงพยาบาล ก. ว่าประสงค์จะย้ายผู้ตายไปรักษาที่โรงพยาบาล ฬ. และไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ก. ต่อไปได้ โดยขอให้เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลที่ค้างชำระและที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากจำเลยที่ 1 วันที่ 4 กันยายน 2563 ผู้ตายถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาล ก. ด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ขณะมีอายุ 67 ปี โรงพยาบาลคิดค่ารักษาพยาบาลรวม 1,933,976.70 บาท หักส่วนลด 253,906.84 บาท และค่ารักษาพยาบาลที่ชำระแล้ว 365,776.70 บาท คงค้างค่ารักษาพยาบาล 1,314,293.52 บาท จำเลยที่ 1 ทำหนังสือตกลงชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาล โดยให้ถือว่าตนเป็นลูกหนี้ร่วมกับผู้ป่วยและตกลงชำระหนี้ภายในวันที่ 14 กันยายน 2563 แต่เมื่อครบกำหนดไม่มีการชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,314,293.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ 2. หลักกฎหมายว่าด้วยหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) บัญญัติให้หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสเกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพ เป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่ผู้ตายค้างชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพของจำเลยที่ 2 หรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาว่า จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการบำนาญและมีอายุเกือบ 80 ปี ได้จัดให้ภริยาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาพยาบาลเป็นอย่างดี สามารถใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ และจัดให้ภริยานอนห้องพิเศษพร้อมจ้างพยาบาลเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการให้การรักษาพยาบาลภริยาตามสมควรแก่อัตภาพของจำเลยที่ 2 แล้ว ส่วนการย้ายผู้ตายไปรักษาที่โรงพยาบาล ก. เป็นความต้องการของจำเลยที่ 1 โดยความยินยอมของผู้ตาย แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยินยอมและคัดค้านมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากไม่สามารถชำระค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลดังกล่าวได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวไม่ตกเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1490 (1) 3. การวินิจฉัยพยานหลักฐานเกี่ยวกับความรับผิดของสามี จำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันว่าได้ดูแลรักษาภริยาระหว่างเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จ. เป็นอย่างดี และไม่ได้สมัครใจให้ภริยาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ก. ใบรับผู้ป่วยในซึ่งเป็นพยานเอกสารของฝ่ายโจทก์มีข้อความสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการให้ผู้ตายเข้ารับการรักษาและรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล นอกจากนี้ หนังสือลงวันที่ 3 สิงหาคม 2563 ที่จำเลยที่ 2 แจ้งต่อโรงพยาบาล ก. ยังแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะย้ายภริยาไปรักษาที่โรงพยาบาล ฬ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอม จำเลยที่ 2 ยังแจ้งต่อโรงพยาบาลว่าไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลต่อไปได้ และขอให้เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยที่ 1 ส่วนพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของโรงพยาบาลเบิกความได้เพียงว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลเกิดขึ้นจริงและจำเลยที่ 2 ไม่ได้คัดค้านยอดหนี้ แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบปฏิเสธข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการจัดให้ภริยารักษาที่โรงพยาบาล จ. และการไม่ยินยอมให้รักษาที่โรงพยาบาล ก. ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามทางนำสืบ 4. ผลของพินัยกรรมและหนังสือรับชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาล ผู้ตายทำพินัยกรรมกำหนดให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 ให้ยืมเป็นค่ารักษาพยาบาลเพื่อชำระหนี้ก่อน แล้วจึงนำทรัพย์สินส่วนที่เหลือมาแบ่งเป็นมรดก ศาลฎีกาเห็นว่าข้อความในพินัยกรรมบ่งชี้ถึงความประสงค์ของผู้ตายที่จะชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเองและให้นำเงินจากกองมรดกชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลเสียก่อน นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังเป็นผู้แสดงเจตนารับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลต่อโรงพยาบาล และทำหนังสือรับชำระหนี้ไว้โดยลำพัง ภายหลังผู้ตายถึงแก่กรรม ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว โดยพิจารณาเจตนาของผู้ตายตามพินัยกรรมและหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับผู้แทนในการตัดสินใจรักษาพยาบาล ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 โดยลำพัง ทั้งในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะส่วนตัวต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด 5. เหตุผลที่หนี้ค่ารักษาพยาบาลไม่ตกเป็นหนี้ร่วม ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกันว่า จำเลยที่ 2 ได้จัดให้ภริยาได้รับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล จ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ และมีการจัดให้ผู้ป่วยนอนห้องพิเศษพร้อมจ้างพยาบาลเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง อันเป็นการรักษาพยาบาลตามสมควรแก่อัตภาพของจำเลยที่ 2 แล้ว การย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาล ก. เป็นความต้องการของจำเลยที่ 1 โดยความยินยอมของผู้ป่วย แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยินยอมและคัดค้านมาตั้งแต่ต้น จำเลยที่ 2 ได้แจ้งความประสงค์ที่จะย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาล ฬ. ซึ่งสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอม โจทก์ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและการตัดสินใจให้มีการรักษาหรือหยุดการรักษา อีกทั้งจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลไว้โดยลำพัง ข้อความในพินัยกรรมของผู้ตายยังบ่งชี้ถึงความประสงค์ที่จะชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเอง โดยให้นำเงินจากกองมรดกชำระหนี้ก่อนแบ่งมรดก ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลของผู้ตายไม่ใช่หนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพของจำเลยที่ 2 และไม่ตกเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1490 (1) ที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 2 ได้ 6. ประเด็นค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์ โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาไว้ 26,285 บาท ศาลฎีกาจึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท จำนวน 26,085 บาทแก่โจทก์ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาดังกล่าว และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความชั้นฎีกา 4,000 บาท สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,314,293.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องวันที่ 2 กันยายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,314,293.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลเป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เนื่องจากหนี้ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวไม่ตกเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1490 (1) ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 26,085 บาทแก่โจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความชั้นฎีกา 4,000 บาท สรุปข้อคิดทางกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) กำหนดให้หนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา การพิจารณาว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลรายใดอยู่ภายใต้บทบัญญัติดังกล่าว จึงต้องพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งการรักษาพยาบาลประกอบกับฐานะและความสามารถในการรับภาระค่าใช้จ่ายของคู่สมรส ในคดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการที่สามีได้จัดให้ภริยาได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสมอยู่แล้ว ขณะที่การย้ายไปโรงพยาบาลเอกชนอีกแห่งหนึ่งเป็นความประสงค์ของพี่สาวโดยสามีคัดค้านมาโดยตลอด ทั้งโรงพยาบาลทราบว่าพี่สาวเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เมื่อพิจารณาประกอบกับหนังสือรับชำระหนี้ของพี่สาวและพินัยกรรมของผู้ตายที่กำหนดให้ชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลก่อนแบ่งมรดก ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหนี้ดังกล่าวไม่เป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่สามีต้องรับผิด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลของภริยาเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) หรือไม่ เมื่อสามีได้จัดให้ภริยาได้รับการรักษาตามสมควรแก่อัตภาพอยู่แล้ว แต่พี่สาวเป็นผู้ดำเนินการย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนโดยสามีคัดค้านมาตั้งแต่ต้น มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) คำสำคัญที่สุดที่เป็นแก่นของคดี 1. หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา หนี้ค่ารักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัวจะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1490 (1) ต้องเป็นหนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลตามสมควรแก่อัตภาพ มิใช่ถือว่าคู่สมรสต้องรับผิดร่วมกันทุกกรณี 2. การรักษาพยาบาลตามสมควรแก่อัตภาพ การพิจารณาต้องคำนึงถึงการรักษาพยาบาลที่จัดให้แก่ผู้ป่วย ฐานะและความสามารถในการชำระค่าใช้จ่ายของคู่สมรส ตลอดจนพฤติการณ์เกี่ยวกับการย้ายสถานพยาบาล การคัดค้าน และผู้ที่รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม สามีต้องรับผิดค่ารักษาพยาบาลของภริยาทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องรับผิดทุกกรณี เพราะมาตรา 1490 (1) กำหนดให้หนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ในคดีนี้สามีได้จัดให้ภริยารักษาที่โรงพยาบาลซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้อยู่แล้ว ส่วนการย้ายไปโรงพยาบาลเอกชนอีกแห่งหนึ่งเป็นความต้องการของพี่สาวโดยสามีคัดค้าน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหนี้ดังกล่าวไม่เป็นหนี้ร่วมที่สามีต้องรับผิด 2. คำถาม เมื่อพี่สาวย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเอกชนโดยสามีไม่ยินยอม สามีต้องชำระค่ารักษาพยาบาลหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน ในคดีนี้สามีได้จัดให้ภริยาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้อยู่แล้ว ทั้งได้คัดค้านการย้ายไปโรงพยาบาล ก. มาโดยตลอด ขณะที่พี่สาวเป็นผู้ดำเนินการย้ายผู้ป่วยและรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งโรงพยาบาลทราบดี ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวไม่ตกเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (1) 3. คำถาม การที่สามีไม่โต้แย้งยอดค่ารักษาพยาบาลทำให้ต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมหรือไม่ คำตอบ ในคดีนี้แม้พยานโจทก์เบิกความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้คัดค้านยอดหนี้ แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบปฏิเสธข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการจัดให้ภริยารักษาที่โรงพยาบาล จ. และการไม่ยินยอมให้รักษาที่โรงพยาบาล ก. ศาลฎีกาจึงรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และวินิจฉัยว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวไม่เป็นหนี้ร่วมที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด 4. คำถาม พินัยกรรมที่กำหนดให้ชำระค่ารักษาพยาบาลก่อนแบ่งมรดกมีผลต่อความรับผิดของสามีอย่างไร คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาข้อความในพินัยกรรมที่กำหนดให้หักเงินที่พี่สาวให้ยืมเป็นค่ารักษาพยาบาลเพื่อชำระหนี้ก่อน แล้วจึงนำทรัพย์สินส่วนที่เหลือมาแบ่งเป็นมรดก โดยเห็นว่าข้อความดังกล่าวบ่งชี้ถึงความประสงค์ของผู้ตายที่จะชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเองและให้นำเงินจากกองมรดกชำระหนี้เสียก่อน เมื่อประกอบกับการที่พี่สาวรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและสามีคัดค้านการรักษาที่โรงพยาบาล ก. ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหนี้ดังกล่าวไม่ตกเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1490 (1)
|


