ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สามีต้องรับผิดค่ารักษาพยาบาลภริยาที่โรงพยาบาลเอกชนหรือไม่ เมื่อญาติเป็นผู้ย้ายผู้ป่วยและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยสามีคัดค้าน article

สามีต้องรับผิดค่ารักษาพยาบาลของภริยาหรือไม่, หนี้ค่ารักษาพยาบาลเป็นหนี้ร่วมสามีภริยาหรือไม่, ญาติพาผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลใครต้องจ่ายเงิน, สามีคัดค้านการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน, การรักษาพยาบาลตามสมควรแก่อัตภาพ, หลักกฎหมายหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (1), พี่สาวรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแทนผู้ป่วย, โรงพยาบาลฟ้องสามีเรียกค่ารักษาพยาบาล, สิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากคู่สมรส, การย้ายผู้ป่วยโดยสามีไม่ยินยอม, ผู้จัดการมรดกรับผิดหนี้ค่ารักษาพยาบาล,ให้ชำระหนี้ก่อนแบ่งมรดก 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรับผิดในหนี้ค่ารักษาพยาบาลของภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) โดยมีปัญหาว่าสามีซึ่งเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายต้องร่วมรับผิดชำระค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากการย้ายภริยาไปยังโรงพยาบาลเอกชนตามความประสงค์ของพี่สาวหรือไม่ เมื่อสามีได้จัดให้ภริยาได้รับการรักษาพยาบาลตามสมควรแก่อัตภาพอยู่แล้ว และคัดค้านการย้ายโรงพยาบาลเนื่องจากไม่สามารถชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภริยาป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้และเดิมเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สามีเป็นข้าราชการบำนาญ สามารถใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ทั้งจัดให้ภริยานอนห้องพิเศษและจ้างพยาบาลเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง ต่อมาพี่สาวของภริยาดำเนินการย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาล ก. โดยความยินยอมของผู้ป่วย พร้อมแสดงเจตนาเป็นเจ้าของไข้และรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล แต่สามีไม่ได้ยินยอมและคัดค้านมาตั้งแต่ต้น

ภายหลังภริยาถึงแก่กรรม โรงพยาบาล ก. มีค่ารักษาพยาบาลคงค้าง 1,314,293.52 บาท จึงฟ้องให้พี่สาวและสามีร่วมกันรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สามีได้ช่วยเหลือให้ภริยาได้รับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ อันเป็นการรักษาตามสมควรแก่อัตภาพของสามีซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญและมีอายุเกือบ 80 ปี ส่วนการย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาล ก. เป็นความต้องการของพี่สาวโดยความยินยอมของผู้ป่วย แต่สามีคัดค้านมาโดยตลอด

ประกอบกับโรงพยาบาลทราบว่าพี่สาวเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ทั้งพี่สาวได้ทำหนังสือรับชำระหนี้ไว้ ส่วนพินัยกรรมของผู้ตายแสดงความประสงค์ให้ชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลจากกองมรดกก่อนแบ่งทรัพย์สิน

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวไม่ใช่หนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพของสามี ไม่ตกเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1490 (1) ที่โรงพยาบาลจะเรียกร้องเอาจากสามีได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7967/2568 อ่านฎีกาฉบับเต็มได้ที่(คลิ๊ก)

1.ข้อเท็จจริงและความเป็นมาของข้อพิพาท

โจทก์ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน โดยโรงพยาบาล ก. เป็นสถานพยาบาลในกิจการของโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นพี่สาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางศจีมาส ผู้ตาย และเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมรวมทั้งเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย

เดิมผู้ตายเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ที่โรงพยาบาล จ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการบำนาญ สามารถใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ และได้จัดให้ผู้ตายนอนห้องพิเศษพร้อมจ้างพยาบาลเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง

วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้ผู้ตายเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ก. โดยแสดงเจตนาเป็นเจ้าของไข้และเป็นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแทนผู้ป่วย

จำเลยที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับการย้ายโรงพยาบาล เนื่องจากไม่สามารถชำระค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ก. ได้ และได้เสนอให้ย้ายผู้ตายไปรักษาที่โรงพยาบาล ฬ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอม

วันที่ 3 สิงหาคม 2563 จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งโรงพยาบาล ก. ว่าประสงค์จะย้ายผู้ตายไปรักษาที่โรงพยาบาล ฬ. และไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ก. ต่อไปได้ โดยขอให้เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลที่ค้างชำระและที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากจำเลยที่ 1

วันที่ 4 กันยายน 2563 ผู้ตายถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาล ก. ด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ขณะมีอายุ 67 ปี

โรงพยาบาลคิดค่ารักษาพยาบาลรวม 1,933,976.70 บาท หักส่วนลด 253,906.84 บาท และค่ารักษาพยาบาลที่ชำระแล้ว 365,776.70 บาท คงค้างค่ารักษาพยาบาล 1,314,293.52 บาท

จำเลยที่ 1 ทำหนังสือตกลงชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาล โดยให้ถือว่าตนเป็นลูกหนี้ร่วมกับผู้ป่วยและตกลงชำระหนี้ภายในวันที่ 14 กันยายน 2563 แต่เมื่อครบกำหนดไม่มีการชำระหนี้

โจทก์จึงฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,314,293.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

2. หลักกฎหมายว่าด้วยหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) บัญญัติให้หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสเกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพ เป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน

ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่ผู้ตายค้างชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพของจำเลยที่ 2 หรือไม่

ศาลฎีกาพิจารณาว่า จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการบำนาญและมีอายุเกือบ 80 ปี ได้จัดให้ภริยาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาพยาบาลเป็นอย่างดี สามารถใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ และจัดให้ภริยานอนห้องพิเศษพร้อมจ้างพยาบาลเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง

พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการให้การรักษาพยาบาลภริยาตามสมควรแก่อัตภาพของจำเลยที่ 2 แล้ว

ส่วนการย้ายผู้ตายไปรักษาที่โรงพยาบาล ก. เป็นความต้องการของจำเลยที่ 1 โดยความยินยอมของผู้ตาย แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยินยอมและคัดค้านมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากไม่สามารถชำระค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลดังกล่าวได้

เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวไม่ตกเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1490 (1)

3. การวินิจฉัยพยานหลักฐานเกี่ยวกับความรับผิดของสามี

จำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันว่าได้ดูแลรักษาภริยาระหว่างเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จ. เป็นอย่างดี และไม่ได้สมัครใจให้ภริยาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ก.

ใบรับผู้ป่วยในซึ่งเป็นพยานเอกสารของฝ่ายโจทก์มีข้อความสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการให้ผู้ตายเข้ารับการรักษาและรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล

นอกจากนี้ หนังสือลงวันที่ 3 สิงหาคม 2563 ที่จำเลยที่ 2 แจ้งต่อโรงพยาบาล ก. ยังแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะย้ายภริยาไปรักษาที่โรงพยาบาล ฬ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอม

จำเลยที่ 2 ยังแจ้งต่อโรงพยาบาลว่าไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลต่อไปได้ และขอให้เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยที่ 1

ส่วนพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของโรงพยาบาลเบิกความได้เพียงว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลเกิดขึ้นจริงและจำเลยที่ 2 ไม่ได้คัดค้านยอดหนี้ แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบปฏิเสธข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการจัดให้ภริยารักษาที่โรงพยาบาล จ. และการไม่ยินยอมให้รักษาที่โรงพยาบาล ก.

ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามทางนำสืบ

4. ผลของพินัยกรรมและหนังสือรับชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาล

ผู้ตายทำพินัยกรรมกำหนดให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 ให้ยืมเป็นค่ารักษาพยาบาลเพื่อชำระหนี้ก่อน แล้วจึงนำทรัพย์สินส่วนที่เหลือมาแบ่งเป็นมรดก

ศาลฎีกาเห็นว่าข้อความในพินัยกรรมบ่งชี้ถึงความประสงค์ของผู้ตายที่จะชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเองและให้นำเงินจากกองมรดกชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลเสียก่อน

นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังเป็นผู้แสดงเจตนารับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลต่อโรงพยาบาล และทำหนังสือรับชำระหนี้ไว้โดยลำพัง

ภายหลังผู้ตายถึงแก่กรรม ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว โดยพิจารณาเจตนาของผู้ตายตามพินัยกรรมและหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับผู้แทนในการตัดสินใจรักษาพยาบาล

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 โดยลำพัง ทั้งในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะส่วนตัวต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด

5. เหตุผลที่หนี้ค่ารักษาพยาบาลไม่ตกเป็นหนี้ร่วม

ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกันว่า จำเลยที่ 2 ได้จัดให้ภริยาได้รับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล จ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ และมีการจัดให้ผู้ป่วยนอนห้องพิเศษพร้อมจ้างพยาบาลเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง อันเป็นการรักษาพยาบาลตามสมควรแก่อัตภาพของจำเลยที่ 2 แล้ว

การย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาล ก. เป็นความต้องการของจำเลยที่ 1 โดยความยินยอมของผู้ป่วย แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยินยอมและคัดค้านมาตั้งแต่ต้น

จำเลยที่ 2 ได้แจ้งความประสงค์ที่จะย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาล ฬ. ซึ่งสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอม

โจทก์ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและการตัดสินใจให้มีการรักษาหรือหยุดการรักษา อีกทั้งจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลไว้โดยลำพัง

ข้อความในพินัยกรรมของผู้ตายยังบ่งชี้ถึงความประสงค์ที่จะชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเอง โดยให้นำเงินจากกองมรดกชำระหนี้ก่อนแบ่งมรดก

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลของผู้ตายไม่ใช่หนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพของจำเลยที่ 2 และไม่ตกเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1490 (1) ที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 2 ได้

6. ประเด็นค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา

โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์

โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาไว้ 26,285 บาท ศาลฎีกาจึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท จำนวน 26,085 บาทแก่โจทก์

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาดังกล่าว และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความชั้นฎีกา 4,000 บาท

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,314,293.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องวันที่ 2 กันยายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,314,293.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลเป็นพับ

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืน โดยเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เนื่องจากหนี้ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวไม่ตกเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1490 (1) ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 26,085 บาทแก่โจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความชั้นฎีกา 4,000 บาท

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) กำหนดให้หนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา การพิจารณาว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลรายใดอยู่ภายใต้บทบัญญัติดังกล่าว จึงต้องพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งการรักษาพยาบาลประกอบกับฐานะและความสามารถในการรับภาระค่าใช้จ่ายของคู่สมรส

ในคดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการที่สามีได้จัดให้ภริยาได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสมอยู่แล้ว ขณะที่การย้ายไปโรงพยาบาลเอกชนอีกแห่งหนึ่งเป็นความประสงค์ของพี่สาวโดยสามีคัดค้านมาโดยตลอด ทั้งโรงพยาบาลทราบว่าพี่สาวเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล

เมื่อพิจารณาประกอบกับหนังสือรับชำระหนี้ของพี่สาวและพินัยกรรมของผู้ตายที่กำหนดให้ชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลก่อนแบ่งมรดก ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหนี้ดังกล่าวไม่เป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่สามีต้องรับผิด

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลของภริยาเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) หรือไม่ เมื่อสามีได้จัดให้ภริยาได้รับการรักษาตามสมควรแก่อัตภาพอยู่แล้ว แต่พี่สาวเป็นผู้ดำเนินการย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนโดยสามีคัดค้านมาตั้งแต่ต้น

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1)

คำสำคัญที่สุดที่เป็นแก่นของคดี

1. หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา

หนี้ค่ารักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัวจะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1490 (1) ต้องเป็นหนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลตามสมควรแก่อัตภาพ มิใช่ถือว่าคู่สมรสต้องรับผิดร่วมกันทุกกรณี

2. การรักษาพยาบาลตามสมควรแก่อัตภาพ

การพิจารณาต้องคำนึงถึงการรักษาพยาบาลที่จัดให้แก่ผู้ป่วย ฐานะและความสามารถในการชำระค่าใช้จ่ายของคู่สมรส ตลอดจนพฤติการณ์เกี่ยวกับการย้ายสถานพยาบาล การคัดค้าน และผู้ที่รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

สามีต้องรับผิดค่ารักษาพยาบาลของภริยาทุกกรณีหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นต้องรับผิดทุกกรณี เพราะมาตรา 1490 (1) กำหนดให้หนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ในคดีนี้สามีได้จัดให้ภริยารักษาที่โรงพยาบาลซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้อยู่แล้ว ส่วนการย้ายไปโรงพยาบาลเอกชนอีกแห่งหนึ่งเป็นความต้องการของพี่สาวโดยสามีคัดค้าน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหนี้ดังกล่าวไม่เป็นหนี้ร่วมที่สามีต้องรับผิด

2. คำถาม

เมื่อพี่สาวย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเอกชนโดยสามีไม่ยินยอม สามีต้องชำระค่ารักษาพยาบาลหรือไม่

คำตอบ

ต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน ในคดีนี้สามีได้จัดให้ภริยาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้อยู่แล้ว ทั้งได้คัดค้านการย้ายไปโรงพยาบาล ก. มาโดยตลอด ขณะที่พี่สาวเป็นผู้ดำเนินการย้ายผู้ป่วยและรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งโรงพยาบาลทราบดี ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวไม่ตกเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (1)

3. คำถาม

การที่สามีไม่โต้แย้งยอดค่ารักษาพยาบาลทำให้ต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมหรือไม่

คำตอบ

ในคดีนี้แม้พยานโจทก์เบิกความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้คัดค้านยอดหนี้ แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบปฏิเสธข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการจัดให้ภริยารักษาที่โรงพยาบาล จ. และการไม่ยินยอมให้รักษาที่โรงพยาบาล ก. ศาลฎีกาจึงรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และวินิจฉัยว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวไม่เป็นหนี้ร่วมที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด

4. คำถาม

พินัยกรรมที่กำหนดให้ชำระค่ารักษาพยาบาลก่อนแบ่งมรดกมีผลต่อความรับผิดของสามีอย่างไร

คำตอบ

ศาลฎีกาพิจารณาข้อความในพินัยกรรมที่กำหนดให้หักเงินที่พี่สาวให้ยืมเป็นค่ารักษาพยาบาลเพื่อชำระหนี้ก่อน แล้วจึงนำทรัพย์สินส่วนที่เหลือมาแบ่งเป็นมรดก โดยเห็นว่าข้อความดังกล่าวบ่งชี้ถึงความประสงค์ของผู้ตายที่จะชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเองและให้นำเงินจากกองมรดกชำระหนี้เสียก่อน เมื่อประกอบกับการที่พี่สาวรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและสามีคัดค้านการรักษาที่โรงพยาบาล ก. ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหนี้ดังกล่าวไม่ตกเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1490 (1)

หนี้ร่วมสามีภริยา สามีอาจไม่ต้องรับผิดค่ารักษาพยาบาลภริยา แม้โรงพยาบาลฟ้องเรียกหนี้กว่าล้านบาท ฎีกาที่ 7967/2568 สามีจัดให้ภริยารักษาในโรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเบิกค่ารักษาพยาบาลได้อยู่แล้ว แต่พี่สาวย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเอกชนโดยสามีคัดค้านมาตั้งแต่ต้น 




คดีครอบครัว

สิทธิของบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วในการฟ้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ เมื่อกระทบสิทธิรับมรดกโดยตรง
สัญญาค่าเลี้ยงดูบุตรหลังบรรลุนิติภาวะใช้บังคับได้หรือไม่ และเมื่อพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงขอยุติค่าอุปการะเลี้ยงดูได้อย่างไร
การสมรสในต่างประเทศมีผลตามกฎหมายไทยหรือไม่ สิทธิของคู่สมรสในการเป็นทายาทและการได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า ศาลพิจารณาจากอะไร กำหนดจำนวนเงินอย่างไร และคดีค่าเลี้ยงดูได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมหรือไม่
ฟ้องขอผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้หรือไม่ ศาลมีอำนาจเปลี่ยนวิธีชำระหนี้จากคำพิพากษาเดิมหรือไม่ และขอบเขตการใช้มาตรา 162 เป็นอย่างไร
บุตรเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ บิดามารดาเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะได้เพียงใด และศาลจะกำหนดค่าเสียหายจากหลักเกณฑ์ใด
สามีภริยาแยกกันอยู่โดยยังไม่หย่า สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้หรือไม่ ศาลพิจารณาจากอะไรและกำหนดจำนวนเงินอย่างไร
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรลดได้หรือไม่ หากผู้จ่ายก่อหนี้ภายหลังและอ้างฐานะเปลี่ยนแปลง ศาลจะพิจารณาอย่างไรตามกฎหมายครอบครัว
มารดาของผู้ตายมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนหลานได้หรือไม่ และศาลฎีกาวางหลักอย่างไรเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายแต่ละคน
บิดาอ้างหนี้สินส่วนตัวหรือหนี้ครัวเรือนเพื่อไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่ และสามารถนำมาหักกลบลบหนี้ตามสัญญาหย่าได้เพียงใดตามหลักกฎหมายครอบครัว
คู่สมรสเสียชีวิตระหว่างฎีกาใครมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนได้ และทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวเมื่อมีทรัพย์มรดกเข้ามาเกี่ยวข้อง
สามีเป็นเจ้าของคอนโดก่อนสมรสสามารถฟ้องขับไล่ภริยาออกจากห้องชุดได้หรือไม่ เมื่อยังไม่ได้หย่าและยังมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู
ผู้อนุบาลต้องเป็นใคร เมื่อมีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ในทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถ ศาลพิจารณาจากหลักเกณฑ์ใดและคุ้มครองประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถอย่างไร
ผู้ใช้อำนาจปกครองโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้รับโอนโดยสุจริตมีสิทธิในทรัพย์สินหรือไม่
บุตรมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการขายที่ดินมรดกที่มารดาขายให้บุคคลภายนอกหรือไม่ เมื่อกฎหมายห้ามฟ้องบุพการีโดยตรง
การเพิกถอนการสมรสที่ทำในนามผู้ตาย การสมรสโมฆะเพราะผู้ตายหมดสภาพบุคคล, ผู้ตายไม่อาจทำการสมรส (ฎีกา 1541/2568)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนทรัพย์(ฎีกา 6926/2560)