ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คู่สมรสเสียชีวิตระหว่างฎีกาใครมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนได้ และทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวเมื่อมีทรัพย์มรดกเข้ามาเกี่ยวข้อง article

คู่สมรสเสียชีวิตระหว่างฎีกาใครเข้าเป็นคู่ความแทนได้, สิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรสตกทอดแก่ทายาทได้หรือไม่, อำนาจปกครองบุตรเมื่อมารดาเสียชีวิตเป็นของใคร, ทรัพย์มรดกของสามีถือเป็นสินส่วนตัวหรือไม่, เงินที่ได้จากการขายทรัพย์มรดกเป็นสินสมรสหรือไม่, การแบ่งสินสมรสเมื่อมีทรัพย์มรดกปะปนอยู่ด้วย, รายได้จากค่าเช่าทรัพย์สินต้องแบ่งเป็นสินสมรสหรือไม่, การพิสูจน์ว่าสินทรัพย์เป็นสินส่วนตัวของคู่สมรส, ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนในคดีเพียงใด, เรียกทรัพย์สินคืนหลังการหย่า 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในคดีครอบครัวหลายประเด็นที่เชื่อมโยงกัน ทั้งเรื่องสิทธิของทายาทในการเข้าเป็นคู่ความแทนผู้มรณะ สิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรสที่สิ้นสุดลงเมื่อถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรภายหลังการเสียชีวิตของบิดาหรือมารดา ตลอดจนการจำแนกทรัพย์สินระหว่างสินสมรสกับสินส่วนตัวในกรณีที่ทรัพย์มรดกและเงินที่ได้จากทรัพย์มรดกถูกนำมาใช้ร่วมกับทรัพย์สินที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส คดีนี้เริ่มต้นจากการฟ้องหย่า แบ่งสินสมรส เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ ขอใช้อำนาจปกครองบุตร และเรียกทรัพย์สินคืนจากคู่สมรสอีกฝ่าย ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าขาดจากกันและวินิจฉัยเกี่ยวกับทรัพย์สินบางส่วน แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ถึงแก่ความตาย ทำให้เกิดปัญหาว่าสิทธิเรียกร้องใดสามารถตกทอดให้บุคคลอื่นเข้ามาดำเนินคดีแทนได้ และสิทธิเรียกร้องใดเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่ย่อมระงับสิ้นสุดลงพร้อมกับการตายของเจ้าของสิทธิ นอกจากนี้ยังมีข้อพิพาทสำคัญเกี่ยวกับที่ดิน บ้าน รถยนต์ ทองคำ เงินที่ได้จากการขายทรัพย์มรดก รายได้จากค่าเช่า และทรัพย์สินอื่น ๆ ซึ่งต้องพิจารณาว่าเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งกัน หรือเป็นสินส่วนตัวที่คู่สมรสอีกฝ่ายไม่มีสิทธิเรียกร้องแบ่งได้ โดยศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ การสืบที่มาของเงินที่ใช้ซื้อทรัพย์สิน การใช้เงินมรดกชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง ตลอดจนหลักการเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรเมื่อมารดาถึงแก่ความตาย อันเป็นแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญต่อการดำเนินคดีครอบครัวและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอย่างยิ่ง 

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ต่อมาความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสมีปัญหาจนเกิดข้อพิพาทขึ้น โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหย่าขาดจากกัน พร้อมทั้งขอแบ่งสินสมรส เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ ขอใช้อำนาจปกครองบุตร และขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นสินส่วนตัว รวมทั้งเรียกเงินจำนวนมากที่เห็นว่าเป็นส่วนแบ่งในทรัพย์สินที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส 

ข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งคือ ก่อนจดทะเบียนสมรส จำเลยได้รับมรดกจากมารดาบุญธรรม เป็นตึกแถวจำนวน 11 คูหา และหอพัก 4 ชั้น จำนวน 30 ห้อง ซึ่งเดิมมีการนำออกให้เช่าอยู่แล้ว ต่อมาภายหลังสมรส จำเลยทยอยขายตึกแถวจำนวน 4 คูหา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 37,000,000 บาท ขณะที่ตลอดระยะเวลาที่อยู่กินกัน โจทก์และจำเลยมิได้ประกอบอาชีพอื่นเป็นหลัก โดยมีรายได้จากค่าเช่าตึกแถวและหอพักเป็นสำคัญและนำรายได้ดังกล่าวมาใช้จ่ายภายในครอบครัว 

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา จึงพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน พร้อมกำหนดผลแห่งการแบ่งทรัพย์สินบางส่วน โดยให้จำเลยชำระเงินจำนวน 453,774 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ให้แบ่งรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ดรุ่นเอเวอเรสกันคนละครึ่ง และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก 

โจทก์ไม่พอใจคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน จึงอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์ฎีกาในประเด็นเกี่ยวกับทรัพย์สินหลายรายการ โดยเฉพาะที่ดินพร้อมบ้าน เงินจากการขายที่ดิน ทองคำแท่ง รถยนต์ รายได้ค่าเช่า ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร และทรัพย์สินอื่นที่อ้างว่าเป็นสินสมรสหรือเป็นทรัพย์สินที่จำเลยต้องคืนให้แก่ตน 

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น กล่าวคือ โจทก์ถึงแก่ความตาย มารดาของโจทก์จึงยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ โดยจำเลยไม่คัดค้าน อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาต้องพิจารณาก่อนว่าประเด็นใดเป็นสิทธิที่ตกทอดแก่ทายาทและสามารถมีผู้เข้ามาดำเนินคดีแทนได้ และประเด็นใดเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่สิ้นสุดลงเมื่อเจ้าของสิทธิเสียชีวิต อันเป็นจุดเริ่มต้นของการวินิจฉัยปัญหาสำคัญในคดีนี้เกี่ยวกับสิทธิเฉพาะตัว อำนาจปกครองบุตร และสิทธิในทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส 

จากข้อเท็จจริงทั้งหมด ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาเป็นลำดับว่า มารดาของโจทก์มีสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนได้เพียงใด สิทธิเรียกร้องใดระงับไปเพราะการตายของโจทก์ และทรัพย์สินแต่ละรายการที่เป็นข้อพิพาทนั้นมีสถานะเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวของจำเลย โดยเฉพาะทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับมรดกซึ่งจำเลยได้รับมาก่อนสมรสและเงินที่เกิดจากการจำหน่ายทรัพย์มรดกดังกล่าว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของข้อพิพาททั้งหมดในคดีนี้ 

ปัญหาการเข้าเป็นคู่ความแทนผู้มรณะ สิทธิเฉพาะตัว และอำนาจปกครองบุตร

ประเด็นสำคัญลำดับแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยมิใช่เรื่องการแบ่งทรัพย์สิน แต่เป็นปัญหาว่าเมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มารดาของโจทก์ซึ่งยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจะมีสิทธิเข้ามาดำเนินคดีแทนได้เพียงใด เนื่องจากคดีนี้มิได้มีเพียงข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังมีคำขอเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ และอำนาจปกครองบุตร ซึ่งล้วนมีลักษณะเกี่ยวพันกับสถานภาพและสิทธิส่วนบุคคลของคู่สมรสโดยตรง 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำขอเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพนั้นเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวของโจทก์ในฐานะภริยา เพราะเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งเรียกร้องจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ตามสถานะความเป็นสามีภริยา สิทธิลักษณะเช่นนี้มิใช่สิทธิในทรัพย์สินทั่วไปที่สามารถโอนหรือสืบทอดต่อไปได้ แต่เป็นสิทธิที่ผูกพันอยู่กับตัวบุคคลผู้ทรงสิทธิ เมื่อเจ้าของสิทธิถึงแก่ความตาย สิทธิดังกล่าวย่อมสิ้นสุดลงไปพร้อมกับตัวบุคคลนั้น จึงไม่มีเหตุที่จะให้บุคคลอื่นเข้ามาดำเนินคดีแทนต่อไปได้ ศาลจึงเห็นว่าไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพอีกต่อไป 

สำหรับประเด็นอำนาจปกครองบุตร ศาลฎีกาเห็นว่ากฎหมายได้กำหนดผลไว้โดยตรงแล้วว่า เมื่อมารดาซึ่งมีอำนาจปกครองบุตรถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองดังกล่าวย่อมตกแก่บิดาซึ่งยังมีชีวิตอยู่ตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นมารดาของเด็กชาย ส. ถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรจึงตกแก่จำเลยซึ่งเป็นบิดาโดยผลของกฎหมายทันที ไม่จำเป็นต้องมีการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าวอีก และไม่มีเหตุที่จะให้มารดาของโจทก์เข้ามาดำเนินคดีแทนในเรื่องอำนาจปกครองบุตร เพราะมิใช่สิทธิที่ตกทอดสู่ทายาทของโจทก์ได้ 

จากเหตุผลดังกล่าว ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้มารดาของโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ และอำนาจปกครองบุตร เนื่องจากสิทธิทั้งสามประเด็นดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสิทธิในทรัพย์สินที่ตกทอดได้ แต่เป็นสิทธิที่มีความผูกพันอยู่กับตัวบุคคลของโจทก์โดยเฉพาะ และบางประเด็นกฎหมายก็ได้กำหนดผลทางกฎหมายขึ้นแล้วภายหลังการเสียชีวิตของโจทก์ 

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาแยกพิจารณาอีกส่วนหนึ่งว่า คำขอเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสและการเรียกทรัพย์สินคืนมีลักษณะแตกต่างจากค่าอุปการะเลี้ยงดูหรืออำนาจปกครองบุตร เนื่องจากเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งเป็นสิทธิที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและสามารถตกทอดแก่ทายาทได้ หากเจ้าของสิทธิเสียชีวิตระหว่างการดำเนินคดี สิทธิเรียกร้องดังกล่าวยังคงมีอยู่และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกองมรดกของผู้ตาย ผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกจึงอาจเข้ามาดำเนินคดีแทนเพื่อรักษาสิทธิในทรัพย์สินนั้นต่อไปได้ 

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้มารดาของโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์เฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสและการเรียกทรัพย์คืนเท่านั้น ส่วนประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ และอำนาจปกครองบุตรนั้น ศาลไม่อนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทน และถือว่าไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปอีก เพราะสิทธิดังกล่าวสิ้นสุดลงหรือได้รับการกำหนดผลทางกฎหมายแล้วภายหลังการเสียชีวิตของโจทก์ 

แนววินิจฉัยในส่วนนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า แม้การถึงแก่ความตายของคู่ความจะไม่ทำให้คดีสิ้นสุดลงเสมอไป แต่การที่บุคคลอื่นจะเข้ามาเป็นคู่ความแทนได้นั้นต้องพิจารณาจากลักษณะของสิทธิที่พิพาทกันเป็นสำคัญ หากเป็นสิทธิเฉพาะตัวซึ่งผูกพันกับสถานะส่วนบุคคล สิทธินั้นย่อมสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าของสิทธิเสียชีวิต แต่หากเป็นสิทธิในทรัพย์สินซึ่งสามารถตกทอดสู่ทายาทได้ บุคคลผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกย่อมมีสิทธิเข้ามาดำเนินคดีแทนเพื่อรักษาประโยชน์แห่งทรัพย์สินนั้นต่อไปได้ อันเป็นหลักการสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 

การวินิจฉัยเรื่องสินสมรสและสินส่วนตัวจากทรัพย์มรดกของจำเลย

ภายหลังจากศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องคู่ความแทนแล้ว ประเด็นสำคัญต่อมาคือการพิจารณาว่าทรัพย์สินแต่ละรายการที่เป็นข้อพิพาทระหว่างคู่สมรสมีสถานะเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว โดยเฉพาะกรณีที่จำเลยได้รับทรัพย์มรดกมาก่อนสมรสและต่อมานำทรัพย์มรดกดังกล่าวไปจำหน่ายหรือแปรสภาพเป็นทรัพย์สินประเภทอื่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของข้อพิพาทในคดีนี้ เนื่องจากโจทก์อ้างว่าทรัพย์หลายรายการที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งกันคนละครึ่ง ขณะที่จำเลยยืนยันว่าทรัพย์ดังกล่าวมีที่มาจากทรัพย์มรดกซึ่งเป็นสินส่วนตัวของตน 

ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาพิจารณาคือที่ดินโฉนดเลขที่ 3785 พร้อมบ้าน ซึ่งปรากฏว่าคู่สมรสร่วมกันซื้อในระหว่างสมรสและมีการกู้เงินจากธนาคารมาชำระค่าซื้อทรัพย์สินดังกล่าว เมื่อพิจารณาเฉพาะลักษณะภายนอกแล้ว ทรัพย์ดังกล่าวย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นสินสมรส เพราะได้มาในระหว่างสมรส อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าข้อสันนิษฐานดังกล่าวสามารถหักล้างได้ หากมีพยานหลักฐานแสดงให้เห็นถึงที่มาของเงินที่ใช้ชำระค่าทรัพย์สินอย่างชัดเจน 

จากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยได้นำเงินที่ได้รับจากการขายตึกแถวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของตนจำนวน 2 คูหา ไปชำระหนี้เงินกู้และไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าว โดยมีหลักฐานการฝากเงินเพื่อชำระหนี้แก่ธนาคารในช่วงเวลาใกล้เคียงกับวันที่ขายตึกแถวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งคู่สมรสทั้งสองมิได้ประกอบอาชีพอื่นและไม่มีแหล่งรายได้ขนาดใหญ่ที่สามารถนำมาชำระหนี้จำนวนดังกล่าวได้ ศาลจึงเชื่อว่าจำเลยใช้เงินจากการขายทรัพย์มรดกจริงตามที่อ้าง 

อย่างไรก็ตาม ศาลมิได้วินิจฉัยว่าที่ดินพร้อมบ้านทั้งหมดเป็นสินส่วนตัวของจำเลย เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่าในระยะแรกมีการใช้เงินที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสผ่อนชำระหนี้บางส่วนมาก่อน ต่อมาจึงมีการนำเงินมรดกของจำเลยมาชำระหนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมดและไถ่ถอนจำนองออกมาได้ ศาลจึงเห็นว่าสามารถแยกสัดส่วนระหว่างส่วนที่เป็นสินสมรสกับส่วนที่เป็นสินส่วนตัวได้ เมื่อหย่ากันจึงต้องคืนเฉพาะส่วนที่เป็นเงินสินสมรสซึ่งเคยใช้ผ่อนชำระหนี้ในช่วงแรกให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่แบ่งมูลค่าที่ดินและบ้านทั้งหมดตามที่โจทก์เรียกร้อง 

สำหรับทรัพย์สินอีกสามรายการ ได้แก่ เงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8905 ทองคำแท่งน้ำหนัก 200 บาท และรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ศาลฎีกาพิจารณาจากมูลค่าทรัพย์สินและแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ซื้อ โดยเห็นว่าทรัพย์แต่ละรายการมีมูลค่าสูงมากและไม่ปรากฏว่าเป็นการซื้อโดยวิธีผ่อนชำระ อีกทั้งจำเลยได้รับเงินจำนวนมหาศาลจากการขายตึกแถวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกมาก่อนหน้า จึงมีเหตุผลรองรับว่าจำเลยนำเงินจากทรัพย์มรดกดังกล่าวไปซื้อทรัพย์ทั้งสามรายการนี้ 

ศาลยังพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าตลอดระยะเวลาการสมรส คู่สมรสทั้งสองมิได้ประกอบอาชีพอื่นนอกจากอาศัยรายได้จากค่าเช่าตึกแถวและหอพัก อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารนอกบ้าน การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ การจ้างแม่บ้าน การดูแลบุคคลในครอบครัว การศึกษาเล่าเรียนของบุตร และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ภายในครอบครัว จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่าทรัพย์สินมูลค่าสูงดังกล่าวเกิดจากเงินรายได้ที่เป็นสินสมรสเพียงอย่างเดียว 

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงรับฟังว่าทรัพย์ทั้งสามรายการมีที่มาจากเงินซึ่งจำเลยได้รับจากการขายทรัพย์มรดกอันเป็นสินส่วนตัวของตน ทรัพย์ที่ได้มาแทนทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงยังคงรักษาสภาพเป็นสินส่วนตัวต่อไป แม้จะได้มาในระหว่างสมรสก็ตาม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์เหล่านี้ในฐานะสินสมรสได้ 

แนววินิจฉัยในส่วนนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า การพิจารณาว่าทรัพย์สินเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว มิได้ดูเพียงวันเวลาที่ได้มาซึ่งทรัพย์สินเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ซื้อหรือได้มาซึ่งทรัพย์นั้นด้วย หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินที่ได้มาใหม่เกิดจากการนำสินส่วนตัวเดิมไปแปรสภาพหรือเปลี่ยนรูป ทรัพย์ที่ได้มาใหม่นั้นย่อมคงสถานะเป็นสินส่วนตัวต่อไป แม้จะได้มาในระหว่างสมรสก็ตาม ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินในคดีนี้ 

การวินิจฉัยเรื่องค่าเช่า ดอกเบี้ยเงินฝาก การใช้จ่ายภายในครอบครัว และการเรียกทรัพย์สินคืน

นอกจากข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการแปรสภาพทรัพย์มรดกแล้ว โจทก์ยังอ้างว่าจำเลยมีรายได้จากค่าเช่าตึกแถวหลายคูหา ค่าเช่าหอพัก และดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารจากเงินที่ได้จากการขายตึกแถวเป็นจำนวนมาก โดยเห็นว่ารายได้ดังกล่าวเป็นสินสมรสที่ยังคงเหลืออยู่และต้องนำมาแบ่งกันคนละครึ่งภายหลังการหย่า ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวรับฟังได้เพียงใด และมีทรัพย์สินคงเหลืออยู่ให้แบ่งตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ 

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าจำเลยได้รับค่าเช่าในจำนวนสูงตามที่ระบุไว้ในคำฟ้อง ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่โจทก์ที่จะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นถึงจำนวนรายได้ดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มีเพียงคำเบิกความของตนเองว่าตนเคยช่วยเก็บค่าเช่าทรัพย์สินเหล่านั้น โดยไม่มีเอกสารทางบัญชี หลักฐานการรับเงิน หรือหลักฐานทางการเงินใดที่สามารถยืนยันจำนวนรายได้ตามที่กล่าวอ้างได้อย่างแน่นอน 

แม้โจทก์จะนำคลิปเสียงการสนทนาของบุคคลอื่นเกี่ยวกับอัตราค่าเช่าทรัพย์สินมาแสดงต่อศาล แต่ศาลเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการคาดคะเนหรือการรับรู้โดยอ้อม มิใช่หลักฐานที่แสดงรายได้ที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งตามสภาพปกติของการประกอบกิจการให้เช่า ย่อมมีช่วงเวลาที่ห้องเช่าหรืออาคารบางส่วนว่าง ไม่มีผู้เช่า หรือจำเป็นต้องปิดปรับปรุงซ่อมแซม จึงไม่อาจนำอัตราค่าเช่าสูงสุดมาคำนวณเป็นรายได้ตลอดเวลาได้ตามที่โจทก์อ้าง 

ในทางตรงกันข้าม จำเลยมีหนังสือสัญญาเช่าบางส่วนมาแสดงต่อศาล รวมทั้งมีภาพถ่ายสภาพอาคารและหอพักที่ชำรุดทรุดโทรม ตลอดจนเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอาคารจำนวนหลายรายการ ซึ่งสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยว่ารายได้จากการให้เช่าจริงมีจำนวนต่ำกว่าที่โจทก์กล่าวอ้าง และยังต้องหักค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและบำรุงรักษาทรัพย์สินอีกเป็นจำนวนมาก 

ส่วนประเด็นดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารจากเงินที่ได้จากการขายตึกแถวนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานทางการเงินใดที่แสดงว่าจำเลยนำเงินไปฝากธนาคารเมื่อใด ฝากเป็นจำนวนเท่าใด หรือยังคงมีเงินฝากคงเหลืออยู่เท่าใด การกล่าวอ้างเรื่องดอกเบี้ยจึงเป็นเพียงการคำนวณโดยประมาณของโจทก์เท่านั้น อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าจำเลยได้นำเงินจากการขายตึกแถวไปใช้ในหลายวัตถุประสงค์ ทั้งชำระหนี้เงินกู้ ไถ่ถอนจำนอง ซื้อทรัพย์สินอื่น ใช้จ่ายภายในครอบครัว และชำระหนี้ที่เกี่ยวข้องกับกองมรดก ทำให้ไม่อาจรับฟังได้ว่ายังคงมีเงินฝากจำนวนมากเหลืออยู่ในลักษณะที่ก่อให้เกิดดอกเบี้ยตามที่โจทก์กล่าวอ้าง 

ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิถีชีวิตและค่าใช้จ่ายของครอบครัว โดยปรากฏว่าตลอดระยะเวลาที่อยู่กินกัน คู่สมรสทั้งสองมีการใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิตในระดับสูง มีการรับประทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำ เดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ จ้างแม่บ้านดูแลบ้านพัก อุปการะบุคคลในครอบครัว และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตร รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตของครอบครัวโดยรวม ซึ่งล้วนเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการสมรส 

นอกจากนี้ยังปรากฏว่าจำเลยได้นำเงินส่วนหนึ่งไปชำระหนี้ของกองมรดกในฐานะทายาทผู้รับมรดกด้วย ศาลจึงเห็นว่าเงินที่ได้จากทรัพย์มรดกและเงินที่เกิดจากค่าเช่าทรัพย์สินต่าง ๆ ถูกนำมาใช้จ่ายปะปนกันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนไม่สามารถแยกออกได้อย่างชัดเจนว่าส่วนใดเหลืออยู่และเป็นของประเภทใด เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำหลักฐานมายืนยันได้ว่าหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วยังคงมีเงินสินสมรสคงเหลืออยู่เป็นจำนวนเท่าใด ศาลจึงไม่อาจกำหนดให้มีการแบ่งทรัพย์สินตามที่โจทก์เรียกร้องได้ 

สำหรับคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินตามรายการที่ 14 ถึง 21 หรือใช้ราคาแทนนั้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าจากพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบรับฟังได้ว่าทรัพย์บางรายการมิได้อยู่ในความครอบครองของจำเลย บางรายการมิใช่ทรัพย์ของโจทก์ และในส่วนเงินที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกู้ยืมไปนั้นก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่ามีการกู้ยืมกันจริง ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนทรัพย์สินหรือชดใช้ราคาแทนในรายการดังกล่าว 

เมื่อพิจารณาข้อพิพาททั้งหมดแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลล่างว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยยังมีทรัพย์สินหรือรายได้อันเป็นสินสมรสคงเหลืออยู่ตามจำนวนที่กล่าวอ้าง อีกทั้งไม่สามารถพิสูจน์สิทธิในทรัพย์สินที่ขอให้คืนได้อย่างเพียงพอ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ยกคำขอส่วนใหญ่ของโจทก์จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน และเมื่อประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ และอำนาจปกครองบุตรสิ้นสุดลงเพราะการถึงแก่ความตายของโจทก์ จึงไม่มีประเด็นใดที่ต้องวินิจฉัยแก้ไขเพิ่มเติมอีกต่อไป 

แนววินิจฉัยในส่วนนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญหลายประการ ได้แก่ หลักภาระการพิสูจน์ของผู้กล่าวอ้าง หลักการรับฟังพยานหลักฐานทางการเงิน หลักการพิจารณารายได้และรายจ่ายของครอบครัวโดยรวม ตลอดจนหลักการที่ว่า แม้รายได้บางประเภทจะมีลักษณะเป็นสินสมรส แต่หากถูกนำไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของครอบครัวหรือปะปนกับทรัพย์สินประเภทอื่นจนไม่อาจแยกสัดส่วนได้ และไม่มีหลักฐานแสดงว่าคงเหลืออยู่เท่าใด ศาลย่อมไม่อาจกำหนดให้มีการแบ่งทรัพย์สินตามจำนวนที่มีการกล่าวอ้างโดยปราศจากพยานหลักฐานรองรับได้ อันเป็นหลักสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยคดีนี้โดยตลอด 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยรับฟังว่าจำเลยอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องผู้อื่นฉันภริยา อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 453,774 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้แบ่งรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ดรุ่นเอเวอเรสระหว่างคู่ความคนละครึ่ง โดยให้ตกลงแบ่งกันก่อน หากตกลงไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินกัน และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว โดยไม่ตัดสิทธิของโจทก์ในการเยี่ยมเยียนบุตรตามสมควร ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวตรวจสำนวนและพยานหลักฐานแล้วเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ โดยเห็นว่าข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้นถูกต้องแล้ว และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 

3. ศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย มารดาของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสและการเรียกทรัพย์คืนเท่านั้น ไม่อนุญาตในประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ และอำนาจปกครองบุตร เนื่องจากเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดผลไว้แล้ว เมื่อพิจารณาประเด็นทรัพย์สินทั้งหมด ศาลฎีกาเห็นว่าที่ดินพร้อมบ้านมีส่วนที่เกิดจากเงินสินสมรสและส่วนที่เกิดจากเงินมรดกของจำเลย จึงแบ่งได้เฉพาะส่วนที่เป็นสินสมรสตามที่ศาลล่างวินิจฉัยไว้ ส่วนทรัพย์สินอื่น ได้แก่ ที่ดิน ทองคำแท่ง รถยนต์ รายได้ค่าเช่า ดอกเบี้ยเงินฝาก และทรัพย์สินที่ขอให้คืน โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ตามที่กล่าวอ้าง จึงไม่มีสิทธิได้รับแบ่งหรือเรียกคืนเพิ่มเติม ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวและกฎหมายทรัพย์สินหลายประการ ประการแรก สิทธิเรียกร้องบางประเภทแม้จะเกิดขึ้นในระหว่างสมรส แต่มีลักษณะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรสผู้ทรงสิทธิ เช่น ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพ เมื่อเจ้าของสิทธิถึงแก่ความตาย สิทธิดังกล่าวย่อมระงับสิ้นสุด ไม่ตกทอดแก่ทายาทและไม่อาจมีผู้เข้ามาดำเนินคดีแทนได้

ประการที่สอง อำนาจปกครองบุตรเป็นสิทธิและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรง เมื่อมารดาถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองย่อมตกแก่บิดาที่มีชีวิตอยู่ตามผลของกฎหมาย จึงไม่ใช่สิทธิที่บุคคลอื่นจะเข้ามาอ้างแทนได้

ประการที่สาม การพิจารณาว่าทรัพย์สินเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว มิได้พิจารณาเฉพาะช่วงเวลาที่ได้ทรัพย์สินมาเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ได้มาซึ่งทรัพย์สินนั้นด้วย หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินเกิดจากการแปรสภาพหรือเปลี่ยนรูปของสินส่วนตัว ทรัพย์สินที่ได้มาใหม่ย่อมคงสถานะเป็นสินส่วนตัวต่อไป แม้จะได้มาในระหว่างสมรสก็ตาม

ประการที่สี่ ผู้ที่กล่าวอ้างสิทธิในทรัพย์สินหรือกล่าวอ้างว่ามีรายได้หรือทรัพย์สินคงเหลืออยู่ ย่อมมีภาระต้องนำพยานหลักฐานที่ชัดเจนมาพิสูจน์ ศาลไม่อาจวินิจฉัยตามข้อสันนิษฐานหรือการคาดคะเนได้ โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินจำนวนมาก รายได้ ค่าเช่า ดอกเบี้ย หรือทรัพย์สินทางการเงินต่าง ๆ จำเป็นต้องมีหลักฐานทางบัญชีหรือหลักฐานทางการเงินที่สามารถตรวจสอบได้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า สิทธิเรียกร้องใดเป็นสิทธิเฉพาะตัวซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อคู่ความถึงแก่ความตาย และสิทธิเรียกร้องใดเป็นสิทธิในทรัพย์สินที่สามารถมีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนได้ รวมถึงการวินิจฉัยว่าทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสแต่มีที่มาจากทรัพย์มรดกของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง จะยังคงเป็นสินส่วนตัวหรือกลายเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งกันเมื่อหย่า

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

อำนาจปกครองบุตรเมื่อมารดาถึงแก่ความตาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมารดาซึ่งเป็นคู่ความในคดีถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรย่อมตกแก่บิดาตามบทบัญญัติของกฎหมายโดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องมีการวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวต่อไป และบุคคลอื่นไม่มีสิทธิเข้ามาดำเนินคดีแทนในเรื่องนี้ได้ 

ทรัพย์มรดกที่แปรสภาพยังคงเป็นสินส่วนตัว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ทรัพย์สินบางรายการจะได้มาในระหว่างสมรส แต่หากพิสูจน์ได้ว่าซื้อหรือได้มาด้วยเงินที่เกิดจากทรัพย์มรดกซึ่งเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง ทรัพย์สินนั้นย่อมยังคงมีสถานะเป็นสินส่วนตัว ไม่ตกเป็นสินสมรสที่อีกฝ่ายมีสิทธิเรียกร้องแบ่งได้ หลักสำคัญจึงอยู่ที่การพิสูจน์แหล่งที่มาของทรัพย์สินและเส้นทางของเงินที่ใช้ได้มาซึ่งทรัพย์นั้น 

อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 (1)

มาตรา 1566 (1) เป็นบทบัญญัติที่กำหนดเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ภายหลังจากที่บิดามารดาฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย โดยมีหลักการสำคัญว่า หากบิดาหรือมารดาซึ่งมีอำนาจปกครองบุตรร่วมกันอยู่ก่อนแล้วถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองย่อมตกแก่บิดาหรือมารดาอีกฝ่ายหนึ่งที่ยังมีชีวิตอยู่โดยผลของกฎหมายทันที หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดูแล อุปการะ เลี้ยงดู คุ้มครอง และตัดสินใจแทนบุตรผู้เยาว์ โดยไม่ปล่อยให้เกิดภาวะที่บุตรขาดผู้ใช้อำนาจปกครองหรือเกิดความไม่แน่นอนในสถานะทางกฎหมายของเด็ก

แนวคิดสำคัญของมาตรานี้ตั้งอยู่บนหลักที่ว่า บิดาและมารดาเป็นบุคคลที่กฎหมายถือว่าใกล้ชิดและมีหน้าที่โดยตรงต่อบุตรมากที่สุด ดังนั้น เมื่อฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต อีกฝ่ายหนึ่งจึงเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการรับหน้าที่และอำนาจดังกล่าวต่อไป เว้นแต่จะมีเหตุพิเศษที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การเปลี่ยนแปลงอำนาจปกครองตามมาตรานี้จึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งศาลหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อก่อให้เกิดสิทธิ

สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 1566 (1) มาใช้วินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์ซึ่งเป็นมารดาของเด็กชาย ส. ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นฎีกา เดิมมีข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรอยู่ในสำนวน แต่เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายแล้ว กฎหมายกำหนดผลไว้ชัดเจนว่าอำนาจปกครองบุตรย่อมตกแก่จำเลยซึ่งเป็นบิดาโดยผลของกฎหมายทันที ศาลจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยข้อพิพาทเรื่องอำนาจปกครองต่อไปอีก และมารดาของโจทก์ซึ่งยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนก็ไม่มีอำนาจเข้ามาดำเนินคดีแทนในประเด็นดังกล่าว เพราะสิทธิเรื่องอำนาจปกครองมิใช่ทรัพย์สินที่ตกทอดทางมรดก แต่เป็นสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวที่ผูกพันกับสถานะของบิดาและมารดาโดยตรง

แนววินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มาตรา 1566 (1) เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์เป็นสำคัญ โดยทำให้สถานะของผู้ใช้อำนาจปกครองมีความชัดเจนทันทีเมื่อเกิดเหตุการเสียชีวิตของบิดาหรือมารดาฝ่ายหนึ่ง ลดปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับผู้มีอำนาจตัดสินใจแทนเด็ก และทำให้การดูแลบุตรสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัว 

อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42

มาตรา 42 เป็นบทบัญญัติสำคัญในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่เกี่ยวข้องกับกรณีคู่ความถึงแก่ความตายระหว่างการดำเนินคดี โดยมีหลักการสำคัญว่า หากสิทธิหรือหน้าที่ที่เป็นข้อพิพาทในคดีนั้นสามารถตกทอดหรือสืบต่อไปยังบุคคลอื่นได้ ผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้สืบสิทธิอาจเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้คดีต้องสิ้นสุดลงเพียงเพราะคู่ความฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย หากข้อพิพาทนั้นยังมีผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินหรือประโยชน์ทางกฎหมายของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม หลักการดังกล่าวมิได้ใช้กับสิทธิทุกประเภท เพราะกฎหมายแยกความแตกต่างระหว่างสิทธิในทรัพย์สินกับสิทธิเฉพาะตัว สิทธิในทรัพย์สิน เช่น สิทธิเรียกร้องทรัพย์สิน สิทธิแบ่งทรัพย์สิน หรือสิทธิเรียกคืนทรัพย์ ย่อมตกทอดแก่ทายาทหรือผู้สืบสิทธิได้ แต่สิทธิที่มีลักษณะเป็นสิทธิเฉพาะตัว เช่น สิทธิที่เกิดจากสถานภาพบุคคล สิทธิที่ผูกพันกับตัวบุคคลโดยเฉพาะ หรือสิทธิที่กฎหมายกำหนดให้มีอยู่เฉพาะผู้ทรงสิทธิเท่านั้น ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย และไม่อาจมีผู้ใดเข้ามาดำเนินคดีแทนได้

ในคดีนี้ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มารดาของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาแยกเป็นรายประเด็นว่าข้อพิพาทใดสามารถตกทอดได้และข้อพิพาทใดเป็นสิทธิเฉพาะตัว ศาลเห็นว่าประเด็นเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสและการเรียกทรัพย์คืนเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งหากโจทก์มีสิทธิอยู่ สิทธิดังกล่าวย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของกองมรดกและสามารถมีผู้เข้ามาดำเนินคดีแทนได้ จึงอนุญาตให้มารดาของโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนในส่วนดังกล่าว

ในทางตรงกันข้าม ประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ และอำนาจปกครองบุตร เป็นสิทธิที่มีลักษณะผูกพันกับตัวบุคคลของโจทก์โดยตรง มิใช่สิทธิในทรัพย์สินที่ตกทอดได้ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิเหล่านี้ย่อมสิ้นสุดลงหรือกฎหมายกำหนดผลไว้แล้ว ศาลจึงไม่อนุญาตให้มารดาของโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนในประเด็นดังกล่าว

แนววินิจฉัยในคดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำหลักการตามมาตรา 42 มาใช้ในทางปฏิบัติ โดยศาลมิได้พิจารณาเพียงว่าคู่ความถึงแก่ความตายหรือไม่ แต่พิจารณาลึกลงไปถึงลักษณะของสิทธิที่เป็นข้อพิพาทว่ามีลักษณะเป็นสิทธิในทรัพย์สินหรือเป็นสิทธิเฉพาะตัว เพราะสาระสำคัญของมาตรานี้อยู่ที่การสืบต่อแห่งสิทธิ ไม่ใช่เพียงการสืบต่อแห่งตัวบุคคล หากสิทธิยังคงมีอยู่และตกทอดได้ ผู้สืบสิทธิก็มีสิทธิเข้ามาดำเนินคดีแทน แต่หากสิทธินั้นสิ้นสุดลงพร้อมกับตัวบุคคล การเข้าเป็นคู่ความแทนย่อมไม่อาจกระทำได้ตามกฎหมาย 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม ทายาทสามารถเข้าเป็นคู่ความแทนผู้ตายในคดีครอบครัวได้ทุกกรณีหรือไม่

คำตอบ 

ทายาทหรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียไม่สามารถเข้าเป็นคู่ความแทนผู้ตายในคดีครอบครัวได้ทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาก่อนว่าสิทธิที่เป็นข้อพิพาทนั้นเป็นสิทธิในทรัพย์สินหรือเป็นสิทธิเฉพาะตัว หากเป็นสิทธิในทรัพย์สิน เช่น สิทธิเรียกร้องให้แบ่งสินสมรส สิทธิเรียกคืนทรัพย์สิน หรือสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับทรัพย์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สิทธิดังกล่าวอาจตกทอดเป็นมรดกได้ ผู้สืบสิทธิจึงอาจเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะเพื่อดำเนินคดีต่อไปได้ แต่หากเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่ผูกพันกับสถานะของบุคคล เช่น สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ หรือสิทธิที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เฉพาะตัวของคู่สมรส สิทธิเหล่านี้ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าของสิทธิถึงแก่ความตาย บุคคลอื่นจึงไม่อาจเข้ามาดำเนินคดีแทนได้ หลักสำคัญจึงอยู่ที่การพิจารณาลักษณะของสิทธิที่พิพาทกัน ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะการมีฐานะเป็นทายาทของผู้ตายเท่านั้น 

2 คำถาม เมื่อมารดาถึงแก่ความตายระหว่างคดี อำนาจปกครองบุตรจะเป็นของใคร

คำตอบ 

เมื่อมารดาซึ่งมีอำนาจปกครองบุตรถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรย่อมตกแก่บิดาซึ่งยังมีชีวิตอยู่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยไม่จำเป็นต้องรอคำพิพากษาของศาลในคดีนั้นอีกต่อไป หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดูแลบุตรผู้เยาว์เป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่เกิดช่องว่างในการใช้อำนาจปกครอง กฎหมายถือว่าบิดาและมารดาเป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงต่อบุตร ดังนั้นเมื่อฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต อีกฝ่ายหนึ่งจึงรับหน้าที่ดังกล่าวต่อไปโดยผลของกฎหมาย เว้นแต่จะมีเหตุอื่นตามกฎหมายที่ทำให้ไม่สามารถใช้อำนาจปกครองได้ กรณีเช่นนี้บุคคลอื่น แม้จะเป็นญาติใกล้ชิดของผู้ตาย ก็ไม่มีสิทธิเข้ามาอ้างอำนาจปกครองแทนเพียงเพราะผู้ใช้อำนาจปกครองเดิมถึงแก่ความตาย เนื่องจากกฎหมายได้กำหนดผู้มีอำนาจไว้ชัดเจนแล้ว 

3 คำถาม ทรัพย์สินที่ซื้อในระหว่างสมรสจะถือเป็นสินสมรสทั้งหมดหรือไม่

คำตอบ 

แม้กฎหมายจะมีข้อสันนิษฐานว่าทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด หากคู่ความฝ่ายใดสามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นมีที่มาจากสินส่วนตัวของตน ทรัพย์ดังกล่าวอาจไม่ถือเป็นสินสมรสก็ได้ การพิจารณาของศาลจะให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ซื้อทรัพย์สินเป็นสำคัญ เช่น หากพิสูจน์ได้ว่าใช้เงินที่ได้จากมรดก เงินที่มีอยู่ก่อนสมรส หรือเงินที่เป็นสินส่วนตัวตามกฎหมายมาซื้อทรัพย์สินดังกล่าว ทรัพย์นั้นย่อมอาจคงสถานะเป็นสินส่วนตัวต่อไป แม้จะซื้อในช่วงเวลาที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาก็ตาม ดังนั้นวันเวลาที่ได้ทรัพย์สินมาเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่ข้อพิจารณาเพียงประการเดียว แต่ต้องพิจารณาที่มาของทรัพย์สินและพยานหลักฐานประกอบทั้งหมดด้วย 

4 คำถาม เงินที่ได้จากการขายทรัพย์มรดกยังถือเป็นสินส่วนตัวอยู่หรือไม่

คำตอบ 

หลักกฎหมายโดยทั่วไปยอมรับว่า หากทรัพย์มรดกเป็นสินส่วนตัวของผู้รับมรดก เงินที่ได้จากการขายทรัพย์มรดกดังกล่าวย่อมยังคงมีลักษณะเป็นสินส่วนตัวเช่นเดียวกัน ตราบใดที่สามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างทรัพย์เดิมกับทรัพย์ใหม่ได้อย่างชัดเจน หลักการนี้เรียกว่าแนวคิดเรื่องการแปรสภาพทรัพย์สิน กล่าวคือ แม้ทรัพย์เดิมจะเปลี่ยนรูปไปเป็นเงินสด ที่ดิน รถยนต์ ทองคำ หรือทรัพย์สินประเภทอื่น แต่หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์ใหม่เกิดจากสินส่วนตัวเดิมโดยตรง ทรัพย์ใหม่ย่อมรักษาสถานะความเป็นสินส่วนตัวไว้ได้ อย่างไรก็ตาม หากมีการนำทรัพย์ดังกล่าวไปผสมปะปนกับสินสมรสหรือมีการใช้ร่วมกับทรัพย์สินอื่นจนไม่สามารถแยกสัดส่วนได้อย่างชัดเจน การวินิจฉัยของศาลอาจต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นรายกรณีไป 

5 คำถาม ผู้ที่อ้างว่าคู่สมรสอีกฝ่ายมีรายได้หรือทรัพย์สินซ่อนอยู่ต้องพิสูจน์อย่างไร

คำตอบ 

ในคดีเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสหรือทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส ผู้ที่กล่าวอ้างว่าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งมีทรัพย์สิน รายได้ ค่าเช่า ดอกผล หรือเงินฝากอยู่ในความครอบครอง ย่อมมีภาระในการนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อศาล การกล่าวอ้างโดยลำพังหรือการคาดคะเนจากพฤติการณ์ทั่วไปมักไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลรับฟังได้ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมากหรือธุรกรรมทางการเงิน จำเป็นต้องมีเอกสารทางบัญชี หลักฐานการรับจ่ายเงิน สัญญาเช่า รายการเดินบัญชี หรือพยานหลักฐานอื่นที่ตรวจสอบได้ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีทรัพย์สินดังกล่าวอยู่จริง หรือไม่สามารถพิสูจน์จำนวนที่แน่นอนได้ ศาลย่อมไม่อาจกำหนดให้แบ่งทรัพย์สินตามจำนวนที่มีการกล่าวอ้างได้ เพราะการวินิจฉัยคดีต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้จากพยานหลักฐาน มิใช่การคาดหมายหรือข้อสันนิษฐานฝ่ายเดียว 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3927/2562

โจทก์ฟ้องจำเลย ขอหย่า แบ่งสินสมรส เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ อำนาจปกครองบุตร และเรียกทรัพย์คืน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันด้วยเหตุที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องผู้อื่นฉันภริยา ในเรื่องหย่ายุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ถึงแก่ความตาย ร. มารดาของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ สำหรับประเด็นที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าเลี้ยงชีพ ถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ผู้เป็นภริยาจะเรียกร้องจากจำเลยได้ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในส่วนนี้ ส่วนประเด็นเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตร เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นมารดาถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรย่อมตกแก่จำเลยที่เป็นบิดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 (1) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในเรื่องอำนาจปกครองอีกต่อไป ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ในประเด็นดังกล่าว จึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะในประเด็นค่าเลี้ยงชีพ ค่าอุปการะ และอำนาจปกครองบุตร คงอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนที่เฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรส และการเรียกทรัพย์คืนเท่านั้น

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้บังคับจำเลยชำระเงิน 53,508,822 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ส. ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ส. จนกว่าเด็กชาย ส. จะบรรลุนิติภาวะ ให้จำเลยแบ่งดอกผลค่าเช่าเดือนละ 90,000 บาท 45,000 บาท และ 52,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือจนกว่าโจทก์กับจำเลยจะจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือจนกว่าโจทก์กับจำเลยจะจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยส่งคืนทรัพย์สินที่เป็นสินส่วนตัวตามรายการที่ 14 ถึง 21 แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,205,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยชำระเงิน 453,774 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยแบ่งรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเอเวอเรส แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง การแบ่งรถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์กับจำเลยตกลงกันเองก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำรถยนต์คันดังกล่าวขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงคนเดียว โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควร คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นาง ร. มารดาของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ จำเลยไม่ค้าน เห็นว่า สำหรับประเด็นเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าเลี้ยงชีพ ถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ผู้เป็นภริยาจะเรียกร้องจากจำเลยได้ ในส่วนประเด็นเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตร เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นมารดาถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรย่อมตกแก่จำเลยที่เป็นบิดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 (1) ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่ คงอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่เฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรส และการเรียกทรัพย์คืนเท่านั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชาย ส. ก่อนที่โจทก์กับจำเลยจะจดทะเบียนสมรสกันจำเลยได้รับมรดกจากนางสาว พ. มารดาบุญธรรม เป็นตึกแถว 11 คูหา และหอพัก 4 ชั้น จำนวน 30 ห้อง เดิมนางสาว พ. ให้ผู้อื่นเช่าตึกแถวและหอพักดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 วันที่ 15 ธันวาคม 2549 วันที่ 14 ธันวาคม 2550 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 วันที่ 29 สิงหาคม 2551 จำเลยขายตึกแถวรวม 4 คูหา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 37,000,000 บาท หลังจากโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน โจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำงานคงมีรายได้จากเงินค่าเช่าตึกแถวและหอพักมาใช้จ่ายภายในครอบครัว สำหรับประเด็นเรื่องหย่านั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันด้วยเหตุที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องผู้อื่นฉันภริยา กับทรัพย์รายการที่ 5 ที่ 12 และที่ 13 คู่ความมิได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนทรัพย์รายการที่ 6 และที่ 7 โจทก์ไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยต้องแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 1 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3785 พร้อมบ้าน ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 5,000,000 บาท หรือไม่ ปัญหาข้อนี้ปรากฏจากสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาขายที่ดินว่า โจทก์กับจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมบ้านจากบริษัทดุสิตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 ในราคา 7,460,000 บาท และนำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยสมรสกัน โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง จำเลยมีภาระการพิสูจน์ ในข้อนี้จำเลยเบิกความว่า จำเลยนำเงินที่ได้จากการขายตึกแถวเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 จำนวน 6,656,135.65 บาท ไปชำระหนี้เงินกู้ยืมและไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3785 พร้อมบ้าน ซึ่งโจทก์ก็เบิกความรับว่า ในวันที่ 14 ธันวาคม 2550 และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ดังกล่าว จำเลยขายตึกแถวไปในราคาคูหาละ 7,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 14,000,000 บาท จริง อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความจำเลย ประกอบกับใบนำฝากระบุว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 และวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยนำฝากเงิน 3,000,000 บาท และ 3,656,135.65 บาท ตามลำดับ ให้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืม ซึ่งวันที่จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวแต่ละครั้งเป็นเวลาที่ต่อเนื่องภายหลังจากวันที่จำเลยขายตึกแถวทั้ง 2 คูหา เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ทั้งโจทก์และจำเลยต่างไม่ได้ทำงานและไม่ปรากฏว่ามีรายได้จากแหล่งอื่นเป็นเงินจำนวนมากพอที่จะนำมาชำระหนี้จำนวนนี้ได้ คำเบิกความของจำเลยจึงสมเหตุผลและมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยนำเงินที่ได้จากการขายตึกแถวทั้ง 2 คูหาดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางสาว พ. ที่ตกทอดแก่จำเลยอันเป็นสินส่วนตัวของจำเลยไปชำระหนี้เงินกู้ยืมทั้งหมดและไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมบ้านตามที่จำเลยนำสืบจริง เมื่อที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับจำเลยใช้เงินที่ได้มาระหว่างสมรสซึ่งเป็นสินสมรสผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมไปบางส่วนในระยะแรกและนำเงินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยไปชำระหนี้เงินกู้ยืมที่คงเหลือทั้งหมดและไถ่ถอนจำนองที่ดินออกมาแยกได้เป็นสัดส่วนจากกัน ดังนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยหย่ากันจึงต้องแบ่งทรัพย์สินในส่วนของที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าว และเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสเป็นเงินที่ได้จากที่ดินและบ้านดังกล่าว กรณีเช่นนี้จำเลยจะต้องคืนเงินสินสมรสที่โจทก์กับจำเลยร่วมกันผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในระยะแรกแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยคืนเงินสินสมรสในส่วนนี้จำนวน 453,774 บาท ให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยต้องแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 2 คือ เงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8905 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 1,250,000 บาท ทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 3 คือ ทองคำแท่ง น้ำหนัก 200 บาท ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 2,000,000 บาท และทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 4 คือ รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 500,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่จำเลยซื้อทรัพย์สินทั้งสามรายการดังกล่าวมานั้นโจทก์เบิกความว่าซื้อที่ดินมาในราคา 1,700,000 บาท ทองคำแท่งราคา 400,000 บาท และรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์มีราคา ณ วันฟ้อง 1,000,000 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าทรัพย์แต่ละรายการมีมูลค่าเป็นเงินจำนวนมากและไม่ปรากฏว่าเป็นการซื้อโดยวิธีผ่อนชำระแต่อย่างใด แม้จะปรากฏตามสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินว่า จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8905 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 หลังจากจำเลยขายตึกแถวคูหาสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2551 เป็นระยะเวลาถึงปีเศษ ส่วนทองคำแท่งกับรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยซื้อมาเมื่อวันใดก็ตาม แต่การซื้อทรัพย์ทั้งสามรายการดังกล่าวต้องใช้เงินจำนวนมาก ดังนั้น ลำพังรายได้จากค่าเช่าตึกแถวและหอพักที่จำเลยได้รับในแต่ละเดือนระหว่างอยู่กินกับโจทก์ ซึ่งปกติต้องนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวและอุปการะเลี้ยงดูกันส่วนหนึ่งด้วยนั้น น่าเชื่อว่าจะมีเงินรายได้เหลือไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ซื้อทรัพย์แต่ละรายการดังกล่าวได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยได้เงินจำนวนมากจากการขายตึกแถวที่ได้รับมรดกมารวมเป็นเงิน 37,000,000 บาท ตามที่กล่าวข้างต้น จึงเชื่อว่าจำเลยนำเงินจำนวนนี้ส่วนหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากพอไปใช้ซื้อทรัพย์ทั้งสามรายการดังกล่าวตามที่จำเลยนำสืบจริง ทรัพย์ทั้งสามรายการนี้จึงยังคงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยหาใช่สินสมรสที่โจทก์จะมีสิทธิขอแบ่งไม่ ประกอบกับได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า ระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภริยา โจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำงานโดยมีรายได้จากค่าเช่าตึกแถวกับหอพักเท่านั้น โจทก์กับจำเลยมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย รับประทานอาหารนอกบ้านเกือบทุกวัน จ้างแม่บ้านทำงานบ้าน ท่องเที่ยวไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้จำเลยยังอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และช่วยเหลือดูแลบุคคลในครอบครัวของโจทก์ รวมทั้งอุปการะเลี้ยงดูกับออกค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนของเด็กชาย ส. ยิ่งไปกว่านั้นจำเลยให้เงินโจทก์ไปศัลยกรรมหน้าอกตามความประสงค์ของโจทก์ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่จำเลยจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ คิดคำนวณรวมกันแล้วต้องใช้เงินค่อนข้างสูงจำนวนหลายแสนบาทต่อเดือนหรือหลายล้านบาทต่อปี กรณีมีเหตุน่าเชื่อว่า จำเลยใช้เงินที่ได้จากการขายที่ดิน ทองคำแท่ง และรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ดังกล่าวหมดไปแล้วตามที่จำเลยนำสืบจริง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยต้องแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 8 ค่าเช่าตึกแถว รวม 6 คูหา รายการที่ 9 ค่าเช่าตึกแถว รวม 3 คูหา รายการที่ 10 ค่าเช่าตึกแถว และดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่ได้จากเงินที่ขายตึกแถว และรายการที่ 11 ค่าเช่าหอพัก ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าจำเลยมีรายได้จากค่าเช่าตึกแถวกับหอพักดังกล่าว ทั้งมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่จำเลยนำเงินที่ได้จากการขายตึกแถวรวม 5 คูหาไปฝากไว้ตามที่โจทก์ขอมาในฟ้อง จำเลยปฏิเสธว่า มีรายได้น้อยกว่าที่โจทก์ฟ้อง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้ แต่โจทก์เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า โจทก์เคยช่วยจำเลยเก็บค่าเช่าตึกแถวกับหอพักดังกล่าวในอัตราและจำนวนเงินตามฟ้อง โดยโจทก์ไม่มีหลักฐานการรับค่าเช่าตึกแถวกับหอพักของจำเลยตามที่โจทก์อ้างมาแสดงต่อศาล แม้โจทก์จะมีคลิปเสียง วัตถุพยาน ซึ่งบันทึกการสนทนาระหว่างบุคคลหนึ่งกับบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของร้านทองซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับตึกแถวของจำเลย เกี่ยวกับอัตราค่าเช่าตึกแถวและหอพักของจำเลยก็เป็นเพียงการคาดคะเนเอาเองเท่านั้น ทั้งตามปกติทั่วไปการให้เช่าตึกแถวกับหอพักอาจมีคนเช่าไม่ครบทั้งหมดและไม่ต่อเนื่องกันในแต่ละช่วงเวลา และยังต้องมีช่วงเวลาที่ปิดซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานอีกด้วย ส่วนจำเลยมีหลักฐานหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวมาแสดงว่า ได้รับค่าเช่าตึกแถวตามที่จำเลยนำสืบ และมีภาพถ่ายมาแสดงให้เห็นถึงสภาพของหอพักที่ทรุดโทรม รวมทั้งค่าซ่อมแชมตึกแถวเป็นจำนวนหลายรายการตามสำเนาราคาประเมินค่าซ่อมแซมตึก กรณีจึงมีเหตุน่าเชื่อว่าจำเลยได้รับค่าเช่าตึกแถวกับหอพักดังกล่าวตามข้อต่อสู้ของจำเลยซึ่งไม่มากเท่ากับที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารจากเงินที่จำเลยขายตึกแถวรวม 5 คูหา ก็เป็นเรื่องที่โจทก์คิดคำนวณโดยคาดคะเนเอาเองทั้งสิ้น โดยโจทก์ไม่มีหลักฐานทางการเงินของจำเลยมาแสดงให้เห็นว่า หลังจากจำเลยขายตึกแถวดังกล่าวแล้ว จำเลยนำเงินเข้าฝากธนาคารเมื่อใดเป็นจำนวนเงินเท่าใด และปัจจุบันจำเลยยังคงเหลือเงินฝากอยู่ในธนาคารเท่าใด นอกจากนี้ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้วว่า จำเลยขายตึกแถวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางสาว พ. ที่ตกทอดแก่จำเลยและเป็นสินส่วนตัวของจำเลยแล้วนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ยืมและไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3785 พร้อมบ้าน จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำเลยยังใช้เงินที่ได้จากการขายตึกแถวมรดกทั้ง 5 คูหาอีกส่วนหนึ่งซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8905 ซื้อทองคำแท่งและรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ตลอดจนนำมาเป็นค่าใช้จ่ายและค่าอุปการะเลี้ยงดูกันภายในครอบครัว ย่อมทำให้เงินที่ได้จากการขายตึกแถวดังกล่าวลดจำนวนลงตามที่จำเลยได้ใช้ไป จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้รับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารจากเงินที่จำเลยขายตึกแถวรวม 5 คูหา ดังกล่าวเป็นจำนวนมากดังที่โจทก์อ้าง นอกจากนี้ในส่วนรายจ่ายต่าง ๆ จำเลยก็นำสืบโดยมีพยานเอกสารมาแสดงว่า ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยอยู่กินกันฉันสามีภริยา โจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำงานโดยมีรายได้จากค่าเช่าตึกแถวกับหอพักเท่านั้น โจทก์กับจำเลยรับประทานอาหารนอกบ้านเกือบทุกวัน ท่องเที่ยวไปทั้งในประเทศกับต่างประเทศ โจทก์กับจำเลยจ้างแม่บ้านทำงานบ้าน และจำเลยยังอุปการะเลี้ยงดูโจทก์กับช่วยเหลือดูแลบุคคลในครอบครัวของโจทก์ อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่เด็กชาย ส. ดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วในประเด็นข้างต้น ทั้งยังต้องซ่อมแซมตึกแถวกับหอพักที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมแล้วนำออกให้เช่าเพื่อนำรายได้ใช้จ่ายในครอบครัว จึงถือเป็นการจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวนี้ย่อมผูกพันสินสมรสและสินส่วนตัวของสามีภริยาและถือเป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) นอกจากนี้จำเลยยังนำเงินไปชำระหนี้กองมรดกของนางสาว พ. ซึ่งถือว่าจำเลยดำเนินการดังกล่าวในฐานะทายาทผู้รับมรดกของนางสาว พ. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 และมาตรา 1601 โดยโจทก์เองก็เบิกความยอมรับในเรื่องนี้ไว้เช่นกัน ซึ่งเงินที่จำเลยใช้จ่ายในครอบครัวและเงินที่จำเลยชำระหนี้แทนกองมรดกของนางสาว พ. ดังกล่าวรวมกันแล้วเป็นเงินจำนวนหลายสิบล้านบาท กรณีจึงน่าเชื่อว่า จำเลยใช้เงินที่ได้จากการขายตึกแถวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกและสินส่วนตัวกับเงินที่ได้มาจากค่าเช่าตึกแถวกับหอพักดังกล่าวระคนปนกันไปจนมิอาจแยกออกเป็นสัดส่วนจากกันได้ เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงยืนยันว่า จำเลยยังคงมีเงินค่าเช่าตึกแถวกับหอพักเหลืออยู่หลังจากหักค่าใช้จ่ายในครอบครัวแล้วเป็นเงินเท่าใด จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ใช้จ่ายเงินเหล่านี้ไปโดยไม่มีเงินค่าเช่าตึกแถวกับหอพักรวมทั้งดอกเบี้ยเงินฝากอันเป็นสินสมรสเหลืออยู่ที่จะแบ่งให้แก่โจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 14 ถึง 21 ให้แก่โจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้เก็บทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 14 ถึง 18 ไว้ ส่วนทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 19 และ 20 ไม่ใช่ของโจทก์ และจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงิน 600,000 บาท อันเป็นทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 21 จากโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยคืนทรัพย์สินดังกล่าวหรือใช้ราคาได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ และอำนาจปกครองบุตร เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย กรณีเป็นสิทธิเฉพาะตัว ทั้งอำนาจปกครองบุตรตกแก่จำเลยซึ่งเป็นบิดาตามกฎหมาย เมื่อศาลฎีกาไม่อนุญาตผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ทั้งสามประเด็นนี้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวอีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

คดีนี้เริ่มจากการฟ้องหย่า แบ่งสินสมรส เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ ขออำนาจปกครองบุตร และเรียกทรัพย์สินคืน ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย มารดาของโจทก์จึงขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ และอำนาจปกครองบุตร เป็นสิทธิเฉพาะตัว จึงไม่อาจมีผู้ใดเข้ามาดำเนินคดีแทนได้ ส่วนประเด็นการแบ่งสินสมรสและการเรียกทรัพย์คืนเป็นเรื่องสิทธิในทรัพย์สิน จึงอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนได้ นอกจากนี้ศาลยังวินิจฉัยว่าทรัพย์สินที่ได้มาจากเงินมรดกของจำเลยยังคงเป็นสินส่วนตัว แม้จะได้ทรัพย์นั้นมาในระหว่างสมรสก็ตาม




คดีครอบครัว

บิดาอ้างหนี้สินส่วนตัวหรือหนี้ครัวเรือนเพื่อไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่ และสามารถนำมาหักกลบลบหนี้ตามสัญญาหย่าได้เพียงใดตามหลักกฎหมายครอบครัว article
สามีเป็นเจ้าของคอนโดก่อนสมรสสามารถฟ้องขับไล่ภริยาออกจากห้องชุดได้หรือไม่ เมื่อยังไม่ได้หย่าและยังมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู
ผู้อนุบาลต้องเป็นใคร เมื่อมีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ในทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถ ศาลพิจารณาจากหลักเกณฑ์ใดและคุ้มครองประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถอย่างไร
ผู้ใช้อำนาจปกครองโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้รับโอนโดยสุจริตมีสิทธิในทรัพย์สินหรือไม่
บุตรมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการขายที่ดินมรดกที่มารดาขายให้บุคคลภายนอกหรือไม่ เมื่อกฎหมายห้ามฟ้องบุพการีโดยตรง
การเพิกถอนการสมรสที่ทำในนามผู้ตาย การสมรสโมฆะเพราะผู้ตายหมดสภาพบุคคล, ผู้ตายไม่อาจทำการสมรส (ฎีกา 1541/2568)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนทรัพย์(ฎีกา 6926/2560)