ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สามีเป็นเจ้าของคอนโดก่อนสมรสสามารถฟ้องขับไล่ภริยาออกจากห้องชุดได้หรือไม่ เมื่อยังไม่ได้หย่าและยังมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู article

ฟ้องขับไล่ภริยาออกจากคอนโดได้หรือไม่ ห้องชุดที่ได้มาก่อนสมรสเป็นสินส่วนตัวหรือไม่ สามีมีสิทธิขับไล่ภริยาจากบ้านได้หรือไม่ การแยกกันอยู่ทำให้หน้าที่อุปการะสิ้นสุดหรือไม่ ภริยามีสิทธิอยู่ในห้องชุดของสามีหรือไม่ สิทธิของคู่สมรสในทรัพย์สินก่อนสมรส การช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา อำนาจจัดการสินส่วนตัวของคู่สมรส คดีขับไล่ระหว่างสามีภริยา ผลของการแยกกันอยู่ตามกฎหมายครอบครัว การอยู่อาศัยในทรัพย์สินของคู่สมรส สิทธิครอบครองห้องชุดของภริยา การฟ้องขับไล่คู่สมรส 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในกฎหมายครอบครัวว่าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดและได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาก่อนสมรส จะสามารถใช้สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์ฟ้องขับไล่คู่สมรสอีกฝ่ายออกจากห้องชุดได้หรือไม่ ในกรณีที่ทั้งสองยังคงมีสถานะเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จะมิได้อยู่ร่วมกันแล้วก็ตาม คดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิความเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนตัวกับหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวในการอยู่กินและอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน โดยชี้ให้เห็นว่าการแยกกันอยู่ไม่ได้ทำให้ความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลง และไม่ได้ทำให้หน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสหมดไป อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นขอบเขตการใช้สิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่ต้องพิจารณาควบคู่กับหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวด้วย

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาท โดยซื้อห้องชุดดังกล่าวจากผู้ขายเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 และจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคาร ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และเข้าอยู่อาศัยร่วมกันในห้องชุดดังกล่าวในฐานะสามีภริยา ภายหลังในเดือนมิถุนายน 2562 โจทก์ย้ายออกไปพักอาศัยที่อื่น พร้อมส่งมอบกุญแจและคีย์การ์ดห้องชุดให้แก่จำเลย ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องชุด ส่งมอบห้องชุดคืนแก่โจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายรายเดือน โดยอ้างว่าจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองห้องชุดต่อไป

ประเด็นสำคัญประการหนึ่งในคดีคือการพิสูจน์ว่าห้องชุดดังกล่าวเป็นทรัพย์สินประเภทใด โดยโจทก์นำสืบด้วยรายการเดินบัญชีเงินฝาก ใบแจ้งหักบัญชี และใบเสร็จรับเงินซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการหักบัญชีอัตโนมัติจากบัญชีของโจทก์เพื่อชำระหนี้แก่ธนาคารเป็นจำนวนแน่นอนทุกเดือนตลอดระยะเวลาหลายปี ขณะที่รายการโอนเงินระหว่างคู่สมรสที่จำเลยอ้างนั้นมีจำนวนไม่แน่นอนและไม่ชัดแจ้งว่าเป็นการชำระราคาห้องชุด

ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญของคดีมิใช่เพียงเรื่องกรรมสิทธิ์ในห้องชุดเท่านั้น แต่เป็นปัญหาว่าแม้ห้องชุดจะเป็นสินส่วนตัวของโจทก์แล้ว โจทก์จะมีอำนาจใช้สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์ฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นภริยาออกจากห้องชุดได้หรือไม่ ในขณะที่ทั้งสองยังคงมีสถานะเป็นสามีภริยาและยังมิได้หย่าขาดจากกัน

อีกประเด็นหนึ่งคือผลทางกฎหมายของการแยกกันอยู่ กล่าวคือ เมื่อคู่สมรสไม่ได้อยู่ร่วมกันแล้ว หน้าที่ในการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายยังคงมีอยู่หรือไม่ และการมอบห้องชุดให้ภริยาอยู่อาศัยต่อไปสามารถถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการอุปการะเลี้ยงดูได้หรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับสถานะของห้องชุดพิพาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยก่อนว่า ห้องชุดพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้มาก่อนการสมรส เนื่องจากโจทก์ซื้อห้องชุดตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 ขณะที่การจดทะเบียนสมรสเกิดขึ้นภายหลังในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 นอกจากนี้พยานเอกสารเกี่ยวกับบัญชีเงินฝาก ใบแจ้งหักบัญชี และใบเสร็จรับเงินยังแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นผู้ชำระราคาห้องชุดและภาระหนี้ที่เกี่ยวข้องกับห้องชุดดังกล่าวมาโดยตลอด ศาลจึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ชำระราคาห้องชุดพิพาทอย่างแท้จริง ส่วนรายการโอนเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นสามีภริยากันมีจำนวนไม่แน่นอนในแต่ละเดือนและไม่ปรากฏชัดว่าเป็นการชำระราคาห้องชุด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นเงินที่จำเลยนำมาชำระค่าห้องชุดพิพาท

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าห้องชุดพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้มาก่อนสมรส ห้องชุดดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ และโจทก์ย่อมมีอำนาจจัดการสินส่วนตัวดังกล่าวได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าการพิจารณาคดีนี้ไม่อาจหยุดอยู่เพียงเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้ เพราะคดีนี้มีความสัมพันธ์กับสถานะความเป็นสามีภริยาและหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวที่ยังคงมีผลผูกพันคู่สมรสทั้งสองฝ่ายอยู่

ผลทางกฎหมายของการแยกกันอยู่ระหว่างสามีภริยา

ศาลฎีกาพิจารณาต่อไปว่า แม้โจทก์จะอ้างว่ามีการตกลงแยกกันอยู่และย้ายออกจากห้องชุดพิพาทไปแล้ว แต่จำเลยให้การโต้แย้งว่าไม่เคยมีข้อตกลงแยกกันอยู่ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ดังนั้นแม้จะยังไม่อาจรับฟังได้ชัดเจนว่าคู่สมรสทั้งสองมีข้อตกลงกันอย่างไร แต่ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้แน่นอนคือการแยกกันอยู่ไม่ได้ทำให้การสมรสสิ้นสุดลง

ศาลฎีกาเน้นว่าตราบใดที่การสมรสยังคงอยู่ คู่สมรสยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย และยังมีหน้าที่อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา รวมทั้งต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน การที่ฝ่ายหนึ่งย้ายออกจากที่พักอาศัยเดิมจึงไม่ได้ทำให้หน้าที่ดังกล่าวสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ

ศาลฎีกายังอธิบายเพิ่มเติมว่า หากคู่สมรสไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ตามปกติ กฎหมายได้กำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาไว้แล้ว โดยเปิดโอกาสให้คู่สมรสร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตอยู่ต่างหากจากกันได้ และในกรณีดังกล่าวศาลอาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เหมาะสมให้ฝ่ายหนึ่งชำระแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามพฤติการณ์แห่งคดี การที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้คู่สมรสจะไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่หน้าที่ในการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันยังคงดำรงอยู่

เหตุผลที่ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ที่โจทก์ย้ายออกจากห้องชุดพิพาทและส่งมอบกุญแจพร้อมคีย์การ์ดให้แก่จำเลย เป็นข้อเท็จจริงที่มีนัยสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยอยู่อาศัยในห้องชุดดังกล่าวต่อไป การกระทำดังกล่าวบ่งชี้ว่าโจทก์จัดให้ห้องชุดพิพาทซึ่งเป็นสินส่วนตัวของตนเป็นที่พักอาศัยของจำเลย อันเป็นการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูภริยาตามความสามารถและฐานะของตนเช่นเดียวกับที่ทั้งสองเคยอยู่อาศัยร่วมกันมาก่อน

เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์และจำเลยยังคงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่างฝ่ายต่างไม่ได้มีเจตนาหย่าขาดจากกัน และยังมีโอกาสที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันได้ในอนาคต ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องชุดพิพาท มีผลเป็นการปฏิเสธหน้าที่ในการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูภริยาซึ่งกฎหมายกำหนดไว้

ด้วยเหตุนี้ แม้ห้องชุดพิพาทจะเป็นสินส่วนตัวของโจทก์และโจทก์จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวก็ตาม สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์สินไม่อาจนำมาใช้โดยตัดขาดจากหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องชุดพิพาท และไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยอยู่อาศัยในห้องชุดดังกล่าวได้

เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากห้องชุดพิพาท ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยและพิพากษากลับให้ยกฟ้องทั้งหมด

วิเคราะห์หลักกฎหมายตามมาตรา 1473 เรื่องสินส่วนตัวของคู่สมรส

ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้คือสถานะของห้องชุดพิพาทว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส เนื่องจากหากห้องชุดพิพาทเป็นสินสมรส ย่อมมีผลต่อสิทธิในการจัดการทรัพย์สินของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย แต่หากเป็นสินส่วนตัว เจ้าของทรัพย์ย่อมมีอำนาจจัดการทรัพย์สินนั้นได้ด้วยตนเอง

ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่าโจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทก่อนจดทะเบียนสมรส และยังเป็นผู้ชำระค่าห้องชุดผ่านการหักบัญชีอัตโนมัติจากบัญชีของตนเองมาโดยตลอด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าห้องชุดพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้มาก่อนสมรส อันมีลักษณะเป็นสินส่วนตัว และโจทก์มีอำนาจจัดการทรัพย์สินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า การเป็นเจ้าของสินส่วนตัวมิได้หมายความว่าเจ้าของทรัพย์จะสามารถใช้สิทธิในทรัพย์นั้นได้โดยปราศจากข้อจำกัดในทุกกรณี เพราะแม้กฎหมายทรัพย์สินจะรับรองสิทธิของเจ้าของทรัพย์ แต่ในกรณีที่เจ้าของทรัพย์มีสถานะเป็นคู่สมรส สิทธิในทรัพย์สินย่อมต้องพิจารณาประกอบกับหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวด้วย ดังนั้นแม้โจทก์จะมีกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์เหนือห้องชุดพิพาท แต่ยังต้องพิจารณาต่อไปว่าการใช้สิทธิดังกล่าวขัดต่อหน้าที่ตามกฎหมายของสามีหรือไม่

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ศาลฎีกามิได้พิจารณาเฉพาะเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเท่านั้น แต่พิจารณาความสัมพันธ์ทางครอบครัวควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างสิทธิในทรัพย์สินกับหน้าที่ระหว่างคู่สมรส

วิเคราะห์หลักกฎหมายตามมาตรา 1461 เรื่องหน้าที่อยู่กินและอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา

หลังจากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าห้องชุดพิพาทเป็นสินส่วนตัวของโจทก์แล้ว ศาลไม่ได้ยุติการพิจารณาเพียงเท่านั้น แต่หันมาพิจารณาสถานะความสัมพันธ์ของคู่สมรสเป็นลำดับต่อไป โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่ความยังคงเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงว่าการสมรสได้สิ้นสุดลงแล้ว

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักกฎหมายที่ว่าคู่สมรสต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา และต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน หลักการดังกล่าวถือเป็นหน้าที่พื้นฐานที่เกิดขึ้นจากการสมรสและยังคงมีผลบังคับตราบใดที่การสมรสยังไม่สิ้นสุด

ในคดีนี้ แม้โจทก์จะย้ายออกจากห้องชุดพิพาทไปอยู่ที่อื่น แต่การย้ายออกดังกล่าวมิได้ทำให้หน้าที่ตามกฎหมายของโจทก์สิ้นสุดลง ศาลฎีกาจึงมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสยังคงดำรงอยู่ และโจทก์ยังมีหน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยในฐานะภริยา

สาระสำคัญของคำวินิจฉัยอยู่ที่การตีความว่า การจัดให้ภริยาได้อยู่อาศัยในห้องชุดพิพาทต่อไป ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความสามารถของสามี เพราะห้องพักอาศัยเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต การอนุญาตให้จำเลยพักอาศัยอยู่ในห้องชุดดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวที่สอดคล้องกับสถานะของคู่สมรส

ด้วยเหตุนี้ เมื่อโจทก์พยายามใช้สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องชุด ศาลฎีกาจึงพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวมีผลเป็นการตัดสิทธิในการอยู่อาศัยของภริยา และเป็นการปฏิเสธหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูที่กฎหมายกำหนดไว้

วิเคราะห์หลักกฎหมายตามมาตรา 1462 เรื่องการอยู่ต่างหากจากกัน

ศาลฎีกาได้กล่าวถึงหลักกฎหมายอีกประการหนึ่งที่มีความสำคัญต่อคดีนี้ คือกรณีที่คู่สมรสไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ตามปกติสุข กฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้ฝ่ายหนึ่งตัดความสัมพันธ์ทางกฎหมายกับอีกฝ่ายโดยลำพัง แต่กำหนดวิธีการดำเนินการที่ถูกต้องไว้โดยเฉพาะ

ศาลฎีกาอธิบายว่า หากคู่สมรสไม่สามารถอยู่กินร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเกิดจากความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกัน หรือเหตุอื่นใด ฝ่ายที่ประสงค์จะแยกที่อยู่อาศัยสามารถร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตอยู่ต่างหากจากกันได้ และศาลยังมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีอีกด้วย

สาระสำคัญของบทบัญญัติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายยอมรับความเป็นจริงว่าคู่สมรสบางรายอาจไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ในขณะเดียวกันกฎหมายก็ยังคงคุ้มครองหน้าที่ในการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสต่อไป ดังนั้นการแยกกันอยู่จึงไม่ใช่เหตุที่ทำให้หน้าที่ตามกฎหมายหมดไปโดยอัตโนมัติ

เมื่อข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่าโจทก์เพียงย้ายออกจากห้องชุดพิพาทไปอยู่ที่อื่น และยังไม่มีข้อเท็จจริงว่าการสมรสสิ้นสุดลง อีกทั้งยังไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงว่าความเป็นสามีภริยาถูกตัดขาดโดยเด็ดขาด ศาลฎีกาจึงถือว่าหน้าที่ในการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูยังคงดำรงอยู่เช่นเดิม

คดีนี้จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การแยกกันอยู่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงลักษณะการใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ไม่ใช่การยกเลิกสิทธิและหน้าที่ที่เกิดจากการสมรส และไม่ใช่เหตุที่ทำให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องขับไล่อีกฝ่ายออกจากที่พักอาศัยซึ่งตนจัดไว้ให้ในฐานะการอุปการะเลี้ยงดูได้

ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิในกรรมสิทธิ์กับหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัว

สาระสำคัญที่ทำให้คดีนี้มีความโดดเด่นคือ แม้ศาลฎีกาจะรับฟังชัดเจนว่าห้องชุดพิพาทเป็นสินส่วนตัวของโจทก์และโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว แต่ศาลมิได้วินิจฉัยโดยยึดหลักกรรมสิทธิ์เพียงอย่างเดียว หากพิจารณาควบคู่กับความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่ยังคงมีอยู่ระหว่างคู่ความด้วย ศาลเห็นว่าการสมรสก่อให้เกิดทั้งสิทธิและหน้าที่ขึ้นพร้อมกัน กล่าวคือ คู่สมรสอาจมีสิทธิในทรัพย์สินของตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็มีหน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ดังนั้นการใช้สิทธิในทรัพย์สินจึงต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ตามกฎหมายที่ยังคงมีผลผูกพันอยู่

จากข้อเท็จจริงในคดี โจทก์เป็นฝ่ายย้ายออกจากห้องชุดพิพาทเอง ขณะที่จำเลยยังคงพักอาศัยอยู่ในห้องชุดดังกล่าวโดยได้รับมอบกุญแจและคีย์การ์ดจากโจทก์ การกระทำดังกล่าวทำให้ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยพักอาศัยอยู่ต่อไป และถือเป็นการจัดที่พักอาศัยให้แก่ภริยาตามฐานะและความสามารถของตน เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงที่ทั้งสองยังคงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย การใช้สิทธิฟ้องขับไล่ในภายหลังจึงมีผลเป็นการตัดสิทธิในการอยู่อาศัยซึ่งเคยจัดให้ในฐานะการอุปการะเลี้ยงดู และมีลักษณะเป็นการปฏิเสธหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้

คดีนี้จึงสะท้อนหลักสำคัญว่า แม้บุคคลจะมีกรรมสิทธิ์เต็มรูปแบบในทรัพย์สินของตน แต่หากบุคคลนั้นยังมีหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวอยู่ การใช้สิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมต้องอยู่ภายใต้กรอบแห่งหน้าที่นั้นด้วย การพิจารณาเฉพาะเรื่องกรรมสิทธิ์โดยไม่คำนึงถึงสถานะความเป็นสามีภริยาย่อมไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองสถาบันครอบครัวและการดำรงชีพของคู่สมรส

เหตุผลที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูมากกว่าสิทธิในทรัพย์สินในคดีนี้

เมื่อพิจารณาเหตุผลของศาลฎีกาโดยละเอียดจะพบว่า ศาลไม่ได้ปฏิเสธกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมในห้องชุดพิพาทแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ศาลยืนยันอย่างชัดเจนว่าห้องชุดพิพาทเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ แต่เหตุที่ศาลพิพากษากลับให้ยกฟ้องเกิดจากการที่ศาลเห็นว่าการใช้สิทธิของโจทก์ในช่วงเวลาที่ยังมีสถานะเป็นสามีภริยากับจำเลยนั้นไม่สอดคล้องกับหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัว

ข้อเท็จจริงที่ศาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ คู่ความยังมิได้หย่ากัน ต่างฝ่ายต่างไม่ได้แสดงเจตนาสิ้นสุดความเป็นสามีภริยา และยังมีโอกาสกลับมาอยู่ร่วมกันได้ในอนาคต เมื่อสถานะความเป็นสามีภริยายังดำรงอยู่ หน้าที่ในการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจึงยังดำรงอยู่เช่นเดียวกัน การที่โจทก์พยายามใช้กระบวนการฟ้องขับไล่เพื่อให้จำเลยออกจากที่พักอาศัยจึงเป็นการดำเนินการที่ขัดกับสภาพแห่งสิทธิและหน้าที่ระหว่างคู่สมรสตามที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ก่อนฟ้องคดี กล่าวคือ โจทก์มิได้ถูกจำเลยเข้าครอบครองห้องชุดโดยพลการ แต่เป็นผู้ส่งมอบกุญแจและคีย์การ์ดให้แก่จำเลยด้วยตนเอง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงแตกต่างจากกรณีที่บุคคลภายนอกเข้ายึดถือหรือครอบครองทรัพย์สินโดยปราศจากสิทธิ เพราะในคดีนี้การอยู่อาศัยของจำเลยมีจุดเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาและจากการยินยอมของโจทก์เอง

หลักกฎหมายสำคัญที่ได้รับจากคดีนี้

หลักกฎหมายประการแรก คือ การแยกกันอยู่ไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุดลง การที่คู่สมรสไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมกันอีกต่อไปเป็นเพียงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำรงชีวิต แต่ไม่ได้ทำให้สถานะความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลง และไม่ได้ทำให้สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวหมดไปโดยอัตโนมัติ

หลักกฎหมายประการที่สอง คือ หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูยังคงมีอยู่แม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่ เมื่อการสมรสยังดำรงอยู่ คู่สมรสยังต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน และหน้าที่ดังกล่าวอาจอยู่ในรูปของการจัดหาที่พักอาศัยให้แก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้

หลักกฎหมายประการที่สาม คือ สิทธิในสินส่วนตัวไม่ได้ตัดหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัว แม้ทรัพย์สินจะเป็นสินส่วนตัวและเจ้าของทรัพย์จะมีอำนาจจัดการทรัพย์สินนั้นก็ตาม แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ระหว่างคู่สมรส

หลักกฎหมายประการที่สี่ คือ การแก้ไขปัญหาการอยู่ร่วมกันของคู่สมรสต้องดำเนินการตามช่องทางที่กฎหมายกำหนด หากคู่สมรสไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ กฎหมายได้กำหนดแนวทางให้ร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตอยู่ต่างหากจากกันและให้ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสมควรแก่พฤติการณ์ แทนที่จะใช้สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์ฟ้องขับไล่อีกฝ่ายหนึ่งออกจากที่พักอาศัยโดยตรง

ความสำคัญของคำพิพากษานี้ต่อคดีครอบครัวในทางปฏิบัติ

คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อข้อพิพาทระหว่างสามีภริยาที่เกี่ยวข้องกับบ้านพักอาศัยหรือห้องชุดซึ่งเป็นทรัพย์สินของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะฟ้องขับไล่คู่สมรสอีกฝ่ายได้ในทุกกรณี ศาลจะต้องพิจารณาควบคู่ไปกับสถานะของการสมรส หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดู และพฤติการณ์โดยรวมของคู่ความด้วย

แนววินิจฉัยดังกล่าวช่วยยืนยันว่ากฎหมายครอบครัวมิได้มุ่งคุ้มครองเฉพาะสิทธิในทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังมุ่งคุ้มครองความมั่นคงในการดำรงชีวิตของคู่สมรสและรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิและหน้าที่ที่เกิดขึ้นจากการสมรสด้วย ดังนั้นในกรณีที่คู่สมรสยังไม่ได้หย่ากันและยังมีหน้าที่ตามกฎหมายต่อกัน การใช้สิทธิในทรัพย์สินจึงต้องอยู่ภายใต้กรอบแห่งความรับผิดชอบที่กฎหมายครอบครัวกำหนดไว้เสมอ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องชุดพิพาท และส่งมอบห้องชุดคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี พร้อมทั้งให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องชุดและส่งมอบห้องชุดคืนแก่โจทก์เสร็จสิ้น โดยกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่าจำเลยต้องออกจากห้องชุดพิพาทและต้องรับผิดชำระค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าห้องชุดพิพาทเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ซึ่งได้มาก่อนสมรสจริง แต่การที่โจทก์และจำเลยยังคงเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย การแยกกันอยู่มิได้ทำให้การสมรสสิ้นสุดลง และมิได้ทำให้หน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสหมดไป การที่โจทก์ย้ายออกจากห้องชุดและมอบกุญแจพร้อมคีย์การ์ดให้จำเลยอยู่อาศัยต่อไป แสดงถึงการจัดที่พักอาศัยให้แก่ภริยาในฐานะการอุปการะเลี้ยงดูตามความสามารถและฐานะของตน เมื่อทั้งสองยังมิได้หย่ากันและยังมีโอกาสกลับมาอยู่ร่วมกันได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องชุดเพื่อปฏิเสธหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูภริยาได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า สิทธิในกรรมสิทธิ์และหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวเป็นคนละเรื่องกัน แม้บุคคลจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยสมบูรณ์และมีอำนาจจัดการทรัพย์สินนั้นตามกฎหมาย แต่เมื่อบุคคลดังกล่าวยังมีสถานะเป็นคู่สมรส หน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวย่อมยังคงมีผลบังคับอยู่ การใช้สิทธิในทรัพย์สินจึงต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เกิดจากหน้าที่ดังกล่าวด้วย

หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การแยกกันอยู่ไม่ใช่เหตุที่ทำให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ และไม่ทำให้หน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาสิ้นสุดลงเช่นกัน ตราบใดที่การสมรสยังคงอยู่ คู่สมรสยังต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อกันตามฐานะและความสามารถของตน ไม่ว่าจะพักอาศัยอยู่ร่วมกันหรือไม่ก็ตาม

คำพิพากษานี้ยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า การอุปการะเลี้ยงดูมิได้จำกัดอยู่เฉพาะการให้เงินหรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดหาที่อยู่อาศัยและปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตให้แก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งด้วย หากพฤติการณ์แห่งคดีแสดงว่าการให้พักอาศัยเป็นส่วนหนึ่งของการอุปการะเลี้ยงดู การใช้สิทธิฟ้องขับไล่ย่อมอาจมีผลเป็นการปฏิเสธหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวได้

ในเชิงหลักกฎหมาย คดีนี้ยืนยันว่าศาลจะไม่พิจารณาสิทธิในทรัพย์สินโดยแยกขาดจากความสัมพันธ์ทางครอบครัว แต่จะพิจารณาสิทธิ หน้าที่ และสถานะทางกฎหมายของคู่ความควบคู่กันเสมอ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองความมั่นคงในการดำรงชีวิตของคู่สมรส

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิในทรัพย์สินส่วนตัวของคู่สมรสและขอบเขตของหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาว่า แม้ห้องชุดพิพาทจะเป็นสินส่วนตัวของสามีซึ่งได้มาก่อนสมรสและมีอำนาจจัดการทรัพย์สินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย แต่ในขณะที่ความเป็นสามีภริยายังคงอยู่และยังมิได้หย่าขาดจากกัน สามียังคงมีหน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูภริยาตามกฎหมาย การแยกกันอยู่เพียงอย่างเดียวไม่ทำให้หน้าที่ดังกล่าวสิ้นสุดลง ดังนั้นการฟ้องขับไล่ภริยาออกจากห้องชุดที่สามีจัดให้เป็นที่อยู่อาศัยจึงอาจเป็นการปฏิเสธหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าไม่อาจกระทำได้ในกรณีที่คู่สมรสยังคงมีสถานะเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา

สาระสำคัญของคดีอยู่ที่หลักกฎหมายว่าคู่สมรสต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน แม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่แล้วก็ตาม หน้าที่ดังกล่าวยังคงมีอยู่ตราบใดที่การสมรสยังไม่สิ้นสุด ศาลฎีกาเห็นว่าการที่สามีมอบกุญแจและคีย์การ์ดห้องชุดให้ภริยาอยู่อาศัยต่อไป เป็นการจัดหาที่พักอาศัยให้แก่ภริยาในฐานะการอุปการะเลี้ยงดู เมื่อยังมีหน้าที่ดังกล่าวอยู่ สามีจึงไม่อาจใช้สิทธิฟ้องขับไล่ภริยาเพื่อปฏิเสธภาระหน้าที่ตามกฎหมายได้

สินส่วนตัวก่อนสมรสกับขอบเขตการใช้สิทธิของเจ้าของทรัพย์

แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าห้องชุดพิพาทเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ เนื่องจากได้มาก่อนสมรสและโจทก์เป็นผู้ชำระราคาห้องชุดมาโดยตลอด แต่ศาลเห็นว่าการเป็นเจ้าของสินส่วนตัวมิได้หมายความว่าสามารถใช้สิทธิในทรัพย์สินนั้นได้โดยไม่คำนึงถึงหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัว สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์สินจึงต้องถูกพิจารณาควบคู่กับหน้าที่ของคู่สมรส และไม่อาจนำมาใช้เพื่อกระทบต่อหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูที่กฎหมายกำหนดไว้ได้

กฎหมายที่เป็นหัวใจสำคัญของคดีนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461

เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาและต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน ศาลฎีกานำบทบัญญัตินี้มาใช้เป็นหลักสำคัญในการวินิจฉัยว่าหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูยังคงมีอยู่แม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1462

เป็นบทบัญญัติที่รองรับกรณีคู่สมรสไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ตามปกติ โดยสามารถร้องขออนุญาตอยู่ต่างหากจากกันต่อศาลได้ และศาลอาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสมควรแก่พฤติการณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการแยกกันอยู่ไม่ได้ทำให้หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูสิ้นสุดลง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473

เป็นบทบัญญัติที่รับรองว่าทรัพย์สินที่ได้มาก่อนสมรสเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายนั้น และมีอำนาจจัดการทรัพย์สินดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการใช้สิทธิในสินส่วนตัวต้องพิจารณาประกอบกับหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวด้วย ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะสิทธิในกรรมสิทธิ์เพียงอย่างเดียว

สรุปแก่นของคดี

ห้องชุดพิพาทเป็นสินส่วนตัวของสามีจริง แต่เมื่อคู่สมรสยังมิได้หย่ากัน การแยกกันอยู่ไม่ทำให้หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูสิ้นสุดลง การที่สามีเคยจัดห้องชุดให้ภริยาอยู่อาศัยจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการอุปการะเลี้ยงดู และไม่อาจใช้สิทธิในฐานะเจ้าของห้องชุดฟ้องขับไล่ภริยาเพื่อปฏิเสธหน้าที่ดังกล่าวได้

อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461

มาตรา 1461 เป็นบทบัญญัติพื้นฐานของกฎหมายครอบครัวที่กำหนดหน้าที่สำคัญระหว่างสามีและภริยา โดยบัญญัติให้สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา และต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การสมรสไม่ได้ก่อให้เกิดเพียงสิทธิทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดหน้าที่ที่คู่สมรสแต่ละฝ่ายต้องปฏิบัติต่อกันด้วย หน้าที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่เกิดขึ้นโดยผลของการสมรส ไม่จำเป็นต้องมีข้อตกลงเป็นพิเศษ และยังคงมีผลบังคับใช้ตราบใดที่การสมรสยังไม่สิ้นสุดลง

ในคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับบทบัญญัติดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากแม้โจทก์และจำเลยจะมิได้พักอาศัยอยู่ร่วมกันแล้ว แต่ทั้งสองยังคงมีสถานะเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีการหย่ากัน หรือมีเหตุที่ทำให้การสมรสสิ้นสุดลง ศาลจึงเห็นว่าหน้าที่ในการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสยังคงมีอยู่ตามกฎหมาย

สาระสำคัญของคำวินิจฉัยอยู่ที่การตีความว่า การอุปการะเลี้ยงดูมิได้หมายถึงการให้เงินเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการจัดหาปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตด้วย ที่พักอาศัยถือเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการดำรงชีวิตของบุคคล เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ย้ายออกจากห้องชุดพิพาทและมอบกุญแจพร้อมคีย์การ์ดให้จำเลยพักอาศัยอยู่ต่อไป ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการจัดหาที่พักอาศัยให้แก่ภริยาตามฐานะและความสามารถของสามี อันเป็นรูปแบบหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1461

ด้วยเหตุนี้ แม้โจทก์จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทแต่เพียงผู้เดียว การใช้สิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องชุดในขณะที่ยังมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูอยู่ จึงเป็นการใช้สิทธิที่ขัดกับหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัว ศาลฎีกาจึงไม่รับรองการใช้สิทธิดังกล่าว และเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยในกรณีนี้

อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1462

มาตรา 1462 เป็นบทบัญญัติที่รองรับสถานการณ์ที่สามีภริยาไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ตามปกติสุข โดยเปิดโอกาสให้คู่สมรสร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตให้อยู่ต่างหากจากกันได้ และในกรณีเช่นนั้นศาลมีอำนาจกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ฝ่ายหนึ่งต้องจ่ายให้อีกฝ่ายหนึ่งตามควรแก่พฤติการณ์ของคดี

ความสำคัญของมาตรานี้อยู่ที่การแสดงให้เห็นว่า กฎหมายยอมรับความเป็นจริงว่าชีวิตสมรสอาจเกิดปัญหาหรือความขัดแย้งจนไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่กฎหมายมิได้ถือว่าการแยกกันอยู่เป็นเหตุให้สิทธิและหน้าที่ระหว่างคู่สมรสสิ้นสุดลงทันที ตรงกันข้าม กฎหมายยังคงให้ความคุ้มครองแก่คู่สมรสทั้งสองฝ่าย และยังคงรักษาหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างกันเอาไว้

ในคดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 1462 มาประกอบการวินิจฉัยเพื่อชี้ให้เห็นว่า แม้ในกรณีที่โจทก์และจำเลยไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ หรือแม้จะมีการแยกกันอยู่จริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การแยกกันอยู่ดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูหมดไป เพราะกฎหมายยังเปิดช่องให้ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสได้เมื่อมีการอยู่ต่างหากจากกัน

ศาลฎีกาจึงใช้บทบัญญัตินี้เป็นเหตุผลสนับสนุนว่า การแยกกันอยู่ไม่ใช่เหตุที่ทำให้สามีพ้นจากหน้าที่ในการช่วยเหลือภริยา และไม่ใช่เหตุที่ทำให้สามารถตัดสิทธิในการอยู่อาศัยของภริยาได้โดยอัตโนมัติ ตราบใดที่การสมรสยังคงอยู่ หน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป

เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงที่โจทก์เป็นฝ่ายออกจากห้องชุดพิพาทเอง และยังคงปล่อยให้จำเลยอยู่อาศัยในห้องชุดดังกล่าวมาโดยตลอด ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการอยู่อาศัยของจำเลยสอดคล้องกับการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสถานะความเป็นคู่สมรส และโจทก์ไม่อาจใช้สิทธิฟ้องขับไล่เพื่อลบล้างหน้าที่ดังกล่าวได้

อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473

มาตรา 1473 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสินส่วนตัวของคู่สมรส โดยในคดีนี้ศาลฎีกานำมาใช้เพื่อวินิจฉัยสถานะของห้องชุดพิพาทว่าตกเป็นสินส่วนตัวของโจทก์หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากห้องชุดพิพาทเป็นสินสมรส การจัดการทรัพย์สินย่อมอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์อีกแบบหนึ่ง แต่หากเป็นสินส่วนตัว เจ้าของทรัพย์ย่อมมีอำนาจจัดการทรัพย์สินนั้นได้ด้วยตนเอง

จากข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังได้ว่าโจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทก่อนวันจดทะเบียนสมรส และเป็นผู้ชำระราคาห้องชุดรวมทั้งภาระหนี้ที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าห้องชุดดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนสมรส และเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ตามมาตรา 1473 โจทก์จึงมีอำนาจจัดการทรัพย์สินดังกล่าวในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ศาลฎีกาไม่ได้หยุดการวินิจฉัยเพียงการรับรองกรรมสิทธิ์ของโจทก์เท่านั้น แต่พิจารณาต่อไปว่าการใช้สิทธิในสินส่วนตัวดังกล่าวสอดคล้องกับหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวหรือไม่ ศาลจึงนำมาตรา 1473 มาพิจารณาร่วมกับมาตรา 1461 และมาตรา 1462

ผลของการพิจารณาร่วมกันทำให้ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า แม้ทรัพย์สินจะเป็นสินส่วนตัวและเจ้าของทรัพย์จะมีอำนาจจัดการทรัพย์สินนั้นได้ แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ตามกฎหมายที่ยังมีผลผูกพันอยู่ โดยเฉพาะหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา การเป็นเจ้าของทรัพย์สินจึงมิใช่เหตุเพียงพอที่จะใช้สิทธิขับไล่คู่สมรสอีกฝ่ายออกจากที่พักอาศัยได้ในทุกกรณี

คดีนี้จึงแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายทรัพย์สินกับกฎหมายครอบครัวอย่างชัดเจน กล่าวคือ มาตรา 1473 รับรองสิทธิของเจ้าของสินส่วนตัว ขณะที่มาตรา 1461 และมาตรา 1462 กำหนดหน้าที่ของคู่สมรส เมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างสิทธิในทรัพย์สินกับหน้าที่ในครอบครัว ศาลจำเป็นต้องพิจารณาบทบัญญัติทั้งสามมาตราประกอบกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับสถานะความสัมพันธ์ของคู่ความในขณะนั้น ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้ในการวินิจฉัยคดีนี้จนมีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้องในที่สุด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม สามีเป็นเจ้าของห้องชุดที่ซื้อก่อนสมรส สามารถฟ้องขับไล่ภริยาออกจากห้องชุดได้หรือไม่

คำตอบ 

ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ห้องชุดพิพาทจะเป็นทรัพย์สินที่สามีได้มาก่อนสมรสและเป็นสินส่วนตัวของสามีโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่การเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้สามารถฟ้องขับไล่ภริยาออกจากห้องชุดได้เสมอไป เพราะในขณะที่คู่สมรสยังคงมีสถานะเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและยังมิได้หย่าขาดจากกัน หน้าที่ในการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูยังคงมีผลบังคับใช้ การที่สามีเคยจัดให้ห้องชุดดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยของภริยาและมอบกุญแจพร้อมคีย์การ์ดไว้ให้ภริยาอยู่อาศัยต่อไป ย่อมถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความสามารถของตน ดังนั้นการใช้สิทธิฟ้องขับไล่ภริยาออกจากห้องชุดในลักษณะดังกล่าวจึงมีผลเป็นการปฏิเสธหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวที่ยังคงมีอยู่ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ภริยาในกรณีเช่นนี้

2. คำถาม การแยกกันอยู่ทำให้หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาสิ้นสุดลงหรือไม่

คำตอบ 

ศาลฎีกาวางหลักไว้ชัดเจนว่า การแยกกันอยู่เป็นเพียงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของคู่สมรส แต่ไม่ใช่เหตุที่ทำให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ และไม่ทำให้หน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสหมดไปด้วย เมื่อการสมรสยังคงอยู่ คู่สมรสแต่ละฝ่ายยังมีหน้าที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามความสามารถและฐานะของตน แม้จะไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมกันแล้วก็ตาม ในคดีนี้แม้สามีจะย้ายออกจากห้องชุดพิพาทไปอยู่ที่อื่น แต่ศาลเห็นว่ายังไม่มีข้อเท็จจริงว่าทั้งสองหย่ากันหรือมีเจตนาสิ้นสุดความเป็นสามีภริยาโดยเด็ดขาด หน้าที่ตามกฎหมายจึงยังดำรงอยู่ และไม่อาจนำการแยกกันอยู่มาเป็นเหตุอ้างว่าตนพ้นจากภาระหน้าที่ในการช่วยเหลือคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้

3. คำถาม การจัดหาที่พักอาศัยให้คู่สมรสถือเป็นการอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายหรือไม่

คำตอบ 

จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้ การอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการให้เงินหรือค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดหาปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของคู่สมรสด้วย โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตประจำวัน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสามีได้ย้ายออกจากห้องชุดและมอบกุญแจพร้อมคีย์การ์ดให้ภริยาอยู่อาศัยต่อไป ศาลจึงเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการจัดหาที่พักอาศัยให้ภริยาตามฐานะและความสามารถของสามี อันถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย ดังนั้นการเพิกถอนสิทธิในการอยู่อาศัยดังกล่าวโดยการฟ้องขับไล่จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูที่ยังคงมีอยู่ระหว่างคู่สมรส

4. คำถาม หากห้องชุดเป็นสินส่วนตัวของสามี ศาลยังสามารถยกฟ้องคดีขับไล่ได้หรือไม่

คำตอบ 

ได้ เพราะการพิจารณาคดีลักษณะนี้ไม่ได้ดูเฉพาะเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเท่านั้น แม้ศาลฎีกาจะรับฟังว่าห้องชุดพิพาทเป็นสินส่วนตัวของสามีที่ได้มาก่อนสมรสและสามีมีอำนาจจัดการทรัพย์สินดังกล่าวตามกฎหมาย แต่ศาลยังต้องพิจารณาสถานะความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความในฐานะสามีภริยาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าทั้งสองยังเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายและยังมิได้หย่ากัน ศาลจึงนำหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูมาพิจารณาประกอบกับสิทธิในทรัพย์สิน และเห็นว่าการใช้สิทธิฟ้องขับไล่ในคดีนี้มีผลเป็นการปฏิเสธหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัว ด้วยเหตุนี้แม้ห้องชุดจะเป็นสินส่วนตัวของสามี ศาลฎีกาก็ยังพิพากษากลับให้ยกฟ้องได้

5. คำถาม หากคู่สมรสไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ กฎหมายกำหนดแนวทางแก้ไขไว้อย่างไร

คำตอบ 

ศาลฎีกาอธิบายโดยอ้างถึงบทบัญญัติของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้คู่สมรสซึ่งไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ตามปกติสุข สามารถร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตให้อยู่ต่างหากจากกันได้ และในกรณีเช่นนั้นศาลยังมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ฝ่ายหนึ่งชำระแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามความเหมาะสมของพฤติการณ์แห่งคดีอีกด้วย หลักการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า กฎหมายมิได้สนับสนุนให้คู่สมรสใช้สิทธิในทรัพย์สินของตนเพื่อขจัดอีกฝ่ายหนึ่งออกจากที่อยู่อาศัยโดยตรง แต่กำหนดกระบวนการทางกฎหมายที่เหมาะสมไว้สำหรับแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคู่สมรส โดยยังคงรักษาหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและความเป็นธรรมของทั้งสองฝ่ายเอาไว้

6. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูมากกว่าสิทธิในกรรมสิทธิ์ของเจ้าของห้องชุด

คำตอบ 

ศาลฎีกาไม่ได้ตัดสิทธิในกรรมสิทธิ์ของสามีหรือวินิจฉัยว่าภริยามีกรรมสิทธิ์ร่วมในห้องชุด แต่ศาลเห็นว่าการใช้สิทธิในทรัพย์สินต้องพิจารณาควบคู่กับหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวที่ยังมีผลผูกพันอยู่ เมื่อคู่สมรสยังไม่ได้หย่ากันและยังมีโอกาสกลับมาอยู่ร่วมกันได้ในอนาคต หน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจึงยังคงมีอยู่ การฟ้องขับไล่ภริยาออกจากห้องชุดซึ่งเคยจัดให้เป็นที่พักอาศัยจึงมีลักษณะเป็นการตัดสิทธิในการอยู่อาศัยและเป็นการปฏิเสธภาระหน้าที่ตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองหน้าที่ที่เกิดจากการสมรสมากกว่าการใช้สิทธิในทรัพย์สินในลักษณะที่ขัดต่อหน้าที่ดังกล่าว

7. คำถาม การมอบกุญแจและคีย์การ์ดให้ภริยามีความสำคัญต่อการวินิจฉัยคดีอย่างไร

คำตอบ 

ข้อเท็จจริงที่สามีมอบกุญแจและคีย์การ์ดห้องชุดให้ภริยาเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ศาลฎีกานำมาประกอบการวินิจฉัย เพราะแสดงให้เห็นว่าสามียินยอมให้ภริยาอยู่อาศัยในห้องชุดต่อไป มิใช่กรณีที่ภริยาเข้าครอบครองทรัพย์สินโดยปราศจากสิทธิหรือโดยฝ่าฝืนเจตนาของเจ้าของทรัพย์ การกระทำดังกล่าวยังสะท้อนว่าสามีได้จัดให้ห้องชุดเป็นที่พักอาศัยของภริยาตามฐานะของตน อันเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดู เมื่อมีพฤติการณ์เช่นนี้อยู่ก่อนแล้ว การกลับมาฟ้องขับไล่ภายหลังจึงมีผลกระทบต่อหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวโดยตรง และเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง

8. คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้รับจากคดีนี้คืออะไร

คำตอบ 

หลักกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ การเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนตัวไม่ได้ทำให้คู่สมรสฝ่ายนั้นสามารถใช้สิทธิในทรัพย์สินได้โดยไม่คำนึงถึงหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัว เมื่อการสมรสยังคงอยู่ หน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูย่อมยังคงมีผลบังคับใช้ แม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่แล้วก็ตาม ศาลฎีกาจึงวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าการใช้สิทธิในสินส่วนตัวต้องพิจารณาควบคู่กับสถานะความเป็นสามีภริยาและภาระหน้าที่ที่เกิดจากการสมรสเสมอ หากการใช้สิทธินั้นมีผลเป็นการปฏิเสธหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูหรือกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลอาจไม่รับรองการใช้สิทธิดังกล่าวได้ แม้ผู้ใช้สิทธินั้นจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4214/2566 

โจทก์เป็นฝ่ายชำระราคาห้องชุดพิพาทมาตลอด ห้องชุดพิพาทซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้มาก่อนสมรสและเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ที่โจทก์มีอำนาจจัดการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1473 ส่วนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ตกลงแยกกันอยู่กับจำเลยและย้ายไปอยู่ที่อื่น โดยมอบคีย์การ์ดและกุญแจห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยนั้น จำเลยเบิกความโต้แย้งว่า โจทก์และจำเลยมิได้ตกลงแยกกันอยู่ตามที่โจทก์อ้าง ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันอย่างไร แต่การแยกกันอยู่ก็มิได้ทำให้การสมรสสิ้นสุดลง โจทก์และจำเลยยังคงเป็นสามีภริยาที่ต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา และต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 การที่โจทก์ย้ายออกจากห้องชุดพิพาทไปไม่อยู่ร่วมกับจำเลยที่ห้องชุดพิพาท ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ไม่สามารถที่จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุขได้หรือไม่ก็ตาม โจทก์สามารถร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตให้อยู่ต่างหากจากกันได้ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ศาลจะกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ฝ่ายหนึ่งจ่ายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งตามควรแก่พฤติการณ์ก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1462 จากบทบัญญัติของกฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าวแสดงว่า การแยกกันอยู่ไม่ได้ทำให้หน้าที่ที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูภริยาของโจทก์ซึ่งเป็นสามีหมดสิ้นไป การที่โจทก์ออกจากห้องชุดพิพาทไปโดยมอบคีย์การ์ดและกุญแจห้องชุดไว้ให้แก่จำเลย บ่งชี้ว่าโจทก์ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยโดยการจัดห้องชุดพิพาทอันเป็นสินส่วนตัวให้เป็นที่พักอาศัยของจำเลยตามความสามารถและฐานะของโจทก์เหมือนดังที่เคยอยู่ร่วมกันมาแต่ต้น เมื่อโจทก์และจำเลยยังคงเป็นสามีภริยาโดยต่างมิได้มีเจตนาหย่ากันและยังมีโอกาสที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันได้ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายออกจากห้องชุดพิพาทไปเองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยเพื่อปฏิเสธความรับผิดในหน้าที่ที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุดพิพาทและส่งมอบห้องชุดคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องชุดพิพาทและส่งมอบห้องชุดพิพาทคืนแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุด และส่งมอบห้องชุดคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 สิงหาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องชุดดังกล่าวและส่งมอบคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ห้องชุดมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยโจทก์ซื้อจากผู้ขายเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 และนำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคาร ก. โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 และพักอาศัยร่วมกันที่ห้องชุดพิพาทดังกล่าว ต่อมาเดือนมิถุนายน 2562 โจทก์ออกจากห้องชุดพิพาทไปพักอาศัยที่อื่น โดยส่งมอบกุญแจและคีย์การ์ดห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลย และเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องชุดพิพาทและเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามรายการเดินบัญชีของจำเลยดังกล่าวเป็นการโอนเงินกันระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นสามีภริยากันและมีจำนวนไม่แน่นอนในแต่ละเดือน จึงไม่ชัดแจ้งว่าเป็นการชำระราคาห้องชุดพิพาทส่วนโจทก์นำสืบการชำระราคาห้องชุดพิพาทตามรายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคาร ก. ของโจทก์ ใบแจ้งหักบัญชีและใบเสร็จรับเงินพบว่า มีการหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวเป็นจำนวนแน่นอนทุกเดือน เพื่อชำระหนี้แก่ธนาคาร ก. ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 ถึงเดือนตุลาคม 2563 บ่งชี้ให้เห็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายชำระราคาห้องชุดพิพาทมาตลอด ห้องชุดพิพาทซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้มาก่อนสมรสและเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ที่โจทก์มีอำนาจจัดการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473 ส่วนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ตกลงแยกกันอยู่กับจำเลยและย้ายไปอยู่ที่อื่นตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2562 โดยมอบคีย์การ์ดและกุญแจห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยนั้น จำเลยเบิกความโต้แย้งว่า โจทก์และจำเลยมิได้ตกลงแยกกันอยู่ตามที่โจทก์อ้าง ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันอย่างไร แต่การแยกกันอยู่ก็มิได้ทำให้การสมรสสิ้นสุดลง โจทก์และจำเลยยังคงเป็นสามีภริยาที่ต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา และต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 การที่โจทก์ย้ายออกจากห้องชุดพิพาทไปไม่อยู่ร่วมกับจำเลยที่ห้องชุดพิพาท ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ไม่สามารถที่จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุขได้หรือไม่ก็ตาม โจทก์สามารถร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตให้อยู่ต่างหากจากกันได้ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ศาลจะกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ฝ่ายหนึ่งจ่ายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งตามควรแก่พฤติการณ์ก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1462 จากบทบัญญัติของกฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การแยกกันอยู่ไม่ได้ทำให้หน้าที่ที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูภริยาของโจทก์ซึ่งเป็นสามีหมดสิ้นไป การที่โจทก์ออกจากห้องชุดพิพาทไปโดยมอบคีย์การ์ดและกุญแจห้องชุดไว้ให้แก่จำเลย บ่งชี้ว่าโจทก์ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยโดยการจัดห้องชุดพิพาทอันเป็นสินส่วนตัวให้เป็นที่พักอาศัยของจำเลยตามความสามารถและฐานะของโจทก์เหมือนดังที่เคยอยู่ร่วมกันมาแต่ต้น เมื่อโจทก์และจำเลยยังคงเป็นสามีภริยาโดยต่างมิได้มีเจตนาหย่ากันและยังมีโอกาสที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันได้ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายออกจากห้องชุดพิพาทไปเองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยเพื่อปฏิเสธความรับผิดในหน้าที่ที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ขับไล่จำเลยออกจากห้องชุดพิพาทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

คดีนี้สามีเป็นเจ้าของห้องชุดที่ได้มาก่อนสมรสและเป็นผู้ชำระราคาห้องชุดมาโดยตลอด ต่อมาสามีย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ส่วนภริยายังคงพักอาศัยอยู่ในห้องชุดดังกล่าว  ศาลฎีกาชี้ว่า แม้ห้องชุดจะเป็นสินส่วนตัวของสามี แต่การแยกกันอยู่ไม่ได้ทำให้หน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูสิ้นสุดลง




คดีครอบครัว

ผู้อนุบาลต้องเป็นใคร เมื่อมีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ในทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถ ศาลพิจารณาจากหลักเกณฑ์ใดและคุ้มครองประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถอย่างไร
ผู้ใช้อำนาจปกครองโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้รับโอนโดยสุจริตมีสิทธิในทรัพย์สินหรือไม่
บุตรมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการขายที่ดินมรดกที่มารดาขายให้บุคคลภายนอกหรือไม่ เมื่อกฎหมายห้ามฟ้องบุพการีโดยตรง
การเพิกถอนการสมรสที่ทำในนามผู้ตาย การสมรสโมฆะเพราะผู้ตายหมดสภาพบุคคล, ผู้ตายไม่อาจทำการสมรส (ฎีกา 1541/2568)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนทรัพย์(ฎีกา 6926/2560)