ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




บุตรเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ บิดามารดาเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะได้เพียงใด และศาลจะกำหนดค่าเสียหายจากหลักเกณฑ์ใด article

ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะของบิดามารดาเมื่อบุตรเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ, หลักเกณฑ์การกำหนดค่าเสียหายกรณีผู้ตายกำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี, สิทธิเรียกร้องของผู้เสียหายจากมูลละเมิดอันเกิดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์, ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัย, ความแตกต่างระหว่างหนี้ละเมิดและหนี้ที่เกิดจากสัญญาประกันภัย, การพิจารณาฐานะของผู้ตายและผู้มีสิทธิรับอุปการะเลี้ยงดู, คำนวณค่าสินไหมทดแทนจากโอกาสประกอบอาชีพในอนาคตของผู้ตาย 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะของบิดามารดาภายหลังบุตรเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ อันเกิดจากการเฉี่ยวชนระหว่างรถยนต์แท็กซี่กับรถยนต์สามล้อเครื่องจนเป็นเหตุให้ผู้โดยสารถึงแก่ความตาย โดยประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงการพิจารณาความรับผิดจากการกระทำละเมิดเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงหลักเกณฑ์การกำหนดค่าเสียหายสำหรับการสูญเสียผู้ที่คาดหมายได้ว่าจะเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูในอนาคต ตลอดจนปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัย ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ และขอบเขตอำนาจของศาลในการพิพากษาคดีตามคำขอของคู่ความ

คดีนี้ศาลได้วินิจฉัยถึงหลักสำคัญว่าการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะต้องพิจารณาจากฐานะของผู้ตายและผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดู รวมทั้งต้องประเมินตามพฤติการณ์แห่งคดีว่าหากผู้ตายยังมีชีวิตอยู่จะสามารถประกอบอาชีพ มีรายได้ และให้การอุปการะเลี้ยงดูแก่บุคคลผู้มีสิทธิได้มากน้อยเพียงใดและเป็นระยะเวลานานเท่าใด นอกจากนี้ศาลยังได้วินิจฉัยถึงหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอของคู่ความ โดยชี้ให้เห็นว่าการเรียกร้องความรับผิดตามสัญญาประกันภัยต้องดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นศาลไม่อาจพิพากษาให้คู่ความอีกฝ่ายรับผิดเพิ่มเติมนอกเหนือจากประเด็นที่ปรากฏในคำฟ้องหรือคำขอท้ายคดีได้ อันเป็นหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาคดีแพ่งและการคุ้มครองสิทธิของคู่ความทุกฝ่ายในคดีแพ่งประเภทละเมิดและประกันภัย.

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ทั้งสองเป็นบิดาและมารดาของผู้ตายซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ขณะเกิดเหตุผู้ตายมีอายุ 24 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีสุดท้ายระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ และใกล้สำเร็จการศึกษา ผู้ตายโดยสารรถยนต์สามล้อเครื่องซึ่งมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้ขับขี่ไปตามถนนเพชรบุรี เมื่อมาถึงบริเวณจุดเกิดเหตุ จำเลยที่ 5 ขับรถเลี้ยวขวาเพื่อกลับรถในบริเวณที่ห้ามเลี้ยวหรือกลับรถ ในระหว่างนั้นรถยนต์แท็กซี่ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับได้เฉี่ยวชนกับรถยนต์สามล้อเครื่องดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

รถยนต์แท็กซี่คันที่เกิดเหตุเป็นรถที่จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของและนำเข้าร่วมดำเนินการกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ได้นำรถยนต์ดังกล่าวไปทำประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 4 ส่วนรถยนต์สามล้อเครื่องที่ผู้ตายโดยสารมาเป็นรถที่จำเลยที่ 7 ถือกรรมสิทธิ์ มีจำเลยที่ 6 เป็นผู้ครอบครองและเป็นผู้เอาประกันภัยรถคันดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 9

โจทก์ทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งหลาย โดยอ้างว่าการเสียชีวิตของผู้ตายเกิดจากการกระทำโดยประมาทในการขับรถยนต์แท็กซี่ อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองในฐานะบิดามารดาของผู้ตาย และขอให้จำเลยร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

ระหว่างการพิจารณาคดี โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ 4 ยินยอมชำระเงินจำนวน 300,000 บาท เพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างกันในส่วนที่เกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาประกันภัย ส่งผลให้ข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 สิ้นสุดลงตามเงื่อนไขแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญของคดี

ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ฎีกาโต้แย้งอยู่สองประเด็นสำคัญ ประเด็นแรกคือเรื่องการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะ โดยจำเลยที่ 2 เห็นว่าจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 20 ปี สูงเกินสมควร เนื่องจากผู้ตายยังเป็นนักศึกษาและยังไม่มีรายได้แน่นอน อีกทั้งไม่อาจคาดหมายได้ว่าหากมีชีวิตอยู่จะสามารถประกอบอาชีพและให้การอุปการะแก่โจทก์ทั้งสองได้มากน้อยเพียงใด

ประเด็นที่สองคือเรื่องความรับผิดของผู้รับประกันภัย โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่าบริษัทประกันภัยยังมีวงเงินคุ้มครองตามกรมธรรม์เหลืออยู่ และควรต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติมแก่โจทก์ทั้งสอง แม้จะมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันไปแล้วก็ตาม

ดังนั้นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยจึงประกอบด้วยปัญหาทางกฎหมายสองส่วน ได้แก่ หลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะของบิดามารดาผู้สูญเสียบุตรจากการกระทำละเมิด และขอบเขตการใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยภายใต้หลักห้ามพิพากษาเกินคำขอหรือเกินประเด็นที่ปรากฏในคำฟ้อง ซึ่งเป็นหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและเป็นหัวใจสำคัญของการวินิจฉัยคดีนี้.

การกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย

ประเด็นสำคัญประการแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยในคดีนี้ คือ การกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะของโจทก์ทั้งสองในฐานะบิดามารดาของผู้ตาย โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 20 ปีนั้นสูงเกินสมควร เนื่องจากผู้ตายยังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ยังไม่มีอาชีพหรือรายได้ที่แน่นอน และไม่อาจคาดหมายได้ว่าหากมีชีวิตอยู่จะสามารถประกอบอาชีพหรือมีรายได้เพียงใด รวมทั้งไม่อาจรับรองได้ว่าโจทก์ทั้งสองจะมีอายุยืนยาวต่อไปอีกถึง 20 ปีตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้

ศาลฎีกาเห็นว่า หลักเกณฑ์การกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะมิใช่การพิจารณาเฉพาะรายได้ที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะเสียชีวิตเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจากฐานะของผู้ตาย ฐานะของผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดู และพฤติการณ์โดยรวมแห่งคดีว่าหากผู้ตายยังมีชีวิตอยู่จะสามารถให้การอุปการะเลี้ยงดูแก่บุคคลผู้มีสิทธิได้มากน้อยเพียงใดและเป็นระยะเวลานานเท่าใด หลักกฎหมายดังกล่าวมุ่งคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงจากการสูญเสียบุคคลซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือหรืออุปการะเลี้ยงดูในอนาคต มิใช่จำกัดอยู่เฉพาะกรณีที่ผู้ตายมีรายได้ประจำหรือมีหน้าที่อุปการะอยู่แล้วในขณะถึงแก่ความตาย

เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีนี้ ผู้ตายมีอายุเพียง 24 ปี และกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีชั้นปีสุดท้ายใกล้สำเร็จการศึกษา ศาลเห็นว่าหากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตาย ย่อมมีโอกาสสำเร็จการศึกษาและเข้าสู่การประกอบอาชีพที่มีรายได้พอสมควรได้ตามปกติของบุคคลทั่วไป นอกจากนี้ในขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 มีอายุ 53 ปี และโจทก์ที่ 2 มีอายุ 45 ปี ซึ่งยังอยู่ในวัยที่อาจได้รับการอุปการะจากบุตรได้อีกเป็นระยะเวลาหนึ่ง จึงมีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังได้ว่าหากผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ย่อมมีโอกาสให้ความช่วยเหลือและอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสองในอนาคต

ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับการใช้ดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการประเมินความเสียหายตามสภาพความเป็นจริงของคดี โดยเห็นว่าการกำหนดให้ชำระเงินเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี เป็นจำนวนที่เหมาะสมกับโอกาสในการประกอบอาชีพของผู้ตายในอนาคต ตลอดจนสอดคล้องกับฐานะของโจทก์ทั้งสองผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดู การประเมินดังกล่าวมิใช่การคาดคะเนโดยปราศจากเหตุผล แต่เป็นการพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าผู้ตายใกล้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาและมีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานในเวลาอันใกล้

หลักกฎหมายที่ศาลนำมาใช้วินิจฉัย

หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลนำมาใช้ในประเด็นนี้คือหลักเรื่องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาความเสียหายของบุคคลที่สูญเสียผู้ซึ่งคาดหมายได้ว่าจะให้การอุปการะเลี้ยงดูในอนาคต หลักการดังกล่าวมิได้กำหนดให้ผู้มีสิทธิเรียกร้องต้องพิสูจน์จำนวนรายได้ที่แน่นอนของผู้ตายในอนาคต แต่ให้ศาลใช้ดุลพินิจประเมินจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุ การศึกษา สถานะทางสังคม โอกาสในการประกอบอาชีพ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดู

สาระสำคัญของแนววินิจฉัยในคดีนี้จึงอยู่ที่การยืนยันว่าการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะเป็นเรื่องของการประเมินความน่าจะเป็นในอนาคตบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน มิใช่การเรียกร้องให้พิสูจน์ความแน่นอนของรายได้หรือความช่วยเหลือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างปราศจากข้อสงสัย เพราะหากกำหนดมาตรฐานการพิสูจน์สูงเกินไป ย่อมทำให้การคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการสูญเสียผู้ให้อุปการะเป็นไปได้ยากและไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งเยียวยาความเสียหายอย่างเป็นธรรม

ด้วยเหตุนี้ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และวินิจฉัยว่าค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี เป็นจำนวนที่เหมาะสมตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีและสอดคล้องกับหลักกฎหมายว่าด้วยการชดใช้ความเสียหายจากการสูญเสียผู้อุปการะเลี้ยงดูในอนาคต จึงไม่อาจรับฟังฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้ได้.

ประเด็นความรับผิดของผู้รับประกันภัยและผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย คือ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ที่เห็นว่าจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ควรต้องร่วมรับผิดในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย เนื่องจากรถยนต์แท็กซี่คันที่เกิดเหตุมีการทำประกันภัยไว้และยังมีวงเงินความคุ้มครองสำหรับกรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิตเหลืออยู่ โดยจำเลยที่ 2 เห็นว่าการที่จำเลยที่ 4 ตกลงชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเพียง 300,000 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ยังไม่ครบถ้วนตามวงเงินความคุ้มครองที่มีอยู่ตามกรมธรรม์ประกันภัย

ศาลฎีกาได้พิจารณาถึงลักษณะของสิทธิเรียกร้องในคดีนี้โดยแยกความแตกต่างระหว่างสิทธิเรียกร้องจากมูลละเมิดกับสิทธิเรียกร้องจากสัญญาประกันภัยอย่างชัดเจน โดยเห็นว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์แท็กซี่และในฐานะผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำละเมิดอันเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ฐานแห่งสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงเป็นหนี้อันเกิดจากมูลละเมิด ขณะที่การฟ้องจำเลยที่ 4 มีฐานแห่งสิทธิเรียกร้องมาจากสถานะผู้รับประกันภัยตามสัญญาประกันภัยซึ่งเป็นหนี้อันเกิดจากสัญญา จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีที่มาทางกฎหมายแตกต่างกัน

เมื่อระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 4 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ 4 ยินยอมชำระเงินจำนวน 300,000 บาท เพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างกัน ศาลเห็นว่าสัญญาดังกล่าวมีผลทำให้หนี้อันเกิดจากสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ระงับลงตามข้อตกลงของคู่สัญญา เนื่องจากไม่มีกฎหมายบทใดห้ามมิให้คู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทในลักษณะดังกล่าว การประนีประนอมยอมความจึงมีผลผูกพันคู่สัญญาและก่อให้เกิดผลตามกฎหมายโดยสมบูรณ์

ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปว่า ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่ายังมีวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยเหลืออยู่และประสงค์จะให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดเพิ่มเติมนั้น เป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 โดยตรง มิใช่สิทธิเรียกร้องที่โจทก์ทั้งสองได้ฟ้องร้องไว้ในลักษณะเดียวกันตั้งแต่ต้นคดี ดังนั้นข้อพิพาทดังกล่าวจึงเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ตามสัญญาประกันภัยระหว่างคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ประเด็นที่เกิดขึ้นจากสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองโดยตรง

ความแตกต่างระหว่างหนี้ละเมิดกับหนี้ตามสัญญาในคดีนี้

แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า แม้เหตุการณ์เดียวกันจะก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องหลายประเภท แต่สิทธิแต่ละประเภทมีฐานทางกฎหมายและผลทางกฎหมายแตกต่างกัน หนี้ที่เกิดจากการกระทำละเมิดมีจุดกำเนิดจากการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนหนี้ที่เกิดจากสัญญาประกันภัยมีจุดกำเนิดจากข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับผูกพันกันตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์

เมื่อโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 4 ได้ตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว สิทธิเรียกร้องตามสัญญาในส่วนดังกล่าวจึงสิ้นสุดลงตามข้อตกลงของคู่สัญญา ขณะที่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิไล่เบี้ยหรือสิทธิเรียกร้องอื่นตามกรมธรรม์ประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่างหาก

สาระสำคัญของคำวินิจฉัยในส่วนนี้จึงอยู่ที่การยืนยันหลักกฎหมายว่าการประนีประนอมยอมความเป็นวิธีระงับข้อพิพาทที่กฎหมายรับรอง และเมื่อคู่สัญญาได้ตกลงกันโดยชอบแล้ว ผลแห่งสัญญาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมาย อีกทั้งการอ้างสิทธิให้บุคคลหนึ่งต้องรับผิดเพิ่มเติมตามสัญญาประกันภัยจะต้องดำเนินการภายใต้กรอบแห่งสิทธิและกระบวนการที่กฎหมายกำหนด มิอาจอาศัยข้ออ้างเพียงว่ายังมีวงเงินความคุ้มครองคงเหลืออยู่แล้วขอให้ศาลกำหนดความรับผิดเพิ่มเติมในคดีได้โดยปราศจากการใช้สิทธิตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติไว้.

หลักห้ามพิพากษาเกินคำขอและการบังคับใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ประเด็นสุดท้ายที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยในคดีนี้ คือ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้ศาลกำหนดให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดเพิ่มเติมในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย โดยอ้างว่ายังมีวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยคงเหลืออยู่และควรนำมาใช้ชดเชยความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองให้ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาภายใต้หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าศาลมีอำนาจพิพากษาได้เพียงใดและภายในขอบเขตใด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกาเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นจากสัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 โดยตรง กล่าวคือเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยระหว่างคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มิใช่ข้อเรียกร้องที่โจทก์ทั้งสองยกขึ้นเป็นประเด็นฟ้องร้องต่อศาลตั้งแต่ต้นคดี และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 4 ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้ในระหว่างการพิจารณาคดี

เมื่อข้อพิพาทเรื่องวงเงินความคุ้มครองส่วนที่เหลือเป็นเรื่องสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 โดยเฉพาะ ศาลจึงไม่อาจนำประเด็นดังกล่าวมาวินิจฉัยและกำหนดให้จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดเพิ่มเติมได้ หากไม่มีการใช้สิทธิหรือยกข้อเรียกร้องขึ้นสู่ศาลโดยชอบตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติไว้ เพราะการวินิจฉัยเช่นนั้นจะทำให้ศาลก้าวล่วงไปสู่การตัดสินข้อพิพาทที่มิได้อยู่ในขอบเขตแห่งคำฟ้องหรือประเด็นที่คู่ความนำสืบกันในคดี

หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของศาลในระบบกล่าวหา ซึ่งศาลมีหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทตามคำขอและประเด็นที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กันเท่านั้น มิใช่มีอำนาจสร้างสิทธิหรือกำหนดความรับผิดใหม่ให้แก่คู่ความในเรื่องที่ยังมิได้มีการใช้สิทธิเรียกร้องหรือยกขึ้นเป็นข้อพิพาทโดยชอบตามกฎหมาย

เหตุผลที่ศาลไม่อาจกำหนดให้บริษัทประกันภัยรับผิดเพิ่มเติม

ศาลฎีกาให้เหตุผลว่า แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่ามีกรมธรรม์ประกันภัยที่อาจให้ความคุ้มครองในวงเงินมากกว่าจำนวนเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลสามารถกำหนดความรับผิดเพิ่มเติมแก่จำเลยที่ 4 ได้ เนื่องจากการใช้สิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยต้องดำเนินการภายใต้กระบวนการที่กฎหมายกำหนด และต้องปรากฏเป็นข้อพิพาทที่ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลโดยถูกต้อง

ในคดีนี้ศาลพบว่าโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ได้ตกลงประนีประนอมยอมความกันจนข้อพิพาทระหว่างกันสิ้นสุดลงแล้ว ส่วนสิทธิที่จำเลยที่ 2 อ้างว่ามีอยู่ตามกรมธรรม์ประกันภัยนั้น เป็นสิทธิอีกส่วนหนึ่งที่มีลักษณะแตกต่างจากสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสอง และมิได้มีการดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าวในคดีนี้ตามรูปแบบที่กฎหมายบัญญัติไว้ ศาลจึงไม่อาจนำสิทธิดังกล่าวมาวินิจฉัยให้เกิดผลในคำพิพากษาได้

หากศาลกำหนดให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดเพิ่มเติมตามที่จำเลยที่ 2 ร้องขอ ย่อมเท่ากับเป็นการพิพากษาในเรื่องที่ไม่ปรากฏอยู่ในคำฟ้องหรือประเด็นข้อพิพาทที่เข้าสู่การพิจารณาแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ด้วยเหตุนี้ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าไม่อาจกำหนดให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดเพิ่มเติมในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างได้

แนววินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะแสดงให้เห็นว่าการมีสิทธิอยู่ตามกฎหมายหรือสัญญาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะได้รับความคุ้มครองจากศาล ผู้ทรงสิทธิต้องดำเนินการใช้สิทธินั้นภายในกรอบและวิธีการที่กฎหมายกำหนดด้วย หากไม่ดำเนินการใช้สิทธิให้ถูกต้อง ศาลย่อมไม่อาจหยิบยกสิทธิดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยแทนคู่ความได้ แม้ว่าสิทธินั้นอาจมีอยู่จริงก็ตาม

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นความรับผิดเพิ่มเติมของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น และเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ทุกประการ โดยยืนยันหลักสำคัญว่าศาลต้องพิพากษาภายในกรอบแห่งคำฟ้อง คำขอ และประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความนำเข้าสู่กระบวนพิจารณาเท่านั้น อันเป็นหลักพื้นฐานที่สำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง.

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 4 ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความได้ทำไว้ โดยให้ถือสัญญาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา และให้จำเลยที่ 4 รับผิดตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ศาลพิพากษายกฟ้อง

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทน โดยลดจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องร่วมกันชำระจาก 1,275,000 บาท เหลือ 975,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะให้โจทก์ทั้งสองในอัตราเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี เป็นจำนวนที่เหมาะสมกับฐานะของผู้ตายและโจทก์ทั้งสอง เนื่องจากผู้ตายกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีชั้นปีสุดท้ายและมีโอกาสประกอบอาชีพมีรายได้พอสมควรในอนาคต อีกทั้งศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่อาจขอให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดเพิ่มเติมตามวงเงินประกันภัยที่เหลืออยู่ได้ เพราะเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้มีการใช้สิทธิตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้ และหากศาลกำหนดความรับผิดเพิ่มเติมให้แก่จำเลยที่ 4 ย่อมเป็นการพิพากษาเกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง อันเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงพิพากษายืนและให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

ข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะมิได้พิจารณาเฉพาะรายได้ที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะเสียชีวิต แต่ต้องพิจารณาจากโอกาสในอนาคตของผู้ตาย ฐานะของผู้ตาย และฐานะของผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูร่วมกัน ศาลสามารถใช้ดุลพินิจประเมินความน่าจะเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดีได้ แม้ผู้ตายยังมิได้ประกอบอาชีพหรือมีรายได้เป็นหลักแหล่งในขณะถึงแก่ความตายก็ตาม หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าผู้ตายมีแนวโน้มจะสำเร็จการศึกษาและสามารถประกอบอาชีพมีรายได้ในอนาคตได้

นอกจากนี้คดียังตอกย้ำหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า ศาลมีอำนาจวินิจฉัยเฉพาะสิทธิและข้อพิพาทที่คู่ความนำเข้าสู่กระบวนพิจารณาโดยชอบเท่านั้น แม้คู่ความฝ่ายหนึ่งอาจมีสิทธิตามสัญญาหรือกฎหมายอยู่จริง แต่หากมิได้ใช้สิทธินั้นตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติ ศาลก็ไม่อาจนำสิทธิดังกล่าวมาวินิจฉัยให้เกิดผลในคำพิพากษาได้ หลักการนี้เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างเป็นธรรมและอยู่ภายใต้ขอบเขตแห่งคำฟ้องและคำขอของคู่ความ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะของบิดามารดาผู้สูญเสียบุตรจากการกระทำละเมิด และหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอในคดีแพ่ง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการประเมินค่าขาดไร้อุปการะต้องพิจารณาจากฐานะของผู้ตาย โอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต และฐานะของผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดู ส่วนการขอให้ผู้รับประกันภัยรับผิดเพิ่มเติมต้องดำเนินการใช้สิทธิตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นศาลไม่อาจพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องได้

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะ

เป็นหลักกฎหมายที่ใช้เยียวยาความเสียหายแก่บุคคลผู้สูญเสียผู้ซึ่งคาดหมายได้ว่าจะให้การอุปการะเลี้ยงดูในอนาคต โดยศาลต้องพิจารณาจากฐานะ อายุ การศึกษา และโอกาสในการประกอบอาชีพของผู้ตาย รวมถึงฐานะของผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะ มิใช่พิจารณาเฉพาะรายได้ที่มีอยู่ในวันเกิดเหตุเท่านั้น

2. ห้ามพิพากษาเกินคำขอ

เป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่กำหนดให้ศาลวินิจฉัยคดีได้ภายในกรอบแห่งคำฟ้อง คำขอ และประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความนำเข้าสู่การพิจารณาเท่านั้น หากสิทธิเรียกร้องใดมิได้มีการใช้สิทธิหรือยกขึ้นสู่ศาลโดยชอบ ศาลย่อมไม่อาจกำหนดความรับผิดหรือให้ประโยชน์แก่คู่ความในเรื่องนั้นได้ แม้ว่าสิทธิดังกล่าวอาจมีอยู่ตามกฎหมายหรือสัญญาก็ตาม.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม บิดามารดามีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะได้หรือไม่ หากบุตรที่เสียชีวิตยังศึกษาอยู่และยังไม่มีรายได้เป็นของตนเอง

คำตอบ 

บิดามารดายังคงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะได้ แม้ในขณะที่บุตรถึงแก่ความตายจะยังอยู่ในระหว่างการศึกษาและยังไม่มีรายได้ประจำก็ตาม เนื่องจากหลักกฎหมายมิได้กำหนดให้ผู้ตายต้องมีรายได้อยู่แล้วในขณะเสียชีวิตจึงจะเกิดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ ศาลสามารถพิจารณาจากอายุ ระดับการศึกษา สถานภาพทางสังคม และโอกาสในการประกอบอาชีพของผู้ตายในอนาคตประกอบกันได้ หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าผู้ตายกำลังศึกษาอยู่ในระดับที่ใกล้สำเร็จการศึกษาและมีแนวโน้มเข้าสู่การประกอบอาชีพที่มีรายได้ตามปกติ ย่อมถือได้ว่าบิดามารดาสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากผู้ตายในอนาคต ศาลจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจประเมินมูลค่าความเสียหายดังกล่าวตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นรายกรณี โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์จำนวนรายได้ที่แน่นอนของผู้ตายในอนาคต เนื่องจากลักษณะของความเสียหายประเภทนี้เป็นการประเมินจากความน่าจะเป็นและสภาพความสัมพันธ์ตามปกติของครอบครัว

2. คำถาม ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะ

คำตอบ 

การกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะเป็นเรื่องที่ศาลต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงหลายด้านประกอบกัน มิใช่พิจารณาเฉพาะรายได้ของผู้ตายเพียงอย่างเดียว โดยศาลจะพิจารณาฐานะของผู้ตาย ฐานะของผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะ อายุ ระดับการศึกษา สุขภาพ โอกาสในการประกอบอาชีพ และระยะเวลาที่คาดหมายได้ว่าผู้ตายจะสามารถให้การอุปการะเลี้ยงดูได้หากยังมีชีวิตอยู่ หลักการสำคัญคือการประเมินความเสียหายให้ใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย ในกรณีที่ผู้ตายกำลังศึกษาอยู่และใกล้สำเร็จการศึกษา ศาลอาจพิจารณาว่าผู้ตายมีโอกาสเข้าสู่การประกอบอาชีพและมีรายได้พอสมควรในอนาคตได้ จึงอาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามความเหมาะสมของพฤติการณ์ โดยอาศัยดุลพินิจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ในสำนวนคดี มิใช่การคาดคะเนโดยปราศจากเหตุผลรองรับ

3. คำถาม เมื่อผู้เสียหายและบริษัทประกันภัยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว ยังสามารถเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยรับผิดเพิ่มเติมได้หรือไม่

คำตอบ 

หลักทั่วไปคือเมื่อคู่กรณีได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ข้อพิพาทในส่วนที่อยู่ภายใต้สัญญาดังกล่าวย่อมระงับลงตามข้อตกลงของคู่สัญญา การประนีประนอมยอมความถือเป็นนิติกรรมที่กฎหมายรับรองและมีผลผูกพันคู่สัญญาเช่นเดียวกับสัญญาทั่วไป ดังนั้นเมื่อผู้เสียหายและบริษัทประกันภัยตกลงกันเกี่ยวกับจำนวนเงินชดใช้และเงื่อนไขการระงับข้อพิพาทแล้ว สิทธิเรียกร้องในส่วนดังกล่าวย่อมสิ้นสุดลงตามข้อตกลง อย่างไรก็ตาม หากยังมีข้อพิพาทหรือสิทธิเรียกร้องอื่นที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ทางสัญญาระหว่างบุคคลอื่นกับบริษัทประกันภัย สิทธินั้นจะต้องได้รับการใช้และดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ไม่อาจนำมารวมพิจารณาโดยอัตโนมัติในส่วนที่ได้มีการประนีประนอมยอมความและระงับข้อพิพาทกันไปแล้ว

4. คำถาม 

เหตุใดศาลจึงไม่อาจกำหนดให้บริษัทประกันภัยรับผิดเพิ่มเติมตามวงเงินคุ้มครองที่ยังเหลืออยู่ได้

คำตอบ 

แม้จะปรากฏว่ากรมธรรม์ประกันภัยอาจมีวงเงินความคุ้มครองเหลืออยู่ แต่ศาลจะกำหนดความรับผิดเพิ่มเติมได้ต่อเมื่อมีการใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดและมีการนำประเด็นนั้นเข้าสู่การพิจารณาโดยชอบ หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดให้ศาลมีอำนาจวินิจฉัยเฉพาะเรื่องที่อยู่ในขอบเขตแห่งคำฟ้อง คำขอ และประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กันเท่านั้น หากคู่ความฝ่ายใดมีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยแต่ไม่ได้ดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าวในรูปแบบที่กฎหมายบัญญัติ ศาลย่อมไม่อาจหยิบยกสิทธินั้นขึ้นมาวินิจฉัยแทนได้ การกำหนดความรับผิดเพิ่มเติมในกรณีเช่นนี้จึงอาจกลายเป็นการพิพากษาเกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายห้ามไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความและรักษาความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาคดี

5. คำถาม หลักห้ามพิพากษาเกินคำขอมีความสำคัญต่อคดีแพ่งอย่างไร

คำตอบ 

หลักห้ามพิพากษาเกินคำขอเป็นหลักพื้นฐานที่สำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจของศาลให้วินิจฉัยคดีเฉพาะในเรื่องที่คู่ความนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาเท่านั้น หลักการดังกล่าวช่วยให้คู่ความทุกฝ่ายทราบล่วงหน้าว่าประเด็นใดเป็นข้อพิพาทและต้องจัดเตรียมพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดีในเรื่องใดบ้าง หากศาลสามารถพิพากษาในเรื่องที่ไม่มีการร้องขอหรือไม่มีการยกขึ้นเป็นข้อพิพาทได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งและอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นแม้ศาลจะเห็นว่าบุคคลใดอาจมีสิทธิหรืออาจได้รับประโยชน์จากข้อเท็จจริงบางประการ ศาลก็ยังต้องเคารพขอบเขตแห่งคำฟ้องและคำขอของคู่ความ โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงสิทธิที่จะดำเนินการใช้สิทธิของตนตามช่องทางและวิธีการที่กฎหมายกำหนดต่อไป.

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคท้าย

มาตรา 443 วรรคท้าย เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองบุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการสูญเสียผู้ซึ่งมีหน้าที่หรือคาดหมายได้ว่าจะให้การอุปการะเลี้ยงดูในอนาคต โดยกฎหมายรับรองว่าความเสียหายจากการขาดไร้อุปการะเป็นความเสียหายที่สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แม้ว่าความเสียหายดังกล่าวจะเป็นความเสียหายในอนาคตก็ตาม หลักสำคัญของมาตรานี้อยู่ที่การประเมินความน่าจะเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี มิใช่การพิสูจน์ความแน่นอนของรายได้หรือจำนวนเงินที่จะได้รับในอนาคตอย่างเคร่งครัด

การพิจารณาค่าสินไหมทดแทนตามมาตรานี้ ศาลต้องคำนึงถึงฐานะของผู้ตาย ฐานะของผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะ อายุ สุขภาพ การศึกษา อาชีพ รายได้ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดู รวมถึงต้องพิจารณาด้วยว่าหากผู้ตายยังมีชีวิตอยู่จะสามารถให้การอุปการะเลี้ยงดูได้มากน้อยเพียงใดและเป็นระยะเวลานานเท่าใด หลักดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ได้รับความเสียหายได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและใกล้เคียงกับสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงมากที่สุด

ในคดีนี้ ผู้ตายมีอายุ 24 ปี และกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีชั้นปีสุดท้ายใกล้สำเร็จการศึกษา แม้ยังไม่มีรายได้ประจำในขณะถึงแก่ความตาย แต่ศาลเห็นว่าหากผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ย่อมมีโอกาสสำเร็จการศึกษาและประกอบอาชีพมีรายได้พอสมควรในอนาคต อีกทั้งโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดามีอายุ 53 ปี และ 45 ปี ตามลำดับ จึงยังอยู่ในช่วงอายุที่อาจได้รับการอุปการะจากบุตรได้อีกเป็นเวลานาน ศาลจึงเห็นว่าการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะในอัตราเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี เป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงแห่งคดี

แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ามาตรา 443 วรรคท้าย มิได้มุ่งเน้นการชดใช้เฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังมุ่งคุ้มครองโอกาสทางเศรษฐกิจและความช่วยเหลือที่ผู้เสียหายพึงได้รับในอนาคตจากผู้ตายด้วย ดังนั้นแม้ผู้ตายจะยังเป็นนักศึกษาและยังไม่มีรายได้ ศาลก็สามารถกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะได้ หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้อย่างสมเหตุสมผลว่าผู้ตายจะสามารถประกอบอาชีพและให้การอุปการะแก่ผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะได้ในอนาคต

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

มาตรา 142 เป็นบทบัญญัติสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่กำหนดหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอหรือเกินกว่าประเด็นที่ปรากฏในคำฟ้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจของศาลให้วินิจฉัยคดีภายในกรอบแห่งข้อพิพาทที่คู่ความนำเข้าสู่การพิจารณาเท่านั้น หลักการนี้เป็นหลักพื้นฐานของกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง เนื่องจากช่วยให้คู่ความทราบขอบเขตของคดีอย่างชัดเจนและสามารถจัดเตรียมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือโต้แย้งข้อกล่าวหาได้อย่างเป็นธรรม

สาระสำคัญของมาตรา 142 คือ ศาลจะพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ได้ แม้ว่าศาลจะเห็นว่าคู่ความฝ่ายหนึ่งอาจมีสิทธิเรียกร้องหรืออาจได้รับประโยชน์จากข้อเท็จจริงบางประการก็ตาม หากสิทธินั้นมิได้ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาโดยชอบ ศาลย่อมไม่มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแทนคู่ความได้ เพราะจะเป็นการกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง

ในคดีนี้ จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ร่วมรับผิดเพิ่มเติมในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยอ้างว่ายังมีวงเงินคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยเหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นสิทธิที่เกิดจากสัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 โดยเฉพาะ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้สิทธิดังกล่าวตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้ในคดีนี้

เมื่อข้อพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดเพิ่มเติมตามกรมธรรม์ประกันภัยมิได้ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาโดยชอบ หากศาลกำหนดให้จำเลยที่ 4 รับผิดเพิ่มเติมตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง ย่อมเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 142 ศาลจึงไม่อาจกำหนดความรับผิดเพิ่มเติมดังกล่าวได้

แนววินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของมาตรา 142 ในการรักษาความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง เพราะศาลมีหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทตามที่คู่ความนำเสนอเท่านั้น มิใช่มีหน้าที่ค้นหาหรือสร้างสิทธิเรียกร้องใหม่ให้แก่คู่ความ หลักการดังกล่าวจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของทุกฝ่าย และทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปภายใต้กรอบของกฎหมายและข้อพิพาทที่แท้จริงซึ่งถูกนำเสนอต่อศาลอย่างถูกต้อง.

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5628/2560 

การกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคท้าย ย่อมกำหนดตามฐานะของผู้ตายและฐานะของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู และต้องพิจารณาว่าหากผู้ตายมีชีวิตจะให้อุปการะเลี้ยงดูได้เพียงใดและเป็นเวลานานเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะถึงแก่ความตายผู้ตายกำลังใกล้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในระหว่างนั้นโจทก์ที่ 1 มีอายุ 53 ปี และโจทก์ที่ 2 มีอายุ 45 ปี หากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตายย่อมมีโอกาสจบการศึกษาและประกอบอาชีพมีรายได้พอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตามกฎหมายโดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี นับว่าเหมาะสมตามสมควรและตามฐานะของผู้ตายกับโจทก์ทั้งสองแล้ว

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์แท็กซี่และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 หรือผู้ใช้ จ้างวาน หรือผู้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 กระทำการร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์แท็กซี่ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์สามล้อเครื่องที่จำเลยที่ 5 ขับจนเป็นเหตุให้ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ทั้งสองถึงแก่ความตาย ฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด และโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่จากจำเลยที่ 2 ให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลยที่ 4 เป็นเรื่องหนี้อันเกิดแต่สัญญา การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 4 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ 4 ยอมใช้เงิน 300,000 บาท เป็นการระงับหนี้อันเกิดแต่สัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามไว้ ส่วนจำนวนเงินที่ยังไม่เต็มตามความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยที่จำเลยที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นข้อโต้แย้งสิทธิอันเกิดจากสัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 รับผิดตามสัญญาประกันภัยตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. ย่อมไม่อาจให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเนื่องจากจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน

จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2558

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท และพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2558 ให้ถือสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 975,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งเก้ามิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า นางสาวมัศยา ผู้ตาย เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร และนำรถเข้าร่วมกับจำเลยที่ 2 ตามสัญญารถร่วมกับสหกรณ์ โดยจำเลยที่ 2 นำรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร ไปประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 5 เป็นผู้ขับรถยนต์สามล้อเครื่อง หมายเลขทะเบียน 1ส-2634 กรุงเทพมหานคร ที่ผู้ตายกับเพื่อนนั่งโดยสารมาในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 7 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์สามล้อเครื่อง หมายเลขทะเบียน 1ส-2634 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 6 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ เป็นผู้ครอบครองรถยนต์สามล้อเครื่อง หมายเลขทะเบียน 1ส-2634 กรุงเทพมหานคร และเป็นผู้เอาประกันภัยรถคันดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 9 ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2556 ผู้ตายและนายวชิระ โดยสารรถยนต์สามล้อเครื่อง หมายเลขทะเบียน 1ส-2634 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้ขับไปตามถนนเพชรบุรีจากราชเทวีไปทางประตูนํ้าตามช่องเดินรถขวาสุดติดกับช่องเดินรถสวน เมื่อถึงบริเวณหน้าห้างพันธ์ทิพย์พลาซ่าที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 5 ขับรถเลี้ยวขวาเพื่อกลับรถมุ่งหน้าไปทางราชเทวีซึ่งเป็นบริเวณห้ามเลี้ยวหรือกลับรถ ในระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร เฉี่ยวชนกันกับรถยนต์สามล้อเครื่องคันที่จำเลยที่ 5 ขับเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ขณะผู้ตายถึงแก่ความตายอายุ 24 ปี กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีปีสุดท้ายใกล้จบการศึกษา ตามระเบียนประวัติ

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่สูงเกินไปเนื่องจากขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตายมีอายุ 23 ถึง 24 ปี โจทก์ที่ 1 มีอายุ 53 ปี โจทก์ที่ 2 มีอายุ 45 ปี หากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตายจะประกอบอาชีพมีรายได้มากน้อยเพียงใดไม่อาจคาดหมายได้แน่นอนและยังมีภาระต้องใช้จ่ายในการดำรงชีพของตนเองจะมีเงินเหลือเพื่อแบ่งปันรายได้เดือนละ 5,000 บาท เพื่ออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสองได้เพียงใดก็ไม่แน่นอนเช่นกัน อีกทั้งไม่มีเหตุผลรองรับได้ว่าโจทก์ทั้งสองจะมีอายุยืนยาวได้อีก 20 ปี ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ควรเกินจำนวน 200,000 บาท เห็นว่า การกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคท้าย ย่อมกำหนดตามฐานะของผู้ตายและฐานะของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู และต้องพิจารณาว่าหากผู้ตายมีชีวิตอยู่จะให้อุปการะเลี้ยงดูได้เพียงใดและเป็นเวลานานเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะถึงแก่ความตายผู้ตายกำลังใกล้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในระหว่างนั้นโจทก์ที่ 1 มีอายุ 53 ปี และโจทก์ที่ 2 มีอายุ 45 ปี หากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตายย่อมมีโอกาสจบการศึกษาและประกอบอาชีพมีรายได้พอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์พิจารณากำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตามกฎหมายโดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี นับว่าเหมาะสมตามสมควรและตามฐานะของผู้ตายกับโจทก์ทั้งสองแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เนื่องจากรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร มีการประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้กับจำเลยที่ 4 ซึ่งให้ความคุ้มครองกรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิตจำนวน 200,000 บาท ต่อคน และตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจสำหรับกรณีบุคคลภายนอกเสียชีวิตจำนวน 300,000 บาท ต่อคน จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดในวงเงิน 500,000 บาท จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในยอดเงินดังกล่าวด้วย การที่จำเลยที่ 4 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสองโดยตกลงชดใช้เงินจำนวน 300,000 บาท ย่อมไม่เต็มจำนวนความรับผิดตามความคุ้มครองที่จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยมีต่อจำเลยที่ 2 เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 หรือผู้ใช้ จ้างวาน หรือผู้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 กระทำการร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์สามล้อเครื่องคันที่จำเลยที่ 5 ขับจนเป็นเหตุให้ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ทั้งสองถึงแก่ความตาย ฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด และโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 2 ให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะผู้รับประกันภัย ฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลยที่ 4 เป็นเรื่องหนี้อันเกิดแต่สัญญา การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 4 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ 4 ยินยอมใช้เงินจำนวน 300,000 บาท เป็นการระงับหนี้อันเกิดแต่สัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามไว้ ส่วนจำนวนเงินที่ยังไม่เต็มตามความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับจำเลยที่ 4 และดอกเบี้ยตามกฎหมายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จที่จำเลยที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น เป็นข้อโต้แย้งสิทธิอันเกิดจากสัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรับผิดตามสัญญาประกันภัยตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแต่ประการใด ย่อมไม่อาจให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามกฎหมายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกา เนื่องจากจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ค่าสินไหมทดแทนขาดไร้อุปการะ บุตรเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ  การประเมินค่าขาดไร้อุปการะไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ตายมีรายได้ก่อนเสมอไป เพราะศาลอาจพิจารณาจากโอกาสในอนาคตและฐานะของบุคคลที่เกี่ยวข้องประกอบกันได้  คดีนี้เกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนรถสามล้อเครื่องจนเป็นเหตุให้บุตรของโจทก์ทั้งสองถึงแก่ความตาย ขณะผู้ตายกำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรีชั้นปีสุดท้ายใกล้สำเร็จการศึกษา




คดีครอบครัว

ฟ้องขอผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้หรือไม่ ศาลมีอำนาจเปลี่ยนวิธีชำระหนี้จากคำพิพากษาเดิมหรือไม่ และขอบเขตการใช้มาตรา 162 เป็นอย่างไร article
สามีภริยาแยกกันอยู่โดยยังไม่หย่า สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้หรือไม่ ศาลพิจารณาจากอะไรและกำหนดจำนวนเงินอย่างไร
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรลดได้หรือไม่ หากผู้จ่ายก่อหนี้ภายหลังและอ้างฐานะเปลี่ยนแปลง ศาลจะพิจารณาอย่างไรตามกฎหมายครอบครัว
มารดาของผู้ตายมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนหลานได้หรือไม่ และศาลฎีกาวางหลักอย่างไรเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายแต่ละคน
บิดาอ้างหนี้สินส่วนตัวหรือหนี้ครัวเรือนเพื่อไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่ และสามารถนำมาหักกลบลบหนี้ตามสัญญาหย่าได้เพียงใดตามหลักกฎหมายครอบครัว
คู่สมรสเสียชีวิตระหว่างฎีกาใครมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนได้ และทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวเมื่อมีทรัพย์มรดกเข้ามาเกี่ยวข้อง
สามีเป็นเจ้าของคอนโดก่อนสมรสสามารถฟ้องขับไล่ภริยาออกจากห้องชุดได้หรือไม่ เมื่อยังไม่ได้หย่าและยังมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู
ผู้อนุบาลต้องเป็นใคร เมื่อมีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ในทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถ ศาลพิจารณาจากหลักเกณฑ์ใดและคุ้มครองประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถอย่างไร
ผู้ใช้อำนาจปกครองโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้รับโอนโดยสุจริตมีสิทธิในทรัพย์สินหรือไม่
บุตรมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการขายที่ดินมรดกที่มารดาขายให้บุคคลภายนอกหรือไม่ เมื่อกฎหมายห้ามฟ้องบุพการีโดยตรง
การเพิกถอนการสมรสที่ทำในนามผู้ตาย การสมรสโมฆะเพราะผู้ตายหมดสภาพบุคคล, ผู้ตายไม่อาจทำการสมรส (ฎีกา 1541/2568)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนทรัพย์(ฎีกา 6926/2560)