
| เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า ศาลพิจารณาจากอะไร กำหนดจำนวนเงินอย่างไร และคดีค่าเลี้ยงดูได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรภายหลังการหย่า หลักเกณฑ์ในการพิจารณาความเหมาะสมของจำนวนเงินที่ผู้มีหน้าที่ต้องชำระ ตลอดจนการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีครอบครัวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ โดยศาลวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีพและการศึกษาของผู้เยาว์ ฐานะทางเศรษฐกิจของบิดามารดา รวมถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู ประกอบกับข้อมูลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของผู้เยาว์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูให้เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย นอกจากนี้ คดียังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายวิธีพิจารณาคดีครอบครัวที่ให้สิทธิยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับการดำเนินคดีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ส่งผลให้เมื่อมีการอุทธรณ์เฉพาะประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดู การกำหนดให้คู่ความรับผิดในค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จึงไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายที่บัญญัติไว้ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการทำความเข้าใจหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์และการคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์ในกระบวนพิจารณาคดีครอบครัว โดยอาศัยข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดีเท่านั้น สรุปข้อเท็จจริง โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2536 ก่อนจดทะเบียนสมรสในเวลาต่อมา และมีบุตรด้วยกันรวม 3 คน ภายหลังทั้งสองฝ่ายหย่าขาดจากกันโดยความสมัครใจ พร้อมจัดทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการหย่าไว้ แต่ต่อมาโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรอย่างเพียงพอ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังพร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งขอให้แบ่งสินสมรสซึ่งประกอบด้วยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคนละครึ่ง หากไม่สามารถแบ่งทรัพย์สินได้ก็ให้ขายและแบ่งเงินที่ได้จากการขายระหว่างคู่ความคนละครึ่ง จำเลยให้การต่อสู้คดีโดยขอให้ยกฟ้อง ศาลจึงต้องพิจารณาทั้งประเด็นการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและประเด็นการแบ่งสินสมรสจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ รวมทั้งพิจารณาฐานะของคู่ความและสภาพความเป็นอยู่ของผู้เยาว์ทั้งสามประกอบกัน จากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ ผู้เยาว์ทั้งสามอยู่ในความดูแลของโจทก์ซึ่งเป็นมารดาแต่เพียงฝ่ายเดียว โจทก์เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรเป็นหลัก ทั้งค่าอุปโภคบริโภค ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ค่าเครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียน ค่าใช้จ่ายประจำวัน ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของผู้เยาว์ ขณะที่โจทก์ยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากพี่สาวในการเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสาม สะท้อนให้เห็นถึงภาระทางเศรษฐกิจที่โจทก์ต้องแบกรับภายหลังการหย่าร้าง พยานหลักฐานในคดียังแสดงให้เห็นว่า ผู้เยาว์แต่ละคนมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาปีละประมาณ 7,000 บาท มีค่าเครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียนประมาณ 3,500 บาท มีค่าใช้จ่ายอื่นประมาณ 3,000 บาท และยังมีค่าใช้จ่ายประจำวันวันละประมาณ 100 บาท เมื่อคำนวณโดยรวมแล้ว ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของผู้เยาว์แต่ละคนอยู่ในระดับประมาณเดือนละ 4,000 บาท ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นตามอายุ ระดับการศึกษา และความจำเป็นในอนาคตของผู้เยาว์แต่ละคน นอกจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบแล้ว ศาลยังรับฟังรายงานแสดงข้อเท็จจริงของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร เขตมีนบุรี ซึ่งได้ศึกษาสภาพแวดล้อมของผู้เยาว์ทั้งสาม รวมทั้งวิเคราะห์ฐานะและความสามารถในการอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์และจำเลย ก่อนเสนอความเห็นว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เหมาะสมควรอยู่ในอัตราเดือนละ 6,000 บาทต่อคน และควรปรับเพิ่มตามช่วงอายุและระดับการศึกษาของผู้เยาว์ เพื่อให้สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามสภาพความเป็นจริง ในส่วนของฐานะทางเศรษฐกิจของคู่ความ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยประกอบธุรกิจค้าส่งน้ำแข็ง จึงมีฐานะและความเป็นอยู่ดีกว่าโจทก์ ขณะที่โจทก์ต้องรับภาระดูแลผู้เยาว์ทั้งสามเป็นหลัก ศาลจึงนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ค่าอุปการะเลี้ยงดู และฐานะของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามหลักกฎหมาย เพื่อให้การกำหนดจำนวนเงินเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนวันฟ้อง แม้โจทก์จะเรียกเป็นจำนวนเงินรวม แต่จากการพิจารณาพยานหลักฐาน ศาลได้คำนวณจากค่าอุปการะเลี้ยงดูรายเดือนของผู้เยาว์แต่ละคนในช่วงเวลาตั้งแต่การหย่าจนถึงวันฟ้อง พร้อมหักเงินที่จำเลยเคยโอนให้โจทก์และเงินที่จำเลยเคยมอบให้บุตรโดยตรงแล้ว จึงเหลือจำนวนเงินที่จำเลยยังต้องรับผิดชำระแก่โจทก์เพียงบางส่วน ซึ่งเป็นผลจากการพิจารณาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนโดยตรง มิใช่การกำหนดตามจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้องทั้งหมด เมื่อคดีขึ้นสู่ชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์เฉพาะประเด็นเกี่ยวกับจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เห็นว่าสูงเกินสมควร โดยเสนอว่าควรกำหนดในอัตราที่ต่ำกว่าที่ศาลกำหนดไว้ มิได้อุทธรณ์ในประเด็นอื่นของคดี อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลเห็นว่าการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูของศาลล่างทั้งสองสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของผู้เยาว์ ความสามารถของจำเลย และฐานะของโจทก์ จึงเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในประเด็นดังกล่าว ขณะเดียวกัน ศาลยังพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าคดีอุทธรณ์เฉพาะเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นคดีที่ได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมตามกฎหมาย จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ได้ คำวินิจฉัยของศาล ประเด็นแรก การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรควรอยู่ในอัตราเท่าใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความจำเป็นในการดำรงชีพของผู้เยาว์ ความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดีเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาจากคำกล่าวอ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้เยาว์ทั้งสามอยู่ในความดูแลของโจทก์ซึ่งเป็นมารดา โดยโจทก์เป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพและการศึกษาของผู้เยาว์เป็นหลัก ขณะที่จำเลยประกอบธุรกิจค้าส่งน้ำแข็งและมีฐานะดีกว่าโจทก์ เมื่อเปรียบเทียบภาระของทั้งสองฝ่ายแล้ว ศาลเห็นว่าจำเลยยังมีความสามารถในการรับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูตามจำนวนที่ศาลล่างกำหนดไว้ได้ ประเด็นที่สอง การประเมินความจำเป็นของผู้เยาว์ ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่าผู้เยาว์แต่ละคนมีค่าใช้จ่ายหลายประเภท ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าเครื่องแบบและอุปกรณ์การศึกษา ค่าใช้จ่ายประจำวัน และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณแล้วมีค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 4,000 บาทต่อคน นอกจากนี้ ยังมีรายงานของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่วิเคราะห์สภาพแวดล้อมของผู้เยาว์และฐานะของคู่ความ พร้อมเสนอว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เหมาะสมควรเป็นเดือนละ 6,000 บาทต่อคน และควรปรับเพิ่มตามอายุและระดับการศึกษา ศาลจึงเห็นว่าจำนวนเงินที่ศาลล่างกำหนดให้จำเลยชำระเดือนละ 5,000 บาทต่อคน พร้อมปรับเพิ่มทุกสองปี ยังต่ำกว่าความเห็นของผู้เชี่ยวชาญและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของคดี จึงถือว่าเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว ประเด็นที่สาม การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนวันฟ้อง จำเลยฎีกาว่าโจทก์นำสืบลอย ๆ ถึงจำนวนเงินที่เรียกร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย เนื่องจากศาลล่างมิได้พิพากษาให้จำเลยรับผิดตามจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้องทั้งหมด แต่ได้คำนวณค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังเป็นรายเดือนตั้งแต่วันหย่าจนถึงวันฟ้อง แล้วนำเงินที่จำเลยเคยโอนให้โจทก์และเงินที่จำเลยเคยมอบให้บุตรโดยตรงมาหักออกก่อน จึงกำหนดจำนวนเงินที่จำเลยยังคงต้องรับผิดเพียงบางส่วน วิธีการดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนอย่างมีเหตุผล มิใช่การกำหนดตามคำขอท้ายฟ้องโดยปราศจากการตรวจสอบ ประเด็นที่สี่ การปรับเพิ่มค่าอุปการะเลี้ยงดูตามระยะเวลา ศาลเห็นว่าผู้เยาว์ย่อมมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามอายุ ระดับการศึกษา และความจำเป็นในการดำรงชีพ การกำหนดให้เพิ่มค่าอุปการะเลี้ยงดูคนละ 1,000 บาททุกสองปีจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ จึงเป็นการกำหนดที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต และช่วยลดความจำเป็นที่จะต้องนำคดีมาฟ้องร้องใหม่ทุกครั้งเมื่อค่าใช้จ่ายของผู้เยาว์เพิ่มขึ้น ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับแนววินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ประเด็นที่ห้า การยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า กฎหมายกำหนดให้การยื่นฟ้อง การยื่นคำร้อง และการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีครอบครัวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม คดีนี้จำเลยอุทธรณ์เฉพาะประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงประเด็นเดียว จึงยังอยู่ภายใต้หลักการยกเว้นดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลฎีกาจึงแก้ไขเฉพาะส่วนนี้โดยยกเลิกคำสั่งให้จำเลยรับผิดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และให้คืนค่าทนายความดังกล่าวแก่จำเลย วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักกฎหมายสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ต้องตั้งอยู่บนหลักความสมดุลระหว่างสิทธิของผู้เยาว์กับภาระของผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู กล่าวคือ ศาลต้องพิจารณาควบคู่กันทั้งความสามารถในการชำระของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของผู้เยาว์ในแต่ละช่วงวัย การกำหนดจำนวนเงินจึงมิใช่การใช้ดุลพินิจโดยปราศจากหลักเกณฑ์ แต่เป็นการประเมินจากพยานหลักฐานที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของครอบครัวแต่ละคดี อีกหลักกฎหมายที่สำคัญ คือ ศาลสามารถอาศัยข้อมูลจากรายงานของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนประกอบการใช้ดุลพินิจได้ หากรายงานดังกล่าววิเคราะห์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของผู้เยาว์และฐานะของคู่ความอย่างรอบด้าน ข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานที่ช่วยให้ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของผู้เยาว์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักกฎหมายว่าการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนวันฟ้องไม่จำเป็นต้องได้รับตามจำนวนที่ผู้ฟ้องเรียกร้องเสมอไป ศาลมีอำนาจตรวจสอบพยานหลักฐาน คำนวณค่าใช้จ่ายตามช่วงเวลา หักเงินที่ผู้มีหน้าที่เคยชำระไปแล้ว และกำหนดจำนวนเงินที่ยังคงต้องรับผิดตามข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ หลักการดังกล่าวทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นธรรมต่อทั้งผู้เรียกร้องและผู้มีหน้าที่ต้องชำระ ส่วนในด้านวิธีพิจารณาคดี คดีนี้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าการดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพได้รับการยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมตามกฎหมาย แม้จะเข้าสู่ชั้นอุทธรณ์ หากประเด็นที่อุทธรณ์ยังคงเป็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว การกำหนดให้คู่ความรับผิดค่าทนายความย่อมไม่สอดคล้องกับหลักการยกเว้นดังกล่าว ศาลฎีกาจึงแก้ไขคำพิพากษาเฉพาะในส่วนนี้เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย อธิบายเจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาค่าอุปการะเลี้ยงดูมีเจตนารมณ์เพื่อให้ผู้เยาว์ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสมภายหลังการหย่าร้างหรือการแยกกันอยู่ของบิดามารดา โดยไม่ปล่อยให้ภาระการเลี้ยงดูตกอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง กฎหมายจึงกำหนดให้ศาลพิจารณาทั้งความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี เพื่อให้จำนวนเงินที่กำหนดสามารถตอบสนองต่อความจำเป็นในการดำรงชีพและการศึกษาของผู้เยาว์ได้อย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงตัวเลขที่กำหนดขึ้นโดยคำนึงถึงฐานะของผู้จ่ายเพียงด้านเดียว ส่วนบทบัญญัติที่ยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมในคดีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู มีเจตนารมณ์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเรียกร้องหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยภาระด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี หลักการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดว่าคดีเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นคดีที่มุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพและประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ จึงสมควรได้รับการอำนวยความสะดวกในด้านค่าธรรมเนียมของศาลตลอดกระบวนพิจารณาภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นเหตุผลที่ศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษาในส่วนค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายดังกล่าว วิเคราะห์แนวคำพิพากษา แนวคำพิพากษาที่ปรากฏในคดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไม่ได้ยึดถือเพียงจำนวนเงินที่คู่ความเรียกร้องหรือจำนวนเงินที่ผู้มีหน้าที่ต้องการชำระเท่านั้น แต่ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้เกี่ยวกับความจำเป็นในการดำรงชีพของผู้เยาว์ ฐานะของบิดามารดา และความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูเป็นสำคัญ การใช้ดุลพินิจของศาลจึงตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้และพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก มิใช่ความรู้สึกหรือความเห็นของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แนววินิจฉัยดังกล่าวยังสะท้อนว่า การคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นหลักการสำคัญที่สุดในการพิจารณาคดีประเภทนี้ แม้ผู้เยาว์จะอาศัยอยู่กับบิดาหรือมารดาเพียงฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรตามกำลังความสามารถของตน ศาลจึงให้ความสำคัญกับความจำเป็นของผู้เยาว์เป็นอันดับแรก ก่อนจะนำฐานะทางเศรษฐกิจของผู้มีหน้าที่ต้องชำระมาประกอบการกำหนดจำนวนเงินให้เกิดความสมดุลระหว่างสิทธิของผู้เยาว์กับภาระของผู้มีหน้าที่ต้องให้ คดีนี้ยังสะท้อนแนวทางสำคัญว่า การประเมินค่าใช้จ่ายของผู้เยาว์ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่เฉพาะค่าอาหารหรือค่าครองชีพประจำวันเท่านั้น แต่รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ค่าเครื่องแบบ อุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของผู้เยาว์ เมื่อข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าผู้เยาว์มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามช่วงวัยและระดับการศึกษา ศาลย่อมสามารถกำหนดให้มีการปรับเพิ่มค่าอุปการะเลี้ยงดูในอนาคตได้ เพื่อให้จำนวนเงินที่กำหนดยังคงเพียงพอต่อความจำเป็นที่เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องร้องใหม่ทุกครั้งที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อีกประเด็นที่สำคัญคือ ศาลให้ความสำคัญกับรายงานของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนในฐานะพยานหลักฐานประกอบการใช้ดุลพินิจ รายงานดังกล่าวมิได้ใช้แทนการวินิจฉัยของศาล แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้ศาลเห็นสภาพแวดล้อมของผู้เยาว์ ภาระค่าใช้จ่าย และฐานะของคู่ความอย่างรอบด้าน ส่งผลให้การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูมีความเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการพิจารณาคดีครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเชิงสังคมควบคู่กับข้อกฎหมาย นอกจากนี้ คดียังวางแนวสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยศาลฎีกายืนยันว่าหลักการยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมมีผลใช้ตลอดกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู เมื่อการอุทธรณ์มีเฉพาะประเด็นดังกล่าว การกำหนดให้คู่ความรับผิดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย แนววินิจฉัยนี้จึงมีความสำคัญต่อการตีความกฎหมายวิธีพิจารณาคดีครอบครัว เพราะแสดงให้เห็นว่าการคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลดอุปสรรคด้านค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังแก่โจทก์เป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนด และให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสามนับแต่วันฟ้องในอัตราคนละ 5,000 บาทต่อเดือน พร้อมกำหนดให้เพิ่มคนละ 1,000 บาททุกสองปีจนกว่าผู้เยาว์แต่ละคนจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากนี้ให้แบ่งสินสมรสซึ่งเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์และจำเลยฝ่ายละครึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายและแบ่งเงินที่ได้คนละครึ่ง พร้อมกำหนดให้จำเลยรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความตามคำพิพากษา 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ และกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์จำนวน 4,000 บาทแทนโจทก์ เนื่องจากเห็นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนในส่วนที่กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลัง ค่าอุปการะเลี้ยงดูรายเดือน การปรับเพิ่มค่าอุปการะเลี้ยงดู และการแบ่งสินสมรส โดยเห็นว่าศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของผู้เยาว์ ความสามารถของจำเลย และฐานะของโจทก์แล้ว อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาแก้ไขเฉพาะเรื่องค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าคดีอุทธรณ์เฉพาะประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นคดีที่ได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมตามกฎหมาย จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ได้ และให้คืนค่าทนายความดังกล่าวแก่จำเลย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นว่า การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เป็นการใช้ดุลพินิจของศาลบนพื้นฐานแห่งข้อเท็จจริง มิใช่ยึดตามจำนวนเงินที่คู่ความเรียกร้องหรือจำนวนเงินที่ผู้มีหน้าที่ต้องการจ่าย ศาลต้องพิจารณาความจำเป็นในการดำรงชีพและการศึกษาของผู้เยาว์ควบคู่กับฐานะ ความสามารถ และภาระของผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ ขณะเดียวกัน คดีนี้ยังยืนยันหลักการสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีครอบครัวว่า การดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพได้รับการยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมตามบทบัญญัติของกฎหมาย ดังนั้น เมื่อการอุทธรณ์มีเฉพาะประเด็นดังกล่าว ศาลย่อมไม่อาจกำหนดให้คู่ความรับผิดค่าทนายความอันมีลักษณะเป็นภาระค่าฤชาธรรมเนียมได้ หลักกฎหมายทั้งสองประการนี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายครอบครัวมิได้มุ่งเพียงระงับข้อพิพาทระหว่างบิดามารดา แต่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของผู้เยาว์ รวมถึงการเปิดโอกาสให้คู่ความสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยภาระด้านค่าใช้จ่าย อันเป็นหลักการสำคัญของการพิจารณาคดีครอบครัวตามที่ปรากฏในคำพิพากษานี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรภายหลังการหย่าร้าง โดยศาลต้องพิจารณาจากความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของผู้เยาว์ ไม่ใช่พิจารณาจากจำนวนเงินที่คู่ความเรียกร้องหรือเสนอเพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้ คดียังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีครอบครัวที่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยเมื่อมีการอุทธรณ์เฉพาะประเด็นดังกล่าว ย่อมได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติของกฎหมาย ทำให้ไม่อาจกำหนดให้คู่ความรับผิดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ได้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามความสามารถของผู้มีหน้าที่และความจำเป็นของผู้เยาว์ ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่หลักการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยศาลพิจารณาจากความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ค่าใช้จ่ายประจำวัน และความจำเป็นในการดำรงชีพของผู้เยาว์ จึงเห็นว่าจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลล่างกำหนดไว้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว ไม่สมควรลดลงตามที่จำเลยฎีกา 2. การยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู คดีนี้วางหลักสำคัญว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพได้รับการยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมตามกฎหมาย เมื่อจำเลยอุทธรณ์เฉพาะประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาจึงแก้ไขคำพิพากษาเฉพาะในส่วนดังกล่าวให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย อธิบายหลักกฎหมายตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 155 มาตรา 155 มีหลักการสำคัญเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ โดยกำหนดว่า การยื่นคำฟ้อง การยื่นคำร้อง ตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม หลักการดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของบุคคลที่มีความจำเป็นต้องใช้สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยเฉพาะกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือเป็นผู้เยาว์หรือบุคคลซึ่งต้องพึ่งพาผู้อื่นในการดำรงชีพ หากกฎหมายกำหนดให้ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลเช่นเดียวกับคดีแพ่งทั่วไป อาจทำให้ผู้มีสิทธิไม่สามารถใช้สิทธิตามกฎหมายได้อย่างเต็มที่ จึงบัญญัติให้ได้รับการยกเว้นตั้งแต่เริ่มฟ้องคดีไปจนถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาในทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ คดีนี้ศาลฎีกานำมาตรา 155 มาปรับใช้โดยเห็นว่า จำเลยอุทธรณ์เฉพาะประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว ซึ่งยังคงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยตรง จึงยังอยู่ภายใต้หลักการยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมตามกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของมาตรา 155 ศาลฎีกาจึงแก้ไขคำพิพากษาเฉพาะในส่วนดังกล่าว โดยยกเลิกการกำหนดให้จำเลยรับผิดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และให้คืนค่าทนายความแก่จำเลย หลักกฎหมายที่ปรากฏในคดีนี้จึงตอกย้ำว่าการคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์และผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูมิได้จำกัดอยู่เพียงการกำหนดจำนวนเงินที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลดภาระด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี เพื่อให้การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวอย่างแท้จริง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรภายหลังการหย่าร้าง ศาลใช้หลักเกณฑ์อะไรในการพิจารณา คำตอบ การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรภายหลังการหย่าร้าง ศาลมิได้พิจารณาจากจำนวนเงินที่ผู้ฟ้องเรียกร้อง หรือจำนวนเงินที่ผู้มีหน้าที่ต้องการชำระเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน โดยศาลจะพิจารณาความจำเป็นในการดำรงชีพของผู้เยาว์จากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าเครื่องแบบ อุปกรณ์การศึกษา ค่าใช้จ่ายประจำวัน และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมทั้งอาจรับฟังรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งศึกษาสภาพแวดล้อมของผู้เยาว์และฐานะของคู่ความประกอบการใช้ดุลพินิจ เมื่อประเมินข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว ศาลจึงกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เหมาะสมกับความจำเป็นของผู้เยาว์และความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องชำระ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ ทั้งนี้ หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายของผู้เยาว์จะเพิ่มขึ้นตามอายุหรือระดับการศึกษา ศาลก็สามารถกำหนดให้มีการปรับเพิ่มค่าอุปการะเลี้ยงดูในอนาคตได้ตามความเหมาะสม 2 คำถาม ศาลสามารถกำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นเป็นระยะได้หรือไม่ คำตอบ ศาลสามารถกำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นเป็นระยะได้ หากข้อเท็จจริงของคดีแสดงให้เห็นว่าความจำเป็นของผู้เยาว์ย่อมเพิ่มขึ้นตามช่วงวัย ระดับการศึกษา และค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป การกำหนดจำนวนเงินแบบคงที่ตลอดระยะเวลาหลายปีอาจไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในอนาคต ดังนั้น หากพยานหลักฐานสนับสนุนว่าผู้เยาว์จะมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ศาลย่อมใช้ดุลพินิกำหนดให้ปรับเพิ่มค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นช่วงเวลาได้ เพื่อให้การอุปการะเลี้ยงดูยังคงเพียงพอต่อความจำเป็นของผู้เยาว์โดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องใหม่ทุกครั้งที่ค่าใช้จ่ายเปลี่ยนแปลง แนวทางดังกล่าวยังช่วยลดภาระของคู่ความในการดำเนินคดีซ้ำซ้อน และทำให้การบังคับตามคำพิพากษาสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในอนาคต โดยยังคงตั้งอยู่บนหลักความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูและประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ ซึ่งเป็นหลักที่ศาลให้ความสำคัญตลอดการพิจารณาคดีประเภทนี้ 3 คำถาม การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลัง ศาลจะกำหนดตามจำนวนเงินที่ผู้ฟ้องเรียกร้องทั้งหมดหรือไม่ คำตอบ การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังไม่ได้หมายความว่าศาลจะพิพากษาให้ได้รับตามจำนวนเงินที่ผู้ฟ้องเรียกร้องทั้งหมดโดยอัตโนมัติ แต่ศาลมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าผู้เยาว์มีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเพียงใด และผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูได้เคยชำระเงินหรือให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เยาว์ไปแล้วมากน้อยเพียงใด หากปรากฏว่าผู้มีหน้าที่ได้โอนเงินให้ผู้ฟ้องหรือมอบเงินให้แก่บุตรโดยตรง ศาลสามารถนำจำนวนเงินดังกล่าวมาหักออกจากภาระที่ต้องรับผิดได้ ก่อนกำหนดจำนวนเงินที่ยังคงค้างชำระจริง หลักการดังกล่าวทำให้การพิจารณาคดีตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ มิใช่อาศัยเพียงตัวเลขที่ระบุไว้ในคำฟ้องเพียงอย่างเดียว ทั้งยังช่วยให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้เรียกร้องและผู้มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู เพราะศาลจะกำหนดความรับผิดเฉพาะในส่วนที่ยังคงมีอยู่ตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้จากพยานหลักฐานในสำนวนคดีเท่านั้น 4 คำถาม หากอุทธรณ์เฉพาะเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู จะต้องรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์หรือไม่ คำตอบ หากการอุทธรณ์มีเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพในคดีครอบครัว การดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้หลักการยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น การกำหนดให้คู่ความรับผิดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์อันเนื่องมาจากการอุทธรณ์เฉพาะประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย คดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะในส่วนดังกล่าว โดยยกเลิกคำสั่งที่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และให้คืนค่าทนายความแก่จำเลย แนววินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู เพื่อให้ผู้มีสิทธิและผู้มีหน้าที่สามารถใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยภาระด้านค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายที่กฎหมายยกเว้นไว้เป็นการเฉพาะ 5 คำถาม รายงานของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนมีความสำคัญต่อการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงใด คำตอบ รายงานของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเป็นพยานหลักฐานที่ช่วยให้ศาลมองเห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของผู้เยาว์ ฐานะของบิดามารดา และสภาพแวดล้อมของครอบครัวอย่างรอบด้าน แม้รายงานดังกล่าวจะไม่ใช่ข้อยุติที่ผูกพันศาล แต่ศาลสามารถนำข้อมูลและความเห็นที่ปรากฏในรายงานมาประกอบการใช้ดุลพินิจร่วมกับพยานหลักฐานอื่นในสำนวนได้ หากรายงานมีการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนและสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่น ย่อมช่วยให้ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เหมาะสมยิ่งขึ้น คดีนี้รายงานดังกล่าวได้วิเคราะห์ทั้งค่าใช้จ่ายของผู้เยาว์ สภาพการเลี้ยงดู และฐานะของคู่ความ พร้อมเสนออัตราค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เห็นว่าเหมาะสม ศาลจึงนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงเรื่องค่าใช้จ่ายจริงของผู้เยาว์ ความสามารถของจำเลย และภาระที่โจทก์ต้องรับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตร ก่อนวินิจฉัยว่าจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลล่างกำหนดไว้นั้นเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าการพิจารณาคดีครอบครัวให้ความสำคัญกับประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์และข้อเท็จจริงของแต่ละครอบครัวเป็นสำคัญ มิใช่อาศัยเพียงข้อกล่าวอ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10773/2558 ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม คดีนี้จำเลยอุทธรณ์แต่เฉพาะค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์ จึงไม่ชอบ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร 4,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยจดทะเบียนรังวัดแบ่งแยกที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 400,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 มีนาคม 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสามให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนคนละ 5,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องและให้ชำระเพิ่มคนละ 1,000 บาท ต่อเดือน ทุกๆ 2 ปี จนกว่าผู้เยาว์ทั้งสามจะบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยแบ่งสินสมรส คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 37970 เลขที่ดิน1360 ตำบลลำผักชี อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 2570 เลขที่ดิน 3220 ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ถ้าไม่สามารถแบ่งได้ให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์กับจำเลยก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยาตั้งแต่ปี 2536 ต่อมาได้จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 ตามใบสำคัญการสมรส มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือนายพงศธร เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539 นายศุภกร เกิดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2540 และเด็กชายศิวกรเกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 ตามสูติบัตรต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2549 โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันด้วยความสมัครใจตามใบสำคัญการหย่า และได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการหย่าไว้ตามบันทึก ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีเพียงว่า สมควรกำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสามเพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูสูงเกินไป สมควรกำหนดให้อัตราคนละ 3,000 บาท ต่อเดือนนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เยาว์ทั้งสามอยู่ในความดูแลของโจทก์ซึ่งเป็นมารดา นอกจากค่าอุปโภคและบริโภคที่ต้องใช้จ่ายร่วมกันแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สำหรับผู้เยาว์แต่ละคนหลายรายการ ได้แก่ ค่าศึกษาเล่าเรียนปีละ 7,000 บาท ค่าเครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียน 3,500 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายประจำวันวันละ 100 บาท คำนวณแล้วตกประมาณเดือนละ 4,000 บาทต่อคน และตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร (มีนบุรี) ได้วิเคราะห์สภาพแวดล้อมเกี่ยวกับผู้เยาว์ทั้งสามตลอดจนฐานะของโจทก์และจำเลยแล้วเสนอความเห็นว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เหมาะสมควรเป็นอัตราเดือนละ 6,000 บาท ต่อคน และควรให้เพิ่มขึ้นตามวัยและระดับการศึกษาของผู้เยาว์ทั้งสาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า โจทก์ต้องไปอาศัยและขอความช่วยเหลือจากพี่สาวในการเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสาม ส่วนจำเลยประกอบธุรกิจค้าส่งน้ำแข็งจึงมีฐานะและความเป็นอยู่ดีกว่าโจทก์ เช่นนี้ เมื่อคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสามนับแต่วันหย่าถึงวันฟ้องอัตราคนละ 4,500 บาท ต่อเดือน และนับแต่วันฟ้องอัตราคนละ 5,000 บาท ต่อเดือน โดยให้ชำระเพิ่มคนละ 1,000 บาท ต่อเดือน ทุกๆ 2 ปี จนกว่าผู้เยาว์ทั้งสามจะบรรลุนิติภาวะนั้น นับว่าเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนฟ้อง ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์นำสืบลอย ๆ ว่าเป็นจำนวนสูงถึง 4,500,000 บาท จึงขอให้ยกฟ้องในส่วนนี้นั้น ศาลล่างทั้งสองได้กำหนดให้จำเลยต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสามนับแต่วันหย่าถึงวันฟ้องเป็นรายเดือน เดือนละ 4,500 บาท ต่อคน โดยได้หักเงินที่จำเลยโอนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์และที่ได้ให้บุตรโดยตรง คงให้รับผิดต่อโจทก์อีกเพียง 400,000 บาท นับว่าชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม คดีนี้จำเลยอุทธรณ์แต่เฉพาะค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์ จึงไม่ชอบ พิพากษายืน โดยให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์ โดยให้คืนค่าทนายความดังกล่าวแก่จำเลย
|




