
| ฟ้องขอผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้หรือไม่ ศาลมีอำนาจเปลี่ยนวิธีชำระหนี้จากคำพิพากษาเดิมหรือไม่ และขอบเขตการใช้มาตรา 162 เป็นอย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความขอบเขตการใช้พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 162 วรรคหนึ่ง ว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถูกกำหนดให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จะสามารถยื่นคำร้องขอเปลี่ยนวิธีการชำระหนี้จากการชำระตามคำพิพากษาไปเป็นการผ่อนชำระรายเดือนได้หรือไม่ คดีนี้ศาลได้วินิจฉัยถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของบทบัญญัติดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่ามาตรา 162 มีขึ้นเพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้ได้รับชำระหนี้จริงตามสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ มิใช่เป็นเครื่องมือให้ลูกหนี้ใช้ขอแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว อันเป็นหลักสำคัญเกี่ยวกับผลผูกพันของคำพิพากษาและหน้าที่ของคู่ความที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับของศาล สรุปข้อเท็จจริง คดีนี้สืบเนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเป็นเงินจำนวน 3,600,000 บาท และให้ชำระต่อไปอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ต่อมาจำเลยได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาดังกล่าว ภายหลังจากมีการขอออกคำบังคับแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลโดยขอชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษาเป็นรายเดือน เดือนละ 50,000 บาท จนกว่าจะครบจำนวนหนี้ โดยอ้างว่าตนมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรและมีค่าใช้จ่ายสูงในแต่ละเดือน จึงไม่สามารถชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ในลักษณะที่กำหนดไว้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นคำพิพากษาถึงที่สุดและคู่ความมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลฎีกาได้ จึงมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์ฎีกาโดยยืนยันว่าตนมีสิทธิยื่นคำร้องขอผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 162 วรรคหนึ่ง และขอให้กำหนดการชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 50,000 บาทแทนการชำระตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว ทั้งนี้ปัญหาสำคัญที่ต้องวินิจฉัยจึงอยู่ที่ว่าบทบัญญัติมาตรา 162 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในการขอผ่อนชำระหนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาถึงที่สุดได้หรือไม่ และศาลมีอำนาจกำหนดวิธีการชำระหนี้ใหม่ตามคำขอของลูกหนี้หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลและหลักกฎหมายที่ใช้วินิจฉัย ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องขอผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษาเป็นรายเดือนภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่ โดยโจทก์อ้างพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 162 วรรคหนึ่ง เป็นฐานในการขอเปลี่ยนวิธีการชำระหนี้จากที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาให้เป็นการผ่อนชำระเดือนละ 50,000 บาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 162 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษา โดยกฎหมายกำหนดมาตรการขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จริงตามสิทธิที่ศาลรับรองไว้ วัตถุประสงค์ของบทบัญญัตินี้จึงอยู่ที่การสร้างความมั่นคงในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ มิใช่การเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ร้องขอเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือวิธีการชำระหนี้ให้แตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาเน้นว่า เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว สิทธิและหน้าที่ของคู่ความย่อมเป็นไปตามที่ระบุไว้ในคำพิพากษานั้น การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะขอเปลี่ยนจากการชำระหนี้ตามคำพิพากษาไปเป็นการผ่อนชำระในอัตราที่ตนเห็นสมควร ย่อมเป็นการขอเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษา ซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของมาตรา 162 และไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ นอกจากนี้ศาลฎีกายังพิจารณาถึงพฤติการณ์ในระหว่างการดำเนินคดีเดิมด้วย โดยปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งมาโดยตลอดว่าตนไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย และปฏิเสธว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากตน ทั้งยังไม่เคยเสนอเงื่อนไขหรือข้อกำหนดใดเกี่ยวกับการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นรายเดือนในระหว่างการพิจารณาคดี ดังนั้นเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทใดที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยหรือกำหนดไว้เกี่ยวกับการให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือนตามที่โจทก์มาร้องขอในภายหลัง ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาเดือนละ 50,000 บาท และจำเลยไม่ยินยอมรับข้อเสนอดังกล่าว โจทก์จึงยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับและชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดโดยเคร่งครัด การอ้างมาตรา 162 ไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุให้ศาลกำหนดวิธีชำระหนี้ใหม่แทนที่คำพิพากษาเดิมได้ จากเหตุผลดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น หลักกฎหมายที่ปรากฏจากคำพิพากษา หลักกฎหมายประการแรกที่ปรากฏอย่างชัดเจนจากคดีนี้คือ บทบัญญัติของมาตรา 162 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งได้รับสิทธิในค่าอุปการะเลี้ยงดู มิใช่เพื่อคุ้มครองลูกหนี้หรือเปิดช่องให้ลูกหนี้ร้องขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว หลักกฎหมายประการที่สองคือ เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คู่ความมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับอย่างครบถ้วน การร้องขอให้ศาลกำหนดวิธีการชำระหนี้ใหม่ซึ่งแตกต่างจากที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา ย่อมไม่อาจกระทำได้หากไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง หลักกฎหมายประการที่สามคือ การที่ลูกหนี้มีภาระค่าใช้จ่ายหรือมีภาระต้องอุปการะบุคคลอื่น แม้อาจเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับฐานะทางการเงินของลูกหนี้ แต่ไม่เป็นเหตุให้ศาลสามารถเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วได้ เพราะหน้าที่ในการชำระหนี้ตามคำพิพากษายังคงมีผลผูกพันตามกฎหมาย หลักกฎหมายประการที่สี่คือ การตีความกฎหมายเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสำคัญ เนื่องจากกฎหมายมุ่งหมายให้บุคคลดังกล่าวได้รับประโยชน์ตามคำพิพากษาอย่างแท้จริง มิใช่ปล่อยให้สิทธินั้นถูกลดทอนหรือเลื่อนออกไปด้วยการกำหนดวิธีการชำระหนี้ใหม่ตามความประสงค์ของลูกหนี้ หลักกฎหมายประการสุดท้ายคือ เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ยินยอมรับข้อเสนอในการผ่อนชำระที่ลูกหนี้เสนอขึ้นภายหลัง ลูกหนี้ย่อมต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาเดิมต่อไป และไม่อาจอาศัยกระบวนการตามมาตรา 162 เพื่อให้ศาลรับรองวิธีการชำระหนี้ที่แตกต่างไปจากคำพิพากษาอันถึงที่สุดได้เด็ดขาด การวิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายและเหตุผลที่ศาลนำมาใช้วินิจฉัย จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จะเห็นได้ว่า ศาลให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์ของมาตรา 162 วรรคหนึ่ง เป็นอย่างยิ่ง โดยศาลมิได้พิจารณาเฉพาะถ้อยคำของบทบัญญัติเท่านั้น แต่พิจารณาถึงเป้าหมายของกฎหมายว่าถูกบัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์ของบุคคลฝ่ายใดและเพื่อแก้ไขปัญหาใดในทางปฏิบัติ ซึ่งศาลวินิจฉัยชัดเจนว่าบทบัญญัติดังกล่าวมีขึ้นเพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู และกำหนดมาตรการเพื่อเป็นหลักประกันว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จริงตามสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้แล้วตามคำพิพากษา เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ศาลไม่รับฟังคำร้องของโจทก์ คือ หากเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอผ่อนชำระหนี้ภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว ย่อมทำให้ผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดเกิดความไม่แน่นอน และอาจทำให้สิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาถูกกระทบกระเทือน เพราะเจ้าหนี้อาจไม่ได้รับชำระหนี้ตามจำนวนและระยะเวลาที่คำพิพากษากำหนดไว้ ศาลยังพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ของโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีเดิม ซึ่งปรากฏว่าโจทก์ปฏิเสธความรับผิดในการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูมาโดยตลอด และไม่ได้เสนอแนวทางการผ่อนชำระหรือเงื่อนไขใดเกี่ยวกับการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อศาลในระหว่างที่คดียังอยู่ในกระบวนการพิจารณา เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วจึงมาขอให้ศาลกำหนดวิธีการชำระหนี้ใหม่ ศาลจึงเห็นว่าไม่ใช่กรณีที่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับวิธีการชำระหนี้ซึ่งเคยอยู่ในขอบเขตแห่งการพิจารณาของศาลมาก่อน การวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักสำคัญของกระบวนการยุติธรรมว่า เมื่อศาลได้วินิจฉัยข้อพิพาทจนถึงที่สุดแล้ว คู่ความย่อมมีหน้าที่ต้องเคารพและปฏิบัติตามผลแห่งคำพิพากษา การยื่นคำร้องภายหลังเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของคำพิพากษาจึงไม่อาจกระทำได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งในคดีนี้ศาลเห็นว่ามาตรา 162 มิได้ให้อำนาจเช่นนั้น อีกประการหนึ่ง คำวินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่าศาลแยกความแตกต่างระหว่าง “มาตรการเพื่อให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้” กับ “การกำหนดวิธีชำระหนี้ใหม่” ออกจากกันอย่างชัดเจน แม้มาตรา 162 จะเกี่ยวข้องกับการบังคับให้เกิดการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษา แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้อำนาจศาลเปลี่ยนแปลงจำนวน วิธีการ หรือเงื่อนไขการชำระหนี้ที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว ความสำคัญของคำพิพากษาต่อคดีค่าอุปการะเลี้ยงดู คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อการบังคับตามคำพิพากษาในคดีครอบครัว โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดู เพราะเป็นการวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่อาจอาศัยมาตรา 162 เป็นช่องทางในการขอเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ที่ศาลได้กำหนดไว้แล้ว หลักดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่สิทธิของผู้ได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู เนื่องจากเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เจ้าหนี้ย่อมสามารถคาดหมายได้ว่าจะได้รับประโยชน์ตามคำพิพากษาโดยไม่ต้องเผชิญกับการร้องขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้จากฝ่ายลูกหนี้ในภายหลัง นอกจากนี้ คำพิพากษายังยืนยันหลักการว่าคำพิพากษาถึงที่สุดมีผลผูกพันคู่ความทุกฝ่าย และการบังคับตามคำพิพากษาต้องเป็นไปตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในคำพิพากษานั้นเอง มิใช่ตามความสะดวกหรือความประสงค์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งภายหลังจากที่ข้อพิพาทได้รับการวินิจฉัยเสร็จสิ้นแล้ว ในมุมของผู้มีหน้าที่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่าหากประสงค์จะโต้แย้งจำนวนเงินหรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ย่อมต้องดำเนินการภายในขอบเขตของการพิจารณาคดีเดิม เพราะเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่อาจนำมาตรา 162 มาใช้เพื่อขอเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาได้ ในมุมของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู คำพิพากษานี้ยืนยันว่ากฎหมายให้ความคุ้มครองแก่สิทธิที่ได้รับการรับรองโดยคำพิพากษา และมุ่งหมายให้ได้รับชำระหนี้จริงตามที่ศาลกำหนดไว้ อันเป็นหลักประกันสำคัญของประสิทธิภาพในการบังคับตามคำพิพากษาในคดีครอบครัว ดังนั้น แก่นสำคัญของคำพิพากษานี้จึงอยู่ที่การยืนยันว่ามาตรา 162 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มิใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจลูกหนี้ร้องขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ตามคำพิพากษาอันถึงที่สุด และเมื่อลูกหนี้ไม่สามารถได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ในการเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ ลูกหนี้ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับและชำระหนี้ตามคำพิพากษาเดิมต่อไปอย่างครบถ้วนตามกฎหมายกำหนดไว้. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ภายหลังจากจำเลยขอให้ศาลออกคำบังคับตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นรายเดือน เดือนละ 50,000 บาท โดยอ้างว่ามีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรและมีค่าใช้จ่ายสูงในแต่ละเดือน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดแล้ว คู่ความมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลฎีกาได้ จึงมีคำสั่งยกคำร้อง 2. ศาลอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยยืนยันว่าตนมีสิทธิขอผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นรายเดือนตามที่ร้องขอ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า คำพิพากษาถึงที่สุดแล้วและไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษา จึงพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 162 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษา โดยกำหนดมาตรการเพื่อเป็นหลักประกันว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จริง มิใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจกำหนดวิธีชำระหนี้เป็นก้อนหรือผ่อนชำระแตกต่างไปจากคำพิพากษาอันถึงที่สุด อีกทั้งในระหว่างการพิจารณาคดีเดิมโจทก์ได้โต้แย้งมาตลอดว่าไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและไม่เคยเสนอเงื่อนไขการผ่อนชำระมาก่อน เมื่อจำเลยไม่ยินยอมรับข้อเสนอให้ผ่อนชำระ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับและชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า สิทธิและหน้าที่ของคู่ความภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาอย่างเคร่งครัด การใช้บทบัญญัติทางกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับตามคำพิพากษาจะต้องตีความให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของกฎหมาย มิใช่นำไปใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาที่ศาลได้วินิจฉัยเด็ดขาดแล้ว สาระสำคัญที่ศาลฎีกายืนยันในคดีนี้คือ มาตรา 162 วรรคหนึ่ง มีลักษณะเป็นมาตรการคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มิใช่มาตรการบรรเทาภาระของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้นการอ้างบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อขอผ่อนชำระหนี้หรือขอเปลี่ยนแปลงรูปแบบการชำระหนี้ที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา ย่อมเป็นการใช้กฎหมายผิดไปจากวัตถุประสงค์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ คำพิพากษานี้ยังสะท้อนหลักความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงแน่นอนให้แก่กระบวนการยุติธรรม หากเปิดโอกาสให้คู่ความฝ่ายหนึ่งสามารถยื่นคำร้องเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายหลังจากคดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว ย่อมกระทบต่อความแน่นอนแห่งสิทธิของคู่ความอีกฝ่ายและทำให้ผลของคำพิพากษาขาดความเด็ดขาด อีกประการหนึ่ง คดีนี้ชี้ให้เห็นว่า การพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับจำนวนเงินหรือเงื่อนไขการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูควรดำเนินการในระหว่างกระบวนพิจารณาคดีเดิม เพราะเมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คู่ความย่อมไม่อาจนำประเด็นดังกล่าวกลับมาเสนอใหม่ในรูปของคำร้องเพื่อขอแก้ไขผลแห่งคำพิพากษาได้ เว้นแต่กฎหมายจะให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง ดังนั้น หลักกฎหมายที่ได้รับการยืนยันจากคดีนี้ คือ บทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่อาจนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการลดภาระหรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ และเมื่อลูกหนี้ไม่สามารถตกลงกับเจ้าหนี้ได้ ลูกหนี้ย่อมต้องปฏิบัติตามคำบังคับและชำระหนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดทุกประการ. ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 162 วรรคหนึ่ง ว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถูกกำหนดให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จะสามารถอาศัยบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อขอผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือนได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 162 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้ได้รับชำระหนี้จริง มิใช่เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ขอเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 162 วรรคหนึ่ง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความโดยสังเขป 1. การคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 162 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษา โดยกำหนดมาตรการเพื่อเป็นหลักประกันว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะได้รับชำระหนี้จริงตามสิทธิที่ศาลรับรองไว้แล้ว ดังนั้นการตีความบทบัญญัติดังกล่าวต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองเจ้าหนี้ มิใช่ตีความเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ลูกหนี้ในการลดหรือเปลี่ยนแปลงภาระหนี้ตามคำพิพากษา 2. คำพิพากษาถึงที่สุดต้องปฏิบัติตาม ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คู่ความย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับอย่างครบถ้วน การขอเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้จากที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาไปเป็นการผ่อนชำระรายเดือน ถือเป็นการขอเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษา ซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของมาตรา 162 และไม่อาจกระทำได้ แม้ลูกหนี้จะอ้างว่ามีภาระค่าใช้จ่ายหรือมีภาระอุปการะบุคคลอื่นก็ตาม เมื่อเจ้าหนี้ไม่ยินยอม ลูกหนี้จึงยังคงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดต่อไป การอธิบายหลักกฎหมายตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 162 วรรคหนึ่ง มาตรา 162 วรรคหนึ่ง ตามที่ปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้ เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษา โดยกฎหมายกำหนดมาตรการขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จริงตามสิทธิที่ได้รับการรับรองจากศาลแล้ว สาระสำคัญของหลักกฎหมายดังกล่าวตามแนววินิจฉัยในคดีนี้ คือ การให้ความสำคัญกับการบังคับให้เกิดผลตามคำพิพากษาอย่างแท้จริง กล่าวคือ เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้บุคคลหนึ่งมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษานั้น โดยมาตรา 162 ถูกกำหนดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้สิทธิของเจ้าหนี้ได้รับความคุ้มครองและสามารถได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้จริง อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า บทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดวิธีการชำระหนี้ใหม่ หรือเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ร้องขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นการนำมาตรา 162 มาอ้างเพื่อขอผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน หรือเพื่อขอเปลี่ยนจากการชำระหนี้ตามคำพิพากษาไปเป็นรูปแบบอื่น จึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายตามที่ศาลฎีกาตีความไว้ในคดีนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีครอบครัวว่า การคุ้มครองสิทธิของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเป้าหมายหลักของกฎหมาย และเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว การบังคับตามคำพิพากษาย่อมต้องเป็นไปตามเนื้อหาที่ศาลกำหนดไว้ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อรับรองให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จริง ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวางหลักไว้ว่า เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาประสงค์จะผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่เจ้าหนี้ไม่ยินยอมรับข้อเสนอดังกล่าว ลูกหนี้ย่อมยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับและชำระหนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุด โดยไม่อาจอาศัยมาตรา 162 วรรคหนึ่ง เป็นฐานในการขอให้ศาลกำหนดวิธีการชำระหนี้ใหม่แตกต่างไปจากคำพิพากษาเดิมได้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้อำนาจศาลแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาอันถึงที่สุด แต่เป็นเพียงบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ตามสิทธิที่มีอยู่แล้วเท่านั้น. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาขอผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูภายหลังคดีถึงที่สุดแล้ว สามารถกระทำได้หรือไม่ คำตอบ ตามแนววินิจฉัยในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่อาจอาศัยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 162 วรรคหนึ่ง เพื่อขอให้ศาลกำหนดวิธีการชำระหนี้ใหม่แตกต่างไปจากคำพิพากษาอันถึงที่สุดได้ แม้ลูกหนี้จะอ้างว่ามีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรหรือมีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากก็ตาม เหตุผลสำคัญคือศาลวินิจฉัยว่ามาตรา 162 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู มิใช่เพื่อเปิดช่องให้ลูกหนี้ขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้นเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและมีการออกคำบังคับ ลูกหนี้ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาอย่างเคร่งครัด การร้องขอให้ชำระหนี้เป็นรายเดือนในจำนวนที่แตกต่างจากที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาจึงไม่ใช่สิทธิที่มาตรา 162 รับรองไว้ และศาลไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาอันถึงที่สุดโดยอาศัยบทบัญญัติดังกล่าว 2. คำถาม มาตรา 162 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่ามาตรา 162 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษา โดยกฎหมายกำหนดมาตรการขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จริงตามสิทธิที่ได้รับการรับรองจากศาลแล้ว สาระสำคัญของบทบัญญัตินี้จึงอยู่ที่การทำให้สิทธิของเจ้าหนี้เกิดผลในทางปฏิบัติ มิใช่การสร้างสิทธิใหม่ให้ลูกหนี้สามารถขอลดภาระหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการชำระหนี้ได้ การตีความกฎหมายจึงต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ดังกล่าว หากตีความให้ลูกหนี้สามารถอาศัยมาตรา 162 เพื่อขอผ่อนชำระหนี้หรือขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ได้ ย่อมเป็นการใช้บทบัญญัติผิดไปจากเป้าหมายที่กฎหมายกำหนดไว้ และอาจกระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นบุคคลที่กฎหมายต้องการให้ได้รับความคุ้มครองเป็นสำคัญ 3. คำถาม เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับหลักว่าคำพิพากษาถึงที่สุดต้องได้รับการปฏิบัติตาม คำตอบ เหตุผลสำคัญที่ปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลฎีกาคือ เมื่อศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว สิทธิและหน้าที่ของคู่ความย่อมถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนตามคำพิพากษานั้น หากเปิดโอกาสให้คู่ความฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้หรือสาระสำคัญของคำพิพากษาได้ภายหลัง ย่อมทำให้ผลของคำพิพากษาขาดความเด็ดขาดและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแน่นอนของกระบวนการยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าแม้ลูกหนี้จะมีเหตุผลส่วนตัวเกี่ยวกับภาระค่าใช้จ่ายหรือภาระอุปการะบุคคลอื่น แต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ลูกหนี้ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับของศาล การเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาจะกระทำได้ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งศาลเห็นว่ามาตรา 162 มิได้ให้อำนาจดังกล่าวไว้แต่อย่างใด 4. คำถาม การที่ลูกหนี้เคยปฏิเสธความรับผิดในระหว่างการพิจารณาคดี มีผลต่อการวินิจฉัยในเรื่องการขอผ่อนชำระหนี้หรือไม่ คำตอบ มีผลในแง่ที่ศาลนำพฤติการณ์ดังกล่าวมาประกอบการพิจารณา โดยในคดีนี้ศาลฎีการะบุว่า ในระหว่างการดำเนินคดีเดิมโจทก์ได้โต้แย้งมาโดยตลอดว่าตนไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู และปฏิเสธว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากตน อีกทั้งไม่ได้เสนอเงื่อนไขหรือข้อกำหนดใดเกี่ยวกับการผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นรายเดือนในระหว่างที่คดียังอยู่ในกระบวนการพิจารณา เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแล้ว จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทใดที่ศาลเคยพิจารณาหรือกำหนดไว้เกี่ยวกับการให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือนตามที่โจทก์มาร้องขอในภายหลัง ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงสนับสนุนเหตุผลของศาลว่าคำร้องที่ยื่นภายหลังเป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษามากกว่าจะเป็นการใช้สิทธิที่กฎหมายรับรองไว้ 5. คำถาม หากเจ้าหนี้ไม่ยินยอมรับข้อเสนอการผ่อนชำระที่ลูกหนี้เสนอขึ้นภายหลัง ลูกหนี้ยังมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า เมื่อลูกหนี้ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาเดือนละ 50,000 บาท และเจ้าหนี้ไม่ยินยอมรับข้อเสนอดังกล่าว ลูกหนี้ย่อมยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับและชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดต่อไป เนื่องจากมาตรา 162 มิได้ให้อำนาจศาลกำหนดวิธีการชำระหนี้ใหม่แทนที่คำพิพากษาเดิม และมิได้ให้อำนาจลูกหนี้บังคับให้เจ้าหนี้ต้องยอมรับการผ่อนชำระตามที่เสนอ การที่เจ้าหนี้ปฏิเสธข้อเสนอจึงไม่ทำให้หน้าที่ตามคำพิพากษาลดลงหรือเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด หลักกฎหมายที่ศาลยืนยันในคดีนี้คือ เมื่อต่างฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ สิทธิและหน้าที่ของคู่ความย่อมต้องเป็นไปตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุด และลูกหนี้ต้องชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามที่คำพิพากษากำหนดไว้ โดยไม่อาจอาศัยมาตรา 162 เพื่อขอให้ศาลแก้ไขเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าวได้. 6. คำถาม เหตุใดศาลจึงวินิจฉัยว่าการขอผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือนไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในขอบเขตของมาตรา 162 วรรคหนึ่ง คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการขอผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือนตามที่โจทก์ร้องขอนั้น มีลักษณะเป็นการขอเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว ขณะที่มาตรา 162 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จริง มิใช่เพื่อกำหนดวิธีการชำระหนี้ใหม่หรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ที่ศาลได้วินิจฉัยไว้แล้ว ดังนั้นแม้ลูกหนี้จะเสนอจำนวนเงินผ่อนชำระที่เห็นว่าเหมาะสม ศาลก็ไม่อาจนำมาตรา 162 มาใช้เป็นฐานอำนาจในการแก้ไขผลแห่งคำพิพากษาได้ เพราะจะเป็นการตีความบทบัญญัติเกินกว่าวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนดไว้ และอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นผู้ที่กฎหมายมุ่งให้ความคุ้มครองโดยตรง 7. คำถาม การมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรและมีค่าใช้จ่ายสูงในแต่ละเดือน เป็นเหตุให้ศาลอนุญาตให้ผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ คำตอบ จากข้อเท็จจริงในคดีนี้ โจทก์อ้างว่าตนมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรและมีค่าใช้จ่ายสูงในแต่ละเดือน จึงประสงค์จะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษาเป็นรายเดือน เดือนละ 50,000 บาท อย่างไรก็ตาม ศาลมิได้วินิจฉัยว่าภาระทางการเงินดังกล่าวเป็นเหตุเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาได้ เพราะประเด็นสำคัญของคดีไม่ได้อยู่ที่ฐานะทางการเงินของลูกหนี้ แต่อยู่ที่ว่ากฎหมายให้อำนาจศาลเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เมื่อศาลเห็นว่ามาตรา 162 มิได้ให้อำนาจดังกล่าวไว้ เหตุผลเกี่ยวกับภาระค่าใช้จ่ายของลูกหนี้จึงไม่ทำให้เกิดสิทธิในการขอผ่อนชำระหนี้แตกต่างไปจากคำพิพากษาได้ และหน้าที่ในการชำระหนี้ตามคำบังคับยังคงมีผลผูกพันต่อไปตามเดิม 8. คำถาม หากลูกหนี้ประสงค์จะชำระหนี้เป็นงวดหรือเป็นรายเดือน ควรดำเนินการในช่วงใดของคดี คำตอบ ข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกานำมาพิจารณาประกอบในคดีนี้คือ ในระหว่างการพิจารณาคดีเดิม โจทก์ได้โต้แย้งว่าตนไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู และไม่ได้เสนอข้อกำหนดหรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นรายเดือนแต่อย่างใด ต่อมาเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์มีหน้าที่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลเคยวินิจฉัยเกี่ยวกับการผ่อนชำระหนี้ดังกล่าว ศาลจึงไม่อาจกำหนดวิธีการชำระหนี้ใหม่ภายหลังคดีถึงที่สุดแล้วได้ คดีนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อคู่ความประสงค์จะโต้แย้งหรือเสนอเงื่อนไขใดเกี่ยวกับภาระหนี้หรือวิธีการชำระหนี้ ประเด็นดังกล่าวควรถูกหยิบยกขึ้นภายในขอบเขตของการพิจารณาคดีเดิมก่อนที่คดีจะถึงที่สุด มิใช่นำมาร้องขอภายหลังเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว 9. คำถาม คำพิพากษาถึงที่สุดมีผลผูกพันคู่ความมากเพียงใด คำตอบ จากแนววินิจฉัยในคดีนี้ ศาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักความเด็ดขาดและผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุด โดยเมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อพิพาทและกำหนดหน้าที่ของคู่ความไว้แล้ว คู่ความทุกฝ่ายย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับอย่างครบถ้วน การที่ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดวิธีการชำระหนี้ใหม่ภายหลังจากคดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว จึงเป็นการขอเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษา ซึ่งศาลไม่อาจดำเนินการได้หากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง หลักการดังกล่าวมีความสำคัญต่อความมั่นคงแน่นอนของกระบวนการยุติธรรม เพราะทำให้คู่ความสามารถทราบได้อย่างชัดเจนว่าสิทธิและหน้าที่ของตนภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นอย่างไร และไม่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาโดยปราศจากฐานอำนาจตามกฎหมาย 10. คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้รับจากคดีนี้คืออะไร คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้รับจากคดีนี้ คือ มาตรา 162 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู และมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จริงตามสิทธิที่ศาลได้รับรองไว้แล้ว มิใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจลูกหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ให้แตกต่างไปจากคำพิพากษาอันถึงที่สุด เมื่อเจ้าหนี้ไม่ยินยอมรับข้อเสนอการผ่อนชำระ ลูกหนี้ย่อมยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับและชำระหนี้ตามคำพิพากษาเดิมต่อไป หลักดังกล่าวเป็นการยืนยันทั้งเจตนารมณ์ของมาตรา 162 และหลักความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการบังคับตามคำพิพากษาในคดีครอบครัวและการคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย. บทสรุป คดีนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การตีความพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 162 วรรคหนึ่ง ว่ามีขอบเขตเพียงใดในการบังคับตามคำพิพากษาเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าบทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู และเป็นหลักประกันว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จริงตามสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้แล้ว มิใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจลูกหนี้ตามคำพิพากษาขอเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้หรือขอผ่อนชำระหนี้แตกต่างไปจากคำพิพากษาอันถึงที่สุด ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยแล้ว โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอชำระหนี้เป็นรายเดือน เดือนละ 50,000 บาท โดยอ้างภาระการอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าใช้จ่ายส่วนตัวจำนวนมาก แต่ศาลทุกชั้นเห็นตรงกันว่า เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คู่ความย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา และศาลไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาโดยอาศัยมาตรา 162 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในระหว่างการดำเนินคดีเดิม โจทก์ได้โต้แย้งมาโดยตลอดว่าตนไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู และไม่ได้เสนอเงื่อนไขการผ่อนชำระต่อศาลแต่อย่างใด เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลเคยวินิจฉัยเกี่ยวกับการชำระหนี้เป็นรายเดือนตามที่โจทก์ร้องขอในภายหลัง คำพิพากษานี้จึงวางหลักสำคัญว่า มาตรการตามมาตรา 162 วรรคหนึ่ง เป็นมาตรการเพื่อรับรองประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ใช่มาตรการเพื่อบรรเทาภาระของลูกหนี้ตามคำพิพากษา และไม่อาจนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการชำระหนี้ที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูและคดีครอบครัวโดยทั่วไป เพราะเป็นการยืนยันหลักความเด็ดขาดของคำพิพากษาถึงที่สุด และยืนยันว่าการคุ้มครองสิทธิของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องได้รับความสำคัญตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เมื่อเจ้าหนี้ไม่ยินยอมรับข้อเสนอในการผ่อนชำระ ลูกหนี้ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับและชำระหนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาอย่างครบถ้วน โดยไม่อาจอาศัยมาตรา 162 วรรคหนึ่ง เป็นฐานในการขอให้ศาลกำหนดวิธีการชำระหนี้ใหม่ได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยที่ยืนยันหลักกฎหมายสองประการควบคู่กันอย่างชัดเจน ได้แก่ หลักการคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้ได้รับชำระหนี้จริง และหลักความผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุดที่คู่ความทุกฝ่ายต้องเคารพและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรมในคดีครอบครัวและการบังคับตามคำพิพากษาเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายไทย. ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4142/2560 ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย 3,600,000 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าคดีถึงที่สุด การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเดือนละ 50,000 บาท โดยอาศัย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 162 วรรคหนึ่ง นั้น ไม่อาจทำได้เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษา จึงกำหนดมาตรการขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะได้รับชำระจริง หาใช่เพื่อกำหนดวิธีการชำระหนี้เป็นก้อนหรือผ่อนชำระให้แตกต่างไปจากคำพิพากษาอันถึงที่สุดไม่ โจทก์มีหน้าที่ตามคำบังคับที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาถึงที่สุดดังกล่าว กรณีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายืน ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย 3,600,000 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าคดีถึงที่สุด จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ โจทก์ยื่นคำร้องขอชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยตามคำพิพากษาเป็นรายเดือน เดือนละ 50,000 บาท จนกว่าจะครบ เนื่องจากโจทก์ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรและมีภาระค่าใช้จ่ายสูงในแต่ละเดือน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดแล้ว คู่ความต้องปฏิบัติตามโจทก์ไม่อาจมาร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลฎีกาได้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องขอผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 162 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษา จึงกำหนดมาตรการขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะได้รับชำระจริง หาใช่เพื่อกำหนดวิธีการชำระหนี้เป็นก้อนหรือผ่อนชำระให้แตกต่างไปจากคำพิพากษาอันถึงที่สุดไม่ นอกจากนี้ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีนี้โจทก์โต้แย้งตลอดมาว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้เสนอข้อกำหนดเงื่อนไขในการชำระอุปการะเลี้ยงดูเป็นรายเดือนแก่จำเลย โดยโจทก์ปฏิเสธตลอดมาว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลย เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่า โจทก์สมควรชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยโจทก์ผ่อนชำระเดือนละ 50,000 บาท แก่จำเลย ตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด โจทก์ฎีกาขอผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาเดือนละ 50,000 บาท เมื่อจำเลยปฏิเสธ โจทก์ย่อมมีหน้าที่ตามคำบังคับที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม เห็นควรสั่งให้ถูกต้อง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




