
| ผู้อนุบาลต้องเป็นใคร เมื่อมีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ในทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถ ศาลพิจารณาจากหลักเกณฑ์ใดและคุ้มครองประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถอย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การแต่งตั้งผู้อนุบาลให้แก่บุคคลซึ่งศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ โดยมีข้อพิพาทสำคัญว่าควรแต่งตั้งบุคคลใดเป็นผู้อนุบาล และบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าละเลยการดูแล ไม่ช่วยเหลือค่าใช้จ่าย มีคดีเกี่ยวข้องกับญาติพี่น้อง หรือเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพย์สินของผู้ไร้ความสามารถนั้น จะถือเป็นบุคคลที่ไม่เหมาะสมตามกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า การพิจารณาความเหมาะสมของผู้อนุบาลต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่แสดงถึงการคุ้มครองดูแลผลประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงข้อกล่าวอ้างหรือความขัดแย้งระหว่างญาติเท่านั้น อีกทั้งยังอธิบายขอบเขตของมาตรา 1587 (3) และ (4) ว่ากรณีใดจึงจะถือว่าเป็นผู้ไม่เหมาะสมหรือเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งผู้อนุบาล อันเป็นแนวทางสำคัญในการคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สินของบุคคลที่ไม่สามารถจัดการกิจการของตนเองได้ สรุปข้อเท็จจริงของคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้นางสาวเสริมเป็นคนไร้ความสามารถและขอให้แต่งตั้งตนเป็นผู้อนุบาล ขณะที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งให้นางสาวเสริมเป็นคนไร้ความสามารถเช่นกัน แต่ขอให้แต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลแทน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านางสาวเสริมมีอายุประมาณ 80 ปี ป่วยเป็นโรคหัวใจล้มเหลว มีอาการติดเชื้อที่ปอดและทางเดินปัสสาวะ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายแห่ง ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และพักรักษาตัวอยู่ในห้องผู้ป่วยวิกฤต นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สิน คือที่ดินซึ่งมีตลาด ป.พลาซ่า ปลูกสร้างอยู่ โดยเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้รื้อถอนเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง และมีการดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผู้ร้องกล่าวหาว่าผู้คัดค้านไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้อนุบาล เนื่องจากไม่เคยไปเยี่ยม ไม่ช่วยค่ารักษาพยาบาล ปกปิดการดำเนินคดีขอให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ มีคดีความเกี่ยวข้องกับญาติของนางสาวเสริม และแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของนางสาวเสริม ฝ่ายผู้คัดค้านโต้แย้งว่าการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและคดีความนั้น เป็นการดำเนินการในฐานะผู้พิทักษ์หรือผู้รับมอบอำนาจเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของนางสาวเสริม มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว และยังได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับตลาด ป.พลาซ่า รวมทั้งตรวจสอบและคุ้มครองทรัพย์สินของนางสาวเสริมอย่างต่อเนื่อง ประเด็นข้อพิพาทสำคัญของคดี ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยมีเพียงประเด็นเดียว คือ ผู้ร้องควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อนุบาลของนางสาวเสริมเพียงคนเดียวตามที่ร้องขอหรือไม่ หรือการที่ศาลแต่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลร่วมกันเป็นแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับประโยชน์สูงสุดของนางสาวเสริมมากกว่า โดยการวินิจฉัยดังกล่าวเกี่ยวพันโดยตรงกับการตีความเรื่องบุคคลที่ไม่เหมาะสมจะเป็นผู้อนุบาลตามมาตรา 1587 (3) และกรณีบุคคลที่มีหรือเคยมีคดีในศาลกับญาติของผู้ไร้ความสามารถตามมาตรา 1587 (4) ว่าจะนำมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงของคดีนี้ได้หรือไม่ 1. ลำดับเหตุการณ์และข้อเท็จจริงโดยละเอียด นางสาวเสริมเป็นบุตรของนายหลังและนางสอน ซึ่งถึงแก่กรรมแล้ว และมีพี่น้องร่วมบิดามารดาหลายคน ได้แก่ นายทองสุข นายพรม นางจันทร์ นางสาวบุญรอด นางสาวบุญมา นางกุหลาบ ผู้ร้อง นายสาคร และนายอินทร์ โดยผู้คัดค้านเป็นบุตรของนายพรม จึงมีฐานะเป็นหลานของนางสาวเสริม นางสาวเสริมเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9002 ตำบลบางกะปิ อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีตลาด ป.พลาซ่า ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าว ต่อมานางสาวเสริมมีอายุประมาณ 80 ปี และมีปัญหาสุขภาพร้ายแรงหลายประการ ได้แก่ โรคหัวใจล้มเหลว อาการติดเชื้อที่ปอด และการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลมิชชั่นและโรงพยาบาลศรีสยาม ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ตามปกติ และในช่วงเวลาสำคัญของคดีพักรักษาตัวอยู่ในห้องผู้ป่วยวิกฤตของโรงพยาบาลศรีสยาม สภาพร่างกายและสุขภาพดังกล่าวเป็นเหตุสำคัญที่นำไปสู่การดำเนินกระบวนการทางศาลเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของนางสาวเสริม ก่อนเกิดข้อพิพาทเรื่องการแต่งตั้งผู้อนุบาล ผู้คัดค้านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้พิทักษ์ของนางสาวเสริมในฐานะคนเสมือนไร้ความสามารถ และได้เข้าไปดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินและกิจการต่าง ๆ ของนางสาวเสริมตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ต่อมาผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้พิทักษ์ ซึ่งคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล นอกจากปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพแล้ว นางสาวเสริมยังมีปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินสำคัญ คือ ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาด ป.พลาซ่า โดยเจ้าพนักงานเขตคันนายาวมีคำสั่งให้รื้อถอนตลาดดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้างตามกฎหมาย และยังมีการแจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับการก่อสร้างตลาดดังกล่าวด้วย ทำให้นางสาวเสริมซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินได้รับผลกระทบทางกฎหมายจากปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้นางสาวเสริมเป็นคนไร้ความสามารถ และขอให้แต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลเพียงผู้เดียว ขณะที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านโดยเห็นด้วยให้นางสาวเสริมเป็นคนไร้ความสามารถเช่นกัน แต่ขอให้แต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลแทน และขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนที่ขอเป็นผู้อนุบาลแต่เพียงผู้เดียว ในระหว่างการพิจารณาคดี ผู้ร้องยกเหตุหลายประการขึ้นกล่าวอ้างเพื่อแสดงว่าผู้คัดค้านไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้อนุบาล ได้แก่ การไม่เคยไปเยี่ยมนางสาวเสริมในช่วงเจ็บป่วย การไม่ช่วยออกค่ารักษาพยาบาล การปกปิดการดำเนินคดีขอให้นางสาวเสริมเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ การมีคดีความกับญาติพี่น้องของนางสาวเสริม และการแสวงหาประโยชน์จากที่ดินและตลาด ป.พลาซ่า เพื่อประโยชน์ของตนเอง สำหรับประเด็นเรื่องการดูแลและการเยี่ยมไข้ ผู้ร้องกล่าวว่าผู้คัดค้านไม่เคยไปเยี่ยมนางสาวเสริมและไม่เคยช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล แต่ผู้คัดค้านชี้แจงว่าตนเคยอาศัยอยู่กับนางสาวเสริมเป็นเวลานานตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปี 2531 และไม่ปรากฏว่านางสาวเสริมเคยแสดงความรังเกียจหรือไม่ไว้วางใจผู้คัดค้าน อีกทั้งยังมีพยานหลักฐานจากเจ้าหน้าที่การเงินของโรงพยาบาลมิชชั่นยืนยันว่าผู้คัดค้านเคยชำระค่ารักษาพยาบาลให้นางสาวเสริมมาแล้ว ในส่วนของทรัพย์สิน ผู้คัดค้านตรวจสอบพบว่านายสาครเป็นผู้เช่าที่ดินของนางสาวเสริม และได้ก่อสร้างตลาด ป.พลาซ่า ขึ้นบนที่ดินดังกล่าว ก่อนจะนำพื้นที่ไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วงเพื่อประกอบการค้า เมื่อมีปัญหาเรื่องการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้คัดค้านจึงดำเนินการอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น รวมทั้งทำหนังสือขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยยืนยันว่านางสาวเสริมไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดดังกล่าว ผู้คัดค้านยังได้ดำเนินการในฐานะผู้พิทักษ์โดยติดป้ายประกาศและแจกใบปลิวแจ้งพ่อค้าแม่ค้าเกี่ยวกับการยกเลิกสัญญาเช่าเดิม รวมถึงจัดการเรื่องสัญญาเช่าต่าง ๆ โดยระบุสถานะของตนว่าเป็นผู้พิทักษ์ของนางสาวเสริมตามคำสั่งศาล ทั้งนี้เพื่อรักษาและคุ้มครองทรัพย์สินของนางสาวเสริม มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ในทางตรงกันข้าม ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนแสดงให้เห็นว่า ในช่วงที่นางสาวเสริมอยู่กับผู้ร้องนั้น ที่ดินของนางสาวเสริมถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการค้าและเกิดปัญหาทางกฎหมายตามมา โดยมีการทำสัญญาเช่าที่ดินระหว่างนางสาวเสริมกับบริษัท จ้าวซัน จำกัด ซึ่งมีนายสาครเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และผู้ร้องเป็นพยานในสัญญาดังกล่าว ต่อมาบริษัทดังกล่าวนำที่ดินบางส่วนไปให้เช่าช่วงแก่บริษัท เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด และนำส่วนที่เหลือไปจัดทำตลาด ป.พลาซ่า เพื่อให้บุคคลอื่นเช่าช่วงต่อไป ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงกลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่ศาลนำมาพิจารณาว่า บุคคลใดมีความเหมาะสมในการทำหน้าที่ผู้อนุบาล และการแต่งตั้งบุคคลใดจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการดูแลชีวิต ความเป็นอยู่ และทรัพย์สินของนางสาวเสริมมากที่สุด อันเป็นประเด็นหลักที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยต่อไป คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแยกตามประเด็น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญของคดีมิใช่การพิจารณาว่านางสาวเสริมควรเป็นคนไร้ความสามารถหรือไม่ เนื่องจากข้อเท็จจริงในส่วนดังกล่าวเป็นที่ยุติแล้ว หากแต่เป็นการพิจารณาว่า มีเหตุสมควรหรือไม่ที่จะให้ผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเสริมเพียงผู้เดียวตามที่ร้องขอ หรือควรคงคำสั่งของศาลล่างทั้งสองที่ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลร่วมกัน ประเด็นที่หนึ่ง ผู้คัดค้านไม่เคยไปเยี่ยมนางสาวเสริมในช่วงเจ็บป่วย จะถือเป็นบุคคลไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้อนุบาลหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้ออ้างของผู้ร้องในเรื่องดังกล่าวยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะแสดงว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลไม่เหมาะสม โดยได้ความว่าผู้คัดค้านเคยอยู่กับนางสาวเสริมมาตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปี 2531 และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านางสาวเสริมเคยแสดงความรังเกียจหรือไม่ไว้วางใจผู้คัดค้าน อีกทั้งเมื่อผู้ร้องนำนางสาวเสริมไปอยู่ด้วย ก็ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่นางสาวเสริม การที่ผู้คัดค้านไม่ได้ไปเยี่ยมตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง จึงยังไม่ใช่เหตุที่จะสรุปได้ว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความเหมาะสมต่อการทำหน้าที่ผู้อนุบาล ศาลจึงวางหลักว่า การพิจารณาความเหมาะสมของผู้อนุบาลต้องพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม มิใช่พิจารณาจากข้อกล่าวหาเฉพาะเรื่องการไปเยี่ยมหรือไม่ไปเยี่ยมเพียงประการเดียว ประเด็นที่สอง ผู้คัดค้านไม่ช่วยออกค่ารักษาพยาบาล จะถือเป็นเหตุแสดงถึงความไม่เหมาะสมหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ผู้ร้องจะกล่าวอ้างว่าผู้คัดค้านไม่เคยช่วยออกค่ารักษาพยาบาล แต่น้ำหนักพยานหลักฐานกลับปรากฏว่า ผู้คัดค้านเคยชำระค่ารักษาพยาบาลให้นางสาวเสริมมาแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของโรงพยาบาลมิชชั่นเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติว่า ผู้คัดค้านมีฐานะเป็นหลานของนางสาวเสริม ขณะที่ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวเสริม จึงเห็นว่าหน้าที่ในการดูแลค่าใช้จ่ายย่อมเป็นภาระของผู้ร้องมากกว่าในฐานะญาติใกล้ชิด และเงินที่ผู้ร้องนำมาใช้จ่ายก็ไม่ได้เป็นเงินส่วนตัวทั้งหมด แต่เป็นเงินที่ได้จากค่าเช่าตลาด ป.พลาซ่า ด้วย ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงเห็นว่าผู้คัดค้านได้ช่วยเหลือตามกำลังความสามารถของตนแล้ว และข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าเป็นบุคคลไม่เหมาะสม ประเด็นที่สาม การปกปิดการร้องขอให้นางสาวเสริมเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติผู้อนุบาลหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อกล่าวหานี้กลับสะท้อนให้เห็นถึงเจตนาของผู้คัดค้านที่ต้องการช่วยเหลือและคุ้มครองผลประโยชน์ของนางสาวเสริมมากกว่า เพราะการดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีบุคคลเข้ามาดูแลและจัดการกิจการต่าง ๆ แทนนางสาวเสริม ยิ่งไปกว่านั้น คดีเกี่ยวกับการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถยังอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านมีพฤติการณ์ปกปิดข้อเท็จจริงหรือดำเนินการโดยมิชอบ ศาลจึงวินิจฉัยว่า ข้ออ้างดังกล่าวไม่ใช่เหตุแห่งความไม่เหมาะสมตามกฎหมาย และไม่เป็นเหตุให้ตัดสิทธิผู้คัดค้านจากการเป็นผู้อนุบาล ประเด็นที่สี่ ผู้คัดค้านมีคดีความกับญาติของนางสาวเสริม จึงเป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 1587 (4) หรือไม่ ประเด็นนี้เป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งของคดี ศาลฎีกาพิจารณาว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏมีเพียงว่าผู้คัดค้านได้แจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้พิทักษ์ของนางสาวเสริมให้ดำเนินคดีกับนายสาครในข้อหายักยอกทรัพย์ และเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบิดาของตนในการฟ้องนายสาครและนางสาวบุญมา เพื่อเพิกถอนการโอนที่ดินของนายทองสุข ศาลเห็นว่าการดำเนินคดีทั้งสองกรณีมิได้เป็นการกระทำในฐานะส่วนตัวของผู้คัดค้าน แต่เป็นการกระทำในฐานะผู้พิทักษ์หรือผู้รับมอบอำนาจเพื่อคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สินของบุคคลอื่น ดังนั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าผู้คัดค้านมีคดีในศาลกับพี่น้องร่วมบิดามารดาของนางสาวเสริมในความหมายตามมาตรา 1587 (4) และไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเป็นเหตุห้ามการเป็นผู้อนุบาลได้ ศาลจึงวางหลักสำคัญว่า การพิจารณาบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 1587 (4) ต้องพิจารณาลักษณะและฐานะของการดำเนินคดีด้วย มิใช่เพียงดูว่ามีชื่อบุคคลนั้นเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีความเท่านั้น ประเด็นที่ห้า ผู้คัดค้านหาประโยชน์จากทรัพย์สินของนางสาวเสริมหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่าผู้คัดค้านนำค่าเช่าหรือผลประโยชน์จากทรัพย์สินของนางสาวเสริมไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ในทางตรงกันข้าม ข้อเท็จจริงกลับแสดงให้เห็นว่า หลังจากผู้คัดค้านได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิทักษ์แล้ว ได้ตรวจสอบพบปัญหาเกี่ยวกับตลาด ป.พลาซ่า และดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการอุทธรณ์คำสั่งเจ้าพนักงาน การขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานราชการ การแจ้งผู้เช่า และการจัดการสิทธิในทรัพย์สินโดยเปิดเผยว่าได้กระทำในฐานะผู้พิทักษ์ของนางสาวเสริม พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงถึงความพยายามในการคุ้มครองผลประโยชน์ของนางสาวเสริม มากกว่าการแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเอง ขณะเดียวกัน ศาลกลับพบข้อเท็จจริงว่า ในช่วงที่นางสาวเสริมอยู่กับผู้ร้อง ที่ดินของนางสาวเสริมถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการค้าผ่านการเช่าและเช่าช่วงหลายทอด จนเกิดปัญหาการก่อสร้างตลาดโดยไม่ได้รับอนุญาตและส่งผลให้นางสาวเสริมต้องถูกดำเนินคดี ศาลจึงเห็นว่าหากแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลเพียงผู้เดียว อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของนางสาวเสริมได้ ข้อสรุปของศาลฎีกา เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้คัดค้านมิใช่บุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่าขาดความเหมาะสมในการทำหน้าที่ผู้อนุบาล อีกทั้งยังมีพฤติการณ์หลายประการที่แสดงถึงการดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สินของนางสาวเสริม เพื่อประโยชน์และความผาสุกของนางสาวเสริม การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลร่วมกันจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม สอดคล้องกับผลประโยชน์ของนางสาวเสริมมากที่สุด และไม่มีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ วิเคราะห์หลักกฎหมายและเหตุผลของศาล คดีนี้เป็นคดีสำคัญเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้อนุบาลให้แก่บุคคลซึ่งศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ โดยประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่การพิสูจน์ว่านางสาวเสริมเป็นคนไร้ความสามารถหรือไม่ เนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวยุติแล้ว แต่เป็นการพิจารณาว่าบุคคลใดเหมาะสมที่จะทำหน้าที่ผู้อนุบาล และการแต่งตั้งบุคคลใดจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ไร้ความสามารถทั้งในด้านชีวิต ความเป็นอยู่ และการดูแลรักษาทรัพย์สิน หลักกฎหมายที่ศาลนำมาปรับใช้เริ่มต้นจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 วรรคสอง ซึ่งกำหนดว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ความสามารถ บุคคลนั้นต้องอยู่ในความอนุบาล และการแต่งตั้งผู้อนุบาลต้องเป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยผู้ปกครองตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้นแม้คดีนี้จะเป็นเรื่องผู้อนุบาลของคนไร้ความสามารถ แต่กฎหมายก็นำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ปกครองมาใช้พิจารณาประกอบด้วย สาระสำคัญของคดีจึงอยู่ที่การตีความมาตรา 1587 (3) และมาตรา 1587 (4) ว่าผู้คัดค้านมีลักษณะเป็นบุคคลไม่เหมาะสมหรือเป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เพราะผู้ร้องพยายามแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านขาดความเหมาะสมจากพฤติการณ์หลายประการ ทั้งเรื่องการดูแลรักษาพยาบาล การดำเนินคดีเกี่ยวกับญาติของนางสาวเสริม และการจัดการทรัพย์สินของนางสาวเสริม ประเด็นแรกที่ศาลให้ความสำคัญคือ การพิจารณาความเหมาะสมของผู้อนุบาลจะต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้จริง มิใช่อาศัยเพียงข้อกล่าวอ้างหรือความรู้สึกไม่ไว้วางใจกันระหว่างญาติพี่น้อง ศาลจึงไม่รับฟังเพียงข้อกล่าวหาว่าผู้คัดค้านไม่เคยไปเยี่ยมผู้ป่วยหรือไม่เคยช่วยค่าใช้จ่าย เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะแสดงถึงการขาดคุณธรรม ความรับผิดชอบ หรือความสามารถในการดูแลผู้ไร้ความสามารถ ในทางตรงกันข้าม ศาลพบว่ามีพยานหลักฐานยืนยันว่าผู้คัดค้านเคยช่วยชำระค่ารักษาพยาบาลให้นางสาวเสริม และเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนางสาวเสริมมาเป็นเวลานาน จึงสะท้อนให้เห็นว่าผู้คัดค้านมิได้ทอดทิ้งหรือเพิกเฉยต่อความเป็นอยู่ของนางสาวเสริมตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ประเด็นต่อมาที่มีความสำคัญทางกฎหมายอย่างมาก คือ การตีความคำว่า “ผู้ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะปกครองผู้เยาว์หรือทรัพย์สินของผู้เยาว์” ตามมาตรา 1587 (3) ศาลมิได้ตีความอย่างกว้างจนรวมถึงบุคคลที่มีความขัดแย้งกับญาติหรือถูกกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน หากแต่พิจารณาจากพฤติการณ์ที่แสดงถึงความเสี่ยงต่อการดูแลตัวบุคคลหรือการจัดการทรัพย์สินอย่างแท้จริง จากข้อเท็จจริงในคดี ศาลกลับพบว่าหลังจากผู้คัดค้านเข้ามาดำเนินการในฐานะผู้พิทักษ์ ผู้คัดค้านได้ตรวจสอบทรัพย์สินของนางสาวเสริม พบปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับตลาด ป.พลาซ่า และได้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง การทำหนังสือขอความเป็นธรรม และการดำเนินการเกี่ยวกับสัญญาเช่าต่าง ๆ จึงสะท้อนถึงการปกป้องผลประโยชน์ของนางสาวเสริมมากกว่าการสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สิน แนวคิดสำคัญที่ศาลใช้ในส่วนนี้ คือ ผู้อนุบาลมิได้เป็นเพียงผู้ดูแลตัวบุคคลเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่สำคัญในการคุ้มครองและบริหารทรัพย์สินของผู้ไร้ความสามารถด้วย ดังนั้นการพิจารณาความเหมาะสมจึงต้องพิจารณาความสามารถในการรักษาประโยชน์ทางทรัพย์สินของผู้ไร้ความสามารถควบคู่กันไป ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การตีความมาตรา 1587 (4) ซึ่งบัญญัติห้ามบุคคลที่มีหรือเคยมีคดีในศาลกับผู้เยาว์หรือญาติใกล้ชิดของผู้เยาว์เป็นผู้ปกครอง ผู้ร้องอ้างว่าผู้คัดค้านมีคดีความเกี่ยวข้องกับนายสาครและนางสาวบุญมา ซึ่งเป็นญาติของนางสาวเสริม จึงไม่ควรได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อนุบาล ศาลฎีกาได้วางหลักตีความที่สำคัญว่า การพิจารณาว่าบุคคลมีคดีในศาลตามมาตรา 1587 (4) หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาลักษณะของการดำเนินคดีด้วย มิใช่พิจารณาเฉพาะการมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องในสำนวนคดีเท่านั้น หากบุคคลนั้นดำเนินคดีในฐานะตัวแทน ผู้รับมอบอำนาจ หรือในฐานะผู้พิทักษ์เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถ ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการดำเนินคดีในฐานะส่วนตัว ข้อวินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดเกินไป ผู้พิทักษ์หรือผู้อนุบาลที่จำเป็นต้องดำเนินคดีเพื่อปกป้องทรัพย์สินของผู้ที่ตนดูแลอาจถูกตัดสิทธิจากการทำหน้าที่ต่อไปได้ ทั้งที่การดำเนินคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถโดยตรง ศาลจึงรับฟังว่าการแจ้งความร้องทุกข์ฐานยักยอกทรัพย์ และการฟ้องคดีเพิกถอนการโอนที่ดิน เป็นการกระทำในฐานะผู้พิทักษ์หรือผู้รับมอบอำนาจ มิใช่การดำเนินคดีในฐานะส่วนตัว จึงไม่เป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 1587 (4) อีกประเด็นหนึ่งที่ศาลให้ความสำคัญ คือ การแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้ไร้ความสามารถ ผู้ร้องกล่าวหาว่าผู้คัดค้านนำทรัพย์สินของนางสาวเสริมไปหาประโยชน์เพื่อตนเอง แต่ศาลเห็นว่าผู้ร้องไม่มีหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าว ขณะที่พฤติการณ์ของผู้คัดค้านกลับแสดงให้เห็นว่าการดำเนินการต่าง ๆ กระทำในฐานะผู้พิทักษ์และเพื่อประโยชน์ของนางสาวเสริม ในทางกลับกัน ศาลกลับพบข้อเท็จจริงที่สะท้อนว่า ขณะนางสาวเสริมอยู่กับผู้ร้อง ทรัพย์สินของนางสาวเสริมถูกนำไปใช้ประโยชน์จนก่อให้เกิดปัญหาการก่อสร้างตลาดโดยไม่ได้รับอนุญาต และส่งผลให้เกิดภาระทางกฎหมายตามมาแก่เจ้าของที่ดิน ดังนั้นศาลจึงต้องนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประเมินความเสี่ยงต่อการบริหารจัดการทรัพย์สินในอนาคตด้วย หลักสำคัญที่ปรากฏตลอดคำพิพากษาฉบับนี้ คือ ศาลให้ความสำคัญกับ “ประโยชน์และความผาสุกของผู้ไร้ความสามารถ” เป็นเกณฑ์สูงสุดในการพิจารณา มิใช่สิทธิหรือความต้องการของญาติคนใดคนหนึ่ง แม้ผู้ร้องจะเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาของนางสาวเสริม แต่ความใกล้ชิดทางสายเลือดเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นเหตุให้ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อนุบาลแต่เพียงผู้เดียว หากข้อเท็จจริงโดยรวมยังแสดงให้เห็นว่าการมีผู้อนุบาลร่วมจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ไร้ความสามารถมากกว่า ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่า การแต่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลร่วมกัน เป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการคุ้มครองตัวบุคคลและทรัพย์สินของนางสาวเสริม และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้ไร้ความสามารถเป็นสำคัญ มิใช่มุ่งคุ้มครองผลประโยชน์ของญาติฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง วิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1587 (3) มาตรา 1587 (3) บัญญัติห้ามมิให้บุคคลซึ่งไม่เหมาะสมที่จะปกครองผู้เยาว์หรือทรัพย์สินของผู้เยาว์เข้าดำรงตำแหน่งผู้ปกครอง และเมื่อนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้กับการแต่งตั้งผู้อนุบาลของคนไร้ความสามารถตามมาตรา 28 วรรคสอง ศาลจึงต้องพิจารณาว่าบุคคลผู้ถูกเสนอชื่อมีความเหมาะสมในการดูแลตัวบุคคลและทรัพย์สินของผู้ไร้ความสามารถหรือไม่ คดีนี้ผู้ร้องพยายามแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลไม่เหมาะสม โดยอ้างว่าผู้คัดค้านไม่เคยไปเยี่ยมนางสาวเสริมขณะเจ็บป่วย ไม่ช่วยออกค่ารักษาพยาบาล ปกปิดการดำเนินคดีขอให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินของนางสาวเสริม อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามิได้พิจารณาเพียงข้อกล่าวอ้างดังกล่าว แต่พิจารณาจากพยานหลักฐานและพฤติการณ์โดยรวมทั้งหมด ศาลเห็นว่า ข้อกล่าวหาเรื่องไม่ไปเยี่ยมผู้ป่วยยังเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างของผู้ร้อง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านเคยสร้างความเสียหายหรือแสดงความไม่หวังดีต่อนางสาวเสริม อีกทั้งยังปรากฏพยานหลักฐานจากเจ้าหน้าที่การเงินของโรงพยาบาลมิชชั่นว่าผู้คัดค้านเคยชำระค่ารักษาพยาบาลให้นางสาวเสริม จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านทอดทิ้งหรือไม่ให้ความช่วยเหลือ ในส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการปกปิดการร้องขอให้นางสาวเสริมเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ศาลกลับเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของผู้คัดค้านที่จะเข้ามาช่วยเหลือและคุ้มครองผลประโยชน์ของนางสาวเสริม ประกอบกับคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านมีพฤติการณ์ไม่สุจริต ที่สำคัญ ศาลยังพิจารณาถึงบทบาทของผู้คัดค้านในฐานะผู้พิทักษ์ ซึ่งภายหลังได้รับแต่งตั้งแล้วได้ตรวจสอบทรัพย์สินของนางสาวเสริม พบปัญหาเกี่ยวกับตลาด ป.พลาซ่า ที่ปลูกสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต และดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงาน การขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานราชการ และการจัดการสัญญาเช่าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของนางสาวเสริม แนววินิจฉัยของศาลในคดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่า คำว่า “ไม่เหมาะสม” ตามมาตรา 1587 (3) ต้องเป็นความไม่เหมาะสมที่ปรากฏจากข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน และมีผลกระทบต่อการดูแลตัวบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้ไร้ความสามารถอย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงข้อขัดแย้งระหว่างญาติหรือข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานรองรับ การตีความเช่นนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้ไร้ความสามารถให้ได้รับการดูแลจากบุคคลที่มีความสุจริต รอบคอบ และสามารถรักษาผลประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถได้อย่างแท้จริง กล่าวโดยสรุป ศาลฎีกาวางหลักว่า การจะถือว่าบุคคลใดเป็นผู้ไม่เหมาะสมตามมาตรา 1587 (3) ต้องมีข้อเท็จจริงที่แสดงถึงความบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญต่อการดูแลตัวบุคคลหรือการจัดการทรัพย์สิน ไม่ใช่เพียงความไม่พอใจหรือความขัดแย้งภายในครอบครัว และเมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้กลับแสดงว่าผู้คัดค้านดำเนินการหลายประการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนางสาวเสริม ศาลจึงเห็นว่าผู้คัดค้านมิใช่บุคคลต้องห้ามตามมาตราดังกล่าว วิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1587 (4) มาตรา 1587 (4) บัญญัติห้ามมิให้บุคคลซึ่งมีหรือเคยมีคดีในศาลกับผู้เยาว์ ผู้บุพการี หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดากับผู้เยาว์ เป็นผู้ปกครอง ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์และลดความเสี่ยงที่ผู้ปกครองจะใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางที่กระทบต่อประโยชน์ของผู้ที่อยู่ในความดูแล เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวถูกนำมาใช้กับการแต่งตั้งผู้อนุบาลของคนไร้ความสามารถ จึงเกิดประเด็นสำคัญในคดีนี้ว่า ผู้คัดค้านซึ่งเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีที่ฟ้องร้องญาติของนางสาวเสริม จะถือว่าเป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 1587 (4) หรือไม่ ผู้ร้องอ้างว่าผู้คัดค้านมีคดีความกับนายสาครและนางสาวบุญมา ซึ่งเป็นญาติของนางสาวเสริม จึงไม่ควรได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อนุบาล อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามิได้พิจารณาเพียงว่าผู้คัดค้านมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีหรือไม่ แต่พิจารณาถึงฐานะและลักษณะของการดำเนินคดีดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้คัดค้านแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นายสาครในข้อหายักยอกทรัพย์ โดยกระทำในฐานะผู้พิทักษ์ของนางสาวเสริม และยังเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบิดาของตนในการฟ้องนายสาครและนางสาวบุญมา เพื่อเพิกถอนการโอนที่ดินของนายทองสุข พี่ชายของนางสาวเสริม การดำเนินการทั้งหมดจึงเป็นการกระทำเพื่อคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สินของบุคคลอื่น มิใช่การใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อตนเอง ศาลจึงวินิจฉัยว่า การแจ้งความและการฟ้องคดีดังกล่าวมิใช่การกระทำในฐานะส่วนตัวของผู้คัดค้าน แต่เป็นการกระทำในฐานะผู้พิทักษ์หรือผู้รับมอบอำนาจ ดังนั้นจึงไม่อาจถือได้ว่าผู้คัดค้านมีคดีในศาลกับพี่น้องร่วมบิดามารดาของนางสาวเสริมตามความหมายของมาตรา 1587 (4) หลักกฎหมายสำคัญที่เกิดขึ้นจากคดีนี้ คือ การพิจารณาลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 1587 (4) ต้องพิจารณาถึงสาระสำคัญของความสัมพันธ์ในคดี มิใช่พิจารณาเพียงว่าบุคคลนั้นมีชื่อเป็นผู้ร้อง ผู้ฟ้อง หรือผู้แจ้งความเท่านั้น หากการดำเนินคดีเกิดขึ้นเพื่อปฏิบัติหน้าที่แทนบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถ ก็ไม่ถือว่าเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในลักษณะที่กฎหมายต้องการห้าม เจตนารมณ์ของมาตรา 1587 (4) คือ การป้องกันไม่ให้บุคคลที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์โดยตรงเข้ามาใช้อำนาจปกครองหรือดูแลทรัพย์สินของผู้ที่ตนมีข้อพิพาทด้วย แต่หากการดำเนินคดีเป็นไปเพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้ไร้ความสามารถหรือเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของบุคคลที่อยู่ในความดูแล ย่อมไม่ใช่สถานการณ์ที่กฎหมายมุ่งห้าม คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่า ผู้พิทักษ์ ผู้อนุบาล หรือผู้รับมอบอำนาจซึ่งจำเป็นต้องดำเนินคดีเพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ที่ตนดูแล จะไม่ถูกตัดสิทธิจากการทำหน้าที่เพียงเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีความดังกล่าว หากการดำเนินการนั้นมิได้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตน กล่าวโดยสรุป ศาลฎีกาวางหลักว่า การมีคดีในศาลตามมาตรา 1587 (4) ต้องเป็นการมีคดีในฐานะส่วนตัวและมีลักษณะเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์โดยตรงกับบุคคลที่กฎหมายคุ้มครอง แต่หากการดำเนินคดีเป็นการปฏิบัติหน้าที่แทนหรือเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ไร้ความสามารถ ย่อมไม่เป็นลักษณะต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว และไม่เป็นอุปสรรคต่อการได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อนุบาล สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นางสาวเสริมเป็นคนไร้ความสามารถ เนื่องจากมีอาการเจ็บป่วยร้ายแรง ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองและจัดการกิจการต่าง ๆ ได้ตามปกติ และเห็นว่าทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างเป็นญาติใกล้ชิดที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลนางสาวเสริมได้ จึงมีคำสั่งให้นางสาวเสริมอยู่ในความอนุบาลของผู้ร้องและผู้คัดค้านร่วมกัน 2. ศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งโดยแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลเพียงผู้เดียว แต่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี และสอดคล้องกับประโยชน์ของนางสาวเสริม จึงพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อกล่าวหาของผู้ร้องที่ว่าผู้คัดค้านไม่เคยไปเยี่ยม ไม่ช่วยค่ารักษาพยาบาล ปกปิดการขอให้นางสาวเสริมเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ มีคดีความกับญาติของนางสาวเสริม และแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินของนางสาวเสริมนั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะรับฟังว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลไม่เหมาะสมหรือเป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ตรงกันข้ามกลับปรากฏว่าผู้คัดค้านได้ดำเนินการหลายประการเพื่อคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สินของนางสาวเสริม อีกทั้งการดำเนินคดีต่าง ๆ เป็นการกระทำในฐานะผู้พิทักษ์หรือผู้รับมอบอำนาจ มิใช่การกระทำในฐานะส่วนตัว จึงไม่เป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย เมื่อคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของนางสาวเสริมแล้ว การที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลร่วมกันย่อมเหมาะสมที่สุด ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวและกฎหมายว่าด้วยความสามารถของบุคคลว่า การแต่งตั้งผู้อนุบาลมิใช่สิทธิของญาติผู้ใดผู้หนึ่ง แต่เป็นมาตรการทางกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองตัวบุคคลและทรัพย์สินของผู้ไร้ความสามารถเป็นสำคัญ ศาลจึงต้องพิจารณาจากประโยชน์สูงสุดของผู้ไร้ความสามารถ มิใช่พิจารณาจากลำดับเครือญาติหรือความประสงค์ของผู้ร้องแต่เพียงฝ่ายเดียว การกล่าวอ้างว่าบุคคลใดไม่เหมาะสมตามมาตรา 1587 (3) จะต้องมีข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นขาดความสุจริต ขาดความสามารถ หรือมีพฤติการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้ไร้ความสามารถอย่างแท้จริง มิใช่อาศัยเพียงความขัดแย้งส่วนตัวหรือข้อสงสัยที่ไม่มีพยานหลักฐานรองรับ นอกจากนี้ การตีความมาตรา 1587 (4) ต้องพิจารณาถึงฐานะในการดำเนินคดีด้วย หากการฟ้องคดีหรือการแจ้งความเกิดขึ้นในฐานะผู้พิทักษ์ ผู้รับมอบอำนาจ หรือผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถ ย่อมไม่ถือเป็นการมีคดีในศาลในฐานะส่วนตัว และไม่เป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้อนุบาล คำพิพากษานี้จึงวางหลักสำคัญว่า ศาลจะให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผลประโยชน์ที่แท้จริงของผู้ไร้ความสามารถเหนือกว่าความขัดแย้งภายในครอบครัว และพร้อมแต่งตั้งผู้อนุบาลมากกว่าหนึ่งคน หากเห็นว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ถ่วงดุล และรักษาประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถได้ดีกว่าการให้อำนาจแก่บุคคลเพียงคนเดียว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เหมาะสมและมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีความของญาติผู้ไร้ความสามารถ จะเป็นบุคคลต้องห้ามในการเป็นผู้อนุบาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1587 (3) และมาตรา 1587 (4) หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิจารณาความเหมาะสมต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้จริง และการดำเนินคดีในฐานะผู้พิทักษ์หรือผู้รับมอบอำนาจเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถ ไม่ถือเป็นการมีคดีในศาลในฐานะส่วนตัวอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ผู้ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้อนุบาล ศาลวินิจฉัยว่า การจะถือว่าบุคคลใดไม่เหมาะสมตามมาตรา 1587 (3) ต้องมีข้อเท็จจริงที่แสดงถึงความเสี่ยงต่อการดูแลตัวบุคคลหรือการจัดการทรัพย์สินของผู้ไร้ความสามารถอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงข้อกล่าวอ้างเรื่องความขัดแย้งระหว่างญาติหรือข้อสงสัยที่ไม่มีหลักฐานรองรับ 2. การมีคดีในศาลในฐานะส่วนตัว ศาลวินิจฉัยว่า การแจ้งความร้องทุกข์หรือการฟ้องคดีในฐานะผู้พิทักษ์หรือผู้รับมอบอำนาจเพื่อคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สินของผู้ไร้ความสามารถ ไม่ถือเป็นการมีคดีในศาลในฐานะส่วนตัวตามมาตรา 1587 (4) จึงไม่เป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้อนุบาล และไม่เป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ผู้ที่ไม่ค่อยไปเยี่ยมหรือดูแลผู้ไร้ความสามารถจะหมดสิทธิเป็นผู้อนุบาลหรือไม่ คำตอบ บุคคลที่ไม่ค่อยไปเยี่ยมหรือไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ไร้ความสามารถไม่ได้หมายความว่าจะขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้อนุบาลโดยอัตโนมัติ เพราะศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมว่าบุคคลดังกล่าวมีความสุจริต มีความสามารถในการดูแล และสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถได้หรือไม่ ในคดีนี้ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้คัดค้านไม่เคยไปเยี่ยมนางสาวเสริมในช่วงเจ็บป่วย แต่ศาลเห็นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะแสดงถึงความไม่เหมาะสม อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเคยกระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นางสาวเสริม ศาลจึงถือว่าการไม่ไปเยี่ยมเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะตัดสิทธิในการเป็นผู้อนุบาล โดยต้องพิจารณาพฤติการณ์อื่นประกอบด้วยว่าบุคคลนั้นยังมีความสามารถและความตั้งใจในการคุ้มครองผู้ไร้ความสามารถหรือไม่ 2. คำถาม การไม่ช่วยออกค่ารักษาพยาบาลถือเป็นเหตุให้ศาลไม่แต่งตั้งเป็นผู้อนุบาลหรือไม่ คำตอบ การไม่ช่วยค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลไม่ใช่เหตุที่จะทำให้บุคคลขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้อนุบาลเสมอไป เพราะศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่าบุคคลนั้นได้ให้ความช่วยเหลือตามกำลังความสามารถของตนหรือไม่ ในคดีนี้ผู้ร้องอ้างว่าผู้คัดค้านไม่เคยช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้นางสาวเสริม แต่พยานหลักฐานกลับปรากฏว่าผู้คัดค้านเคยชำระค่ารักษาพยาบาลให้นางสาวเสริมมาแล้ว อีกทั้งศาลยังคำนึงถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติ โดยเห็นว่าผู้ร้องซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดามีหน้าที่ใกล้ชิดมากกว่าผู้คัดค้านซึ่งเป็นหลาน การพิจารณาความเหมาะสมจึงต้องดูภาพรวมของการช่วยเหลือและความรับผิดชอบ มิใช่พิจารณาเฉพาะจำนวนเงินที่บุคคลใดได้จ่ายไปเท่านั้น 3. คำถาม การยื่นคำร้องขอให้บุคคลเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถจะถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ คำตอบ การยื่นคำร้องขอให้บุคคลเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถไม่อาจถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมได้โดยลำพัง เพราะต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์และเจตนาของผู้ดำเนินการด้วย หากการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อคุ้มครองตัวบุคคลและทรัพย์สินของผู้ที่ไม่สามารถจัดการกิจการของตนเองได้ ก็อาจถือเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของบุคคลนั้น ในคดีนี้ศาลเห็นว่าการที่ผู้คัดค้านดำเนินการเกี่ยวกับการขอให้นางสาวเสริมเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ กลับสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะช่วยเหลือและคุ้มครองผลประโยชน์ของนางสาวเสริม ประกอบกับคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านมีพฤติการณ์ไม่สุจริตหรือปกปิดข้อเท็จจริงจนเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้อนุบาล 4. คำถาม ผู้ที่เคยแจ้งความหรือฟ้องคดีเกี่ยวกับญาติของผู้ไร้ความสามารถจะเป็นผู้อนุบาลได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วกฎหมายกำหนดลักษณะต้องห้ามบางประการสำหรับผู้ที่จะเป็นผู้อนุบาล แต่การพิจารณาว่าบุคคลมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงฐานะและวัตถุประสงค์ของการดำเนินคดีด้วย ในคดีนี้ผู้คัดค้านเคยแจ้งความและเกี่ยวข้องกับการฟ้องคดีที่มีญาติของนางสาวเสริมเป็นคู่กรณี อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมิใช่การกระทำในฐานะส่วนตัว แต่เป็นการกระทำในฐานะผู้พิทักษ์หรือผู้รับมอบอำนาจเพื่อคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สินของนางสาวเสริม จึงไม่ถือว่าเป็นการมีคดีในศาลในลักษณะที่กฎหมายห้าม การตีความดังกล่าวมีความสำคัญเพราะช่วยให้ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองผู้ไร้ความสามารถสามารถดำเนินการทางกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ของบุคคลนั้นได้โดยไม่ถูกตัดสิทธิจากการทำหน้าที่ต่อไป 5. คำถาม หากมีข้อกล่าวหาว่าผู้คัดค้านแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้ไร้ความสามารถ ศาลจะพิจารณาอย่างไร คำตอบ การกล่าวหาว่าบุคคลใดแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้ไร้ความสามารถจะต้องมีพยานหลักฐานสนับสนุนอย่างชัดเจน ไม่อาจอาศัยเพียงข้อสงสัยหรือข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ได้ เพราะการตัดสิทธิบุคคลจากการเป็นผู้อนุบาลย่อมส่งผลกระทบต่อการคุ้มครองผู้ไร้ความสามารถโดยตรง ในคดีนี้ผู้ร้องกล่าวหาว่าผู้คัดค้านหาประโยชน์จากที่ดินและตลาด ป.พลาซ่า แต่ศาลพิจารณาแล้วไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้คัดค้านเก็บค่าเช่าหรือผลประโยชน์ต่าง ๆ ไว้เป็นของตนเอง ในทางตรงกันข้ามกลับปรากฏว่าผู้คัดค้านได้ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สิน อุทธรณ์คำสั่งของเจ้าหน้าที่ และจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับตลาดดังกล่าวเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของนางสาวเสริม ศาลจึงเห็นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่าผู้คัดค้านขาดความเหมาะสมในการเป็นผู้อนุบาล 6. คำถาม เหตุใดศาลจึงให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลร่วมกันแทนที่จะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้อนุบาลเพียงคนเดียว คำตอบ การแต่งตั้งผู้อนุบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ไร้ความสามารถ มิใช่เพื่อให้ญาติฝ่ายใดได้รับสิทธิหรืออำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นศาลจึงต้องพิจารณาว่ารูปแบบใดจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ไร้ความสามารถ ในคดีนี้แม้ผู้ร้องจะขอเป็นผู้อนุบาลเพียงผู้เดียว แต่ศาลเห็นว่าผู้คัดค้านมิได้เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย และยังมีบทบาทในการคุ้มครองทรัพย์สินของนางสาวเสริมหลายประการ ขณะเดียวกันผู้ร้องก็เป็นญาติใกล้ชิดของนางสาวเสริม ศาลจึงเห็นว่าการให้ทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่ร่วมกันจะช่วยให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลและลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของนางสาวเสริม อีกทั้งยังเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับประโยชน์และความผาสุกของนางสาวเสริมมากกว่าการมอบอำนาจทั้งหมดให้แก่บุคคลเพียงคนเดียว 7. คำถาม ศาลพิจารณาประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถเป็นหลักอย่างไรในการแต่งตั้งผู้อนุบาล คำตอบ หลักสำคัญที่สุดในการแต่งตั้งผู้อนุบาลคือการคุ้มครองประโยชน์และความผาสุกของผู้ไร้ความสามารถ ศาลจึงต้องพิจารณาทั้งเรื่องการดูแลตัวบุคคล การรักษาพยาบาล การดำรงชีวิตประจำวัน และการบริหารจัดการทรัพย์สินควบคู่กันไป ไม่ใช่พิจารณาเพียงความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือความประสงค์ของญาติผู้ใดผู้หนึ่ง ในคดีนี้ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าทรัพย์สินของนางสาวเสริมมีปัญหาหลายประการเกี่ยวกับตลาด ป.พลาซ่า และผู้คัดค้านได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันศาลก็รับฟังบทบาทของผู้ร้องในฐานะญาติใกล้ชิดด้วย เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดแล้ว ศาลจึงเห็นว่าการมีผู้อนุบาลร่วมกันจะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลนางสาวเสริมมากกว่า และเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายในการคุ้มครองผู้ไร้ความสามารถอย่างแท้จริง 8. คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้จากคดีนี้คืออะไร คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้จากคดีนี้คือ การพิจารณาคุณสมบัติของผู้อนุบาลต้องดูข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาจากข้อกล่าวหา ความขัดแย้งในครอบครัว หรือความสัมพันธ์ทางเครือญาติเพียงอย่างเดียว ศาลวางหลักว่า บุคคลจะเป็นผู้ไม่เหมาะสมตามมาตรา 1587 (3) ได้ก็ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงชัดเจนที่แสดงถึงความเสี่ยงต่อการดูแลตัวบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้ไร้ความสามารถ และการมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีความจะเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 1587 (4) ก็ต่อเมื่อเป็นการดำเนินคดีในฐานะส่วนตัวและมีลักษณะขัดกันแห่งผลประโยชน์โดยตรงเท่านั้น หากการดำเนินคดีเป็นไปเพื่อคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สินของผู้ไร้ความสามารถในฐานะผู้พิทักษ์หรือผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมาย ย่อมไม่เป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้อนุบาล ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7755/2549 ผู้คัดค้านปกปิดการร้องขอให้ ส. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ เพราะประสงค์จะช่วยเหลือและคุ้มครองประโยชน์ของ ส. โดยคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล นอกจากนั้นผู้คัดค้านยังเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบิดาผู้คัดค้านฟ้อง ค. และ บ. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับ ส. เพิกถอนการโอนที่ดินของ ป. พี่ชาย ส. ทั้งผู้คัดค้านยังได้แจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้พิทักษ์ของ ส. ให้ดำเนินคดีแก่ ค. ในข้อหายักยอกทรัพย์ของ ส. การที่ผู้คัดค้านแจ้งความดำเนินคดีก็ดี การฟ้องคดีก็ดี ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านได้กระทำในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่เรื่องที่ผู้คัดค้านมีคดีในศาลกับพี่น้องร่วมบิดามารดากับ ส. และมิใช่ผู้ที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้อนุบาล ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นางสาวเสริม เป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาล ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งให้นางสาวเสริม เป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาล และยกคำร้องขอของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่านางสาวเสริม เป็นคนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความอนุบาลของนางกุหลาบ ผู้ร้องและนางสาวดวงสมร ผู้คัดค้าน ร่วมกัน ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า นางสาวเสริมเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของผู้คัดค้าน นางสาวเสริมเป็นบุตรนายหลังและนางสอน บิดามารดาถึงแก่กรรมแล้ว นางสาวเสริมมีพี่น้องร่วมบิดามารดากันดังนี้ นายทองสุข ถึงแก่กรรมแล้ว นายพรม บิดาของผู้คัดค้าน นางจันทร์ นางสาวบุญรอด นางสาวบุญมา นางกุหลาบ ผู้ร้อง นายสาคร นายอินทร์ ถึงแก่กรรมแล้ว ผู้คัดค้านเป็นบุตรของนายพรม และเป็นหลานของนางสาวเสริม นางสาวเสริมเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9002 ตำบลบางกะปิ อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีตลาด ป.พลาซ่า ปลูกสร้างอยู่ นางสาวเสริม อายุ 80 ปี ป่วยเป็นโรคหัวใจล้มเหลว มีอาการติดเชื้อที่ปอด และทางเดินปัสสาวะต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลมิชชั่นและโรงพยาบาลศรีสยาม ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เจ้าพนักงานเขตคันนายาวมีคำสั่งให้นางสาวเสริมรื้อถอนตลาด ป.พลาซ่า เนื่องจากไม่ได้ขออนุญาตก่อสร้าง และได้มีการแจ้งความดำเนินคดีแก่นางสาวเสริม ปัจจุบันนางสาวเสริมพักรักษาตัวอยู่ในห้องผู้ป่วยวิกฤตที่โรงพยาบาลศรีสยาม ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้พิทักษ์ของนางสาวเสริมคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุสมควรให้ผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเสริม เพียงคนเดียวหรือไม่ เห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 วรรคสอง บัญญัติว่า บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ในความอนุบาล การแต่งตั้งผู้อนุบาล อำนาจหน้าที่ของผู้อนุบาลและการสิ้นสุดของความเป็นผู้อนุบาล ให้เป็นไปตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายนี้ และตามมาตรา 1587 บัญญัติว่า บุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้วอาจถูกตั้งเป็นผู้ปกครองได้ เว้นแต่ (1) ผู้ซึ่งศาลสั่งว่าเป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ (2) ผู้ซึ่งเป็นบุคคลล้มละลาย (3) ผู้ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะปกครองผู้เยาว์หรือทรัพย์สินของผู้เยาว์ (4) ซึ่งมีหรือเคยมีคดีในศาลกับผู้เยาว์ ผู้บุพการีหรือพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดากับผู้เยาว์ (5) ผู้ซึ่งบิดาหรือมารดาที่ตายได้ทำหนังสือระบุชื่อห้ามไว้มิให้เป็นผู้ปกครอง เหตุที่ผู้ร้องอ้างมาดังกล่าวว่า ผู้คัดค้านไม่เคยไปเยี่ยมนางสาวเสริม ไม่ได้ช่วยออกค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลก็ได้ความจากผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านอยู่กับนางสาวเสริมตั้งแต่เด็กจนถึงปี 2531 ไม่ปรากฏว่านางสาวเสริม ได้ตั้งข้อรังเกียจผู้คัดค้านแต่อย่างไร ผู้ร้องได้นำนางสาวเสริมมาอยู่กับผู้ร้องก็ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้ทำความเสื่อมเสียให้แก่นางสาวเสริม ภายหลังนางสาวเสริมเจ็บป่วยจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ผู้ร้องอ้างว่าผู้คัดค้านไม่เคยไปเยี่ยมนางสาวเสริมก็เป็นแต่ข้ออ้างของผู้ร้องเท่านั้น และเหตุที่ผู้คัดค้านไม่ไปเยี่ยมนางสาวเสริม ก็ไม่ใช่เหตุที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้อนุบาล ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าผู้คัดค้านไม่เคยช่วยออกค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลนั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านเป็นหลานนางสาวเสริมแต่ผู้ร้องกับนางสาวเสริมเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันจึงควรเป็นหน้าที่ของผู้ร้องเสียมากกว่าและเงินที่นำมาเป็นค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ใช่เงินของผู้ร้องทั้งหมด แต่ผู้ร้องนำเงินค่าเช่าตลาด ป.พลาซ่า มาเป็นค่าใช้จ่ายมิใช่ผู้คัดค้านไม่เคยช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายดังกล่าวแต่อย่างไร เพราะได้ความจากนางกรรณิกา เจ้าหน้าที่แผนกการเงินโรงพยาบาลมิชชั่นพยานผู้ร้อง ว่าผู้คัดค้านเคยชำระค่ารักษาพยาบาลให้นางสาวเสริม นับว่าผู้คัดค้านได้ช่วยเหลือตามความสามารถในฐานะหลานของนางสาวเสริมแล้ว ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้คัดค้านปกปิดการร้องขอให้นางสาวเสริมเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ก็ไม่ใช่เหตุที่ผู้คัดค้านไม่เหมาะสมเป็นผู้อนุบาล แต่กลับทำให้เห็นว่าผู้คัดค้านประสงค์จะช่วยเหลือและคุ้มครองประโยชน์ของนางสาวเสริม อีกทั้งคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาจึงไม่ได้ความว่า ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์ปกปิดการร้องขอให้นางสาวเสริมเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และผู้ร้องกล่าวอ้างต่อมาว่าผู้คัดค้านมีคดีความในศาลกับนายสาคร และยังเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบิดาผู้คัดค้าน ฟ้องนายสาครและนางสาวบุญมา เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงว่าผู้คัดค้านได้แจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้พิทักษ์ของนางสาวเสริมให้ดำเนินคดีแก่นายสาคร ในข้อหายักยอกทรัพย์และผู้คัดค้านเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบิดาผู้คัดค้านเป็นโจทก์ฟ้องนายสาคร และนางสาวบุญมา ให้เพิกถอนการโอนที่ดินของนายทองสุข พี่ชายนางสาวเสริม การที่ผู้คัดค้านแจ้งความดำเนินคดีก็ดี การฟ้องคดีก็ดี ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านได้กระทำในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่เรื่องที่ผู้คัดค้านมีคดีในศาลกับพี่น้องร่วมบิดามารดากับนางสาวเสริม และที่ผู้ร้องอ้างเป็นข้อสุดท้ายว่า ผู้คัดค้านหาผลประโยชน์ในที่ดินของนางสาวเสริมเป็นของตนเอง โดยผู้คัดค้านทราบดีอยู่แล้วว่า การปลูกสร้างตลาด ป.พลาซ่าโดยไม่รับอนุญาต และจะต้องถูกรื้อถอน แต่กลับนำไปให้พ่อค้าแม่ค้าเช่า โดยหวังผลประโยชน์จากค่าเช่าที่ผู้คัดค้านจะได้รับไว้เอง ผู้ร้องก็ไม่มีหลักฐานที่แสดงว่า ผู้คัดค้านเก็บเงินค่าเช่าดังกล่าวไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัว กลับได้ความจากผู้คัดค้านภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้พิทักษ์ของนางสาวเสริมแล้ว ผู้คัดค้านได้ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของนางสาวเสริมพบว่า นายสาครเป็นผู้เช่าที่ดินของนางสาวเสริมได้ก่อสร้างตลาด ป.พลาซ่า แล้วนำออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงเพื่อทำการค้าขายสินค้า ต่อมาเจ้าหน้าที่เขตคันนายาวแจ้งว่าตลาดป.พลาซ่าปลูกสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีการแจ้งความดำเนินคดีแก่นางสาวเสริม ผู้คัดค้านจึงอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นว่า นางสาวเสริมมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดและทำหนังสือขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันตลาด ป.พลาซ่ายังไม่ได้ถูกรื้อถอนและถูกปรับวันละ 30,000 บาท ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเขตคันนายาว ผู้คัดค้านได้นำป้ายผังขนาดใหญ่ไปติดที่ตลาด ป.พลาซ่า รวมทั้งแจกใบปลิวแก่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดว่าผู้คัดค้านในฐานะผู้พิทักษ์ของนางสาวเสริมขอเลิกสัญญาเช่าเดิม เห็นได้ว่า ขณะนางสาวเสริมอยู่กับผู้ร้อง ผู้ร้องไม่ได้ดูแลรักษาทรัพย์สินของนางสาวเสริม แต่กลับปล่อยให้นายสาครนำที่ดินของนางสาวเสริมไปหาประโยชน์จนเป็นเหตุให้นางสาวเสริมต้องถูกดำเนินคดี และเมื่อผู้คัดค้านเป็นผู้พิทักษ์แล้วจึงทราบว่าที่ดินดังกล่าวมีปัญหาและแก้ไข โดยผู้คัดค้านเป็นคู่สัญญาเองโดยระบุในหนังสือสัญญาเช่าอาคารแผงลอยหรือร้านค้าว่า ผู้ให้เช่าเป็นผู้พิทักษ์นางสาวเสริม ตามคำสั่งศาลแสดงให้เห็นเจตนาของผู้คัดค้านว่าเป็นการกระทำการแทนเพื่อประโยชน์ของนางสาวเสริม จึงไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่า ผู้คัดค้านหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินของนางสาวเสริมเป็นของตนเอง ในทางกลับกันสัญญาเช่าที่ดินระหว่างนางสาวเสริมและบริษัท จ้าวซัน จำกัด มีนายสาครเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ มีนางจันทร์ และผู้ร้องเป็นพยาน ในการทำสัญญานายสาครเป็นผู้จับนางสาวเสริมพิมพ์ลายนิ้วมือลงในสัญญา ซึ่งผู้ร้องทราบดีว่าขณะนั้นนางสาวเสริมมีอาการสั่นและเป็นช่วงที่นางสาวเสริมป่วยอยู่ หลังจากบริษัท จ้าวซัน จำกัด ทำสัญญากับนางสาวเสริมแล้วในวันเดียวกันบริษัท จ้าวซัน จำกัด นำที่ดินบางส่วนไปให้บริษัท เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด เช่าช่วงเดือนละ 30,000 บาท และนำที่ดินส่วนที่เหลือมาปลูกสร้าง ตลาด ป.พลาซ่า นำออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงนับว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นให้นายสาครนำที่ดินของนางสาวเสริมไปหาผลประโยชน์ โดยจ่ายผลประโยชน์ให้แก่นางสาวเสริมเพียงเล็กน้อย ตามพฤติการณ์ของผู้ร้องดังกล่าว หากให้ผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเสริมเพียงคนเดียวอาจทำให้ทรัพย์สินของนางสาวเสริม ได้รับความเสียหาย เมื่อผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามไม่ให้เป็นผู้อนุบาลแล้ว เพื่อผลประโยชน์และความผาสุกของนางสาวเสริม ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเสริมร่วมกัน จึงเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
|




