ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้ใช้อำนาจปกครองโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้รับโอนโดยสุจริตมีสิทธิในทรัพย์สินหรือไม่ article

การโอนทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล, สิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุเป็นทรัพย์สินของผู้เยาว์, ผู้ใช้อำนาจปกครองโอนทรัพย์สินผู้เยาว์, ผลของนิติกรรมที่เป็นโมฆะ, การคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามกฎหมาย, การโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ, ผลประโยชน์ของผู้ปกครองขัดกับผู้เยาว์, ผู้รับโอนโดยสุจริตได้รับความคุ้มครองหรือไม่, สิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินตามกฎหมาย, การเพิกถอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุ, ผู้แทนโดยชอบธรรมกับการจัดการทรัพย์สินผู้เยาว์, ขออนุญาตศาลโอนทรัพย์สินผู้เยาว์ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์และขอบเขตอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครองในการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ โดยมีประเด็นสำคัญว่าผู้แทนโดยชอบธรรมสามารถโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้เยาว์เพื่อนำไปชำระหนี้ของตนเองได้หรือไม่ หากไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อนตามที่กฎหมายกำหนด

คดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงสถานะทางกฎหมายของสิทธิการเช่าว่าเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และเมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองนำทรัพย์สินดังกล่าวของผู้เยาว์ไปโอนให้แก่บุคคลอื่นเพื่อชำระหนี้ของตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล การกระทำดังกล่าวย่อมขัดต่อบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์โดยตรง

นอกจากนี้คดียังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับผลของนิติกรรมที่เป็นโมฆะ ว่าผู้รับโอนซึ่งอ้างว่ารับโอนโดยสุจริตจะได้รับสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวหรือไม่ รวมถึงผลทางกฎหมายของกรณีที่ผลประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับผลประโยชน์ของผู้เยาว์ ซึ่งเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่ใช้ป้องกันมิให้ทรัพย์สินของผู้เยาว์ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุและการโอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุแปลงหมายเลข ชร.360 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระหว่างนางบัวเรียวกับจำเลย เมื่อวันที่ 4 และ 19 สิงหาคม 2540 เป็นโมฆะ

โจทก์ขอให้เพิกถอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุดังกล่าวของจำเลย และให้จำเลยยื่นคำร้องขอถอนสิทธิการเช่าต่อสำนักงานธนารักษ์จังหวัดเชียงราย โดยให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียม หากจำเลยไม่ดำเนินการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ข้อเท็จจริงที่ศาลฎีการับฟังคือ ในขณะที่มีการโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ โจทก์ทั้งสองยังเป็นผู้เยาว์อยู่ และนางบัวเรียวซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ทั้งสอง ได้นำสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุซึ่งเป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสองไปโอนให้แก่จำเลย

การโอนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อนำสิทธิการเช่าของโจทก์ทั้งสองไปชำระหนี้ที่นางบัวเรียวเป็นหนี้จำเลยจากการซื้อขายพลอย โดยตีราคาสิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นเงิน 3,000,000 บาท และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการขออนุญาตจากศาลก่อนดำเนินการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าว

จำเลยต่อสู้คดีโดยขอให้ยกฟ้อง และอ้างว่าตนเป็นผู้รับโอนสิทธิการเช่าโดยสุจริต

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแบบละเอียด

ศาลฎีกาเริ่มวินิจฉัยโดยพิจารณาถึงลักษณะทางกฎหมายของสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุก่อน โดยอาศัยหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 ซึ่งบัญญัติว่าทรัพย์สินหมายความรวมถึงทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้

ศาลเห็นว่า สิทธิการเช่าเป็นสิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่งและเป็นทรัพย์สินตามกฎหมาย เนื่องจากมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถใช้ประโยชน์ได้ และสามารถจำหน่ายจ่ายโอนให้บุคคลอื่นเข้ารับสิทธิและประโยชน์แทนตนได้ ดังนั้นสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 จึงถือเป็นทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสอง

เมื่อสิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของผู้เยาว์ การจัดการทรัพย์สินดังกล่าวจึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 ซึ่งกำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครองไว้โดยเคร่งครัด

ศาลฎีกาวิเคราะห์ต่อไปว่า มาตรา 1574 เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นกฎหมายคุ้มครองผู้เยาว์โดยเฉพาะ และบัญญัติข้อความไว้อย่างชัดแจ้งว่า ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำการบางประเภทเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลก่อน

ลักษณะของบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเป็นข้อห้ามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด มิใช่เป็นเพียงแนวทางหรือข้อแนะนำในการปฏิบัติ ดังนั้นหากมีการกระทำใดที่เข้าลักษณะตามมาตรา 1574 แล้วไม่ได้รับอนุญาตจากศาล การกระทำนั้นย่อมขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายโดยตรง

ในคดีนี้ ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่า นางบัวเรียวในฐานะผู้ปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ทั้งสอง ได้นำสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองไปโอนให้แก่จำเลย

การโอนดังกล่าวมิใช่เพื่อประโยชน์ของโจทก์ทั้งสอง แต่เป็นการนำสิทธิการเช่าของโจทก์ทั้งสองไปใช้ชำระหนี้ที่นางบัวเรียวเป็นหนี้จำเลยจากการซื้อขายพลอย โดยตีราคาสิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นเงิน 3,000,000 บาท

ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่อยู่ในบังคับของมาตรา 1574 (11) อย่างชัดเจน เพราะเป็นการนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปแสวงหาผลประโยชน์หรือจัดการในลักษณะที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน

เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการขออนุญาตจากศาล การโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 1574 (11)

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า เนื่องจากมาตรา 1574 เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นข้อห้ามโดยชัดแจ้ง เมื่อมีการฝ่าฝืนย่อมเข้าหลักตามมาตรา 150 ซึ่งบัญญัติว่า การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย การนั้นเป็นโมฆะ

ผลทางกฎหมายจึงมิใช่เพียงทำให้นิติกรรมบกพร่องหรือถูกเพิกถอนได้ภายหลัง แต่ทำให้นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะตั้งแต่เริ่มแรก

ศาลฎีกายังวินิจฉัยประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งว่า แม้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะนั้นจะยินยอมให้นางบัวเรียวทำการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าว ก็ไม่ทำให้การกระทำนั้นชอบด้วยกฎหมาย

เหตุผลคือ กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาล มิใช่ได้รับความยินยอมจากผู้เยาว์

หากยอมให้ใช้ความยินยอมของผู้เยาว์มาแทนการอนุญาตของศาลได้ ก็จะกลายเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงกลไกการคุ้มครองผู้เยาว์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ และขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายโดยตรง

นอกจากเหตุแห่งความเป็นโมฆะตามมาตรา 1574 (11) แล้ว ศาลฎีกายังเห็นอีกว่า การกระทำดังกล่าวเป็นกรณีที่ผลประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับผลประโยชน์ของผู้เยาว์

เนื่องจากนางบัวเรียวนำทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองไปใช้ชำระหนี้ส่วนตัวของตนเอง จึงเป็นกรณีที่ผลประโยชน์ของผู้ปกครองและผู้เยาว์อยู่ในภาวะขัดกันโดยตรง

เมื่อไม่มีการขออนุญาตจากศาลก่อนดำเนินการ กิจการดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะอีกฐานหนึ่งตามมาตรา 1575

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ต้องถือเสมือนว่าไม่เคยมีการโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุเกิดขึ้นเลย

ผลทางกฎหมายคือ สิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 ยังคงเป็นของโจทก์ทั้งสองมาตั้งแต่ต้น และไม่เคยหลุดออกจากความเป็นเจ้าของสิทธิของโจทก์ทั้งสอง

สำหรับข้ออ้างของจำเลยที่ว่าตนรับโอนสิทธิการเช่ามาโดยสุจริตนั้น ศาลฎีกาไม่รับฟัง

ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่ผู้รับโอน

ดังนั้น แม้จำเลยจะเชื่อโดยสุจริตว่าผู้โอนมีอำนาจโอนก็ตาม ก็ไม่อาจทำให้จำเลยได้รับสิทธิจากนิติกรรมที่เป็นโมฆะได้

ศาลฎีกายังย้ำว่า กรณีนี้มิใช่โมฆียกรรม แต่เป็นโมฆะโดยเด็ดขาด

ดังนั้นจึงไม่อาจให้สัตยาบันภายหลังได้ และไม่อยู่ในบังคับแห่งหลักการบอกล้างนิติกรรม

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าและการโอนสิทธิการเช่าเป็นโมฆะ และให้เพิกถอนสิทธิการเช่าของจำเลย ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยทุกประการ

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 5 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

วิเคราะห์หลักกฎหมายมาตรา 1574 (11) โดยละเอียด

มาตรา 1574 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์มิให้ถูกจัดการโดยผู้ใช้อำนาจปกครองตามอำเภอใจ แม้ผู้ใช้อำนาจปกครองจะมีอำนาจบริหารจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ได้ตามปกติ แต่กฎหมายเห็นว่าการกระทำบางประเภทมีผลกระทบต่อทรัพย์สินของผู้เยาว์อย่างมีนัยสำคัญ จึงกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน

จากคำวินิจฉัยในคดีนี้ ศาลฎีกาได้อธิบายว่าบทบัญญัติมาตรา 1574 มีลักษณะเป็นมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยเฉพาะ ผู้เยาว์เป็นบุคคลที่กฎหมายถือว่ายังขาดวุฒิภาวะเพียงพอในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง จึงจำเป็นต้องมีกลไกของศาลเข้ามาตรวจสอบความเหมาะสมก่อนที่จะมีการจัดการทรัพย์สินที่สำคัญ

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อความในมาตรา 1574 ที่บัญญัติว่า ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากฎหมายใช้ถ้อยคำในลักษณะเป็นข้อห้ามโดยตรง มิใช่เป็นเพียงหลักเกณฑ์ทั่วไปที่สามารถผ่อนผันได้ตามดุลพินิจของผู้ใช้อำนาจปกครอง

ในคดีนี้ สิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุเป็นทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ การที่นางบัวเรียวนำสิทธิการเช่าดังกล่าวไปโอนให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้ที่ตนเป็นหนี้อยู่ ถือเป็นการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ในลักษณะที่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1574 (11)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับการตรวจสอบจากศาลก่อน เมื่อไม่มีการขออนุญาตจากศาล การกระทำนั้นจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามโดยตรงของกฎหมาย

ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาเน้นคือ มาตรา 1574 มิได้มีขึ้นเพื่อคุ้มครองเฉพาะตัวผู้เยาว์เท่านั้น แต่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ด้วย เพราะทรัพย์สินดังกล่าวเป็นฐานะทางเศรษฐกิจที่ผู้เยาว์จะใช้ในการดำรงชีวิตเมื่อบรรลุนิติภาวะแล้ว

หากเปิดโอกาสให้ผู้ใช้อำนาจปกครองสามารถนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบของศาล ย่อมเกิดความเสี่ยงที่ผู้เยาว์จะสูญเสียทรัพย์สินโดยไม่อาจปกป้องสิทธิของตนได้

อีกประเด็นหนึ่งที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญคือ แม้ผู้เยาว์จะยินยอมให้ผู้แทนโดยชอบธรรมกระทำการดังกล่าว ก็ไม่อาจทำให้การกระทำนั้นชอบด้วยกฎหมายได้

เหตุผลสำคัญคือ หากยอมให้ใช้ความยินยอมของผู้เยาว์แทนการอนุญาตของศาลได้ ย่อมทำให้กลไกการคุ้มครองตามมาตรา 1574 หมดความหมาย เพราะผู้ใช้อำนาจปกครองอาจอาศัยความยินยอมของผู้เยาว์เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของศาลได้เสมอ

ดังนั้น ศาลฎีกาจึงตีความมาตรา 1574 อย่างเคร่งครัด เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ของกฎหมายในการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์อย่างแท้จริง

วิเคราะห์หลักกฎหมายมาตรา 1575 โดยละเอียด

นอกจากเหตุแห่งความเป็นโมฆะตามมาตรา 1574 (11) แล้ว ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่าการกระทำในคดีนี้เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1575 อีกด้วย

หลักการสำคัญของมาตรา 1575 คือ การป้องกันปัญหาความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ระหว่างผู้ใช้อำนาจปกครองกับผู้เยาว์

กฎหมายตระหนักดีว่าผู้ใช้อำนาจปกครองอาจอยู่ในสถานการณ์ที่ผลประโยชน์ส่วนตนขัดกับผลประโยชน์ของผู้เยาว์ได้ หากปล่อยให้ผู้ใช้อำนาจปกครองตัดสินใจแทนผู้เยาว์ในกรณีเช่นนั้นโดยไม่มีการควบคุม ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความเสียหายแก่ผู้เยาว์

ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงกำหนดให้ในกรณีที่ผลประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับผลประโยชน์ของผู้เยาว์ จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนดำเนินการ

จากข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลฎีกาพบว่านางบัวเรียวนำสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของโจทก์ทั้งสองไปใช้ชำระหนี้ที่ตนเองเป็นหนี้จำเลยจากการซื้อขายพลอย

หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ของนางบัวเรียว มิใช่หนี้ของโจทก์ทั้งสอง

ในทางกลับกัน สิทธิการเช่าที่นำไปโอนเป็นทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองโดยตรง

ดังนั้น เมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปใช้ชำระหนี้ส่วนตัวของตนเอง ย่อมเป็นกรณีที่ผลประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองกับผลประโยชน์ของผู้เยาว์ขัดกันอย่างชัดเจน

ฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์จากการปลดเปลื้องหนี้ของตน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งสูญเสียทรัพย์สินของตนไป

ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวอยู่ในลักษณะของกิจการที่ประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของผู้เยาว์

เมื่อไม่มีการขออนุญาตจากศาล กิจการดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1575

จุดสำคัญของคำวินิจฉัยนี้อยู่ที่การแสดงให้เห็นว่า การกระทำเดียวกันอาจขัดต่อกฎหมายได้หลายฐานพร้อมกัน กล่าวคือ เป็นทั้งการฝ่าฝืนมาตรา 1574 (11) และเป็นกรณีผลประโยชน์ขัดกันตามมาตรา 1575

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงยืนยันว่าการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวไม่มีผลทางกฎหมายมาตั้งแต่ต้น และต้องถือเสมือนว่าไม่เคยมีการโอนสิทธิการเช่าเกิดขึ้นเลย

เจตนารมณ์ของกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์

จากแนววินิจฉัยในคดีนี้จะเห็นได้ว่ากฎหมายมิได้มุ่งคุ้มครองผู้เยาว์เฉพาะในด้านความสามารถในการทำนิติกรรมเท่านั้น แต่ยังมุ่งคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์จากการถูกนำไปใช้โดยมิชอบอีกด้วย

ผู้เยาว์เป็นบุคคลที่ยังไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของตนได้อย่างสมบูรณ์ กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินแทน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีกลไกควบคุมผู้ใช้อำนาจปกครองไม่ให้ใช้อำนาจเกินขอบเขต

ศาลฎีกาจึงตีความบทบัญญัติเหล่านี้อย่างเคร่งครัด โดยถือว่าหากมีการฝ่าฝืนข้อห้ามที่กฎหมายกำหนดไว้ การกระทำนั้นย่อมตกเป็นโมฆะทันที เพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์สินของผู้เยาว์ถูกโอนออกไปโดยไม่ชอบ

เจตนารมณ์สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การให้ศาลทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบความเหมาะสมก่อนที่ทรัพย์สินสำคัญของผู้เยาว์จะถูกจัดการ

หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการดำเนินการเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์จริง ศาลย่อมสามารถอนุญาตได้ แต่หากเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ใช้อำนาจปกครองหรือบุคคลอื่นมากกว่าผู้เยาว์ ศาลย่อมไม่อนุญาต

ดังนั้น ระบบการอนุญาตของศาลจึงเป็นหัวใจสำคัญของการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามที่ศาลฎีกาอธิบายไว้ในคดีนี้

วิเคราะห์หลักโมฆะและโมฆียกรรมในคดีนี้

ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจน คือ การโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุในคดีนี้เป็นกรณีของนิติกรรมที่เป็นโมฆะ มิใช่โมฆียกรรม

ศาลฎีกาเริ่มต้นจากการพิจารณาว่ามาตรา 1574 เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นข้อห้ามโดยชัดแจ้ง ผู้ใช้อำนาจปกครองจะดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินบางประเภทของผู้เยาว์ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลก่อน

เมื่อการโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุในคดีนี้กระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายโดยตรง

ศาลฎีกาอาศัยหลักตามมาตรา 150 ซึ่งกำหนดว่าการใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย การนั้นเป็นโมฆะ

ผลของความเป็นโมฆะคือ นิติกรรมดังกล่าวไม่มีผลทางกฎหมายมาตั้งแต่เริ่มแรก เสมือนหนึ่งว่าไม่เคยมีการทำนิติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเลย

ในคดีนี้ ศาลฎีกาจึงถือว่าการโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุไม่เคยเกิดผลทางกฎหมายตั้งแต่ต้น สิทธิการเช่ายังคงเป็นของโจทก์ทั้งสองเช่นเดิม

ศาลฎีกายังชี้ให้เห็นเพิ่มเติมว่า การกระทำดังกล่าวเป็นกรณีที่ผลประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับผลประโยชน์ของผู้เยาว์ จึงเป็นโมฆะอีกฐานหนึ่งตามมาตรา 1575

เมื่อเป็นโมฆะ ผลทางกฎหมายจึงแตกต่างจากโมฆียกรรมอย่างมีนัยสำคัญ

หากเป็นโมฆียกรรม นิติกรรมยังมีผลใช้บังคับได้อยู่จนกว่าจะถูกบอกล้าง และในบางกรณีอาจได้รับการให้สัตยาบันภายหลังจนสมบูรณ์ได้

แต่ในกรณีของโมฆะนั้น กฎหมายถือว่านิติกรรมไม่มีผลมาตั้งแต่ต้น จึงไม่สามารถทำให้สมบูรณ์ภายหลังได้

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงยืนยันว่าคดีนี้มิใช่เรื่องของการบอกล้างนิติกรรม และมิใช่เรื่องของการให้สัตยาบัน แต่เป็นเรื่องของการวินิจฉัยว่านิติกรรมไม่เคยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันแรกที่ทำขึ้น

แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของกฎหมายในการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ เพราะหากยอมให้มีการให้สัตยาบันภายหลังได้ ย่อมทำให้มาตรการคุ้มครองของกฎหมายสูญเสียประสิทธิภาพ

เหตุใดผู้รับโอนโดยสุจริตจึงไม่ได้รับความคุ้มครอง

ข้อโต้แย้งสำคัญของจำเลยในคดีนี้คือ จำเลยรับโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุโดยสุจริต และเชื่อว่าผู้โอนมีอำนาจโอนโดยชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาไม่รับฟังข้ออ้างดังกล่าว

เหตุผลสำคัญคือ เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่านิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น ย่อมหมายความว่าไม่เคยมีการโอนสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายเกิดขึ้นเลย

เมื่อผู้โอนไม่มีอำนาจที่จะโอนสิทธิตามกฎหมาย การรับโอนจึงไม่อาจก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้รับโอนได้

ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ความสุจริตของผู้รับโอนไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานะของนิติกรรมที่เป็นโมฆะให้กลายเป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ได้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ผู้รับโอนจะไม่รู้ข้อบกพร่องทางกฎหมาย และเชื่อโดยสุจริตว่าการโอนนั้นชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่อาจได้รับสิทธิดีกว่าที่ผู้โอนมีอยู่

ในคดีนี้ เมื่อการโอนสิทธิการเช่าเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น สิทธิการเช่าจึงยังคงเป็นของโจทก์ทั้งสองตลอดมา

จำเลยจึงไม่อาจอ้างความสุจริตเพื่อสร้างสิทธิในทรัพย์สินที่ไม่เคยหลุดออกจากผู้เยาว์ได้

แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า ความสุจริตเพียงอย่างเดียวไม่อาจเยียวยาหรือแก้ไขความเป็นโมฆะของนิติกรรมที่ขัดต่อบทบัญญัติอันเป็นข้อห้ามของกฎหมายได้

แนวคำวินิจฉัยสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้

คำพิพากษานี้ได้วางหลักกฎหมายสำคัญหลายประการเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้เยาว์และผลของนิติกรรมที่ฝ่าฝืนกฎหมาย

ประการแรก ศาลฎีกายืนยันว่า สิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินตามกฎหมาย และอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของบทบัญญัติว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์

ประการที่สอง มาตรา 1574 เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นข้อห้ามโดยเคร่งครัด ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และหากฝ่าฝืนย่อมทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะ

ประการที่สาม ความยินยอมของผู้เยาว์ไม่อาจใช้แทนการอนุญาตของศาลได้ เพราะจะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบความเหมาะสมของการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์

ประการที่สี่ หากผลประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับผลประโยชน์ของผู้เยาว์ การดำเนินการใด ๆ ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน มิฉะนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ

ประการที่ห้า เมื่อเป็นกรณีของโมฆะแล้ว ผู้รับโอนแม้จะสุจริตก็ไม่อาจได้รับสิทธิในทรัพย์สินนั้น

ประการสุดท้าย นิติกรรมที่เป็นโมฆะไม่อาจให้สัตยาบันภายหลังได้ และไม่อยู่ในบังคับของหลักการบอกล้างนิติกรรม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้อง โดยไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุและไม่รับฟังว่าการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นโมฆะตามที่โจทก์กล่าวอ้าง

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 5

พิพากษากลับ เห็นว่าสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุและการโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุระหว่างนางบัวเรียวกับจำเลย เมื่อวันที่ 4 และ 19 สิงหาคม 2540 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของจำเลย และให้จำเลยยื่นคำร้องขอถอนสิทธิการเช่าต่อสำนักงานธนารักษ์จังหวัดเชียงรายด้วยตนเอง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

3. ศาลฎีกา

วินิจฉัยว่าสิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินของผู้เยาว์ การที่ผู้แทนโดยชอบธรรมนำสิทธิการเช่าของผู้เยาว์ไปโอนเพื่อชำระหนี้ของตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1574 (11) และยังเป็นกรณีที่ผลประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับผลประโยชน์ของผู้เยาว์ จึงเป็นโมฆะอีกฐานหนึ่งตามมาตรา 1575 ส่งผลให้ถือเสมือนว่าไม่เคยมีการโอนสิทธิการเช่าเกิดขึ้นเลย สิทธิการเช่ายังคงเป็นของโจทก์ทั้งสอง และแม้จำเลยจะอ้างว่ารับโอนโดยสุจริตก็ไม่อาจได้รับสิทธิจากนิติกรรมที่เป็นโมฆะได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 5 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่าผู้ใช้อำนาจปกครองมิได้มีอำนาจเด็ดขาดในการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ แม้จะเป็นบิดา มารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรมก็ตาม เพราะกฎหมายถือว่าทรัพย์สินของผู้เยาว์เป็นทรัพย์สินที่ต้องได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ การดำเนินการใดที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อฐานะทรัพย์สินของผู้เยาว์จึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบของศาล

หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อกฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนดำเนินการ ผู้ใช้อำนาจปกครองไม่อาจอาศัยความยินยอมของผู้เยาว์หรือความเห็นชอบของบุคคลอื่นมาใช้แทนการอนุญาตของศาลได้ เพราะจะเป็นการทำลายกลไกคุ้มครองผู้เยาว์ที่กฎหมายวางไว้โดยตรง

คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงหลักความขัดกันแห่งผลประโยชน์ระหว่างผู้ใช้อำนาจปกครองกับผู้เยาว์ กล่าวคือ เมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองได้รับประโยชน์จากการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ด้วยตนเอง กฎหมายย่อมสันนิษฐานว่ามีความเสี่ยงต่อการเสียประโยชน์ของผู้เยาว์ จึงกำหนดให้ศาลเข้ามาตรวจสอบก่อนเสมอ

นอกจากนี้ คำพิพากษายังตอกย้ำหลักเรื่องโมฆะว่า นิติกรรมที่ขัดต่อบทบัญญัติอันเป็นข้อห้ามของกฎหมายย่อมไม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่ต้น และความสุจริตของผู้รับโอนไม่อาจแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวได้ เพราะไม่มีสิทธิใดเกิดขึ้นจากนิติกรรมที่กฎหมายถือว่าไม่เคยมีอยู่เลย

ดังนั้น ผู้ที่เข้าทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์จึงต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าผู้แทนโดยชอบธรรมมีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ และมีการอนุญาตจากศาลในกรณีที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ มิฉะนั้นอาจประสบปัญหาถูกเพิกถอนสิทธิในภายหลังได้ แม้จะรับโอนมาโดยสุจริตก็ตาม

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์และขอบเขตอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครองในการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ผู้แทนโดยชอบธรรมนำสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของผู้เยาว์ไปโอนเพื่อชำระหนี้ส่วนตัวของตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองผู้เยาว์ นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

การจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินของผู้เยาว์ การนำทรัพย์สินดังกล่าวไปโอนให้บุคคลอื่นจึงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามกฎหมาย เมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลตามที่กฎหมายกำหนด นิติกรรมดังกล่าวย่อมขัดต่อบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองผู้เยาว์และตกเป็นโมฆะ

ผลประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับผลประโยชน์ของผู้เยาว์

คดีนี้ผู้แทนโดยชอบธรรมนำสิทธิการเช่าของผู้เยาว์ไปใช้ชำระหนี้ของตนเอง ทำให้ผู้ใช้อำนาจปกครองได้รับประโยชน์โดยตรง ขณะที่ผู้เยาว์สูญเสียทรัพย์สินของตน กรณีเช่นนี้ถือเป็นความขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามกฎหมาย และหากไม่ได้รับอนุญาตจากศาล การกระทำนั้นย่อมเป็นโมฆะ

อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องแยกตามมาตรา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (11)

มาตรา 1574 เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ โดยกำหนดข้อจำกัดบางประการต่อผู้ใช้อำนาจปกครอง แม้ผู้ใช้อำนาจปกครองจะมีหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ แต่กฎหมายเห็นว่าการดำเนินการบางประเภทอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อทรัพย์สินของผู้เยาว์ จึงกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน

ศาลฎีกาอธิบายว่า สิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินตามกฎหมายและเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถจำหน่ายจ่ายโอนได้ ดังนั้นเมื่อสิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินของผู้เยาว์ การนำสิทธิการเช่าไปโอนให้บุคคลอื่นจึงเป็นการจัดการทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การควบคุมของมาตรา 1574

ในคดีนี้ ผู้แทนโดยชอบธรรมนำสิทธิการเช่าของผู้เยาว์ไปโอนให้จำเลยเพื่อนำไปชำระหนี้ส่วนตัวของตนเอง โดยไม่มีการขออนุญาตจากศาลก่อน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 1574 (11)

ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาวางหลักไว้คือ มาตรา 1574 เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นข้อห้ามโดยเคร่งครัด มิใช่เป็นเพียงข้อกำหนดเชิงบริหาร ผู้ใช้อำนาจปกครองจึงต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากมีการฝ่าฝืน นิติกรรมนั้นย่อมขัดต่อกฎหมาย

ศาลฎีกายังชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้เยาว์จะยินยอมให้ดำเนินการก็ไม่อาจใช้แทนการอนุญาตของศาลได้ เพราะจะเป็นการเปิดช่องให้หลีกเลี่ยงกลไกคุ้มครองผู้เยาว์ที่กฎหมายกำหนดไว้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1575

มาตรา 1575 มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันกรณีที่ผลประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับผลประโยชน์ของผู้เยาว์ โดยกฎหมายตระหนักว่าผู้ใช้อำนาจปกครองอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างประโยชน์ของตนเองกับประโยชน์ของผู้เยาว์

ในกรณีดังกล่าว กฎหมายมิได้ปล่อยให้ผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว แต่กำหนดให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบก่อนว่าการดำเนินการนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์จริงหรือไม่

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ผู้แทนโดยชอบธรรมนำสิทธิการเช่าของผู้เยาว์ไปใช้ชำระหนี้ของตนเองจากการซื้อขายพลอย จึงเป็นกรณีที่ผู้ใช้อำนาจปกครองได้รับประโยชน์จากการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยตรง

ศาลฎีกาจึงเห็นว่าประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองกับประโยชน์ของผู้เยาว์อยู่ในภาวะขัดกันอย่างชัดเจน เพราะฝ่ายหนึ่งได้รับการปลดเปลื้องหนี้ ขณะที่อีกฝ่ายสูญเสียทรัพย์สินของตน

เมื่อไม่มีการขออนุญาตจากศาลก่อนดำเนินการ กิจการดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1575 อีกฐานหนึ่งด้วย

หลักกฎหมายสำคัญที่ได้จากคดีนี้คือ เมื่อมีความขัดกันแห่งผลประโยชน์ระหว่างผู้ใช้อำนาจปกครองกับผู้เยาว์ กฎหมายจะให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้เยาว์เป็นอันดับแรก และกำหนดให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบความเหมาะสมของการดำเนินการนั้น เพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์สินของผู้เยาว์ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่นโดยมิชอบ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม สิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุถือเป็นทรัพย์สินตามกฎหมายหรือไม่

คำตอบ

สิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุถือเป็นทรัพย์สินตามกฎหมายได้ แม้สิทธิการเช่าจะไม่ใช่ทรัพย์ที่มีรูปร่างเหมือนที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นสิทธิเรียกร้องที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถใช้ประโยชน์และสามารถโอนให้บุคคลอื่นเข้ารับสิทธิแทนได้ ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยโดยอาศัยหลักว่าทรัพย์สินมิได้จำกัดเฉพาะวัตถุที่มีรูปร่างเท่านั้น แต่รวมถึงสิทธิที่มีราคาและถือเอาได้ด้วย เมื่อสิทธิการเช่ามีมูลค่าและสามารถโอนได้ สิทธิการเช่าจึงเป็นทรัพย์สินตามกฎหมาย ผลทางกฎหมายที่สำคัญคือเมื่อสิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินของผู้เยาว์ การจัดการเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าวย่อมอยู่ภายใต้บทบัญญัติที่คุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครองจึงไม่อาจดำเนินการได้อย่างเสรีเช่นเดียวกับทรัพย์สินของตนเอง แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด หากมีการดำเนินการฝ่าฝืนข้อจำกัดดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของนิติกรรมและสิทธิของคู่กรณีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

2 คำถาม ผู้ใช้อำนาจปกครองสามารถโอนทรัพย์สินของผู้เยาว์ได้ทุกกรณีหรือไม่

คำตอบ

ผู้ใช้อำนาจปกครองมีหน้าที่ดูแลและจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถจำหน่ายจ่ายโอนหรือจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ได้ทุกกรณีตามดุลพินิจของตนเอง กฎหมายกำหนดข้อจำกัดบางประการเพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์สินของผู้เยาว์ถูกนำไปใช้ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เยาว์ โดยเฉพาะการกระทำบางประเภทที่มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อทรัพย์สินของผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครองจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะดำเนินการได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักดังกล่าวอย่างมาก และถือว่าการโอนสิทธิการเช่าซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายโดยตรง ผลคือการกระทำดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และไม่อาจอ้างอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครองเพื่อรองรับความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำนั้นได้

3 คำถาม หากผู้เยาว์ยินยอมให้ผู้แทนโดยชอบธรรมโอนทรัพย์สิน จะทำให้การโอนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คำตอบ

ไม่ทำให้การโอนชอบด้วยกฎหมาย เพราะศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การอนุญาตของศาลกับความยินยอมของผู้เยาว์เป็นคนละเรื่องกัน กฎหมายกำหนดให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบความเหมาะสมของการจัดการทรัพย์สินบางประเภทของผู้เยาว์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เยาว์เสียประโยชน์จากการตัดสินใจที่อาจยังขาดวุฒิภาวะเพียงพอ หากเปิดโอกาสให้ความยินยอมของผู้เยาว์สามารถใช้แทนการอนุญาตของศาลได้ ผู้ใช้อำนาจปกครองก็อาจอาศัยความยินยอมดังกล่าวเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงการควบคุมของกฎหมายได้ ซึ่งจะขัดต่อเจตนารมณ์ของระบบคุ้มครองผู้เยาว์โดยตรง ด้วยเหตุนี้ แม้ผู้เยาว์จะยินยอมให้มีการโอนทรัพย์สิน แต่หากกฎหมายกำหนดว่าต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน และไม่มีการขออนุญาตดังกล่าว การกระทำก็ยังคงมีปัญหาทางกฎหมายเช่นเดิม

4 คำถาม เหตุใดศาลจึงเห็นว่าคดีนี้เป็นกรณีผลประโยชน์ขัดกันระหว่างผู้ปกครองกับผู้เยาว์

คำตอบ

ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าผู้แทนโดยชอบธรรมนำสิทธิการเช่าซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปใช้เพื่อชำระหนี้ของตนเอง หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ส่วนตัวของผู้ใช้อำนาจปกครอง มิใช่ภาระหนี้ของผู้เยาว์ การดำเนินการดังกล่าวจึงทำให้ผู้ใช้อำนาจปกครองได้รับประโยชน์จากการปลดเปลื้องหนี้ ขณะที่ผู้เยาว์กลับสูญเสียทรัพย์สินของตนเองไป สถานการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายมิได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่กลับอยู่ในลักษณะขัดกันโดยตรง กฎหมายจึงกำหนดให้ศาลเข้ามาตรวจสอบก่อนว่าการดำเนินการนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์จริงหรือไม่ หากไม่มีการขออนุญาตจากศาล การกระทำที่เกิดขึ้นในภาวะผลประโยชน์ขัดกันดังกล่าวย่อมมีผลทางกฎหมายตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองผู้เยาว์

5 คำถาม นิติกรรมที่เป็นโมฆะแตกต่างจากโมฆียกรรมอย่างไร

คำตอบ

ความแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่ผลทางกฎหมายของนิติกรรม หากเป็นโมฆะ กฎหมายถือว่านิติกรรมนั้นไม่มีผลมาตั้งแต่เริ่มแรก เสมือนหนึ่งว่าไม่เคยมีการทำนิติกรรมเกิดขึ้นเลย สิทธิและหน้าที่ที่อ้างอิงจากนิติกรรมดังกล่าวจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วนโมฆียกรรมนั้นยังมีผลใช้บังคับอยู่จนกว่าจะมีการบอกล้างโดยผู้มีสิทธิบอกล้าง และในบางกรณีสามารถให้สัตยาบันภายหลังได้จนทำให้นิติกรรมสมบูรณ์ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการโอนสิทธิการเช่าของผู้เยาว์โดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายเป็นกรณีของโมฆะ มิใช่โมฆียกรรม จึงไม่สามารถแก้ไขให้สมบูรณ์ภายหลังได้ และไม่อาจใช้หลักการบอกล้างหรือให้สัตยาบันมาเยียวยาผลของการกระทำดังกล่าวได้

6 คำถาม ผู้รับโอนที่สุจริตจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่

คำตอบ

ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าความสุจริตของผู้รับโอนไม่อาจทำให้ได้รับสิทธิในทรัพย์สินที่รับโอนมาได้ เนื่องจากการโอนดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่เป็นโมฆะตั้งแต่ต้น เมื่อกฎหมายถือว่าไม่เคยมีการโอนที่ชอบด้วยกฎหมายเกิดขึ้นเลย สิทธิของผู้รับโอนก็ไม่อาจเกิดขึ้นตามมาได้เช่นกัน แม้ผู้รับโอนจะไม่ทราบข้อบกพร่องของการโอน และเชื่อโดยสุจริตว่าผู้โอนมีอำนาจดำเนินการก็ตาม หลักสำคัญที่ศาลใช้คือไม่มีบุคคลใดสามารถได้รับสิทธิดีกว่าที่ผู้โอนมีอยู่ เมื่อผู้โอนไม่มีอำนาจโอนสิทธิที่สมบูรณ์ ผู้รับโอนก็ไม่อาจได้รับสิทธินั้นไปได้ ความสุจริตจึงไม่ใช่เหตุที่ทำให้นิติกรรมที่เป็นโมฆะกลับมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

7 คำถาม หากมีการฝ่าฝืนบทบัญญัติที่คุ้มครองผู้เยาว์ ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร

คำตอบ

เมื่อมีการฝ่าฝืนบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้เยาว์ โดยเฉพาะกรณีที่กฎหมายบัญญัติเป็นข้อห้ามอย่างชัดแจ้ง ผลทางกฎหมายย่อมต้องพิจารณาตามลักษณะของบทบัญญัตินั้น ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องมีลักษณะเป็นข้อห้ามโดยตรง และมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์อย่างเข้มงวด การฝ่าฝืนจึงส่งผลให้การกระทำดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ไม่ใช่เพียงทำให้เกิดข้อบกพร่องที่สามารถแก้ไขภายหลังได้ หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นกลไกที่ทำให้ผู้ใช้อำนาจปกครองและบุคคลภายนอกต้องใช้ความระมัดระวังเมื่อต้องเข้าทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ มิฉะนั้นอาจสูญเสียสิทธิที่ได้มาแม้จะดำเนินการไปแล้วเป็นเวลานานก็ตาม

8 คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้รับจากคดีนี้คืออะไร

คำตอบ

หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้รับจากคดีนี้คือ การคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์มีความสำคัญเหนือความสะดวกในการดำเนินธุรกรรมของผู้ใช้อำนาจปกครองหรือบุคคลภายนอก กฎหมายจึงกำหนดกลไกให้ศาลเข้ามาตรวจสอบการจัดการทรัพย์สินบางประเภทของผู้เยาว์ก่อนที่จะมีผลทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหากผู้ใช้อำนาจปกครองนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือดำเนินการโดยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด นิติกรรมดังกล่าวย่อมไม่มีผลใช้บังคับ แม้จะมีความยินยอมของผู้เยาว์หรือมีผู้รับโอนโดยสุจริตก็ตาม แนววินิจฉัยนี้จึงตอกย้ำบทบาทของศาลในฐานะกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของผู้เยาว์มิให้ถูกกระทบกระเทือนจากการกระทำของบุคคลอื่น

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12115/2555 

การทำนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุทำขณะที่โจทก์ทั้งสองยังเป็นผู้เยาว์อยู่ ได้กระทำลงโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 1574 (11) นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะทันที และยังเป็นกิจการที่ประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล กิจการนั้นย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1575 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุเกิดขึ้นเลย สิทธิการเช่าดังกล่าวยังคงเป็นของโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยรับโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวไว้ แม้จะอ้างว่า รับโอนโดยสุจริตก็หามีผลทำให้จำเลยกลับมีสิทธิตามนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวไม่ และเป็นกรณีมิใช่โมฆียกรรม ไม่อาจให้สัตยาบันหรือบอกล้างนิติกรรมได้

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้สัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุและการโอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุแปลงหมายเลข ชร.360 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระหว่างนางบัวเรียวกับจำเลย ในวันที่ 4 และ 19 สิงหาคม 2540 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุแปลงหมายเลข ชร.360 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยให้จำเลยยื่นคำร้องขอถอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุดังกล่าวต่อสำนักงานธนารักษ์จังหวัดเชียงรายโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียม หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า สัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ และการโอน กับการรับโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชร.360 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระหว่างนางบัวเรียวกับจำเลย เมื่อวันที่ 4 และ 19 สิงหาคม 2540 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชร.360 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 470 ตารางวา ของจำเลย โดยให้จำเลยยื่นคำร้องขอถอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุดังกล่าว ต่อสำนักงานธนารักษ์จังหวัดเชียงราย โดยชำระค่าธรรมเนียมการถอนสิทธิการเช่าด้วยตัวจำเลยเองหากจำเลยไม่ดำเนินการขอถอนสิทธิให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 บัญญัติว่า "ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้" ดังนั้น สิทธิการเช่าจึงเป็นทรัพย์สิน และเป็นสิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่ง ซึ่งตกอยู่ภายใต้การบังคับคดีตามกฎหมาย จึงอาจจำหน่ายจ่ายโอนแก่บุคคลอื่นได้เพื่อได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าแทนตน สิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 จึงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะนั้น และตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติมาตรา 1574 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันเป็นมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ ซึ่งผู้เยาว์นั้นต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของผู้ใช้อำนาจปกครอง อันได้แก่ บิดาและ/หรือมารดา ในบทมาตราดังกล่าวนี้บัญญัติว่า "...ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต..." และมีอนุมาตราแสดงการกระทำที่ต้องห้ามไว้สิบสามอนุมาตรา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติมาตราดังกล่าวเป็นบทเคร่งครัดที่จะต้องปฏิบัติตาม ลักษณะที่เป็นบทเคร่งครัดของมาตรา 1574 ประกอบกับการเป็นบทบัญญัติที่ห้ามกระทำไว้อย่างชัดแจ้งนั้น ทำให้นิติกรรมใดที่ได้กระทำลงโดยฝ่าฝืน คือ หากเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1574 (1) ถึง (13) แล้ว นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะทันที ตามมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า "การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย...การนั้นเป็นโมฆะ" และการที่นางบัวเรียวในฐานะผู้ปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะนั้นทำนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 ที่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลอนุญาตให้กระทำการเช่นนั้นได้ โดยการนำสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 ของโจทก์ทั้งสองโอนให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้ที่นางบัวเรียวเป็นหนี้จำเลยเกี่ยวกับการซื้อขายพลอยโดยตีราคาสิทธิการเช่าดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 3,000,000 บาท นั้น เป็นการทำนิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (11) นั่นคือ นำทรัพย์สินไปแสวงหาผลประโยชน์นอกจากในกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1598/4 (1) (2) หรือ (3) เมื่อนางบัวเรียวผู้แทนโดยชอบธรรมต้องห้ามโดยกฎหมายมิให้ทำนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 แทนโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะนั้นโดยลำพังแล้ว จะถือว่าการที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ยินยอมให้นางบัวเรียวผู้แทนโดยชอบธรรมทำนิติกรรมดังกล่าวมีผลว่านางบัวเรียว ผู้แทนโดยชอบธรรมทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน หาเป็นเช่นนั้นไม่ หากกรณีดังกล่าวสามารถทำเช่นนั้นได้ก็เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องขออนุญาตจากศาล และเป็นการผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังนั้น การทำนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 ตามสำเนาแบบคำร้องขอโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ และสำเนาบันทึกข้อความที่ทำขณะที่โจทก์ทั้งสองยังเป็นผู้เยาว์อยู่ ได้กระทำลงโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 1574 (11) นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะทันทีตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น นอกจากนี้ยังเป็นกิจกรรมที่ประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล กิจการนั้นย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1575 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 เกิดขึ้นเลย สิทธิการเช่าดังกล่าวยังคงเป็นของโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยรับโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวไว้ แม้จะอ้างว่ารับโอนโดยสุจริตก็หามีผลทำให้จำเลยกลับมีสิทธิตามนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวไม่ และป็นกรณีมิใช่โมฆียกรรม ไม่อาจให้สัตยาบันหรือบอกล้างนิติกรรมได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ผู้ปกครองนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปชำระหนี้ของตนเองได้หรือไม่ และผู้รับโอนที่สุจริตจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุเป็นทรัพย์สินของผู้เยาว์ การที่ผู้แทนโดยชอบธรรมนำสิทธิการเช่าดังกล่าวไปโอนให้บุคคลอื่นเพื่อชำระหนี้ของตนเอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติที่คุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์




คดีครอบครัว

บุตรมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการขายที่ดินมรดกที่มารดาขายให้บุคคลภายนอกหรือไม่ เมื่อกฎหมายห้ามฟ้องบุพการีโดยตรง article
การเพิกถอนการสมรสที่ทำในนามผู้ตาย การสมรสโมฆะเพราะผู้ตายหมดสภาพบุคคล, ผู้ตายไม่อาจทำการสมรส (ฎีกา 1541/2568)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนทรัพย์(ฎีกา 6926/2560)