
| สิทธิของบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วในการฟ้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ เมื่อกระทบสิทธิรับมรดกโดยตรง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วในฐานะทายาทโดยธรรม และสิทธิที่จะขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนของบิดากับหญิงอีกคนหนึ่งเป็นโมฆะ เมื่อสถานะคู่สมรสดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อส่วนแบ่งในกองมรดกของบุตร ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าการสมรสครั้งหลังฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องการสมรสซ้อนหรือไม่ แต่ยังอยู่ที่ว่าบุตรซึ่งไม่ได้เป็นคู่สมรสจะถือเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเสมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรม เมื่อหญิงที่จดทะเบียนสมรสกับบิดายังคงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายตราบเท่าที่ยังไม่มีคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ หญิงดังกล่าวจึงยังมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิในกองมรดก ส่งผลให้ส่วนแบ่งมรดกของบุตรลดลงโดยตรง บุตรจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซึ่งฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องการสมรสซ้อนเป็นโมฆะได้ สาระสำคัญที่สุดของคดี บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานเสมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรม บิดาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยทั้งที่ยังมีคู่สมรสเดิมอยู่ จึงเป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องการสมรสซ้อน ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ จำเลยยังคงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย สถานะดังกล่าวทำให้จำเลยมีสิทธิในกองมรดกและทำให้ส่วนแบ่งมรดกของโจทก์ลดลง โจทก์จึงได้รับผลกระทบต่อสิทธิในกองมรดกโดยตรง โจทก์จึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่ขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้ คำถามที่น่าสนใจ 1. บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วมีสิทธิรับมรดกของบิดาหรือไม่ 2. บุตรสามารถฟ้องให้การสมรสซ้อนของบิดากับบุคคลอื่นเป็นโมฆะได้หรือไม่ 3. เหตุใดสถานะคู่สมรสของจำเลยจึงกระทบส่วนแบ่งมรดกของบุตรโดยตรง ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท โจทก์เป็นบุตรของบิดากับมารดาซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก่อนมาอยู่กินกับมารดาของโจทก์ บิดาโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงอีกคนหนึ่งเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2524 และไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาวันที่ 4 กันยายน 2529 บิดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลย ทั้งที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากับคู่สมรสเดิม ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2564 บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบิดาได้รับรองโจทก์แล้ว โดยให้โจทก์เรียกว่าบิดา ให้ใช้นามสกุล ระบุชื่อโจทก์ในทะเบียนบ้านว่าเป็นบุตร และให้การอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษา ภายหลังการเสียชีวิตของบิดา ศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2565 ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของบิดาโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างบิดากับจำเลยเป็นโมฆะ เนื่องจากในขณะจดทะเบียนสมรสกับจำเลย บิดายังคงมีคู่สมรสเดิมอยู่ ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่ว่า โจทก์ซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว จะถือเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของบิดากับจำเลยเป็นโมฆะได้หรือไม่ คำวินิจฉัยและหลักกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของโจทก์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 กำหนดผลทางกฎหมายแก่บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว โดยให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเสมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ได้รับการรับรองจากบิดาตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ โจทก์จึงมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1) มีสิทธิได้รับมรดกของบิดา สถานะดังกล่าวมีความสำคัญต่อการพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ เพราะโจทก์ไม่ได้อ้างเพียงความสัมพันธ์ในฐานะบุตร แต่มีสิทธิในกองมรดกของบิดาที่กฎหมายรับรองโดยตรง ในขณะที่บิดาจดทะเบียนสมรสกับจำเลย บิดายังคงเป็นคู่สมรสของหญิงที่จดทะเบียนสมรสไว้ก่อนแล้ว การจดทะเบียนสมรสกับจำเลยจึงฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 อย่างไรก็ตาม การที่การสมรสมีเหตุแห่งความเป็นโมฆะไม่ได้หมายความว่าสถานะของการสมรสจะถูกปฏิบัติเสมือนว่าไม่มีอยู่โดยทันทีในกรณีนี้ เพราะเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าการสมรสของบิดากับจำเลยเป็นโมฆะ ต้องถือว่าการสมรสดังกล่าวยังมีอยู่ ผลสำคัญคือจำเลยยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดา และเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 วรรคสอง จำเลยจึงมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย และได้อาศัยสถานะดังกล่าวยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 จนศาลมีคำสั่งอนุญาต เหตุที่โจทก์เป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสีย หัวใจของคำวินิจฉัยอยู่ที่ผลกระทบจากสถานะของจำเลยต่อสิทธิรับมรดกของโจทก์ ตราบใดที่จำเลยยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดา จำเลยย่อมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในกองมรดกเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตามมาตรา 1635 (1) การมีจำเลยเข้ามาร่วมรับส่วนแบ่งในกองมรดกจึงทำให้สิทธิและส่วนแบ่งมรดกของโจทก์ลดลงโดยตรง ผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้นนับแต่บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นเวลาก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดี นอกจากนี้ มาตรา 1499 วรรคสอง กำหนดผลของการสมรสที่เป็นโมฆะตามมาตรา 1452 ในส่วนสิทธิรับมรดก กล่าวคือ การสมรสที่เป็นโมฆะดังกล่าวไม่ทำให้คู่สมรสเกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม ดังนั้น การวินิจฉัยว่าการสมรสของบิดากับจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่จึงมีผลโดยตรงต่อการกำหนดว่าจำเลยจะมีสิทธิรับมรดกในฐานะคู่สมรสหรือไม่ และย่อมสัมพันธ์โดยตรงกับจำนวนส่วนแบ่งมรดกที่โจทก์จะได้รับ เมื่อโจทก์เป็นทั้งผู้ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ในกองมรดกจากการดำรงอยู่ของสถานะภริยาชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โจทก์จึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1497 และมีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของบิดากับจำเลยซึ่งฝ่าฝืนมาตรา 1452 เป็นโมฆะ ศาลฎีกายังวินิจฉัยด้วยว่า การดำเนินคดีของโจทก์ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นบุตรไม่ได้มีส่วนร่วมในการสมรสซ้อนของบิดา วิเคราะห์หลักกฎหมายและความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายครอบครัวกับกฎหมายมรดก คดีนี้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างสถานะบุคคลตามกฎหมายครอบครัวกับสิทธิในกองมรดก การมีหรือไม่มีสถานะคู่สมรสไม่ได้มีผลเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา แต่ยังมีผลต่อการกำหนดตัวบุคคลที่เป็นทายาทโดยธรรมและสัดส่วนการแบ่งมรดกเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย มาตรา 1452 เป็นหลักห้ามบุคคลจดทะเบียนสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่แล้ว เมื่อมีการสมรสฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว การสมรสย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 มาตรา 1497 มีความสำคัญต่อคดีเพราะเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ ประเด็นจึงต้องพิจารณาว่าบุคคลใดมีส่วนได้เสียเพียงพอที่จะขอให้ศาลวินิจฉัยสถานะดังกล่าว ศาลฎีกาพิจารณาความเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากผลทางกฎหมายที่เกิดแก่สิทธิของโจทก์อย่างเป็นรูปธรรม มิได้พิจารณาเพียงว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกการสมรสหรือไม่ได้เป็นคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1627 ประกอบมาตรา 1629 (1) และการคงอยู่ของสถานะคู่สมรสของจำเลยทำให้จำเลยเข้ามามีสิทธิแบ่งมรดกตามมาตรา 1629 วรรคสอง และมาตรา 1635 (1) สิทธิของโจทก์จึงได้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนมาตรา 1499 วรรคสองมีความสำคัญในด้านผลของความเป็นโมฆะ เพราะการสมรสที่เป็นโมฆะเนื่องจากฝ่าฝืนมาตรา 1452 ไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมแก่คู่สมรส การพิจารณาบทบัญญัติเหล่านี้ร่วมกันจึงทำให้เห็นว่า การขอให้ศาลพิพากษาแสดงความเป็นโมฆะของการสมรสในคดีนี้มิใช่เรื่องสถานะครอบครัวโดยลำพัง แต่เป็นการใช้สิทธิเพื่อให้สถานะทางกฎหมายของบุคคลสอดคล้องกับสิทธิในกองมรดกที่กฎหมายกำหนด ส่วนมาตรา 1713 ปรากฏในคดีเนื่องจากจำเลยอาศัยฐานะผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกและศาลมีคำสั่งอนุญาต ข้อเท็จจริงนี้ยิ่งแสดงให้เห็นผลทางกฎหมายที่เกิดจากการดำรงอยู่ของสถานะคู่สมรสของจำเลยอย่างเป็นรูปธรรม แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิทธิรับมรดกในการพิจารณาความเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสีย เมื่อสถานะการสมรสของบุคคลหนึ่งทำให้อีกบุคคลหนึ่งได้รับส่วนแบ่งมรดกลดลง ผู้ที่ถูกกระทบสิทธิโดยตรงย่อมมีส่วนได้เสียที่จะขอให้ศาลวินิจฉัยความเป็นโมฆะของการสมรสนั้น สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างบิดาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ และเมื่อคดีถึงที่สุดให้แจ้งนายทะเบียนสำนักทะเบียนอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสตามมาตรา 1497/1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์เป็นทายาทโดยธรรมและได้รับผลกระทบต่อส่วนแบ่งมรดกโดยตรงจากการที่จำเลยยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1497 และการฟ้องไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต พิพากษากลับให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักสำคัญว่า ความเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะต้องพิจารณาจากผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลนั้นโดยตรง มิได้จำกัดเฉพาะบุคคลที่เป็นคู่สมรส บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานเสมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1627 และเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1) เมื่อสถานะคู่สมรสของบุคคลอื่นทำให้บุคคลนั้นเข้ามาร่วมรับมรดกและทำให้ส่วนแบ่งของบุตรลดลง บุตรย่อมมีส่วนได้เสียในผลแห่งการสมรสนั้นโดยตรง การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 เป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงความเป็นโมฆะ ในคดีนี้จำเลยยังคงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและสามารถอาศัยสถานะดังกล่าวเข้าสู่ความสัมพันธ์ทางมรดกได้ ดังนั้น การพิสูจน์สถานะการสมรสจึงอาจมีความสำคัญโดยตรงต่อการกำหนดตัวทายาท ส่วนแบ่งมรดก และฐานะของบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วและเป็นทายาทโดยธรรม จะถือเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่สามารถขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนของบิดาเป็นโมฆะตามมาตรา 1497 ได้หรือไม่ เมื่อการดำรงอยู่ของสถานะคู่สมรสของจำเลยมีผลทำให้ส่วนแบ่งมรดกของบุตรลดลง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ มาตรา 1452 มาตรา 1495 มาตรา 1497 มาตรา 1499 วรรคสอง มาตรา 1627 มาตรา 1629 มาตรา 1635 (1) และมาตรา 1713 คำสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ การจดทะเบียนสมรสในขณะที่บุคคลยังมีคู่สมรสเดิมอยู่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โดยผลของความเป็นโมฆะมีความสำคัญต่อสิทธิรับมรดกของผู้ที่อ้างสถานะคู่สมรส บุคคลผู้มีส่วนได้เสีย บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วเป็นทายาทโดยธรรม เมื่อสถานะคู่สมรสของจำเลยทำให้จำเลยมีสิทธิแบ่งมรดกและทำให้ส่วนแบ่งของบุตรลดลง บุตรจึงเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงและเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วมีสิทธิรับมรดกของบิดาหรือไม่ คำตอบ มีสิทธิ เพราะมาตรา 1627 ให้ถือว่าบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดานเสมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1) และมีสิทธิได้รับมรดกของบิดา 2. คำถาม การที่บิดาจดทะเบียนสมรสใหม่ทั้งที่ยังมีคู่สมรสเดิมอยู่มีผลอย่างไร คำตอบ เป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แต่ในคดีนี้ เมื่อยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ ต้องถือว่าการสมรสนั้นยังมีอยู่ จำเลยจึงยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรม 3. คำถาม เหตุใดบุตรจึงมีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของบิดาเป็นโมฆะ คำตอบ เพราะบุตรเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิในกองมรดก เมื่อจำเลยมีฐานะเป็นคู่สมรส จำเลยย่อมเข้ามามีสิทธิรับส่วนแบ่งมรดก ทำให้ส่วนแบ่งของบุตรลดลงโดยตรง บุตรจึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1497 4. คำถาม การฟ้องให้การสมรสซ้อนของบิดาเป็นโมฆะถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ คำตอบ ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์ซึ่งเป็นบุตรไม่ได้มีส่วนร่วมในการสมรสซ้อนของบิดา และโจทก์ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในกองมรดกจากการที่จำเลยยังคงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดา ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2984/2569 โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 จึงเป็นทายาทโดยธรรม ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาโจทก์ตามมาตรา 1629 (1) ในขณะที่บิดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้น บิดาโจทก์ยังเป็นคู่สมรสของ ส. ซึ่งต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แต่เมื่อยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าการสมรสของบิดาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ต้องถือว่าการสมรสระหว่างบิดาโจทก์กับจำเลยยังมีอยู่ จำเลยจึงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมของบิดาโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 วรรคสอง จำเลยย่อมมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของบิดาโจทก์ ซึ่งจำเลยใช้สิทธิดังกล่าวในการยื่น คำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของบิดาโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 จนศาลมีคำสั่งอนุญาต ดังนั้น ตราบใดที่จำเลยยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ ย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ในกองมรดกของบิดาโจทก์ลดลง เพราะจำเลยจะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1635 (1) อันเป็นผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของโจทก์ในการรับมรดกของบิดาโจทก์นับแต่บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายอันเป็นระยะเวลาก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบกับการสมรสที่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 ไม่ทำให้คู่สมรสเกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1499 วรรคสอง เมื่อโจทก์เป็นผู้ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ในกองมรดกของบิดาโจทก์จากการมีจำเลยอยู่ในฐานะภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ โจทก์จึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของ บิดาโจทก์กับจำเลยที่ฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1452 เป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1497 โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. กับจำเลยตกเป็นโมฆะ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. กับนาง อ. จำเลย ตามทะเบียนการสมรสสำนักทะเบียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา เลขทะเบียนที่ XXX/15022 ลงวันที่ 4 กันยายน 2529 เป็นโมฆะ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้แจ้งนายทะเบียนสำนักทะเบียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497/1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรของนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. กับนาง จ. ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก่อนที่บิดาโจทก์จะมาอยู่กินฉันสามีภริยากับมารดาโจทก์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2524 บิดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับนางสาวหรือนาง ส. โดยไม่มีบุตรด้วยกัน ครั้นวันที่ 4 กันยายน 2529 บิดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลย โดยบิดาโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากับนางสาวหรือนาง ส. วันที่ 22 มกราคม 2564 บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว เพราะบิดาโจทก์ให้โจทก์เรียกว่าบิดาและให้ใช้นามสกุล ระบุชื่อโจทก์ในทะเบียนบ้านว่าเป็นบุตร และให้การอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษา วันที่ 31 ตุลาคม 2565 ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามคดีหมายเลขแดงที่ พE519/2565 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. บิดาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 จึงเป็นทายาทโดยธรรม ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาโจทก์ตามมาตรา 1629 (1) ในขณะที่บิดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้น บิดาโจทก์ยังเป็นคู่สมรสของนางสาวหรือนาง ส. ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แต่เมื่อยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าการสมรสของบิดาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ต้องถือว่าการสมรสระหว่างบิดาโจทก์กับจำเลยยังมีอยู่ จำเลยจึงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมของบิดาโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 วรรคสอง จำเลยย่อมมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของบิดาโจทก์ ซึ่งจำเลยใช้สิทธิดังกล่าวในการยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของบิดาโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 จนศาลมีคำสั่งอนุญาต ดังนั้น ตราบใดที่จำเลยยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ ย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ในกองมรดกของบิดาโจทก์ลดลง เพราะจำเลยจะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 (1) อันเป็นผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของโจทก์ในการรับมรดกของบิดาโจทก์นับแต่บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายอันเป็นระยะเวลาก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบกับการสมรสที่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ไม่ทำให้คู่สมรสเกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1499 วรรคสอง เมื่อโจทก์เป็นผู้ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ในกองมรดกของบิดาโจทก์จากการมีจำเลยอยู่ในฐานะภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ โจทก์จึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของบิดาโจทก์กับจำเลยที่ฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 เป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1497 และกรณีไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์ซึ่งเป็นบุตรไม่ได้มีส่วนร่วมในการสมรสซ้อนของบิดาโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่เป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. บิดาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ และพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
|




