ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิของบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วในการฟ้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ เมื่อกระทบสิทธิรับมรดกโดยตรง article

บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วมีสิทธิรับมรดก, บุตรฟ้องให้การสมรสซ้อนของบิดาเป็นโมฆะ, ผู้มีส่วนได้เสียฟ้องการสมรสเป็นโมฆะ, สิทธิของบุตรนอกกฎหมายในกองมรดก, การสมรสซ้อนมีผลต่อสิทธิรับมรดก, คู่สมรสจากการสมรสซ้อนมีสิทธิรับมรดกหรือไม่, บุตรนอกกฎหมายเป็นทายาทโดยธรรม, สิทธิของบุตรในการฟ้องคดีสมรสซ้อน, การแบ่งมรดกระหว่างบุตรและคู่สมรส, ผู้จัดการมรดกจากการสมรสซ้อน, การสมรสฝ่าฝืนกฎหมายเป็นโมฆะ, ผลของการสมรสเป็นโมฆะต่อมรดก, การสมรสเป็นโมฆะ,  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วในฐานะทายาทโดยธรรม และสิทธิที่จะขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนของบิดากับหญิงอีกคนหนึ่งเป็นโมฆะ เมื่อสถานะคู่สมรสดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อส่วนแบ่งในกองมรดกของบุตร ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าการสมรสครั้งหลังฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องการสมรสซ้อนหรือไม่ แต่ยังอยู่ที่ว่าบุตรซึ่งไม่ได้เป็นคู่สมรสจะถือเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลได้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเสมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรม เมื่อหญิงที่จดทะเบียนสมรสกับบิดายังคงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายตราบเท่าที่ยังไม่มีคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ หญิงดังกล่าวจึงยังมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิในกองมรดก ส่งผลให้ส่วนแบ่งมรดกของบุตรลดลงโดยตรง บุตรจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซึ่งฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องการสมรสซ้อนเป็นโมฆะได้ 

สาระสำคัญที่สุดของคดี

บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานเสมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรม

บิดาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยทั้งที่ยังมีคู่สมรสเดิมอยู่ จึงเป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องการสมรสซ้อน

ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ จำเลยยังคงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย

สถานะดังกล่าวทำให้จำเลยมีสิทธิในกองมรดกและทำให้ส่วนแบ่งมรดกของโจทก์ลดลง

โจทก์จึงได้รับผลกระทบต่อสิทธิในกองมรดกโดยตรง

โจทก์จึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่ขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้

คำถามที่น่าสนใจ

1. บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วมีสิทธิรับมรดกของบิดาหรือไม่

2. บุตรสามารถฟ้องให้การสมรสซ้อนของบิดากับบุคคลอื่นเป็นโมฆะได้หรือไม่

3. เหตุใดสถานะคู่สมรสของจำเลยจึงกระทบส่วนแบ่งมรดกของบุตรโดยตรง

ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท

โจทก์เป็นบุตรของบิดากับมารดาซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก่อนมาอยู่กินกับมารดาของโจทก์ บิดาโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงอีกคนหนึ่งเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2524 และไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาวันที่ 4 กันยายน 2529 บิดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลย ทั้งที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากับคู่สมรสเดิม

ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2564 บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบิดาได้รับรองโจทก์แล้ว โดยให้โจทก์เรียกว่าบิดา ให้ใช้นามสกุล ระบุชื่อโจทก์ในทะเบียนบ้านว่าเป็นบุตร และให้การอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษา

ภายหลังการเสียชีวิตของบิดา ศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2565 ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของบิดาโจทก์

โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างบิดากับจำเลยเป็นโมฆะ เนื่องจากในขณะจดทะเบียนสมรสกับจำเลย บิดายังคงมีคู่สมรสเดิมอยู่

ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่ว่า โจทก์ซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว จะถือเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของบิดากับจำเลยเป็นโมฆะได้หรือไม่

คำวินิจฉัยและหลักกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของโจทก์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 กำหนดผลทางกฎหมายแก่บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว โดยให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเสมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อโจทก์ได้รับการรับรองจากบิดาตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ โจทก์จึงมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1) มีสิทธิได้รับมรดกของบิดา

สถานะดังกล่าวมีความสำคัญต่อการพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ เพราะโจทก์ไม่ได้อ้างเพียงความสัมพันธ์ในฐานะบุตร แต่มีสิทธิในกองมรดกของบิดาที่กฎหมายรับรองโดยตรง

ในขณะที่บิดาจดทะเบียนสมรสกับจำเลย บิดายังคงเป็นคู่สมรสของหญิงที่จดทะเบียนสมรสไว้ก่อนแล้ว การจดทะเบียนสมรสกับจำเลยจึงฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495

อย่างไรก็ตาม การที่การสมรสมีเหตุแห่งความเป็นโมฆะไม่ได้หมายความว่าสถานะของการสมรสจะถูกปฏิบัติเสมือนว่าไม่มีอยู่โดยทันทีในกรณีนี้ เพราะเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าการสมรสของบิดากับจำเลยเป็นโมฆะ ต้องถือว่าการสมรสดังกล่าวยังมีอยู่

ผลสำคัญคือจำเลยยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดา และเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 วรรคสอง

จำเลยจึงมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย และได้อาศัยสถานะดังกล่าวยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 จนศาลมีคำสั่งอนุญาต

เหตุที่โจทก์เป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสีย

หัวใจของคำวินิจฉัยอยู่ที่ผลกระทบจากสถานะของจำเลยต่อสิทธิรับมรดกของโจทก์

ตราบใดที่จำเลยยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดา จำเลยย่อมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในกองมรดกเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตามมาตรา 1635 (1)

การมีจำเลยเข้ามาร่วมรับส่วนแบ่งในกองมรดกจึงทำให้สิทธิและส่วนแบ่งมรดกของโจทก์ลดลงโดยตรง ผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้นนับแต่บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นเวลาก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดี

นอกจากนี้ มาตรา 1499 วรรคสอง กำหนดผลของการสมรสที่เป็นโมฆะตามมาตรา 1452 ในส่วนสิทธิรับมรดก กล่าวคือ การสมรสที่เป็นโมฆะดังกล่าวไม่ทำให้คู่สมรสเกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม

ดังนั้น การวินิจฉัยว่าการสมรสของบิดากับจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่จึงมีผลโดยตรงต่อการกำหนดว่าจำเลยจะมีสิทธิรับมรดกในฐานะคู่สมรสหรือไม่ และย่อมสัมพันธ์โดยตรงกับจำนวนส่วนแบ่งมรดกที่โจทก์จะได้รับ

เมื่อโจทก์เป็นทั้งผู้ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ในกองมรดกจากการดำรงอยู่ของสถานะภริยาชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โจทก์จึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1497 และมีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของบิดากับจำเลยซึ่งฝ่าฝืนมาตรา 1452 เป็นโมฆะ

ศาลฎีกายังวินิจฉัยด้วยว่า การดำเนินคดีของโจทก์ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นบุตรไม่ได้มีส่วนร่วมในการสมรสซ้อนของบิดา

วิเคราะห์หลักกฎหมายและความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายครอบครัวกับกฎหมายมรดก

คดีนี้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างสถานะบุคคลตามกฎหมายครอบครัวกับสิทธิในกองมรดก การมีหรือไม่มีสถานะคู่สมรสไม่ได้มีผลเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา แต่ยังมีผลต่อการกำหนดตัวบุคคลที่เป็นทายาทโดยธรรมและสัดส่วนการแบ่งมรดกเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย

มาตรา 1452 เป็นหลักห้ามบุคคลจดทะเบียนสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่แล้ว เมื่อมีการสมรสฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว การสมรสย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 1495

มาตรา 1497 มีความสำคัญต่อคดีเพราะเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ ประเด็นจึงต้องพิจารณาว่าบุคคลใดมีส่วนได้เสียเพียงพอที่จะขอให้ศาลวินิจฉัยสถานะดังกล่าว

ศาลฎีกาพิจารณาความเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากผลทางกฎหมายที่เกิดแก่สิทธิของโจทก์อย่างเป็นรูปธรรม มิได้พิจารณาเพียงว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกการสมรสหรือไม่ได้เป็นคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1627 ประกอบมาตรา 1629 (1) และการคงอยู่ของสถานะคู่สมรสของจำเลยทำให้จำเลยเข้ามามีสิทธิแบ่งมรดกตามมาตรา 1629 วรรคสอง และมาตรา 1635 (1) สิทธิของโจทก์จึงได้รับผลกระทบโดยตรง

ส่วนมาตรา 1499 วรรคสองมีความสำคัญในด้านผลของความเป็นโมฆะ เพราะการสมรสที่เป็นโมฆะเนื่องจากฝ่าฝืนมาตรา 1452 ไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมแก่คู่สมรส

การพิจารณาบทบัญญัติเหล่านี้ร่วมกันจึงทำให้เห็นว่า การขอให้ศาลพิพากษาแสดงความเป็นโมฆะของการสมรสในคดีนี้มิใช่เรื่องสถานะครอบครัวโดยลำพัง แต่เป็นการใช้สิทธิเพื่อให้สถานะทางกฎหมายของบุคคลสอดคล้องกับสิทธิในกองมรดกที่กฎหมายกำหนด

ส่วนมาตรา 1713 ปรากฏในคดีเนื่องจากจำเลยอาศัยฐานะผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกและศาลมีคำสั่งอนุญาต ข้อเท็จจริงนี้ยิ่งแสดงให้เห็นผลทางกฎหมายที่เกิดจากการดำรงอยู่ของสถานะคู่สมรสของจำเลยอย่างเป็นรูปธรรม

แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิทธิรับมรดกในการพิจารณาความเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสีย เมื่อสถานะการสมรสของบุคคลหนึ่งทำให้อีกบุคคลหนึ่งได้รับส่วนแบ่งมรดกลดลง ผู้ที่ถูกกระทบสิทธิโดยตรงย่อมมีส่วนได้เสียที่จะขอให้ศาลวินิจฉัยความเป็นโมฆะของการสมรสนั้น

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างบิดาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ และเมื่อคดีถึงที่สุดให้แจ้งนายทะเบียนสำนักทะเบียนอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสตามมาตรา 1497/1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์เป็นทายาทโดยธรรมและได้รับผลกระทบต่อส่วนแบ่งมรดกโดยตรงจากการที่จำเลยยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1497 และการฟ้องไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต พิพากษากลับให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้วางหลักสำคัญว่า ความเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะต้องพิจารณาจากผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลนั้นโดยตรง มิได้จำกัดเฉพาะบุคคลที่เป็นคู่สมรส

บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานเสมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1627 และเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1) เมื่อสถานะคู่สมรสของบุคคลอื่นทำให้บุคคลนั้นเข้ามาร่วมรับมรดกและทำให้ส่วนแบ่งของบุตรลดลง บุตรย่อมมีส่วนได้เสียในผลแห่งการสมรสนั้นโดยตรง

การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 เป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงความเป็นโมฆะ ในคดีนี้จำเลยยังคงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและสามารถอาศัยสถานะดังกล่าวเข้าสู่ความสัมพันธ์ทางมรดกได้

ดังนั้น การพิสูจน์สถานะการสมรสจึงอาจมีความสำคัญโดยตรงต่อการกำหนดตัวทายาท ส่วนแบ่งมรดก และฐานะของบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วและเป็นทายาทโดยธรรม จะถือเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่สามารถขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนของบิดาเป็นโมฆะตามมาตรา 1497 ได้หรือไม่ เมื่อการดำรงอยู่ของสถานะคู่สมรสของจำเลยมีผลทำให้ส่วนแบ่งมรดกของบุตรลดลง

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ มาตรา 1452 มาตรา 1495 มาตรา 1497 มาตรา 1499 วรรคสอง มาตรา 1627 มาตรา 1629 มาตรา 1635 (1) และมาตรา 1713

คำสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้

การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ

การจดทะเบียนสมรสในขณะที่บุคคลยังมีคู่สมรสเดิมอยู่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โดยผลของความเป็นโมฆะมีความสำคัญต่อสิทธิรับมรดกของผู้ที่อ้างสถานะคู่สมรส

บุคคลผู้มีส่วนได้เสีย

บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วเป็นทายาทโดยธรรม เมื่อสถานะคู่สมรสของจำเลยทำให้จำเลยมีสิทธิแบ่งมรดกและทำให้ส่วนแบ่งของบุตรลดลง บุตรจึงเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงและเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วมีสิทธิรับมรดกของบิดาหรือไม่

คำตอบ

มีสิทธิ เพราะมาตรา 1627 ให้ถือว่าบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดานเสมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1) และมีสิทธิได้รับมรดกของบิดา

2. คำถาม

การที่บิดาจดทะเบียนสมรสใหม่ทั้งที่ยังมีคู่สมรสเดิมอยู่มีผลอย่างไร

คำตอบ

เป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แต่ในคดีนี้ เมื่อยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ ต้องถือว่าการสมรสนั้นยังมีอยู่ จำเลยจึงยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรม

3. คำถาม

เหตุใดบุตรจึงมีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของบิดาเป็นโมฆะ

คำตอบ

เพราะบุตรเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิในกองมรดก เมื่อจำเลยมีฐานะเป็นคู่สมรส จำเลยย่อมเข้ามามีสิทธิรับส่วนแบ่งมรดก ทำให้ส่วนแบ่งของบุตรลดลงโดยตรง บุตรจึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1497

4. คำถาม

การฟ้องให้การสมรสซ้อนของบิดาเป็นโมฆะถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่

คำตอบ

ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์ซึ่งเป็นบุตรไม่ได้มีส่วนร่วมในการสมรสซ้อนของบิดา และโจทก์ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในกองมรดกจากการที่จำเลยยังคงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดา

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2984/2569

โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 จึงเป็นทายาทโดยธรรม ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาโจทก์ตามมาตรา 1629 (1) ในขณะที่บิดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้น บิดาโจทก์ยังเป็นคู่สมรสของ ส. ซึ่งต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แต่เมื่อยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าการสมรสของบิดาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ต้องถือว่าการสมรสระหว่างบิดาโจทก์กับจำเลยยังมีอยู่ จำเลยจึงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมของบิดาโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 วรรคสอง จำเลยย่อมมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของบิดาโจทก์ ซึ่งจำเลยใช้สิทธิดังกล่าวในการยื่น คำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของบิดาโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 จนศาลมีคำสั่งอนุญาต ดังนั้น ตราบใดที่จำเลยยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ ย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ในกองมรดกของบิดาโจทก์ลดลง เพราะจำเลยจะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1635 (1) อันเป็นผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของโจทก์ในการรับมรดกของบิดาโจทก์นับแต่บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายอันเป็นระยะเวลาก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบกับการสมรสที่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 ไม่ทำให้คู่สมรสเกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1499 วรรคสอง เมื่อโจทก์เป็นผู้ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ในกองมรดกของบิดาโจทก์จากการมีจำเลยอยู่ในฐานะภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ โจทก์จึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของ บิดาโจทก์กับจำเลยที่ฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1452 เป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1497

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. กับจำเลยตกเป็นโมฆะ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. กับนาง อ. จำเลย ตามทะเบียนการสมรสสำนักทะเบียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา เลขทะเบียนที่ XXX/15022 ลงวันที่ 4 กันยายน 2529 เป็นโมฆะ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้แจ้งนายทะเบียนสำนักทะเบียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497/1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรของนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. กับนาง จ. ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก่อนที่บิดาโจทก์จะมาอยู่กินฉันสามีภริยากับมารดาโจทก์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2524 บิดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับนางสาวหรือนาง ส. โดยไม่มีบุตรด้วยกัน ครั้นวันที่ 4 กันยายน 2529 บิดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลย โดยบิดาโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากับนางสาวหรือนาง ส. วันที่ 22 มกราคม 2564 บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว เพราะบิดาโจทก์ให้โจทก์เรียกว่าบิดาและให้ใช้นามสกุล ระบุชื่อโจทก์ในทะเบียนบ้านว่าเป็นบุตร และให้การอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษา วันที่ 31 ตุลาคม 2565 ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามคดีหมายเลขแดงที่ พE519/2565 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. บิดาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 จึงเป็นทายาทโดยธรรม ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาโจทก์ตามมาตรา 1629 (1) ในขณะที่บิดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้น บิดาโจทก์ยังเป็นคู่สมรสของนางสาวหรือนาง ส. ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แต่เมื่อยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าการสมรสของบิดาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ต้องถือว่าการสมรสระหว่างบิดาโจทก์กับจำเลยยังมีอยู่ จำเลยจึงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมของบิดาโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 วรรคสอง จำเลยย่อมมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของบิดาโจทก์ ซึ่งจำเลยใช้สิทธิดังกล่าวในการยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของบิดาโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 จนศาลมีคำสั่งอนุญาต ดังนั้น ตราบใดที่จำเลยยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ ย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ในกองมรดกของบิดาโจทก์ลดลง เพราะจำเลยจะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 (1) อันเป็นผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของโจทก์ในการรับมรดกของบิดาโจทก์นับแต่บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายอันเป็นระยะเวลาก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบกับการสมรสที่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ไม่ทำให้คู่สมรสเกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1499 วรรคสอง เมื่อโจทก์เป็นผู้ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ในกองมรดกของบิดาโจทก์จากการมีจำเลยอยู่ในฐานะภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ โจทก์จึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของบิดาโจทก์กับจำเลยที่ฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 เป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1497 และกรณีไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์ซึ่งเป็นบุตรไม่ได้มีส่วนร่วมในการสมรสซ้อนของบิดาโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่เป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. บิดาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ และพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

บุตรนอกกฎหมาย  สิทธิของบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วในการฟ้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ เมื่อกระทบสิทธิรับมรดกโดยตรง  สถานะคู่สมรสที่ยังไม่ถูกศาลพิพากษาว่าเป็นโมฆะอาจทำให้ทายาทอีกคนได้รับมรดกลดลงแม้การสมรสนั้นจะฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องการสมรสซ้อน  คดีนี้บิดาของโจทก์มีคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสอยู่ก่อนแล้ว




คดีครอบครัว

สัญญาค่าเลี้ยงดูบุตรหลังบรรลุนิติภาวะใช้บังคับได้หรือไม่ และเมื่อพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงขอยุติค่าอุปการะเลี้ยงดูได้อย่างไร
การสมรสในต่างประเทศมีผลตามกฎหมายไทยหรือไม่ สิทธิของคู่สมรสในการเป็นทายาทและการได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า ศาลพิจารณาจากอะไร กำหนดจำนวนเงินอย่างไร และคดีค่าเลี้ยงดูได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมหรือไม่
ฟ้องขอผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้หรือไม่ ศาลมีอำนาจเปลี่ยนวิธีชำระหนี้จากคำพิพากษาเดิมหรือไม่ และขอบเขตการใช้มาตรา 162 เป็นอย่างไร
บุตรเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ บิดามารดาเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะได้เพียงใด และศาลจะกำหนดค่าเสียหายจากหลักเกณฑ์ใด
สามีภริยาแยกกันอยู่โดยยังไม่หย่า สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้หรือไม่ ศาลพิจารณาจากอะไรและกำหนดจำนวนเงินอย่างไร
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรลดได้หรือไม่ หากผู้จ่ายก่อหนี้ภายหลังและอ้างฐานะเปลี่ยนแปลง ศาลจะพิจารณาอย่างไรตามกฎหมายครอบครัว
มารดาของผู้ตายมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนหลานได้หรือไม่ และศาลฎีกาวางหลักอย่างไรเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายแต่ละคน
บิดาอ้างหนี้สินส่วนตัวหรือหนี้ครัวเรือนเพื่อไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่ และสามารถนำมาหักกลบลบหนี้ตามสัญญาหย่าได้เพียงใดตามหลักกฎหมายครอบครัว
คู่สมรสเสียชีวิตระหว่างฎีกาใครมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนได้ และทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวเมื่อมีทรัพย์มรดกเข้ามาเกี่ยวข้อง
สามีเป็นเจ้าของคอนโดก่อนสมรสสามารถฟ้องขับไล่ภริยาออกจากห้องชุดได้หรือไม่ เมื่อยังไม่ได้หย่าและยังมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู
ผู้อนุบาลต้องเป็นใคร เมื่อมีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ในทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถ ศาลพิจารณาจากหลักเกณฑ์ใดและคุ้มครองประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถอย่างไร
ผู้ใช้อำนาจปกครองโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้รับโอนโดยสุจริตมีสิทธิในทรัพย์สินหรือไม่
บุตรมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการขายที่ดินมรดกที่มารดาขายให้บุคคลภายนอกหรือไม่ เมื่อกฎหมายห้ามฟ้องบุพการีโดยตรง
การเพิกถอนการสมรสที่ทำในนามผู้ตาย การสมรสโมฆะเพราะผู้ตายหมดสภาพบุคคล, ผู้ตายไม่อาจทำการสมรส (ฎีกา 1541/2568)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนทรัพย์(ฎีกา 6926/2560)