ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การสมรสในต่างประเทศมีผลตามกฎหมายไทยหรือไม่ สิทธิของคู่สมรสในการเป็นทายาทและการได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก article

การสมรสในต่างประเทศมีผลตามกฎหมายไทยหรือไม่ ภริยาที่จดทะเบียนสมรสในต่างประเทศมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ หลักเกณฑ์การรับรองการสมรสตามกฎหมายไทย สิทธิของคู่สมรสในการเป็นทายาทโดยธรรม การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามกฎหมายไทย การพิสูจน์การสมรสในต่างประเทศด้วยเอกสารราชการ การใช้กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการสมรส ความเหมาะสมของผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย สิทธิของคู่สมรสที่อยู่ต่างประเทศ การรับฟังพยานเอกสารในชั้นฎีกา คัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการรับรองผลของการสมรสที่ได้จดทะเบียนในต่างประเทศ และผลของการสมรสดังกล่าวต่อสิทธิในการรับมรดกและการได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายไทย โดยประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงการพิสูจน์ว่าคู่สมรสได้จดทะเบียนสมรสกันจริงหรือไม่ แต่ยังครอบคลุมถึงการพิจารณาว่าเอกสารการสมรสที่ออกโดยหน่วยงานของต่างประเทศสามารถรับรองสถานะคู่สมรสตามกฎหมายไทยได้เพียงใด ตลอดจนการวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของผู้คัดค้านซึ่งถูกกล่าวหาว่าไม่ดูแลผู้ตายก่อนเสียชีวิต มีผลทำให้ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยบทบัญญัติว่าด้วยการสมรสในต่างประเทศ หลักกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก จนได้ข้อสรุปว่าการสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตายเป็นการสมรสที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ผู้คัดค้านจึงมีฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก และเมื่อไม่ปรากฏว่ามีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย อีกทั้งพยานหลักฐานยังแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านยังคงติดต่อสอบถามอาการของผู้ตายและแสดงความห่วงใยมาโดยตลอด แม้จะไม่ได้อยู่ดูแลผู้ตายด้วยตนเองเนื่องจากพักอาศัยอยู่ต่างประเทศ จึงสมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามกฎหมาย ทั้งยังสะท้อนหลักสำคัญว่าการพิจารณาความเหมาะสมของผู้จัดการมรดกต้องอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานโดยรอบ มิใช่อาศัยเพียงความเข้าใจหรือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับพฤติการณ์ของบุคคลฝ่ายหนึ่งเท่านั้น และยังแสดงให้เห็นถึงหลักการรับฟังพยานเอกสารที่ยื่นเพิ่มเติมในชั้นฎีกาเมื่อคู่ความอีกฝ่ายมิได้โต้แย้ง ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการค้นหาความจริงเพื่อให้การจัดการทรัพย์มรดกเป็นไปโดยถูกต้องและเป็นธรรมตามกฎหมาย.

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้แต่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยอ้างว่าผู้ตายถึงแก่ความตายและมีทรัพย์มรดกที่ต้องจัดการ ขณะที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และขอให้ศาลแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน โดยอ้างว่าผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกและมีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก

ในระหว่างการพิจารณาคดี ผู้คัดค้านนำสำเนาบันทึกการสมรสของรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมคำแปลภาษาไทย มาแสดงต่อศาล โดยเอกสารดังกล่าวระบุว่าผู้คัดค้านกับผู้ตายได้สมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดา และยังมีหนังสือรับรองจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐฟลอริดายืนยันว่าเอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาที่แท้จริงและถูกต้อง นอกจากนี้เอกสารยังแสดงว่าการสมรสครั้งก่อนของผู้คัดค้านได้สิ้นสุดลงด้วยการหย่าแล้วก่อนมีการสมรสกับผู้ตาย จึงไม่มีอุปสรรคทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานภาพสมรสของผู้คัดค้านในขณะจดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย

ผู้ร้องมิได้นำพยานหลักฐานมาหักล้างความถูกต้องของเอกสารการสมรสดังกล่าว แต่โต้แย้งในประเด็นความเหมาะสมของผู้คัดค้าน โดยอ้างว่าผู้คัดค้านไม่ได้ดูแลผู้ตายในช่วงที่ผู้ตายเจ็บป่วย ไม่เคยไปเยี่ยมรักษาพยาบาล ไม่ได้ร่วมออกค่าใช้จ่ายในการรักษา และไม่ได้เดินทางมาร่วมพิธีศพของผู้ตาย จึงเห็นว่าไม่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก

ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของผู้ร้องเองปรากฏว่า ผู้ตายกับผู้คัดค้านเคยใช้ชีวิตร่วมกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลานาน ก่อนที่ผู้ตายจะเดินทางกลับประเทศไทยและพักอาศัยกับผู้ร้องในช่วงก่อนเสียชีวิตเพียงระยะเวลาสั้น อีกทั้งผู้ร้องยอมรับว่าไม่ได้แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย ไม่ได้แจ้งเรื่องการประกอบพิธีศพ และไม่ได้แจ้งเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก จึงเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านไม่มีโอกาสเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อร่วมพิธีศพหรือดำเนินการเกี่ยวกับกองมรดกตั้งแต่ต้น

ในชั้นฎีกา ผู้คัดค้านยังแนบข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ร้อง ซึ่งเป็นเอกสารที่แสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านติดตามสอบถามอาการป่วยของผู้ตายอย่างต่อเนื่อง แสดงความห่วงใยต่อผู้ตาย และแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถเดินทางมาดูแลผู้ตายด้วยตนเองได้ เนื่องจากทั้งสองพักอาศัยอยู่ต่างประเทศเป็นเวลายาวนานและมีข้อจำกัดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่ผู้ร้องมิได้ยื่นคำแก้ฎีกาหรือโต้แย้งความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วในชั้นฎีกายังรับฟังได้ว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายและมีทรัพย์มรดกที่ต้องจัดการ ส่วนประเด็นเกี่ยวกับพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองนั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ และผู้ร้องมิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าว ทำให้ประเด็นเรื่องความสมบูรณ์ของพินัยกรรมยุติไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น เหลือเพียงประเด็นว่าผู้คัดค้านซึ่งอ้างฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพยานเอกสารเกี่ยวกับการสมรสของผู้คัดค้านมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นเอกสารราชการของรัฐฟลอริดาซึ่งได้รับการรับรองจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ และมีคำแปลประกอบอย่างถูกต้อง เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าการสมรสครั้งก่อนของผู้คัดค้านได้สิ้นสุดลงโดยการหย่าก่อนมีการสมรสกับผู้ตาย จึงรับฟังได้ว่าการสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตายเป็นการสมรสที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ผู้คัดค้านจึงมีฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

สำหรับข้อกล่าวหาที่ว่าผู้คัดค้านไม่ดูแลผู้ตายในระหว่างเจ็บป่วย ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานทั้งหมดยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าผู้คัดค้านทอดทิ้งหรือขาดความห่วงใยต่อผู้ตาย ตรงกันข้าม ข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์กลับสะท้อนให้เห็นว่าผู้คัดค้านติดตามสอบถามอาการของผู้ตายอยู่เป็นประจำ และมีความพยายามติดต่อเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและความเป็นอยู่ของผู้ตาย เพียงแต่ไม่สามารถเดินทางมาดูแลได้ด้วยตนเอง อีกทั้งผู้ร้องเองก็ไม่ได้แจ้งเหตุสำคัญหลายประการแก่ผู้คัดค้าน ทั้งเรื่องการทำพินัยกรรม การเสียชีวิต การจัดพิธีศพ และการยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก จึงไม่อาจนำเหตุที่ผู้คัดค้านไม่ได้ร่วมพิธีศพหรือไม่ได้ดูแลผู้ตายด้วยตนเองมาเป็นข้อสรุปว่าผู้คัดค้านไม่มีความเหมาะสมในการเป็นผู้จัดการมรดกได้

ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า แม้ผู้คัดค้านจะนำเอกสารข้อความสนทนามาอ้างในชั้นฎีกา แต่เมื่อผู้ร้องมิได้ยื่นคำแก้ฎีกาหรือโต้แย้งเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวประกอบการวินิจฉัยได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

เมื่อรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก และไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายในการเป็นผู้จัดการมรดก อีกทั้งการจัดการกองมรดกยังมีเหตุขัดข้องที่จำเป็นต้องแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ศาลฎีกาจึงเห็นว่าผู้คัดค้านมีคุณสมบัติครบถ้วนและมีความเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย พร้อมให้มีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด โดยแก้คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองศาลเฉพาะในส่วนดังกล่าว และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นรับฟังว่าผู้ตายถึงแก่ความตายและมีทรัพย์มรดกที่ต้องจัดการ แต่เห็นว่าพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่ผู้ร้องอ้างประกอบคำร้องทำขึ้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นพินัยกรรมที่ตกเป็นโมฆะ ส่งผลให้คำร้องขอแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีมูลเพียงพอให้ศาลอนุญาต อย่างไรก็ตาม ศาลชั้นต้นยังเห็นว่าผู้คัดค้านยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกเช่นเดียวกัน จึงมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องและยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ทำให้กองมรดกยังไม่มีผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล

2. ศาลอุทธรณ์

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยยืนยันว่าตนเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าพฤติการณ์ของผู้คัดค้านไม่เหมาะสม เนื่องจากไม่ได้ดูแลผู้ตายในระหว่างที่ผู้ตายเจ็บป่วย ไม่ได้ร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และไม่ได้เดินทางมาร่วมพิธีศพของผู้ตาย อีกทั้งเห็นว่าผู้ตายมีเจตนาประสงค์จะยกทรัพย์สินให้แก่บุคคลอื่น จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแตกต่างจากศาลล่างทั้งสองศาล โดยรับฟังว่าการสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตายซึ่งได้จดทะเบียนในรัฐฟลอริดาเป็นการสมรสที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก นอกจากนี้ยังรับฟังพยานเอกสารที่ผู้คัดค้านยื่นในชั้นฎีกาซึ่งเป็นข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เนื่องจากผู้ร้องมิได้โต้แย้งเอกสารดังกล่าว ทำให้เห็นข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านยังคงติดตามสอบถามอาการป่วยและแสดงความห่วงใยผู้ตายมาโดยตลอด การที่ผู้คัดค้านไม่ได้เดินทางมาดูแลผู้ตายหรือร่วมพิธีศพเกิดจากการที่ผู้ร้องมิได้แจ้งเหตุการณ์สำคัญให้ทราบ จึงไม่อาจถือว่าผู้คัดค้านขาดความเหมาะสมในการเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายและมีคุณสมบัติครบถ้วน ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลล่าง โดยแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า การรับรองสถานะคู่สมรสที่ได้จดทะเบียนสมรสในต่างประเทศต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายไทยเกี่ยวกับการสมรสในต่างประเทศและกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย หากการสมรสได้กระทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด ย่อมก่อให้เกิดผลสมบูรณ์และทำให้คู่สมรสมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมเช่นเดียวกับการสมรสที่จดทะเบียนในประเทศไทย การพิจารณาสถานะของบุคคลจึงต้องอาศัยพยานหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือเป็นสำคัญ มิใช่อาศัยเพียงข้อกล่าวอ้างหรือความเข้าใจของคู่ความฝ่ายหนึ่ง

การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกมิใช่การพิจารณาจากความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้ตาย แต่ต้องพิจารณาจากคุณสมบัติตามกฎหมาย ความสามารถในการจัดการกองมรดก และการไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย แม้บุคคลหนึ่งจะไม่ได้อยู่ดูแลผู้ตายอย่างใกล้ชิดในช่วงก่อนเสียชีวิต ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นขาดความเหมาะสมเสมอไป หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่ามีเหตุอันสมควรหรือมีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถดูแลผู้ตายได้ และยังคงมีความห่วงใย ติดตามสอบถาม และปฏิบัติตนในฐานะคู่สมรสโดยสุจริต ศาลย่อมต้องพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดโดยรอบอย่างเป็นธรรม

อีกหลักการสำคัญที่ปรากฏในคดีนี้คือ การค้นหาความจริงในกระบวนพิจารณาคดีต้องอาศัยการประเมินพยานหลักฐานทุกประเภทอย่างครบถ้วน หากมีพยานเอกสารที่คู่ความอีกฝ่ายมิได้โต้แย้ง ศาลสามารถรับฟังประกอบการวินิจฉัยได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งนี้เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามข้อเท็จจริงมากที่สุด และเพื่อคุ้มครองสิทธิของทายาทที่แท้จริงตามกฎหมาย

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการรับรองผลของการสมรสที่ได้จดทะเบียนในต่างประเทศว่ามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายไทยหรือไม่ และเมื่อได้รับการรับรองแล้ว คู่สมรสดังกล่าวย่อมมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมและสามารถได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้ หากไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ทั้งยังเกี่ยวข้องกับหลักการพิจารณาความเหมาะสมของผู้จัดการมรดก ซึ่งต้องวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมด มิใช่อาศัยเพียงข้อกล่าวหาหรือพฤติการณ์บางส่วนที่ไม่ครบถ้วน

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

การสมรสในต่างประเทศที่ชอบด้วยกฎหมาย

แก่นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิสูจน์ว่าการสมรสที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นการสมรสที่สมบูรณ์ตามกฎหมายไทย เมื่อมีเอกสารราชการจากต่างประเทศที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง และไม่มีพยานหลักฐานมาหักล้าง ศาลย่อมรับรองสถานะคู่สมรส ทำให้คู่สมรสมีสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทย

คุณสมบัติของผู้จัดการมรดก

ศาลวินิจฉัยว่าการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกต้องพิจารณาจากคุณสมบัติที่กฎหมายกำหนดและข้อเท็จจริงโดยรอบทั้งหมด ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่าบุคคลนั้นได้ดูแลผู้ตายก่อนเสียชีวิตหรือไม่ หากยังมีหลักฐานแสดงถึงความสัมพันธ์ ความห่วงใย และไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ย่อมสามารถได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม

การจดทะเบียนสมรสในต่างประเทศมีผลใช้บังคับตามกฎหมายไทยหรือไม่

คำตอบ

การจดทะเบียนสมรสในต่างประเทศสามารถมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายไทยได้ หากการสมรสนั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายมีสัญชาติไทย กฎหมายเปิดโอกาสให้การสมรสกระทำได้ทั้งตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดหรือกฎหมายของประเทศที่มีการจดทะเบียนสมรส เมื่อมีการแสดงเอกสารราชการจากประเทศที่จดทะเบียนสมรส พร้อมเอกสารรับรองความถูกต้องของหน่วยงานผู้มีอำนาจ และไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาหักล้าง ศาลย่อมรับฟังว่าการสมรสดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ส่งผลให้คู่สมรสมีสถานะเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและได้รับสิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมายไทย รวมถึงสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายด้วย คดีนี้แสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับพยานเอกสารราชการที่ออกโดยหน่วยงานของต่างประเทศและการรับรองความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการสมรสเป็นไปโดยชอบตามกฎหมายและไม่มีเหตุให้สงสัยในความถูกต้องของเอกสาร ศาลย่อมรับรองสถานะของคู่สมรส แม้ว่าการสมรสนั้นจะมิได้จดทะเบียนในประเทศไทยก็ตาม

2 คำถาม

ภริยาที่สมรสในต่างประเทศสามารถเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกได้หรือไม่

คำตอบ

เมื่อศาลรับรองว่าการสมรสในต่างประเทศเป็นการสมรสที่สมบูรณ์ตามกฎหมายไทย คู่สมรสย่อมมีฐานะเป็นภริยาหรือสามีโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีสิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมเช่นเดียวกับผู้ที่จดทะเบียนสมรสในประเทศไทย สิทธิในการรับมรดกมิได้ขึ้นอยู่กับสถานที่จดทะเบียนสมรส หากแต่ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของการสมรสตามหลักกฎหมายและพยานหลักฐานที่นำสืบต่อศาล คดีนี้ผู้คัดค้านสามารถนำสำเนาบันทึกการสมรสจากรัฐฟลอริดา พร้อมหนังสือรับรองความถูกต้องของเอกสารและคำแปลมาแสดงต่อศาล อีกทั้งผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานมาหักล้าง ศาลจึงรับฟังว่าผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและมีฐานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก การวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับสถานะทางกฎหมายของคู่สมรสเป็นหลัก มิใช่พิจารณาจากสถานที่ที่มีการจดทะเบียนสมรสหรือการพักอาศัยของคู่สมรสแต่เพียงอย่างเดียว

3 คำถาม

การไม่ได้ดูแลผู้ตายก่อนเสียชีวิตทำให้หมดสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่

คำตอบ

การที่บุคคลหนึ่งมิได้อยู่ดูแลผู้ตายในช่วงก่อนเสียชีวิต ไม่ใช่เหตุที่ทำให้หมดสิทธิหรือขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดกโดยอัตโนมัติ ศาลต้องพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกันว่าการไม่สามารถดูแลผู้ตายเกิดจากเหตุใด บุคคลนั้นยังคงมีความสัมพันธ์และความห่วงใยต่อผู้ตายหรือไม่ รวมทั้งต้องตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ ในคดีนี้แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าผู้คัดค้านไม่ได้ไปเยี่ยมผู้ตาย ไม่ได้ร่วมออกค่าใช้จ่ายในการรักษา และไม่ได้ร่วมพิธีศพ แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดกลับพบว่าผู้คัดค้านพักอาศัยอยู่ต่างประเทศกับผู้ตายมาเป็นเวลานาน และยังมีข้อความสนทนาที่แสดงถึงการติดตามอาการป่วยและความห่วงใยผู้ตายอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งผู้ร้องไม่ได้แจ้งการเสียชีวิต การจัดพิธีศพ และการยื่นคำร้องต่อศาลให้ผู้คัดค้านทราบ ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าผู้คัดค้านไม่มีความเหมาะสมในการเป็นผู้จัดการมรดก และยังคงมีคุณสมบัติตามกฎหมายครบถ้วน

4 คำถาม

ศาลสามารถรับฟังพยานเอกสารที่เพิ่งยื่นในชั้นฎีกาได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักแล้วการนำพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาย่อมต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่หากพยานเอกสารที่ยื่นเพิ่มเติมเป็นเอกสารที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ศาลรับฟังได้ และคู่ความอีกฝ่ายมิได้ยื่นคำแก้ฎีกาหรือโต้แย้งถึงความถูกต้องหรือความน่าเชื่อถือของเอกสารดังกล่าว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจรับฟังเอกสารนั้นประกอบการวินิจฉัยได้ คดีนี้ผู้คัดค้านแนบข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ในชั้นฎีกาเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนยังคงติดตามสอบถามอาการป่วยและแสดงความห่วงใยผู้ตายอยู่เสมอ ขณะที่ผู้ร้องมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านเอกสารดังกล่าว ศาลฎีกาจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการวินิจฉัย และนำข้อเท็จจริงจากเอกสารดังกล่าวมาประเมินร่วมกับพยานหลักฐานอื่นทั้งหมด จนได้ข้อสรุปว่าผู้คัดค้านยังมีความเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย

5 คำถาม

เมื่อศาลรับรองว่าการสมรสในต่างประเทศสมบูรณ์แล้ว ศาลยังต้องพิจารณาความเหมาะสมในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกอีกหรือไม่

คำตอบ

แม้ศาลจะรับรองว่าการสมรสในต่างประเทศเป็นการสมรสที่สมบูรณ์ตามกฎหมายไทย จนทำให้คู่สมรสมีฐานะเป็นภริยาหรือสามีโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกแล้ว แต่การแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวให้เป็นผู้จัดการมรดกยังต้องผ่านการพิจารณาเรื่องคุณสมบัติและความเหมาะสมตามกฎหมายอีกขั้นหนึ่ง ศาลจะพิจารณาว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ มีข้อเท็จจริงที่แสดงถึงการขาดความสุจริตหรือมีเหตุที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกหรือไม่ รวมทั้งจะพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกันอย่างรอบด้าน ไม่ใช่อาศัยเพียงข้อกล่าวหาของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในคดีนี้แม้ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้คัดค้านไม่ได้ดูแลผู้ตายในช่วงก่อนเสียชีวิต แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว ศาลกลับเห็นว่าผู้คัดค้านยังคงติดตามสอบถามอาการของผู้ตายผ่านการติดต่อสื่อสารเป็นประจำ และการที่ไม่ได้เดินทางกลับมาดูแลผู้ตายหรือร่วมพิธีศพก็มีสาเหตุจากข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องมิได้แจ้งข่าวการเสียชีวิตและการดำเนินการต่าง ๆ ให้ผู้คัดค้านทราบ ศาลจึงวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าผู้คัดค้านขาดความเหมาะสมในการเป็นผู้จัดการมรดก และเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลจึงมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามกฎหมาย ทั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเป็นทายาทโดยธรรมและการได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกันแต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ศาลยังต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาบริหารจัดการกองมรดกเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของทายาทและเจ้าหนี้ของกองมรดกโดยรวมอย่างเป็นธรรม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1459

มาตรา 1459 เป็นบทบัญญัติที่รับรองผลของการสมรสที่ได้กระทำในต่างประเทศ โดยกำหนดหลักสำคัญว่า หากการสมรสเกิดขึ้นระหว่างบุคคลที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย การสมรสดังกล่าวสามารถกระทำได้ทั้งตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนด หรือเป็นไปตามแบบที่กฎหมายของประเทศที่มีการสมรสกำหนดไว้ก็ได้ หลักกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่บุคคลที่พำนักหรืออาศัยอยู่ในต่างประเทศ และป้องกันมิให้การสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายของประเทศที่ทำการสมรสต้องตกเป็นโมฆะหรือไร้ผลเพียงเพราะมิได้จดทะเบียนในประเทศไทย

การพิจารณาว่าการสมรสในต่างประเทศมีผลตามกฎหมายไทยหรือไม่นั้น ศาลจะตรวจสอบว่าการสมรสเป็นไปตามแบบที่กฎหมายกำหนด มีเอกสารราชการรับรองจากหน่วยงานผู้มีอำนาจ และมีพยานหลักฐานที่สามารถยืนยันความถูกต้องของการสมรสได้หรือไม่ หากพยานหลักฐานดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือและไม่มีพยานหลักฐานฝ่ายตรงข้ามมาหักล้าง ศาลย่อมรับรองว่าการสมรสดังกล่าวสมบูรณ์ตามกฎหมาย และก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ระหว่างสามีภริยาเช่นเดียวกับการสมรสที่จดทะเบียนในประเทศไทย

คดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับสำเนาบันทึกการสมรสของรัฐฟลอริดา หนังสือรับรองจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐฟลอริดา และคำแปลภาษาไทยซึ่งยืนยันความถูกต้องของเอกสาร อีกทั้งข้อเท็จจริงยังแสดงว่าการสมรสครั้งก่อนของผู้คัดค้านได้สิ้นสุดลงด้วยการหย่าก่อนมีการสมรสกับผู้ตาย จึงไม่ปรากฏอุปสรรคเกี่ยวกับสถานภาพสมรส เมื่อผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานมาหักล้าง ศาลจึงรับฟังว่าการสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตายเป็นการสมรสที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ส่งผลให้ผู้คัดค้านมีฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและมีสิทธิในฐานะทายาทของผู้ตาย หลักกฎหมายตามมาตรานี้จึงเป็นรากฐานสำคัญของการวินิจฉัยทั้งเรื่องสถานะคู่สมรสและสิทธิในการรับมรดกในคดีนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718

มาตรา 1718 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของบุคคลผู้จะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก โดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้การบริหารจัดการกองมรดกเป็นไปอย่างสุจริต โปร่งใส และเกิดประโยชน์แก่ทายาทและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย หลักกฎหมายมิได้กำหนดว่าทายาททุกคนจะต้องได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก แต่ศาลจะต้องพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ และมีความเหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการจัดการกองมรดกหรือไม่ โดยอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบการใช้ดุลพินิจ

การพิจารณาความเหมาะสมของผู้จัดการมรดกมิใช่การตัดสินจากข้อกล่าวหาหรือความรู้สึกของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม เช่น ความสัมพันธ์กับผู้ตาย ความสามารถในการจัดการทรัพย์มรดก ความสุจริตในการดำเนินการ และการไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้นยังมีความเหมาะสม ศาลย่อมมีอำนาจแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก แม้จะมีข้อโต้แย้งจากคู่ความอีกฝ่ายก็ตาม

ในคดีนี้ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้คัดค้านมิได้ดูแลผู้ตายในระหว่างเจ็บป่วย มิได้ร่วมออกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และมิได้เดินทางมาร่วมพิธีศพ จึงไม่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก แต่ศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นว่าผู้คัดค้านกับผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยามาเป็นเวลายาวนานในประเทศสหรัฐอเมริกา อีกทั้งข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ยังแสดงว่าผู้คัดค้านติดตามสอบถามอาการป่วยและแสดงความห่วงใยผู้ตายอยู่เสมอ ส่วนการไม่ได้ร่วมพิธีศพเกิดจากการที่ผู้ร้องมิได้แจ้งข่าวการเสียชีวิตให้ทราบ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 1718 และยังมีเหตุจำเป็นต้องแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ศาลจึงเห็นว่าผู้คัดค้านมีคุณสมบัติครบถ้วนและสมควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หลักกฎหมายตามมาตรานี้จึงเน้นการใช้ดุลพินิจจากข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ มิใช่อาศัยเพียงข้อกล่าวหาหรือการคาดหมายของคู่ความ

พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20

มาตรา 20 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับรองผลของการสมรสที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในบังคับกฎหมายไทยและเกิดขึ้นในต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความแตกต่างของระบบกฎหมายระหว่างประเทศ และสร้างความแน่นอนให้แก่สถานภาพของบุคคล หลักการสำคัญคือ หากการสมรสระหว่างบุคคลที่อยู่ในบังคับกฎหมายไทย หรือระหว่างบุคคลในบังคับกฎหมายไทยกับคนต่างด้าว ได้กระทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด การสมรสดังกล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์และได้รับการรับรองตามกฎหมายไทย

เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือเพื่อคุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัวและความต่อเนื่องของสถานภาพบุคคล มิให้สิทธิของคู่สมรสหรือบุตรได้รับผลกระทบเพียงเพราะมีการจดทะเบียนสมรสในต่างประเทศ ทั้งยังช่วยให้สิทธิและหน้าที่ที่เกิดจากการสมรส เช่น สิทธิในฐานะคู่สมรส สิทธิในการรับมรดก และสิทธิทางครอบครัวอื่น ๆ ได้รับการรับรองในประเทศไทยโดยไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสมรสใหม่ หากการสมรสเดิมเป็นการสมรสที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

ในคดีนี้ศาลฎีกานำมาตรา 20 มาประกอบการวินิจฉัยร่วมกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1459 เพื่อรับรองว่าการสมรสของผู้คัดค้านกับผู้ตายซึ่งได้จดทะเบียนในรัฐฟลอริดาเป็นการสมรสที่สมบูรณ์ตามกฎหมายไทย เมื่อพยานเอกสารราชการของต่างประเทศได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง และไม่มีพยานหลักฐานมาหักล้าง ศาลจึงรับรองสถานะของผู้คัดค้านว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ผู้คัดค้านมีฐานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก และสามารถได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้เมื่อมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย หลักกฎหมายตามมาตรา 20 จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงกฎหมายไทยกับการรับรองนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ และทำให้การใช้สิทธิของบุคคลเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับหลักความมั่นคงแห่งสถานภาพบุคคลในทางกฎหมาย

บทสรุป

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการวินิจฉัยเกี่ยวกับการรับรองผลของการสมรสที่ได้จดทะเบียนในต่างประเทศ และผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นต่อสิทธิในการรับมรดกและการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก โดยศาลฎีกาให้ความสำคัญกับพยานเอกสารราชการที่ออกโดยหน่วยงานของต่างประเทศซึ่งได้รับการรับรองความถูกต้อง และเมื่อไม่ปรากฏพยานหลักฐานมาหักล้าง ย่อมรับฟังได้ว่าการสมรสดังกล่าวเป็นการสมรสที่สมบูรณ์ตามกฎหมายไทย ส่งผลให้คู่สมรสมีฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก

คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาแต่งตั้งผู้จัดการมรดกต้องอาศัยการประเมินข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกัน มิใช่พิจารณาจากเหตุการณ์เพียงบางช่วงหรือข้อกล่าวหาของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การที่บุคคลไม่ได้อยู่ดูแลผู้ตายในช่วงก่อนเสียชีวิต ไม่ได้หมายความว่าจะขาดความเหมาะสมในการเป็นผู้จัดการมรดกเสมอไป หากยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าบุคคลนั้นมีความสัมพันธ์กับผู้ตายโดยชอบด้วยกฎหมาย ยังคงติดตามสอบถามความเป็นอยู่และแสดงความห่วงใยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย

อีกประเด็นสำคัญที่คดีนี้ตอกย้ำคือ ศาลสามารถรับฟังพยานเอกสารที่ยื่นเพิ่มเติมในชั้นฎีกาได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เมื่อคู่ความอีกฝ่ายมิได้โต้แย้งความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว ทำให้ศาลสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงได้ครบถ้วนและวินิจฉัยคดีให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด อันเป็นการคุ้มครองสิทธิของทายาทและประโยชน์ของกองมรดกตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

สาระสำคัญของคดีจึงอยู่ที่หลักการว่า การสมรสที่ได้กระทำในต่างประเทศซึ่งถูกต้องตามกฎหมายสามารถก่อให้เกิดผลทางกฎหมายในประเทศไทยได้ และเมื่อคู่สมรสดังกล่าวมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรม พร้อมทั้งมีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพย์มรดกเป็นไปโดยถูกต้อง เป็นธรรม และสอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายทุกประการ.

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 170/2569 

ผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคำแปล ตามเอกสารหมาย ค.2 มาแสดงว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 โดยในช่องที่ 34 และ 35 ของเอกสารดังกล่าวระบุว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าสาว การสมรสครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลงด้วยการหย่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 ซึ่งตรงกับที่ผู้คัดค้านเบิกความตอบถามติงว่า ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับ พ. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2519 แต่การสมรสดังกล่าวสิ้นสุดแล้วเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปลตามเอกสารหมาย ค.5 มายืนยันว่าสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดา ตามเอกสารหมาย ค.2 เป็นสำเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้ และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า การสมรสระหว่างคนในบังคับไทยหรือคนในบังคับไทยกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านฎีกาโดยแนบข้อความสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ร้องทางแอปพลิเคชั่นไลน์ตามเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 4 ซึ่งแม้ผู้คัดค้านจะเพิ่มอ้างส่งเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาแต่ผู้ร้องก็มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาหรือโต้แย้งเกี่ยวกับเอกสารนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ และยกคำคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายวิทยา ผู้ตาย ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2566 มีทรัพย์มรดกที่ต้องจัดการตามบัญชีทรัพย์มรดก สำหรับปัญหาว่าพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองเป็นโมฆะหรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพินัยกรรมดังกล่าวทำขึ้นขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 และมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคำแปลตามเอกสารหมาย ค.2 มาแสดงว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 โดยในช่องที่ 34 และ 35 ของเอกสารดังกล่าวระบุว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าสาวการสมรสครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลงด้วยการหย่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 ซึ่งตรงกับที่ผู้คัดค้านเบิกความตอบถามติงว่า ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับนายพีระศักดิ์ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2519 แต่การสมรสดังกล่าวสิ้นสุดแล้วเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปลตามเอกสารหมาย ค.5 มายืนยันว่าสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาตามเอกสารหมาย ค.2 เป็นสำเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า การสมรสระหว่างคนในบังคับไทยหรือคนในบังคับไทยกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ เมื่อผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้าง จึงรับฟังได้ว่าการสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตายสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านไม่ใส่ใจดูแลผู้ตายที่ป่วยหนักและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวนมาก และผู้ตายมีเจตนาจะยกทรัพย์มรดกให้แก่บุคคลอื่น จึงไม่สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า แม้ผู้ร้องเบิกความเป็นพยานว่า ผู้ร้องเป็นผู้นำผู้ตายเข้ารับการรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาล และเป็นผู้ออกเงินค่ารักษาพยาบาล ผู้คัดค้านไม่เคยไปเยี่ยมดูอาการของผู้ตาย และผู้คัดค้านไม่ได้เดินทางไปร่วมประกอบพิธีศพของผู้ตาย แต่กลับได้ความตามคำเบิกความของผู้ร้องตอบถามค้านว่า ผู้ร้องรู้จักกับผู้คัดค้านมาประมาณ 10 ปี ผู้ตายกับผู้ร้องอยู่ที่กรุงเทพมหานครประมาณ 6 เดือน แล้วย้ายไปอยู่ที่อำเภอแม่สอด 1 เดือน ก่อนเสียชีวิต ก่อนหน้านั้นผู้คัดค้านกับผู้ตายอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด ผู้ร้องไม่ได้แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของผู้คัดค้านว่า หลังจากผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 ทั้งสองพักอาศัยร่วมกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านกับผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยานับแต่สมรสจนถึงวันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นเวลากว่า 33 ปี อีกทั้งผู้คัดค้านฎีกาโดยแนบข้อความสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ร้องทางแอปพลิเคชันไลน์ตามเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 4 ซึ่งแม้ผู้คัดค้านจะเพิ่งอ้างส่งเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกา แต่ผู้ร้องก็มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาหรือโต้แย้งเกี่ยวกับเอกสารนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) โดยข้อความสนทนาในเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ระหว่างที่ผู้ตายพักอาศัยอยู่กับผู้ร้อง ผู้คัดค้านสนทนากับผู้ร้องผ่านแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับอาการป่วยรวมถึงเรื่องอื่น ๆ ของผู้ตายเป็นประจำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านยังใส่ใจและเป็นห่วงผู้ตาย แต่อาจเพราะอาการป่วยของผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายมีอารมณ์ฉุนเฉียวจนผู้คัดค้านไม่สามารถดูแลผู้ตายด้วยตนเองได้ ดังปรากฏจากข้อความสนทนาในวันที่ 17 เมษายน 2566 ที่ผู้คัดค้านแสดงความเสียใจที่ต้องให้ผู้ร้องเป็นผู้ดูแลผู้ตาย แต่กลับเป็นผู้ร้องที่ไม่แจ้งเรื่องผู้ตายทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้มีชื่อตามพินัยกรรมซึ่งรวมถึงผู้ร้อง ไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านไม่ได้ไปร่วมพิธีศพของผู้ตาย และไม่แจ้งถึงการยื่นคำร้องขอจัดการมรดกโดยตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ พฤติการณ์ของผู้คัดค้านจึงไม่ถึงกับไม่มีคุณสมบัติหรือขาดความเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย เมื่อการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายมีเหตุขัดข้อง และผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองศาลมีคำสั่งยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น ฎีกาข้ออื่น ๆ ของผู้คัดค้านไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางสาวเรวดี ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิทยา ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

การสมรสในต่างประเทศมีผลตามกฎหมายไทยหรือไม่   การจดทะเบียนสมรสในต่างประเทศที่ถูกต้องตามกฎหมายอาจมีผลเปลี่ยนสิทธิในการรับมรดกและการเป็นผู้จัดการมรดกได้ทั้งหมด  ผู้คัดค้านนำเอกสารการสมรสของรัฐฟลอริดาพร้อมเอกสารรับรองความถูกต้องมาแสดงต่อศาล  ทนายลีนนท์ โทร.0859604258




คดีครอบครัว

เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า ศาลพิจารณาจากอะไร กำหนดจำนวนเงินอย่างไร และคดีค่าเลี้ยงดูได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมหรือไม่
ฟ้องขอผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้หรือไม่ ศาลมีอำนาจเปลี่ยนวิธีชำระหนี้จากคำพิพากษาเดิมหรือไม่ และขอบเขตการใช้มาตรา 162 เป็นอย่างไร
บุตรเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ บิดามารดาเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะได้เพียงใด และศาลจะกำหนดค่าเสียหายจากหลักเกณฑ์ใด
สามีภริยาแยกกันอยู่โดยยังไม่หย่า สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้หรือไม่ ศาลพิจารณาจากอะไรและกำหนดจำนวนเงินอย่างไร
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรลดได้หรือไม่ หากผู้จ่ายก่อหนี้ภายหลังและอ้างฐานะเปลี่ยนแปลง ศาลจะพิจารณาอย่างไรตามกฎหมายครอบครัว
มารดาของผู้ตายมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนหลานได้หรือไม่ และศาลฎีกาวางหลักอย่างไรเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายแต่ละคน
บิดาอ้างหนี้สินส่วนตัวหรือหนี้ครัวเรือนเพื่อไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่ และสามารถนำมาหักกลบลบหนี้ตามสัญญาหย่าได้เพียงใดตามหลักกฎหมายครอบครัว
คู่สมรสเสียชีวิตระหว่างฎีกาใครมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนได้ และทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวเมื่อมีทรัพย์มรดกเข้ามาเกี่ยวข้อง
สามีเป็นเจ้าของคอนโดก่อนสมรสสามารถฟ้องขับไล่ภริยาออกจากห้องชุดได้หรือไม่ เมื่อยังไม่ได้หย่าและยังมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู
ผู้อนุบาลต้องเป็นใคร เมื่อมีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ในทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถ ศาลพิจารณาจากหลักเกณฑ์ใดและคุ้มครองประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถอย่างไร
ผู้ใช้อำนาจปกครองโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้รับโอนโดยสุจริตมีสิทธิในทรัพย์สินหรือไม่
บุตรมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการขายที่ดินมรดกที่มารดาขายให้บุคคลภายนอกหรือไม่ เมื่อกฎหมายห้ามฟ้องบุพการีโดยตรง
การเพิกถอนการสมรสที่ทำในนามผู้ตาย การสมรสโมฆะเพราะผู้ตายหมดสภาพบุคคล, ผู้ตายไม่อาจทำการสมรส (ฎีกา 1541/2568)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนทรัพย์(ฎีกา 6926/2560)