
| ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรลดได้หรือไม่ หากผู้จ่ายก่อหนี้ภายหลังและอ้างฐานะเปลี่ยนแปลง ศาลจะพิจารณาอย่างไรตามกฎหมายครอบครัว
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษากำหนดหน้าที่ของบิดาไว้แล้ว โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินของผู้มีหน้าที่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู และการพิจารณาว่าหนี้สินที่เกิดขึ้นภายหลังสามารถนำมาอ้างเป็นเหตุลดภาระหน้าที่ตามกฎหมายได้หรือไม่ คดีนี้เริ่มต้นจากการที่คู่สมรสจดทะเบียนหย่าและตกลงกันให้บิดาชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายเดือน รวมทั้งร่วมรับผิดชอบค่าการศึกษาและค่ารักษาพยาบาลของบุตรคนละครึ่ง ต่อมาภายหลังมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามจำนวนที่กำหนด แต่ผู้มีหน้าที่ชำระไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ทำให้มีการดำเนินการบังคับคดีและอายัดเงินเดือนเพื่อนำมาชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ภายหลังผู้มีหน้าที่ชำระยื่นคำร้องขอให้ลดจำนวนเงินที่ถูกอายัด โดยอ้างว่ามีภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น มีหนี้เงินกู้จำนวนมาก และต้องรับภาระเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวเพิ่มเติม จึงไม่สามารถรับภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เช่นเดิม ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าหนี้สินดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้มีหน้าที่ทราบอยู่แล้วว่าตนต้องรับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร จึงไม่ควรนำมาเป็นเหตุให้สิทธิและประโยชน์ของบุตรได้รับผลกระทบ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการพิจารณาความสมดุลระหว่างฐานะและความสามารถของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู กับสิทธิของบุตรผู้เยาว์ที่จะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมตามกฎหมาย รวมทั้งสะท้อนหลักสำคัญว่าการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินของผู้มีหน้าที่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู แม้อาจเป็นเหตุให้ศาลพิจารณาทบทวนภาระหน้าที่ได้ แต่ต้องพิจารณาร่วมกับสาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวและผลกระทบที่จะเกิดแก่บุตรผู้เยาว์เป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของบุตรเป็นหลักเหนือกว่าความสมัครใจในการก่อภาระหนี้สินส่วนตัวของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรเสมอ. ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. บุตรผู้เยาว์ ที่ค้างชำระจำนวน 10,000 บาท และให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท ทุกวันที่ 30 ของทุกเดือน นับแต่เดือนกรกฎาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ อีกทั้งให้จำเลยร่วมกับโจทก์รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและค่าการศึกษาของบุตรผู้เยาว์คนละครึ่งจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินเดือนของจำเลยเป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท เพื่อนำมาชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามคำพิพากษา ภายหลังจำเลยยื่นคำร้องขอให้ลดจำนวนเงินที่ถูกบังคับคดี โดยขอให้บังคับคดีเพียงเดือนละ 500 บาท อ้างว่าจำเลยมีภาระหนี้สินจำนวนมาก มีภาระต้องเลี้ยงดูบิดา ครอบครัว และบุตรที่เกิดจากภริยาคนใหม่ อีกทั้งได้กู้ยืมเงินจากธนาคารเป็นจำนวน 1,500,000 บาท ส่งผลให้ฐานะทางการเงินเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก เมื่อศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อสอบถามและไกล่เกลี่ย คู่ความทั้งสองฝ่ายประสงค์จะเจรจาไกล่เกลี่ยกัน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ โจทก์ยืนยันให้ดำเนินการบังคับคดีตามจำนวนเดิม ส่วนจำเลยยังคงยืนยันขอให้ลดจำนวนเงินที่ถูกอายัด ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่อาจสั่งให้เป็นไปตามคำร้องของจำเลยได้ จึงมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงยื่นอุทธรณ์ โดยก่อนหน้านั้นจำเลยได้ยื่นคำขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2559 ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากโจทก์และบุตรที่เกิดจากภริยาคนใหม่ ประกอบกับรายได้และฐานะทางการเงินของจำเลยเปลี่ยนแปลงไป จึงมีคำพิพากษาแก้ไขให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 และหลังจากนั้นให้กลับไปชำระเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงยื่นฎีกา โดยโต้แย้งทั้งในประเด็นที่ว่าศาลอุทธรณ์ภาครับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาโดยชอบหรือไม่ และในประเด็นที่ว่ามีเหตุสมควรลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยหรือไม่ ประเด็นข้อพิพาทสำคัญของคดี จากข้อเท็จจริงดังกล่าว คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยอยู่ 2 ประการ ได้แก่ ประเด็นแรก การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้วินิจฉัยชี้ขาดคดีนั้นเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบหรือไม่ เนื่องจากโจทก์เห็นว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์พ้นกำหนดเวลา ประเด็นที่สอง การที่จำเลยมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมเงินจำนวน 1,500,000 บาท รวมทั้งมีภาระเลี้ยงดูบุคคลอื่นในครอบครัวภายหลังจากมีคำพิพากษาแล้วนั้น เป็นเหตุเพียงพอที่จะให้ศาลลดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ลงจากเดิมหรือไม่ ประเด็นกฎหมายที่คดีมุ่งวินิจฉัย สาระสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับหลักการสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่าการเปลี่ยนแปลงรายได้หรือฐานะของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูจะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีน้ำหนักเพียงพอและสมควรได้รับการพิจารณาโดยไม่กระทบต่อสิทธิของบุตรผู้เยาว์ อีกทั้งคดียังเกี่ยวข้องกับการชั่งน้ำหนักระหว่างภาระหนี้สินที่ผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูสร้างขึ้นด้วยตนเองภายหลัง กับสิทธิของบุตรผู้เยาว์ที่จะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูตามที่ตกลงกันไว้และตามที่ศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยเพื่อกำหนดขอบเขตของการแก้ไขเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในภายหลัง. คำวินิจฉัยเกี่ยวกับการรับอุทธรณ์ของจำเลยและอำนาจของศาลอุทธรณ์ ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย คือ ข้อโต้แย้งของโจทก์ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาโดยไม่ชอบ เนื่องจากจำเลยยื่นอุทธรณ์พ้นกำหนดเวลา โจทก์จึงเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่มีอำนาจนำอุทธรณ์ดังกล่าวมาวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ลดจำนวนเงินซึ่งถูกอายัดเพื่อเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2559 เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาตไว้ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การยื่นอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย หาได้เป็นการยื่นอุทธรณ์ล่าช้าหรือพ้นกำหนดเวลาไม่ ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาโดยไม่ชอบจึงรับฟังไม่ได้ นอกจากประเด็นเรื่องกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้ว ศาลฎีกายังพิจารณาถึงข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความเพียงพอของข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ด้วย โดยปรากฏว่าในวันที่ศาลชั้นต้นนัดสอบถามคู่ความ ทั้งโจทก์ ทนายโจทก์ และจำเลยต่างประสงค์จะเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกัน แม้ท้ายที่สุดจะไม่สามารถตกลงกันได้ แต่การดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวทำให้ข้อเท็จจริงและข้อโต้แย้งของแต่ละฝ่ายปรากฏต่อศาลอย่างชัดเจน ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย แต่การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าไม่สามารถสั่งให้เป็นไปตามคำร้องได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าศาลได้พิจารณาเหตุผลและข้ออ้างที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างแล้ว และเห็นว่าเหตุที่จำเลยนำมาอ้างยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมได้ จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ต่อมาเมื่อจำเลยอุทธรณ์ โจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์โดยโต้แย้งว่าจำเลยยังมีรายได้เพียงพอสำหรับชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และหนี้เงินกู้จำนวน 1,500,000 บาท เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่จำเลยทราบอยู่แล้วว่าตนมีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามคำพิพากษา แต่โจทก์มิได้โต้แย้งว่าหนี้เงินกู้ดังกล่าวไม่มีอยู่จริงหรือจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินตามที่กล่าวอ้าง เมื่อข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับรายได้ ภาระหนี้สิน และภาระครอบครัวของจำเลยปรากฏอยู่ในสำนวนแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีข้อเท็จจริงเพียงพอสำหรับนำมาวินิจฉัยข้อพิพาทได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาและนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนมาวินิจฉัยเกี่ยวกับฐานะ รายได้ ภาระหนี้สิน และภาระเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวของจำเลยนั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย และอยู่ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์โดยชอบแล้ว หลักกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการอุทธรณ์และการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ จากคำวินิจฉัยในประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาคดีว่า เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว คู่ความที่ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ได้รับอนุญาตย่อมถือว่าใช้สิทธิอุทธรณ์โดยชอบ ไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นอุทธรณ์ล่าช้าหรือพ้นกำหนดเวลาได้ อีกหลักหนึ่งที่ปรากฏจากคดีนี้ คือ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องหลังจากได้รับฟังข้ออ้างและเหตุผลของคู่ความแล้ว ย่อมถือเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งข้อพิพาท แม้คำสั่งดังกล่าวจะมิได้อธิบายรายละเอียดอย่างกว้างขวางก็ตาม เมื่อคู่ความใช้สิทธิอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจตรวจสอบและวินิจฉัยข้อเท็จจริงรวมทั้งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นว่า หากข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญปรากฏอยู่ในสำนวนอย่างเพียงพอ และคู่ความทั้งสองฝ่ายได้มีโอกาสโต้แย้งแสดงเหตุผลของตนอย่างครบถ้วนแล้ว ศาลอุทธรณ์ย่อมสามารถนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยคดีได้ โดยไม่จำเป็นต้องยกคำอุทธรณ์เพียงเพราะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณา หากข้อเท็จจริงในสำนวนสามารถรองรับการวินิจฉัยได้อย่างเพียงพอแล้ว. คำวินิจฉัยเกี่ยวกับการขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การพิจารณาว่า จำเลยมีเหตุสมควรที่จะได้รับการแก้ไขลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามที่ศาลกำหนดไว้เดิมหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าภายหลังจากมีคำพิพากษาแล้ว ฐานะทางการเงินของตนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เนื่องจากมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากภริยาคนใหม่ และได้กู้ยืมเงินจากธนาคารเป็นจำนวน 1,500,000 บาท ทำให้ถูกหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้เดือนละ 13,300 บาท คงเหลือเงินเดือนเพียง 5,227 บาท จึงไม่สามารถรับภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในอัตราเดิมได้ ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า ภายหลังจากที่คู่ความจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2557 ทั้งสองฝ่ายได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน โดยจำเลยตกลงชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ และร่วมออกค่าการศึกษาและค่ารักษาพยาบาลของบุตรคนละครึ่ง ต่อมาจำเลยผิดข้อตกลง จนเป็นเหตุให้มีการดำเนินคดีและมีคำพิพากษากำหนดหน้าที่ดังกล่าวไว้เป็นที่สุด แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นและมีภาระครอบครัวเพิ่มเติมภายหลังจากคำพิพากษา แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงฐานะดังกล่าวจะต้องพิจารณาถึงที่มาของภาระหนี้สินและเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย มิใช่พิจารณาเฉพาะผลที่เกิดขึ้นต่อรายได้คงเหลือของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า หนี้เงินกู้จำนวน 1,500,000 บาท เป็นหนี้ที่จำเลยก่อขึ้นภายหลังจากที่จำเลยทราบอยู่แล้วว่าตนมีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาท รวมทั้งต้องร่วมรับผิดชอบค่าการศึกษาและค่ารักษาพยาบาลของบุตรผู้เยาว์ตามที่ตกลงและตามที่ศาลมีคำพิพากษาไว้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น จำเลยยังอ้างด้วยตนเองว่าเงินกู้ดังกล่าวนำไปใช้เพื่อสร้างบ้านให้แก่บิดาที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และเพื่อต่อเติมตกแต่งบ้านที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมิใช่ภาระที่เกิดขึ้นจากความจำเป็นเร่งด่วนเกี่ยวกับการดำรงชีพของจำเลยหรือเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การที่จำเลยเลือกสร้างภาระหนี้สินจำนวนมากทั้งที่รู้อยู่ก่อนแล้วว่าตนยังมีหน้าที่ตามกฎหมายและตามคำพิพากษาที่ต้องรับผิดชอบต่อบุตรผู้เยาว์ ย่อมเป็นการตัดสินใจของจำเลยเอง ผลเสียจากภาระหนี้สินดังกล่าวจึงไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุผลเพื่อลดทอนสิทธิของบุตรผู้เยาว์ในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสมควรได้ เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าเงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการดำรงชีพ การศึกษา การรักษาพยาบาล และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุตรผู้เยาว์ การลดจำนวนเงินลงเพราะเหตุที่ผู้มีหน้าที่ชำระเลือกก่อหนี้ขึ้นเองภายหลัง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิและสวัสดิภาพของบุตรผู้เยาว์ ซึ่งเป็นบุคคลที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า แม้รายได้หรือฐานะของจำเลยจะเปลี่ยนแปลงไปภายหลังจริง แต่เมื่อสาเหตุสำคัญเกิดจากการก่อภาระหนี้สินด้วยความสมัครใจของจำเลยเอง ทั้งที่รู้อยู่ก่อนแล้วว่ามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร จึงไม่อาจถือเป็นเหตุสมควรที่จะนำมาลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ปรับลดค่าอุปการะเลี้ยงดูจากเดือนละ 5,000 บาท เหลือเดือนละ 4,000 บาท เป็นการชั่วคราว เพราะเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้สิทธิของบุตรผู้เยาว์ต้องลดลงจากที่เคยได้รับตามคำพิพากษาเดิม หลักกฎหมายที่ได้จากคำวินิจฉัยในประเด็นนี้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า การเปลี่ยนแปลงฐานะหรือรายได้ของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตร แม้อาจเป็นเหตุให้ศาลพิจารณาแก้ไขจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ในบางกรณี แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะต้องเป็นเหตุที่มีความสมเหตุสมผลและไม่เกิดจากการสร้างภาระขึ้นโดยสมัครใจของผู้มีหน้าที่ชำระเอง หลักการอีกประการหนึ่งคือ สิทธิของบุตรผู้เยาว์ในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูไม่อาจใช้การตัดสินใจก่อหนี้หรือสร้างภาระทางการเงินส่วนตัวในภายหลังมาเป็นเหตุให้ลดทอนสิทธิของบุตรได้โดยง่าย คดีนี้จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อศาลต้องชั่งน้ำหนักระหว่างภาระหนี้สินที่ผู้มีหน้าที่ชำระก่อขึ้นเองกับประโยชน์และสวัสดิภาพของบุตรผู้เยาว์ ศาลย่อมให้ความสำคัญแก่สิทธิของบุตรผู้เยาว์เป็นลำดับแรก โดยเฉพาะในกรณีที่ภาระหนี้สินนั้นเกิดจากการตัดสินใจของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูภายหลังจากที่ตนทราบหน้าที่ตามกฎหมายอยู่แล้ว. เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร จากข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยในคดีนี้ จะเห็นได้ว่ากฎหมายครอบครัวมุ่งคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของบุตรผู้เยาว์เป็นสำคัญ เนื่องจากบุตรเป็นผู้ที่ยังไม่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้อย่างสมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการดำรงชีพ การศึกษา และการรักษาพยาบาล เพื่อให้สามารถเจริญเติบโตและพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างเหมาะสม หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรจึงมิใช่ภาระหนี้สินทั่วไปที่ผู้มีหน้าที่จะเลือกปฏิบัติหรือหลีกเลี่ยงได้ตามความสมัครใจ แต่เป็นหน้าที่ที่เกิดจากความเป็นบิดามารดาและมีความสำคัญเหนือกว่าภาระทางการเงินส่วนตัวที่ผู้มีหน้าที่สร้างขึ้นภายหลัง เพราะหากเปิดโอกาสให้ผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูสามารถลดหรือหลีกเลี่ยงภาระดังกล่าวได้เพียงเพราะตนตัดสินใจก่อหนี้เพิ่มขึ้น ย่อมทำให้สิทธิของบุตรได้รับความเสียหายและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายครอบครัวโดยตรง คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าศาลมิได้พิจารณาเพียงตัวเลขรายได้หรือยอดหนี้สินของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น แต่ยังพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินด้วย กล่าวคือ หากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากเหตุจำเป็นหรือเหตุที่ผู้มีหน้าที่มิอาจควบคุมได้ ย่อมเป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่หากเกิดจากการตัดสินใจก่อภาระขึ้นเอง ทั้งที่ทราบหน้าที่ตามกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว ย่อมไม่สมควรให้ผลของการตัดสินใจนั้นตกแก่บุตรผู้เยาว์ ดังนั้น เจตนารมณ์สำคัญของกฎหมายจึงมุ่งรักษาความต่อเนื่องและความมั่นคงของการอุปการะเลี้ยงดูบุตร เพื่อมิให้บุตรต้องได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจทางการเงินของบิดาหรือมารดาในภายหลัง และเพื่อให้การอุปการะเลี้ยงดูดำเนินไปตามฐานะและความรับผิดชอบที่คู่กรณีเคยตกลงกันไว้หรือที่ศาลได้กำหนดไว้โดยชอบแล้ว วิเคราะห์แนวคำวินิจฉัยที่ปรากฏในคดี แนวคำวินิจฉัยในคดีนี้แสดงให้เห็นว่า ศาลให้ความสำคัญกับที่มาของภาระหนี้สินมากกว่าตัวภาระหนี้สินเพียงอย่างเดียว แม้จำเลยจะสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีหนี้เงินกู้จำนวนมากและถูกหักเงินเดือนเป็นประจำทุกเดือนจนเหลือรายได้สุทธิจำนวนไม่มาก แต่ศาลยังคงพิจารณาต่อไปว่าหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะเหตุใด และเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด เมื่อปรากฏว่าหนี้จำนวน 1,500,000 บาท เป็นหนี้ที่จำเลยก่อขึ้นภายหลังจากที่ได้ตกลงและรับรู้หน้าที่ในการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแล้ว อีกทั้งจำเลยยังนำเงินกู้ไปใช้เพื่อสร้างบ้านให้บิดาและต่อเติมตกแต่งบ้านอีกแห่งหนึ่ง ศาลจึงเห็นว่าหนี้ดังกล่าวมิใช่เหตุที่สมควรนำมาใช้ลดสิทธิของบุตรผู้เยาว์ การวินิจฉัยเช่นนี้แสดงให้เห็นหลักคิดสำคัญว่า ผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องจัดลำดับความสำคัญของภาระทางการเงิน โดยต้องคำนึงถึงหน้าที่ต่อบุตรเป็นอันดับแรก เมื่อรู้อยู่แล้วว่าตนมีภาระต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นประจำ การตัดสินใจก่อหนี้จำนวนมากในภายหลังย่อมเป็นความเสี่ยงที่ผู้ก่อหนี้ต้องรับผิดชอบเอง อีกประการหนึ่ง คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการมีบุตรกับภริยาคนใหม่ แม้เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดิมลดลงโดยอัตโนมัติ เพราะศาลยังต้องพิจารณาร่วมกับพฤติการณ์อื่นทั้งหมด รวมถึงความจำเป็นและผลกระทบที่จะเกิดแก่บุตรผู้เยาว์ที่มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูอยู่ก่อนแล้ว ในมุมมองของหลักความเป็นธรรม คำวินิจฉัยดังกล่าวมีสาระสำคัญอยู่ที่การไม่ปล่อยให้ผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูสามารถโอนผลเสียจากการตัดสินใจทางการเงินของตนไปยังบุตรผู้เยาว์ได้ เพราะหากยอมรับเหตุผลดังกล่าว ย่อมทำให้ผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูสามารถลดภาระของตนเองได้โดยการสร้างภาระใหม่ขึ้นภายหลัง ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงของสิทธิในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดูของบุตรโดยตรง ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า แม้ฐานะหรือรายได้ของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูจะเปลี่ยนแปลงไปภายหลัง แต่หากการเปลี่ยนแปลงนั้นมีสาเหตุมาจากการก่อภาระหนี้สินด้วยความสมัครใจของตนเอง ทั้งที่ทราบหน้าที่ตามกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่ใช่เหตุสมควรที่จะนำมาใช้เป็นเหตุลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ และสิทธิของบุตรผู้เยาว์ย่อมได้รับความคุ้มครองเหนือกว่าผลกระทบจากภาระหนี้สินที่ผู้มีหน้าที่สร้างขึ้นเองภายหลัง. อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1522 มาตรา 1522 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูของบุตรภายหลังการหย่า โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อคุ้มครองประโยชน์และความเป็นอยู่ของบุตรผู้เยาว์ให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม แม้ว่าบิดามารดาจะเลิกรากันแล้วก็ตาม หลักการสำคัญของกฎหมายมาตรานี้อยู่บนพื้นฐานว่า ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาในฐานะสามีภริยาอาจสิ้นสุดลงได้ แต่ความเป็นบิดามารดาต่อบุตรยังคงอยู่ต่อไป และหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรย่อมไม่สิ้นสุดลงเพราะการหย่า การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามมาตรานี้ ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงหลายประการประกอบกัน ทั้งความจำเป็นของบุตร ฐานะทางเศรษฐกิจของบิดามารดา ความสามารถในการหารายได้ ภาระหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสมแก่บุตรแต่ละคน โดยเป้าหมายสำคัญมิใช่การสร้างภาระแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการทำให้บุตรยังคงได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมตามสมควรแก่ฐานะ จากข้อเท็จจริงในคดีนี้ คู่กรณีได้จดทะเบียนหย่าและตกลงกันให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาท พร้อมทั้งร่วมรับผิดชอบค่าการศึกษาและค่ารักษาพยาบาลคนละครึ่ง ต่อมาข้อตกลงดังกล่าวได้รับการรับรองโดยคำพิพากษาของศาล จึงก่อให้เกิดหน้าที่ตามกฎหมายที่จำเลยต้องปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่อง การที่จำเลยจะขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูในภายหลัง จึงต้องแสดงให้เห็นว่ามีเหตุอันสมควรและไม่กระทบต่อประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์เกินควร สาระสำคัญของมาตรา 1522 จึงอยู่ที่การคุ้มครองสิทธิของบุตรเป็นสำคัญ และถือว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิที่บุตรพึงได้รับ มิใช่สิทธิของบิดาหรือมารดาที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตามความสะดวกของตนเอง ดังนั้น เมื่อศาลพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดู จึงต้องคำนึงถึงประโยชน์ของบุตรเป็นอันดับแรกเสมอ อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1525 มาตรา 1525 เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้ศาลสามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่ม หรือลดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ได้กำหนดไว้เดิมได้ หากต่อมาปรากฏว่าพฤติการณ์ รายได้ ฐานะ หรือข้อเท็จจริงสำคัญของคู่กรณีเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หลักการของกฎหมายมาตรานี้มีขึ้นเพื่อให้คำสั่งหรือคำพิพากษาเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูมีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงตามมาตรา 1525 มิได้หมายความว่าผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูสามารถร้องขอให้ลดภาระได้ทุกกรณี เพียงเพราะรายได้ลดลงหรือมีหนี้สินเพิ่มขึ้น แต่ศาลต้องพิจารณาถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยว่าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยสุจริต มีความจำเป็น หรือเป็นเหตุที่ผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูไม่อาจหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ในคดีนี้ จำเลยอ้างว่าฐานะทางการเงินเปลี่ยนแปลงไปเพราะมีหนี้เงินกู้จำนวน 1,500,000 บาท ถูกหักเงินเดือนเดือนละ 13,300 บาท และยังมีภาระเลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากภริยาคนใหม่อีกด้วย แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเป็นการเปลี่ยนแปลงภายหลังคำพิพากษาเดิม แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า หนี้เงินกู้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่จำเลยก่อขึ้นเองในภายหลัง ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าตนมีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามคำพิพากษา ยิ่งกว่านั้น จำเลยยังอ้างว่าเงินกู้ดังกล่าวนำไปใช้สร้างบ้านให้บิดาและต่อเติมตกแต่งบ้านอีกแห่งหนึ่ง จึงเป็นภาระที่เกิดจากการตัดสินใจของจำเลยเอง มิใช่เหตุจำเป็นที่กฎหมายสมควรให้ความคุ้มครองในลักษณะที่จะกระทบต่อสิทธิของบุตรผู้เยาว์ การเปลี่ยนแปลงฐานะเช่นนี้จึงไม่ใช่เหตุอันสมควรสำหรับการลดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1525 คดีนี้จึงแสดงให้เห็นหลักสำคัญของมาตรา 1525 ว่า แม้กฎหมายจะเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เมื่อพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีเหตุผลอันสมควร และต้องไม่เกิดจากการสร้างภาระขึ้นเองโดยสมัครใจของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู เพราะหากยอมให้เหตุเช่นนั้นเป็นเหตุลดค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ย่อมกระทบต่อสิทธิและประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุคคลที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองเป็นสำคัญ ทั้งยังขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายครอบครัวที่ต้องการให้บุตรได้รับการอุปการะเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องจนกว่าจะสามารถพึ่งพาตนเองได้. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น คดีเดิมศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. ที่ค้างชำระจำนวน 10,000 บาท และให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท ทุกวันที่ 30 ของทุกเดือน นับแต่เดือนกรกฎาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ พร้อมทั้งให้จำเลยร่วมกับโจทก์รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและค่าการศึกษาของบุตรผู้เยาว์คนละครึ่งจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ ต่อมาภายหลังเมื่อโจทก์ขอบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยเดือนละ 5,000 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีเพียงเดือนละ 500 บาท โดยอ้างภาระหนี้สินและภาระครอบครัวเพิ่มขึ้น แต่เมื่อคู่ความไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะสั่งให้เป็นไปตามคำร้อง จึงมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เห็นว่าจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากโจทก์และบุตรที่เกิดจากภริยาคนใหม่ ประกอบกับฐานะทางการเงินและรายได้ของจำเลยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงเห็นสมควรแก้ไขจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นการชั่วคราว โดยพิพากษาแก้ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 หลังจากนั้นให้กลับไปชำระเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้วินิจฉัยนั้นเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เนื่องจากจำเลยได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา อย่างไรก็ตาม ในประเด็นการลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ศาลฎีกาเห็นว่าหนี้เงินกู้จำนวน 1,500,000 บาท เป็นภาระที่จำเลยก่อขึ้นเองภายหลัง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร รวมทั้งค่าการศึกษาและค่ารักษาพยาบาลของบุตรผู้เยาว์ การนำภาระหนี้ดังกล่าวมาเป็นเหตุขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงไม่อาจรับฟังได้ เพราะจะกระทบต่อสิทธิและประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกคำร้องของจำเลย และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาซึ่งได้รับยกเว้นแก่โจทก์จำนวน 200 บาท ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ มิใช่สิทธิของบิดาหรือมารดาที่จะลดหรือเปลี่ยนแปลงได้ตามความสมัครใจของตนเอง แม้กฎหมายจะเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เมื่อพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต้องเป็นเหตุอันสมควรและต้องไม่เกิดจากการสร้างภาระขึ้นเองโดยสมัครใจของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู สาระสำคัญที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญในคดีนี้มิใช่อยู่ที่จำนวนหนี้สินหรือจำนวนรายได้ที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่สาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินนั้นด้วย เมื่อผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูรู้อยู่ก่อนแล้วว่าตนมีภาระตามกฎหมายและตามคำพิพากษาที่ต้องรับผิดชอบต่อบุตร แต่ยังเลือกก่อหนี้จำนวนมากในภายหลัง ผลเสียจากการตัดสินใจดังกล่าวย่อมไม่อาจผลักภาระไปให้บุตรผู้เยาว์เป็นผู้รับผลกระทบแทนได้ หลักกฎหมายที่ปรากฏจากคดีนี้จึงยืนยันว่า การคุ้มครองประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์เป็นหลักพื้นฐานสำคัญของกฎหมายครอบครัว และเป็นหลักที่ศาลจะนำมาใช้พิจารณาเป็นลำดับแรกเสมอในการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดู ไม่ว่าผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูจะมีภาระทางการเงินอื่นเพิ่มขึ้นเพียงใดก็ตาม หากภาระนั้นเกิดจากการตัดสินใจของตนเองโดยรู้ถึงหน้าที่ที่มีอยู่ก่อนแล้ว ย่อมไม่ใช่เหตุอันสมควรที่จะลดทอนสิทธิของบุตรผู้เยาว์ได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินที่จะนำไปสู่การแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามกฎหมายนั้น ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีเหตุผลอันสมควร มีความจำเป็น และไม่ขัดต่อประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่กฎหมายครอบครัวมุ่งคุ้มครองตลอดมา. ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ผู้มีหน้าที่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสามารถอ้างภาระหนี้สินที่ตนก่อขึ้นภายหลัง เพื่อขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามที่ศาลกำหนดไว้เดิมได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ฐานะหรือรายได้ของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูจะเปลี่ยนแปลงไปภายหลัง แต่หากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากการก่อภาระหนี้สินด้วยความสมัครใจของตนเอง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามข้อตกลงและตามคำพิพากษา ย่อมไม่อาจนำมาเป็นเหตุให้ลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ เพราะจะกระทบต่อสิทธิและประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์ซึ่งกฎหมายให้ความคุ้มครองเป็นสำคัญ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1522 และมาตรา 1525 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความโดยสังเขป 1. การเปลี่ยนแปลงฐานะภายหลัง แม้กฎหมายจะเปิดโอกาสให้ศาลสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เมื่อพฤติการณ์หรือฐานะของคู่กรณีเปลี่ยนแปลงไปภายหลัง แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต้องเป็นเหตุอันสมควรที่ศาลรับฟังได้ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการตัดสินใจก่อภาระขึ้นเองโดยสมัครใจของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู ดังนั้น การมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเพราะการกู้ยืมเงินภายหลัง จึงมิใช่เหตุอันสมควรโดยอัตโนมัติที่จะทำให้ศาลลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้ 2. สิทธิของบุตรผู้เยาว์ในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดู ค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์โดยตรง มิใช่สิทธิของบิดาหรือมารดา กฎหมายจึงมุ่งคุ้มครองประโยชน์และสวัสดิภาพของบุตรเป็นอันดับแรก เมื่อผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูรู้อยู่แล้วว่าตนมีภาระต้องรับผิดชอบต่อบุตร แต่กลับก่อหนี้จำนวนมากในภายหลัง ผลกระทบจากภาระหนี้ดังกล่าวย่อมไม่ควรตกแก่บุตรผู้เยาว์ ศาลจึงไม่อาจอนุญาตให้ลดค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงเพราะผู้มีหน้าที่เลือกสร้างภาระทางการเงินใหม่ขึ้นด้วยตนเอง สาระสำคัญของคดีนี้จึงอยู่ที่หลักว่า การเปลี่ยนแปลงฐานะที่เกิดจากการก่อหนี้ด้วยความสมัครใจของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู ไม่ใช่เหตุอันสมควรที่จะลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ และเมื่อศาลต้องชั่งน้ำหนักระหว่างภาระหนี้สินของผู้มีหน้าที่กับสิทธิของบุตรผู้เยาว์ กฎหมายย่อมให้ความสำคัญแก่ประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์เป็นลำดับแรกเสมอ. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การที่ผู้มีหน้าที่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรกู้ยืมเงินจำนวนมากภายหลังจากมีคำพิพากษาแล้ว สามารถนำมาเป็นเหตุขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่ คำตอบ การกู้ยืมเงินหรือการมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นภายหลังจากที่มีคำพิพากษาหรือมีข้อตกลงเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแล้ว มิได้เป็นเหตุให้ศาลต้องลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรโดยอัตโนมัติ ศาลจะพิจารณาถึงสาเหตุแห่งหนี้สินดังกล่าวประกอบด้วยว่าหนี้นั้นเกิดจากความจำเป็นหรือเกิดจากการตัดสินใจของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเอง ในคดีนี้แม้จำเลยจะมีหนี้เงินกู้จำนวน 1,500,000 บาท และถูกหักเงินเดือนเป็นประจำทุกเดือน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยก่อหนี้ดังกล่าวขึ้นภายหลัง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าตนมีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและร่วมรับผิดชอบค่าการศึกษาและค่ารักษาพยาบาลของบุตรผู้เยาว์ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าหนี้ดังกล่าวไม่ใช่เหตุอันสมควรที่จะนำมาใช้ลดสิทธิของบุตรผู้เยาว์ในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดู เพราะผลเสียจากการตัดสินใจก่อหนี้ไม่ควรตกแก่บุตรซึ่งเป็นผู้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และไม่ควรทำให้คุณภาพชีวิตหรือสวัสดิภาพของบุตรลดลงเพราะภาระที่ผู้มีหน้าที่เลือกสร้างขึ้นเองในภายหลัง 2. คำถาม หากผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูมีบุตรกับภริยาคนใหม่เพิ่มขึ้น จะถือเป็นเหตุให้ศาลลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดิมได้หรือไม่ คำตอบ การมีบุตรกับภริยาคนใหม่เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบได้ เนื่องจากอาจทำให้ผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูมีภาระครอบครัวเพิ่มขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงดังกล่าวเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดิมโดยอัตโนมัติ ศาลจะต้องพิจารณารายได้ ฐานะทางการเงิน ภาระหน้าที่ทั้งหมด และผลกระทบที่จะเกิดแก่บุตรผู้เยาว์ที่มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูอยู่ก่อนแล้วประกอบกัน ในคดีนี้แม้จำเลยจะอ้างว่ามีภาระเลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากภริยาคนใหม่ด้วย แต่ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์โดยรวมยังไม่เพียงพอที่จะทำให้สิทธิของบุตรผู้เยาว์ที่ได้รับการคุ้มครองตามคำพิพากษาเดิมลดลงได้ เพราะกฎหมายมุ่งคุ้มครองประโยชน์ของบุตรทุกคนอย่างเป็นธรรม และไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูหลีกเลี่ยงภาระเดิมเพียงเพราะมีภาระใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลัง 3. คำถาม ศาลพิจารณาเรื่องใดเป็นสำคัญที่สุดเมื่อต้องวินิจฉัยคำขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร คำตอบ หลักสำคัญที่ศาลใช้พิจารณาคดีเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร คือ การคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์เป็นอันดับแรก ศาลจะพิจารณาทั้งความจำเป็นในการดำรงชีพของบุตร ความสามารถในการหารายได้ของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู ภาระหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และสาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินของคู่กรณี หากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรือเกิดจากสถานการณ์ที่ผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูไม่อาจควบคุมได้ ศาลอาจนำมาพิจารณาได้ แต่หากเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการตัดสินใจก่อภาระขึ้นเองโดยสมัครใจ ศาลย่อมพิจารณาอย่างเคร่งครัด ในคดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยทราบหน้าที่ของตนอยู่ก่อนแล้ว แต่ยังเลือกก่อหนี้จำนวนมากภายหลัง จึงเห็นว่าไม่สมควรนำผลกระทบจากการตัดสินใจดังกล่าวมาให้บุตรผู้เยาว์เป็นผู้รับภาระแทน 4. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรลงชั่วคราว คำตอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าจำเลยมีภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นและมีภาระเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวมากขึ้น จึงปรับลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากเดือนละ 5,000 บาท เหลือเดือนละ 4,000 บาท เป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนจะกลับไปใช้จำนวนเดิม แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญมาจากการก่อหนี้เงินกู้จำนวนมากของจำเลยเอง ทั้งที่จำเลยรู้อยู่ก่อนแล้วว่ามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรและร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของบุตรผู้เยาว์ การลดค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงอาจทำให้บุตรผู้เยาว์ได้รับผลกระทบจากภาระหนี้ที่มิได้เกิดจากตน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าหนี้ดังกล่าวไม่ใช่เหตุอันสมควรที่จะลดค่าอุปการะเลี้ยงดู และพิพากษากลับให้ยกคำร้องของจำเลย เพื่อคงจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษาเดิมไว้ 5. คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่ประชาชนควรเรียนรู้จากคดีนี้คืออะไร คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญที่ปรากฏจากคดีนี้คือ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ มิใช่สิทธิของบิดาหรือมารดา ผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูจึงต้องให้ความสำคัญแก่ภาระดังกล่าวเป็นลำดับแรก และต้องบริหารจัดการฐานะทางการเงินของตนโดยคำนึงถึงหน้าที่ตามกฎหมายที่มีต่อบุตรอยู่เสมอ หากภายหลังมีการก่อหนี้สินหรือสร้างภาระทางการเงินขึ้นเอง การกระทำดังกล่าวย่อมไม่ใช่เหตุที่จะนำมาใช้ลดทอนสิทธิของบุตรได้โดยง่าย คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าศาลจะพิจารณาทั้งสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงฐานะและผลกระทบที่เกิดแก่บุตรผู้เยาว์ควบคู่กันไป และเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างประโยชน์ของบุตรกับภาระที่ผู้มีหน้าที่สร้างขึ้นเองภายหลัง กฎหมายย่อมให้ความคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของบุตรผู้เยาว์เป็นสำคัญเหนือประโยชน์ส่วนตัวของผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเสมอ. ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7073/2560 คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ป. ที่ค้างชำระจำนวน 10,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท ทุกวันที่ 30 ของเดือน ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดี จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยมีภาระหนี้สินมากและมีภาระต้องเลี้ยงดูบิดาและครอบครัว เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอลดเงิน ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดู ต่อมาจำเลยขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยื่นภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2559 จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 จึงถือได้ว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด ส่วนคำร้องของจำเลยที่ขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้น จำเลยอ้างว่า จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรซึ่งเกิดจากโจทก์และบุตรกับภริยาคนใหม่ ทั้งจำเลยยังกู้ยืมเงินจากธนาคาร ก. จำนวน 1,500,000 บาท พฤติการณ์รายได้หรือฐานะของจำเลยเปลี่ยนแปลงไปซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นภายหลัง แม้หนี้เงินกู้ดังกล่าวจำเลยอ้างว่าเพื่อสร้างบ้านให้แก่บิดาที่จังหวัดเชียงรายและต่อเติมตกแต่งบ้านที่จังหวัดสุรินทร์ ทั้ง ๆ ที่จำเลยรู้ว่ามีภาระต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท แต่จำเลยกลับไปสร้างภาระหนี้สินจำนวนมากมายดังกล่าว กรณีจึงไม่อาจนำมาอ้างเป็นเหตุผลให้กระทบเสียหายต่อค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าใช้จ่ายอื่นแก่โจทก์ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. บุตรผู้เยาว์ ที่ค้างชำระจำนวน 10,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท ทุกวันที่ 30 ของทุกเดือน นับแต่เดือนกรกฎาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะกับให้จำเลยร่วมกับโจทก์ชำระค่ารักษาพยาบาลและค่าการศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์คนละครึ่งจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีเพียงเดือนละ 500 บาท ในวันนัดพร้อมเพื่อสอบถามและไกล่เกลี่ย โจทก์ไม่ยินยอมลดการบังคับคดี ยืนยันบังคับคดีต่อไป ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีไม่สามารถสั่งให้ปฏิบัติตามคำร้องของจำเลยได้ ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท จนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 ทุกวันที่ 30 ของทุกเดือน เว้นแต่เดือนกุมภาพันธ์ ให้ชำระในวันสุดท้ายของเดือน นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป หลังจากนั้นให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2557 โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่าโดยมีบันทึกข้อตกลงว่า จำเลยยอมจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ ส่วนค่าการศึกษาและรักษาพยาบาลให้ออกคนละครึ่ง ต่อมาจำเลยผิดสัญญา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้วินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีโดยไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอลดเงินซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ต่อมาจำเลยขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยื่นภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2559 จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 กรณีจึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด หาได้ล่วงพ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์ดังที่โจทก์อ้างไม่ ส่วนคำร้องของจำเลยที่ขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้น ปรากฏว่าในวันที่ศาลชั้นต้นนัดสอบถาม โจทก์ ทนายโจทก์ และจำเลยประสงค์ที่จะเจรจาไกล่เกลี่ย ต่อมามีการไกล่เกลี่ยแต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ โจทก์ยืนยันขอให้อายัดเงินเท่าเดิม แต่จำเลยขอให้ลดลง ศาลชั้นต้นเห็นว่ากรณีไม่สามารถสั่งให้ตามคำร้องของจำเลยและให้ยกคำร้อง เท่ากับศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะสั่งแก้ไขให้ลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ต่อมาเมื่อจำเลยอุทธรณ์ โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า จำเลยมีรายได้เพียงพอ ส่วนการที่จำเลยกู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท เป็นการก่อหนี้หลังจากที่รู้อยู่แล้วว่าต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้แก่โจทก์จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ทั้งนี้โจทก์หาได้แก้อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่มีหนี้กู้ยืมเงินตามที่อ้างไม่ เช่นนี้ จึงมีข้อเท็จจริงที่เพียงพอในการวินิจฉัยแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรซึ่งเกิดจากโจทก์และบุตรกับภริยาคนใหม่ รายได้และฐานะของจำเลยอยู่อย่างลำบากข้นแค้นลง ทั้งเพื่อให้จำเลยสามารถจะให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแก่โจทก์ได้โดยไม่เป็นภัยแก่ตนเองตามสมควรแก่ฐานะ จึงได้ปรับลดกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเสียใหม่ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับอุทธรณ์และวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 1,500,000 บาท ถูกหักเงินเดือนชำระหนี้เดือนละ 13,300 บาท เงินเดือนคงเหลือ 5,227 บาท จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรซึ่งเกิดจากภริยาคนใหม่ด้วย เห็นว่า พฤติการณ์รายได้หรือฐานะของจำเลยได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นภายหลัง แต่หนี้เงินกู้ดังกล่าว จำเลยอ้างว่าเพื่อสร้างบ้านให้แก่บิดาที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และต่อเติมตกแต่งบ้านที่จังหวัดสุรินทร์ ทั้ง ๆ ที่จำเลยก็รู้อยู่ว่ามีภาระต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท รวมทั้งค่าการศึกษาและค่ารักษาพยาบาล แต่จำเลยกลับไปสร้างภาระหนี้สินจำนวนมากมายดังกล่าว กรณีจึงหาอาจนำมาอ้างเป็นเหตุผลให้กระทบเสียหายต่อค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าใช้จ่ายอื่นแก่โจทก์ไม่ จึงไม่สมควรสั่งแก้ไขลดค่าอุปการะเลี้ยงดู ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกคำร้อง แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาซึ่งได้รับยกเว้นแก่โจทก์ 200 บาท
|




