
| บุตรมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการขายที่ดินมรดกที่มารดาขายให้บุคคลภายนอกหรือไม่ เมื่อกฎหมายห้ามฟ้องบุพการีโดยตรง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในกฎหมายมรดกและกฎหมายครอบครัวว่า เมื่อบุตรเห็นว่าที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของบิดาผู้ถึงแก่ความตายถูกโอนขายไปโดยมิชอบ บุตรในฐานะทายาทโดยธรรมจะมีสิทธิฟ้องร้องเพิกถอนการมอบอำนาจขายที่ดิน เพิกถอนสัญญาขายที่ดิน และเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวได้เพียงใด โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ถูกฟ้องเป็นมารดาซึ่งเป็นบุพการีของผู้ฟ้องคดี และมีการแต่งตั้งบุตรอีกคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินการขายทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอก คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับข้อห้ามมิให้บุตรฟ้องบุพการี ตลอดจนปัญหาว่าข้อจำกัดดังกล่าวจะขยายผลไปถึงผู้รับมอบอำนาจและบุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์หรือไม่ รวมถึงการพิจารณาถึงสิทธิของทายาทในการติดตามเอาคืนทรัพย์ที่อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกจากบุคคลภายนอกผู้ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่ ศาลฎีกาวินิจฉัยถึงขอบเขตของอำนาจฟ้องโดยแยกสถานะของคู่ความแต่ละฝ่ายออกจากกันอย่างชัดเจน โดยเห็นว่าการไม่มีอำนาจฟ้องบุพการีและตัวแทนของบุพการีเป็นเพียงเหตุเฉพาะตัวระหว่างคู่ความบางฝ่ายเท่านั้น มิได้มีผลตัดสิทธิของทายาทในการดำเนินคดีกับบุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์ที่พิพาท จึงเป็นแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีมรดกที่เกี่ยวข้องกับการโอนทรัพย์สินภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงของคดี ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และนายสำรวยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2530 และมีบุตรร่วมกัน 7 คน ซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 จำเลยที่ 1 และนายสำรวยได้ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 7658 โดยในโฉนดที่ดินปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว ภายหลังนายสำรวยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2559 จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการขายที่ดินพิพาท จากนั้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ ได้ทำการขายที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลยที่ 3 และมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันเดียวกัน โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสำรวย เห็นว่าการมอบอำนาจขายที่ดินและการขายที่ดินในส่วนที่เป็นมรดกของนายสำรวยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการมอบอำนาจระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 รวมทั้งขอให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินและรายการจดทะเบียนขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสามในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกดังกล่าว ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยในคดีนี้ คือ โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และเป็นทายาทโดยธรรมของนายสำรวย มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเพื่อขอเพิกถอนนิติกรรมและการขายที่ดินพิพาทหรือไม่ แม้โจทก์ทั้งสามจะอ้างว่าที่ดินพิพาทบางส่วนเป็นทรัพย์มรดกของนายสำรวยผู้ถึงแก่ความตาย และการขายที่ดินดังกล่าวกระทบต่อสิทธิของทายาทโดยธรรม แต่ก่อนที่จะพิจารณาเนื้อหาแห่งสิทธิ ศาลจำต้องพิจารณาเสียก่อนว่าผู้ฟ้องมีอำนาจฟ้องบุคคลแต่ละรายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเข้าลักษณะเป็นการฟ้องบุพการีโดยตรง อันเป็นกรณีต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์ทั้งสามจะอ้างสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมหรือมีเหตุผลอื่นใดประกอบการฟ้องก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นบุพการีของโจทก์ทั้งสาม ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ต้น ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มิใช่คู่สัญญาผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทโดยตรง แต่เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้ดำเนินการขายที่ดินเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ภายใต้ขอบเขตแห่งหนังสือมอบอำนาจ เมื่อจำเลยที่ 2 ดำเนินการตามหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ทั้งสามนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการขายที่ดินดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นการฟ้องผู้แทนของบุพการีนั่นเอง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า แม้จะมิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยตรง แต่การฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจผู้ดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 ก็มีผลในทางกฎหมายเช่นเดียวกับการฟ้องบุพการีในเรื่องดังกล่าว เพราะข้อพิพาทเกิดจากการกระทำแทนของบุพการีโดยตรง ด้วยเหตุนี้ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้แยกพิจารณาสถานะของจำเลยที่ 3 ออกจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 อย่างชัดเจน โดยเห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะผู้ซื้อที่ดินพิพาท มิใช่บุพการีของโจทก์ทั้งสาม และมิใช่ผู้แทนของบุพการี การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 3 จึงมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ที่อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกจากบุคคลภายนอกผู้ยึดถือหรือครอบครองทรัพย์อยู่ ศาลฎีกาเห็นว่าการใช้สิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิที่เจ้าของทรัพย์หรือผู้มีสิทธิในทรัพย์สามารถใช้บังคับได้ตามกฎหมาย และมิได้เป็นการฟ้องบุพการีตามมาตรา 1562 ด้วยเหตุนี้ แม้โจทก์ทั้งสามจะไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แต่ข้อบกพร่องดังกล่าวเป็นเพียงเหตุเฉพาะตัวระหว่างคู่ความบางฝ่ายเท่านั้น ไม่อาจขยายผลไปตัดสิทธิของโจทก์ทั้งสามในการดำเนินคดีกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามยังคงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ต่อไปได้ นอกจากนี้ ศาลฎีกายังเห็นว่า เมื่อประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเพียงพอที่จะทำให้ต้องส่งคดีกลับไปดำเนินกระบวนพิจารณาต่อในส่วนของจำเลยที่ 3 แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อฎีกาอีกประเด็นหนึ่งที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่า นายสำรวยยินยอมให้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดเพียงผู้เดียว และจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ถือครองแทนในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นสินสมรส ศาลฎีกาจึงสงวนประเด็นดังกล่าวไว้ โดยยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาแห่งสิทธิ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปภายหลังจากที่มีการพิจารณาคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้ครบถ้วนเสียก่อน หลักกฎหมายที่ปรากฏจากคำพิพากษา คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญประการแรกว่า การมีสิทธิในเนื้อหาแห่งคดีและการมีอำนาจฟ้องเป็นคนละเรื่องกัน แม้บุคคลจะอ้างว่าตนเป็นทายาทโดยธรรมและได้รับผลกระทบจากการจำหน่ายทรัพย์มรดก แต่หากกฎหมายบัญญัติห้ามฟ้องบุคคลบางประเภทไว้โดยเฉพาะ สิทธิในการดำเนินคดีก็อาจถูกจำกัดได้ หลักกฎหมายสำคัญประการที่สอง คือ การพิจารณาอำนาจฟ้องต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลและเป็นรายคู่ความ ไม่ใช่เมื่อไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยคนหนึ่งแล้วจะทำให้ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทุกคนในคดีเดียวกันเสมอไป หลักกฎหมายสำคัญประการที่สาม คือ เหตุที่ทำให้ไม่มีอำนาจฟ้องอาจเป็นเหตุเฉพาะตัวของคู่ความบางฝ่าย ซึ่งไม่มีผลไปถึงบุคคลภายนอกที่มีสถานะทางกฎหมายแตกต่างออกไป วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับการห้ามฟ้องบุพการี หลักกฎหมายที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของคดีนี้ คือ บทบัญญัติเรื่องการห้ามฟ้องบุพการี ซึ่งศาลฎีกานำมาใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยอำนาจฟ้องของโจทก์ทั้งสามตั้งแต่ต้นคดี จากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้สืบสันดานกับบุพการีโดยตรง เมื่อโจทก์ทั้งสามนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อขอเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จึงเป็นการฟ้องบุพการีในทางแพ่ง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาต่อไปว่าการขายที่ดินพิพาทนั้นถูกต้องหรือไม่ เพราะประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเบื้องต้นที่ต้องได้รับการวินิจฉัยก่อนเสมอ คดีนี้แสดงให้เห็นว่า ศาลให้ความสำคัญกับสถานะของคู่ความเป็นอันดับแรก กล่าวคือ ก่อนจะพิจารณาว่าใครมีสิทธิในทรัพย์มรดกหรือใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ศาลต้องพิจารณาเสียก่อนว่าผู้ฟ้องมีสิทธิใช้กระบวนการศาลต่อบุคคลที่ถูกฟ้องหรือไม่ เมื่อศาลเห็นว่าโจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 แล้ว ผลทางกฎหมายย่อมทำให้ศาลไม่อาจพิจารณาเนื้อหาแห่งสิทธิระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 ต่อไปได้ ข้อสังเกตที่สำคัญจากคำพิพากษานี้ คือ ศาลมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยสมบูรณ์ หรือมีสิทธิขายที่ดินพิพาททั้งหมดหรือไม่ แต่ศาลวินิจฉัยเฉพาะเรื่องอำนาจฟ้องเท่านั้น ดังนั้น คำพิพากษานี้จึงมิใช่คำวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท หากแต่เป็นคำวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในการดำเนินคดีของคู่ความแต่ละฝ่าย วิเคราะห์สถานะของผู้รับมอบอำนาจตามคำพิพากษา ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ สถานะของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการขายที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 ตามอำนาจที่ได้รับมอบหมาย ศาลฎีกาพิจารณาว่า จำเลยที่ 2 มิใช่บุคคลที่เข้าทำสัญญาในนามของตนเอง แต่เป็นผู้ดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 ภายใต้ขอบเขตของหนังสือมอบอำนาจ ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำแทนผู้มอบอำนาจ ไม่ใช่การกระทำเพื่อประโยชน์ของตนเองในฐานะคู่สัญญาหลัก เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 2 โดยอาศัยเหตุแห่งการดำเนินการขายที่ดินตามหนังสือมอบอำนาจ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการฟ้องดังกล่าวมีลักษณะเป็นการฟ้องผู้แทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีของโจทก์ทั้งสาม ผลคือ แม้จำเลยที่ 2 จะมิใช่บุพการีโดยตรง แต่เนื่องจากข้อพิพาทที่ถูกฟ้องเกิดจากการกระทำแทนบุพการีโดยตรง การฟ้องจำเลยที่ 2 ในกรณีนี้จึงไม่อาจแยกออกจากการฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 แนววินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ในการพิจารณาอำนาจฟ้อง ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะตัวบุคคลที่ถูกฟ้องเท่านั้น แต่ยังพิจารณาถึงฐานะและบทบาททางกฎหมายของบุคคลนั้นด้วย หากบุคคลใดเป็นเพียงผู้ดำเนินการแทนบุพการี และข้อพิพาทเกิดจากการใช้อำนาจแทนบุพการีโดยตรง การฟ้องบุคคลนั้นอาจมีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับการฟ้องบุพการี วิเคราะห์สถานะของบุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์ ประเด็นที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปจากคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองศาล คือ การวินิจฉัยเกี่ยวกับสถานะของจำเลยที่ 3 ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 3 มีฐานะแตกต่างจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกผู้เข้ามาซื้อที่ดินพิพาทภายหลัง จำเลยที่ 3 มิใช่บุพการีของโจทก์ทั้งสาม และมิใช่ผู้แทนของบุพการี จึงไม่มีเหตุใดที่จะนำข้อห้ามฟ้องบุพการีมาใช้บังคับแก่จำเลยที่ 3 ด้วย ศาลฎีกาจึงแยกสถานะของจำเลยที่ 3 ออกจากจำเลยอีกสองคน และพิจารณาว่า การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ที่อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกจากบุคคลภายนอกผู้ยึดถือทรัพย์อยู่ เมื่อเป็นการใช้สิทธิต่อบุคคลภายนอก ไม่ใช่การฟ้องบุพการี บทบัญญัติเรื่องการห้ามฟ้องบุพการีจึงไม่อาจนำมาปิดกั้นสิทธิในการดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ได้ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า โจทก์ทั้งสามยังคงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และคดีในส่วนนี้ควรได้รับการพิจารณาต่อไปตามกระบวนการของศาล ผลของการวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องต่อรูปคดี เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แต่ยังมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ต่อไปได้ ผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นคือ คดีมิได้สิ้นสุดลงทั้งหมดตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 เคยวินิจฉัยไว้ ศาลฎีกาเห็นว่า การไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นเพียงปัญหาเฉพาะตัวของคู่ความในส่วนนั้นเท่านั้น ไม่ได้มีผลทำให้การดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 สิ้นสุดไปด้วย ดังนั้น เมื่อศาลล่างทั้งสองศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและสถานะของคู่ความแต่ละฝ่าย ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 3 โดยให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนดังกล่าว และส่งคดีกลับไปยังศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป สาระสำคัญของคำพิพากษาศาลฎีกาจึงไม่ได้อยู่ที่การวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสามมีสิทธิในที่ดินพิพาทหรือไม่ แต่เป็นการวินิจฉัยว่าคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ยังมีประเด็นที่ต้องได้รับการพิจารณาต่อไปตามกระบวนการยุติธรรม กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าใครเป็นเจ้าของสิทธิในที่ดินพิพาท หรือการขายที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่เห็นว่าคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ยังไม่ควรถูกยุติลงในชั้นนี้ การส่งคดีกลับไปยังศาลชั้นต้นจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 อย่างครบถ้วนก่อนมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี การที่ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยประเด็นเรื่องสถานะการถือครองที่ดิน อีกประเด็นหนึ่งที่ปรากฏในคำพิพากษา คือ โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า นายสำรวยยินยอมให้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทเพียงผู้เดียว และด้วยเหตุนี้จำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงผู้ถือครองที่ดินแทนในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิของนายสำรวย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว เหตุผลที่ศาลฎีกาไม่วินิจฉัย มิได้เกิดจากการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างของโจทก์ทั้งสาม แต่เกิดจากการที่ศาลเห็นว่า เมื่อคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ยังต้องกลับไปพิจารณาต่อที่ศาลชั้นต้น ประเด็นดังกล่าวจึงยังไม่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยในชั้นฎีกา ข้อสังเกตสำคัญ คือ คำพิพากษาฉบับนี้ไม่ได้ชี้ขาดว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ ไม่ได้ชี้ขาดว่า นายสำรวยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ ไม่ได้ชี้ขาดว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ถือครองแทนหรือไม่ และไม่ได้ชี้ขาดว่า การขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะหรือสามารถเพิกถอนได้หรือไม่ ประเด็นทั้งหมดดังกล่าวยังคงเป็นเรื่องที่อาจต้องได้รับการพิจารณาในชั้นศาลต่อไปภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 แล้ว ดังนั้น ขอบเขตของคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จึงเป็นการวินิจฉัยเฉพาะเรื่องอำนาจฟ้องและการดำเนินกระบวนพิจารณาเท่านั้น มิใช่การวินิจฉัยเนื้อหาแห่งสิทธิในทรัพย์มรดกโดยเด็ดขาด สาระสำคัญที่ได้รับจากคำพิพากษา จากข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยทั้งหมด สามารถสรุปสาระสำคัญของคดีได้ว่า การไม่มีอำนาจฟ้องบุพการีตามกฎหมายไม่ได้หมายความว่าทายาทจะหมดสิทธิในการดำเนินคดีต่อบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์พิพาท หากมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะผู้รับโอนทรัพย์หรือผู้ยึดถือทรัพย์อยู่ การพิจารณาอำนาจฟ้องจะต้องแยกพิจารณาเป็นรายบุคคลตามสถานะทางกฎหมายของแต่ละฝ่าย ในคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการแยกสถานะของบุพการี ตัวแทนของบุพการี และบุคคลภายนอกออกจากกันอย่างชัดเจน ทำให้เห็นว่าปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องอาจมีผลเฉพาะตัวแก่คู่ความบางฝ่ายเท่านั้น เมื่อเหตุที่ทำให้ไม่มีอำนาจฟ้องเป็นเหตุเฉพาะตัว ก็ไม่อาจขยายผลไปตัดสิทธิของโจทก์ในการดำเนินคดีกับบุคคลภายนอกซึ่งมีฐานะทางกฎหมายแตกต่างออกไปได้ แนววินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นหลักสำคัญในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดก การโอนทรัพย์ภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย และข้อพิพาทที่มีทั้งบุพการี ผู้แทน และบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีเดียวกัน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีเหตุที่จะรับคำขอของโจทก์ทั้งสามไว้พิจารณาต่อ จึงพิพากษายกฟ้องทั้งหมด และกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โดยไม่ได้มีคำสั่งให้คู่ความฝ่ายใดรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมแก่กัน 2. ศาลอุทธรณ์ เมื่อโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับผลแห่งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งหมด พร้อมกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับเช่นเดียวกัน 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการี และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 อย่างไรก็ตาม สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับซื้อที่ดินพิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ทั้งสามยังมีอำนาจฟ้องได้ เพราะเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ที่อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกจากบุคคลภายนอก ดังนั้น ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองศาลเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 3 โดยให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนนี้ และส่งคดีกลับไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ต่อไปตามรูปคดี ส่วนในระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้คงผลคำพิพากษาเดิมไว้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า การมีสิทธิในทรัพย์มรดกกับการมีอำนาจฟ้องเป็นคนละเรื่องกัน แม้บุคคลจะเป็นทายาทโดยธรรมและอ้างว่าสิทธิในทรัพย์มรดกของตนได้รับความเสียหาย แต่การใช้สิทธิทางศาลยังต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย เมื่อกฎหมายบัญญัติห้ามผู้สืบสันดานฟ้องบุพการีโดยตรง ผู้สืบสันดานย่อมไม่มีอำนาจฟ้องบุพการี แม้ข้อพิพาทนั้นจะเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกที่ตนอ้างสิทธิอยู่ก็ตาม อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดดังกล่าวเป็นเพียงเหตุเฉพาะตัวระหว่างคู่ความที่มีความสัมพันธ์เป็นบุพการีและผู้สืบสันดานเท่านั้น มิได้เป็นเหตุที่ทำให้สิทธิในการดำเนินคดีกับบุคคลภายนอกสิ้นสุดลงไปด้วย หลักที่สำคัญจากคำพิพากษานี้ คือ ศาลต้องแยกพิจารณาสถานะทางกฎหมายของจำเลยแต่ละคนเป็นรายบุคคล การที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยคนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าโจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทุกคนในคดีเดียวกันเสมอไป นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นว่า เมื่อมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะผู้รับโอนทรัพย์ที่พิพาท สิทธิในการติดตามเอาคืนทรัพย์จากบุคคลภายนอกยังคงอาจดำเนินต่อไปได้ แม้จะมีข้อจำกัดในการฟ้องบุคคลบางฝ่ายก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า บุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมสามารถฟ้องเพิกถอนการขายที่ดินมรดกได้หรือไม่ ในกรณีที่ผู้ขายเป็นมารดาซึ่งเป็นบุพการีของผู้ฟ้อง และมีการมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการขายแทน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องไม่มีอำนาจฟ้องบุพการีและผู้แทนของบุพการี แต่ยังคงมีอำนาจฟ้องบุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์ได้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การห้ามฟ้องบุพการี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงผู้ดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 ได้เช่นกัน 2. สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์จากบุคคลภายนอก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ทั้งสามจะไม่มีอำนาจฟ้องบุพการีและตัวแทนของบุพการี แต่ยังมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับซื้อที่ดินพิพาท เพราะเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ที่อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกจากผู้ยึดถือทรัพย์อยู่ อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ข้อ 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 มาตรา 820 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวการและตัวแทน โดยกำหนดหลักว่า การกระทำที่ตัวแทนได้กระทำภายในขอบเขตอำนาจที่ได้รับมอบหมาย ย่อมมีผลผูกพันตัวการเสมือนหนึ่งว่าตัวการเป็นผู้กระทำการนั้นด้วยตนเอง ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการขายที่ดินพิพาท และต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 ตามอำนาจที่ได้รับมอบหมาย ศาลฎีกาพิจารณาว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจซึ่งดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิใช่ผู้มีสิทธิในทรัพย์พิพาทในนามของตนเอง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการ สาระสำคัญที่ปรากฏจากคดีนี้ คือ ศาลมิได้พิจารณาจำเลยที่ 2 ในฐานะบุคคลอิสระจากจำเลยที่ 1 แต่พิจารณาว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปฏิบัติการแทนจำเลยที่ 1 ตามหนังสือมอบอำนาจ ดังนั้น เมื่อข้อพิพาทเกิดจากการกระทำที่จำเลยที่ 2 ทำในฐานะตัวแทน การพิจารณาอำนาจฟ้องจึงต้องเชื่อมโยงกับสถานะของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการด้วย แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการของกฎหมายตัวแทนที่ถือว่าการกระทำของตัวแทนภายในขอบเขตอำนาจเป็นการกระทำของตัวการ และผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้นย่อมตกแก่ตัวการโดยตรง ข้อ 2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มาตรา 1336 เป็นบทบัญญัติที่รับรองสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินในการติดตามและเอาคืนทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์นั้นอยู่ ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 3 มีลักษณะเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ที่อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกจากบุคคลภายนอกผู้รับซื้อที่ดินพิพาทไป ศาลฎีกาจึงเห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสามจะไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการี และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของบุพการีก็ตาม แต่สิทธิในการดำเนินคดีกับจำเลยที่ 3 ยังเป็นสิทธิอีกลักษณะหนึ่งซึ่งแยกต่างหากจากความสัมพันธ์ระหว่างบุตรกับบุพการี สาระสำคัญของมาตรา 1336 ที่สะท้อนในคดีนี้ คือ สิทธิของผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ที่จะเรียกร้องหรือติดตามทรัพย์จากบุคคลภายนอกผู้ยึดถือทรัพย์อยู่ โดยสิทธิดังกล่าวไม่ถูกตัดสิทธิไปเพียงเพราะมีข้อจำกัดในการฟ้องบุคคลอื่นบางฝ่าย ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ยังมีประเด็นที่ต้องได้รับการพิจารณาต่อไป และยังไม่อาจยุติคดีในส่วนนั้นได้ ข้อ 3. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 มาตรา 1562 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่สุดของคดีนี้ โดยบัญญัติว่า ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้ ศาลฎีกานำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้วินิจฉัยเป็นประเด็นแรก เนื่องจากโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าจำเลยที่ 1 เป็นมารดาของโจทก์ทั้งสาม ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าข้อพิพาทนั้นจะเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกหรือสิทธิอื่นใดก็ตาม นอกจากนี้ ศาลฎีกายังพิจารณาต่อไปว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 การฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อพิพาทที่เกิดจากการดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 จึงมีลักษณะเป็นการฟ้องตัวแทนของบุพการีด้วย ผลของการวินิจฉัยดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องทั้งจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้แยกผลของมาตรา 1562 ออกจากสถานะของจำเลยที่ 3 โดยเห็นว่า ข้อห้ามฟ้องบุพการีเป็นเหตุเฉพาะตัวระหว่างผู้สืบสันดานกับบุพการีเท่านั้น ไม่อาจขยายผลไปถึงบุคคลภายนอกซึ่งไม่มีความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ คดีนี้จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มาตรา 1562 เป็นบทบัญญัติที่จำกัดอำนาจฟ้องเฉพาะบุคคลบางประเภท มิใช่บทบัญญัติที่ตัดสิทธิในการดำเนินคดีทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์พิพาทเดียวกัน ข้อ 4. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ในคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องพิจารณา คือ โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่ละรายหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในการนำคดีขึ้นสู่ศาล จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ศาลฎีกาได้แยกพิจารณาสถานะของจำเลยแต่ละคนออกจากกัน โดยวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แต่ยังมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ได้ สาระสำคัญที่สะท้อนจากคดีนี้ คือ การพิจารณาว่าบุคคลใดมีสิทธิดำเนินคดีต่อบุคคลใด ต้องพิจารณาตามฐานะทางกฎหมายและความเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทของคู่ความแต่ละฝ่ายเป็นรายกรณี ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการแยกสถานะของคู่ความออกจากกันอย่างชัดเจน โดยไม่ถือว่าการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยคนหนึ่งจะทำให้ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยอีกคนหนึ่งโดยอัตโนมัติ แนววินิจฉัยดังกล่าวทำให้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้คดีจะไม่อาจดำเนินต่อไปได้ในส่วนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แต่คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ยังสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ตามกฎหมาย และสมควรส่งกลับไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม บุตรสามารถฟ้องมารดาเพื่อเพิกถอนการขายที่ดินซึ่งอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของบิดาที่ถึงแก่ความตายแล้วได้หรือไม่ คำตอบ ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงอยู่ในฐานะผู้สืบสันดานและบุพการีตามกฎหมาย เมื่อกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้ผู้สืบสันดานฟ้องบุพการีเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 แม้จะอ้างว่าที่ดินพิพาทเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกของบิดาผู้ถึงแก่ความตายก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ศาลพิจารณาในส่วนนี้ไม่ใช่เรื่องว่าใครมีสิทธิในที่ดินพิพาท แต่เป็นเรื่องว่าผู้ฟ้องมีอำนาจดำเนินคดีต่อบุคคลที่ถูกฟ้องหรือไม่ ดังนั้น แม้โจทก์จะอ้างสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรม ศาลก็ยังต้องพิจารณาข้อจำกัดเรื่องอำนาจฟ้องก่อนเสมอ หากปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องเป็นบุพการีโดยตรง ย่อมเป็นเหตุให้ไม่อาจดำเนินคดีต่อบุคคลนั้นได้ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ในคดีนี้ 2. คำถาม หากบุพการีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นขายทรัพย์สินแทน บุตรสามารถฟ้องผู้รับมอบอำนาจได้หรือไม่ คำตอบ ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้ดำเนินการขายที่ดินพิพาทเท่านั้น มิใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทในนามของตนเอง การดำเนินการต่าง ๆ ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการ เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 2 โดยอาศัยเหตุจากการดำเนินการตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการฟ้องบุคคลที่ปฏิบัติการแทนบุพการีโดยตรง จึงมีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับการฟ้องบุพการีด้วย ผลคือ โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 คดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่า ในการพิจารณาอำนาจฟ้อง ศาลไม่ได้ดูเฉพาะตัวบุคคลที่ถูกฟ้องเท่านั้น แต่ยังพิจารณาบทบาทและสถานะทางกฎหมายของบุคคลนั้นประกอบด้วยว่ากระทำการในนามของตนเองหรือกระทำการแทนผู้อื่น 3. คำถาม เมื่อไม่มีอำนาจฟ้องบุพการีแล้ว จะทำให้ไม่สามารถดำเนินคดีกับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์พิพาทได้ทั้งหมดหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ว่า การไม่มีอำนาจฟ้องบุพการีเป็นเพียงเหตุเฉพาะตัวระหว่างผู้ฟ้องกับบุพการีเท่านั้น และอาจรวมถึงบุคคลที่ปฏิบัติการแทนบุพการีในเรื่องที่พิพาทด้วย แต่เหตุดังกล่าวไม่ได้มีผลทำให้ผู้ฟ้องหมดสิทธิในการดำเนินคดีกับบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์พิพาทโดยอัตโนมัติ ศาลได้แยกพิจารณาสถานะของจำเลยแต่ละรายออกจากกัน และเห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกผู้รับซื้อที่ดินพิพาท มิใช่บุพการีและมิใช่ผู้แทนของบุพการี ดังนั้น การไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการพิจารณาอำนาจฟ้องต้องแยกพิจารณาเป็นรายคู่ความ และไม่อาจนำเหตุเฉพาะตัวของคู่ความบางฝ่ายไปใช้ตัดสิทธิในการดำเนินคดีต่อบุคคลอื่นได้ 4. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์ยังมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาท คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 3 มีสถานะแตกต่างจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อย่างชัดเจน เนื่องจากจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกผู้รับซื้อที่ดินพิพาท มิใช่บุพการีของโจทก์ทั้งสาม และมิใช่ผู้ดำเนินการแทนบุพการี การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 3 จึงมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ที่อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกจากบุคคลภายนอกผู้ยึดถือทรัพย์อยู่ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการดำเนินคดีในส่วนนี้ไม่ใช่การฟ้องบุพการีตามข้อห้ามของกฎหมาย แม้โจทก์ทั้งสามจะไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ก็ตาม สิทธิในการดำเนินคดีกับจำเลยที่ 3 ยังคงมีอยู่ และคดีในส่วนดังกล่าวควรได้รับการพิจารณาต่อไปตามกระบวนการของศาล คำวินิจฉัยนี้จึงเป็นเหตุให้ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองศาลในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 5. คำถาม ศาลฎีกาได้วินิจฉัยหรือไม่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายสำรวยจริงหรือไม่ คำตอบ จากคำพิพากษาปรากฏว่า โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า นายสำรวยยินยอมให้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทเพียงผู้เดียว และจำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นเพียงผู้ถือครองแทนในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิของนายสำรวย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ยังต้องได้รับการพิจารณาต่อไปที่ศาลชั้นต้น จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งสิทธิดังกล่าวในชั้นฎีกา คดีนี้จึงไม่ได้เป็นคำพิพากษาที่ชี้ขาดว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายสำรวยหรือไม่ หรือจำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นเพียงผู้ถือครองแทนหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยเฉพาะประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องและการดำเนินกระบวนพิจารณาเท่านั้น ส่วนข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการพิจารณาต่อไปตามกระบวนการของศาล 6. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่พิพากษาชี้ขาดข้อพิพาททั้งหมดให้เสร็จสิ้นในคดีนี้ คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ยังมีประเด็นที่ต้องได้รับการพิจารณาและวินิจฉัยเพิ่มเติม เนื่องจากโจทก์ทั้งสามยังมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 อยู่ ดังนั้น หากศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงและเนื้อหาแห่งสิทธิทั้งหมดในชั้นนี้ อาจทำให้คู่ความไม่ได้รับการพิจารณาข้อพิพาทอย่างครบถ้วนตามลำดับชั้นของศาล ศาลฎีกาจึงเลือกวินิจฉัยเฉพาะประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องก่อน และเมื่อเห็นว่าคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ จึงให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองศาลเฉพาะในส่วนนั้น แล้วส่งคดีกลับไปยังศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างของกรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่จำเป็นต่อการกำหนดแนวทางดำเนินคดี และเปิดโอกาสให้ศาลชั้นต้นพิจารณาข้อพิพาทที่เหลือต่อไป 7. คำถาม คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไรต่อคดีมรดกที่มีการโอนทรัพย์ให้บุคคลภายนอก คำตอบ ความสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การวางหลักว่า การไม่มีอำนาจฟ้องบุพการีไม่ได้ทำให้สิทธิในการดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกสิ้นสุดลงทั้งหมด ศาลฎีกาได้แยกสถานะของบุพการี ผู้แทนของบุพการี และบุคคลภายนอกออกจากกันอย่างชัดเจน โดยเห็นว่าข้อห้ามฟ้องบุพการีเป็นเพียงเหตุเฉพาะตัวที่ใช้บังคับระหว่างผู้สืบสันดานกับบุพการีเท่านั้น ไม่อาจนำไปใช้ตัดสิทธิในการดำเนินคดีกับบุคคลภายนอกได้ หลักดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายหรือโอนทรัพย์ภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เพราะช่วยกำหนดแนวทางว่าศาลจะต้องพิจารณาสถานะของคู่ความแต่ละฝ่ายแยกจากกัน ไม่ใช่วินิจฉัยรวมทุกฝ่ายโดยอาศัยเหตุเฉพาะตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผลของคำพิพากษาจึงเป็นแนวทางสำคัญในการพิจารณาคดีมรดกที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์พิพาท 8. คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้รับจากคดีนี้คืออะไร คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ปรากฏจากคำพิพากษานี้ คือ การพิจารณาอำนาจฟ้องต้องแยกพิจารณาตามสถานะทางกฎหมายของคู่ความแต่ละฝ่าย และเหตุที่ทำให้ไม่มีอำนาจฟ้องอาจเป็นเพียงเหตุเฉพาะตัวที่ไม่มีผลไปถึงคู่ความรายอื่น ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการี และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการแทนบุพการี แต่ยังคงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับซื้อที่ดินพิพาทได้ หลักดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การพิจารณาอำนาจฟ้องมิได้ขึ้นอยู่กับว่าคดีเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินเดียวกันหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องแต่ละรายด้วย คำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการแยกผลทางกฎหมายของคู่ความแต่ละฝ่ายออกจากกัน และเป็นหลักสำคัญในการพิจารณาคดีที่มีคู่ความหลายฝ่ายเกี่ยวข้องกับทรัพย์พิพาทเดียวกัน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 625/2569 โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของ ส. ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการมอบอำนาจให้ขายที่ดินมรดกระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเพิกถอนสัญญาขายที่ดิน และรายการจดทะเบียนขายที่ดินมรดกดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสาม เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 ส่วนจำเลยที่ 2 ดำเนินการตามหนังสือมอบอำนาจ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถือว่าเป็นการฟ้องในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีด้วย แม้โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุเฉพาะตัวหามีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วยไม่ โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 3 ต่อไปได้ โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการมอบอำนาจให้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7658 ในส่วนที่เป็นมรดกของนายสำรวย ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2559 เพิกถอนหนังสือสัญญาขายที่ดินและรายการจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวในส่วนที่เป็นมรดกของนายสำรวย ระหว่างจำเลยทั้งสาม ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2559 และรายการจดทะเบียนวันที่ 9 กันยายน 2559 ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และนายสำรวย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2530 มีบุตรด้วยกัน 7 คน รวมโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 จำเลยที่ 1 และนายสำรวยซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 7658 โดยระบุชื่อจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวในโฉนดที่ดิน นายสำรวยถึงแก่ความตายวันที่ 10 มิถุนายน 2559 ต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2559 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ขายที่ดินพิพาท จากนั้นวันที่ 9 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ขายที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลยที่ 3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 บัญญัติว่า ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้... เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ทั้งสามเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจให้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ดำเนินการตามหนังสือมอบอำนาจแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการฟ้องในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีด้วย แต่ที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 3 ถือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะเป็นการฟ้องบุพการี และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุเฉพาะตัวระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น หามีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วยไม่ โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 3 ต่อไปได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า นายสำรวยยินยอมให้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินพิพาทเพียงผู้เดียวเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นเพียงตัวแทนการถือครองที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นสินสมรสของนายสมรวยนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 แล้ว พิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 3 ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
|




