
| สามีภริยาแยกกันอยู่โดยยังไม่หย่า สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้หรือไม่ ศาลพิจารณาจากอะไรและกำหนดจำนวนเงินอย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาซึ่งยังมีสถานะสมรสอยู่ตามกฎหมาย แต่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ตามปกติและได้แยกกันอยู่อาศัย โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายหรือได้รับไม่เพียงพอแก่ฐานะและความจำเป็นในการดำรงชีพ จะมีสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เพียงใด และศาลจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการกำหนดจำนวนเงินที่เหมาะสม คดีนี้ศาลได้วินิจฉัยถึงหน้าที่พื้นฐานของคู่สมรสที่ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุข ช่วยเหลือเกื้อกูล และอุปการะเลี้ยงดูกันตลอดระยะเวลาที่การสมรสยังคงมีผลตามกฎหมาย แม้ว่าจะมีการแยกกันอยู่แล้วก็ตาม การพิจารณาค่าอุปการะเลี้ยงดูมิได้ดูเฉพาะรายได้ของผู้ขอรับหรือทรัพย์สินที่เคยได้รับจากอีกฝ่ายเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงความสามารถในการหารายได้ของผู้มีหน้าที่อุปการะ ฐานะทางเศรษฐกิจของผู้รับ และพฤติการณ์โดยรวมของคดีว่าผู้ขอรับได้รับความเดือดร้อนหรือได้รับการเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่สภาพความเป็นอยู่หรือไม่ นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักสำคัญว่าทรัพย์สินที่ได้รับโอนให้แม้จะมีมูลค่าสูง แต่หากไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้หรือไม่สามารถนำมาใช้เป็นแหล่งรายได้สำหรับการดำรงชีพได้โดยตรง ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุเพียงพอที่จะตัดสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เสมอไป ศาลจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกันอย่างรอบด้านเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่สมรสทั้งสองฝ่าย และให้การอุปการะเลี้ยงดูสอดคล้องกับความจำเป็นในการดำรงชีพและความสามารถในการรับภาระของผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูตามที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองไว้. สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ระหว่างการดำเนินคดีปรากฏว่าจำเลยได้ยินยอมยกที่ดินพร้อมบ้านพักอาศัยราคาประมาณ 5,000,000 บาท ที่ดินอีกแปลงหนึ่งราคาประมาณ 3,000,000 บาทเศษ และรถยนต์จำนวน 2 คัน ให้แก่โจทก์ นอกจากนี้ยังโอนสลากออมสินมูลค่า 3,000,000 บาท ให้แก่บุตรสาว พร้อมตกลงจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 50,000 บาท ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งคดีเกิดขึ้นเมื่อประมาณกลางปี 2556 โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยมีพฤติการณ์ประพฤติตนไม่เหมาะสม เที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน จนทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทและมีปากเสียงกันอยู่เสมอ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2556 จำเลยได้แยกตัวออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่นและไม่กลับมาอยู่ร่วมกับโจทก์อีก ทั้งยังหยุดจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เคยจ่ายให้โจทก์เดือนละ 70,000 บาท ส่งผลให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีพเป็นอย่างมาก ฝ่ายจำเลยยอมรับว่ามีการขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านและย้ายไปพักอาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง เนื่องจากเกิดความขัดแย้งและมีปากเสียงรุนแรงระหว่างคู่สมรส โดยทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจแยกกันอยู่ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการแยกกันอยู่อาศัย แต่ก็ยังมิได้มีการหย่าขาดจากกันตามกฎหมายแต่อย่างใด สถานะความเป็นสามีภริยาจึงยังคงดำรงอยู่ สำหรับฐานะทางเศรษฐกิจของคู่ความ ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้จากการรับทำบัญชีให้แก่บริษัทจำนวน 3 แห่ง รวมเป็นเงินเดือนละ 9,000 บาท ซึ่งเป็นรายได้ประจำเพียงส่วนหนึ่งในการดำรงชีพ ขณะที่จำเลยประกอบอาชีพทนายความ มีรายได้จากการว่าความและการเป็นที่ปรึกษากฎหมาย อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งมีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท โดยได้รับเงินเดือนเดือนละ 15,000 บาท และยังเป็นผู้ถือหุ้นในอีกบริษัทหนึ่งซึ่งมีทุนจดทะเบียน 25,000,000 บาท โดยจำเลยถือหุ้นเป็นมูลค่า 5,000,000 บาท และได้รับค่าจ้างอีกเดือนละ 30,000 บาท เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงปรากฏว่าจำเลยมีรายได้ประจำจากบริษัททั้งสองแห่งรวมเดือนละ 45,000 บาท นอกเหนือจากรายได้ที่อาจได้รับจากการประกอบวิชาชีพทนายความ ขณะที่โจทก์มีรายได้เพียงเดือนละ 9,000 บาท อันแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งภายหลังการแยกกันอยู่ จำเลยมิได้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เช่นที่เคยปฏิบัติมาก่อน ด้วยเหตุนี้ โจทก์จึงเห็นว่าตนไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากคู่สมรสอย่างเพียงพอ ทั้งที่การสมรสยังมิได้สิ้นสุดลง จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ค้างชำระเป็นเงิน 560,000 บาท และขอให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นรายเดือน เดือนละ 70,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ส่วนจำเลยให้การต่อสู้คดีโดยขอให้ยกฟ้องทั้งหมด นำมาสู่การพิจารณาวินิจฉัยว่าภายใต้ข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยหรือไม่ และหากมีสิทธิจะสมควรกำหนดเป็นจำนวนเท่าใดจึงจะเหมาะสมแก่ฐานะ ความจำเป็นในการดำรงชีพ และพฤติการณ์แห่งคดี. คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่บุคคลสองคนตกลงอยู่กินร่วมกันเป็นสามีภริยา ย่อมก่อให้เกิดหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุข ดูแลเอาใจใส่ ช่วยเหลือเกื้อกูล และอุปการะเลี้ยงดูกันตลอดระยะเวลาที่ความเป็นสามีภริยายังคงอยู่ การแยกกันอยู่อาศัยไม่ได้หมายความว่าหน้าที่ดังกล่าวจะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ตราบใดที่การสมรสยังไม่สิ้นสุดลงตามกฎหมาย คู่สมรสแต่ละฝ่ายยังคงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรแก่ฐานะและพฤติการณ์แห่งกรณี ศาลเห็นว่า การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดให้คู่สมรสฝ่ายที่ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับไม่เพียงพอแก่สภาพความเป็นอยู่ สามารถเรียกร้องให้ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ โดยศาลจะต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดีเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเฉพาะรายได้หรือทรัพย์สินของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงด้านเดียว เมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน ศาลรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดข้อพิพาทจำเลยเคยให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 70,000 บาท ต่อมาเมื่อจำเลยแยกออกไปอยู่ที่อื่นในวันที่ 30 ธันวาคม 2556 จำเลยก็หยุดจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้โจทก์ซึ่งมีรายได้จากการรับทำบัญชีเพียงเดือนละ 9,000 บาท ต้องประสบความเดือดร้อนเกินสมควรแก่ฐานะและสภาพการดำรงชีวิตที่เคยเป็นมา ศาลยังพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยประกอบวิชาชีพทนายความ มีรายได้จากการว่าความและการเป็นที่ปรึกษากฎหมาย อีกทั้งยังได้รับเงินเดือนจากบริษัทที่ตนมีส่วนเกี่ยวข้องรวมเดือนละ 45,000 บาท และยังถือหุ้นในบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนจำนวนมาก แม้จะไม่มีพยานหลักฐานแสดงรายได้จากการประกอบวิชาชีพทนายความเป็นจำนวนแน่นอน แต่พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยยังมีศักยภาพและความสามารถในการหารายได้เพิ่มเติมได้อีก ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่ศาลให้ความสำคัญคือ จำเลยพักอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมของบุคคลอื่นโดยไม่ปรากฏว่าต้องเสียค่าเช่าแต่อย่างใด อันเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยมิได้มีภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยในระดับสูง และยังมีความสามารถในการจัดการภาระทางการเงินของตนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ภาระในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งจำเลยตกลงจ่ายเดือนละ 50,000 บาท ก็อยู่ในช่วงใกล้สิ้นสุดลงแล้วเนื่องจากบุตรกำลังจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี การพิจารณาทรัพย์สินที่จำเลยยกให้แก่โจทก์ ประเด็นสำคัญที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้คือ โจทก์ได้รับทรัพย์สินจากจำเลยไปแล้วเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นบ้านพร้อมที่ดิน ที่ดินอีกแปลงหนึ่ง รถยนต์จำนวน 2 คัน และยังมีการโอนสลากออมสินมูลค่า 3,000,000 บาท ให้แก่บุตร จึงไม่สมควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มเติมอีก ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับข้อโต้แย้งดังกล่าว โดยวินิจฉัยว่าการได้รับทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงไม่ได้หมายความว่าผู้รับจะมีรายได้เพียงพอสำหรับการดำรงชีพเสมอไป เพราะทรัพย์สินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้เป็นประจำ อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าโจทก์ได้โอนที่ดินบางส่วนให้แก่บุตรแล้ว จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์มีฐานะทางการเงินมั่นคงเพียงพอจนไม่จำเป็นต้องได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากคู่สมรสอีกต่อไป แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการพิจารณาค่าอุปการะเลี้ยงดูมิได้มุ่งดูเฉพาะมูลค่าทรัพย์สินที่ผู้รับครอบครอง แต่ต้องพิจารณาถึงความสามารถในการสร้างรายได้จริงของทรัพย์สินนั้น รวมทั้งความจำเป็นในการดำรงชีพของผู้รับในชีวิตประจำวันด้วย หากทรัพย์สินที่ได้รับไม่สามารถก่อให้เกิดรายได้อย่างเพียงพอแก่การยังชีพ ก็ยังเป็นเหตุให้ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามสมควร เหตุผลที่ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาท แม้โจทก์จะขอให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นรายเดือน เดือนละ 70,000 บาท ตามจำนวนที่เคยได้รับมาก่อน แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความพอเหมาะพอควร สอดคล้องกับความจำเป็นของผู้รับและความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ มิใช่กำหนดตามจำนวนที่คู่สมรสเคยจ่ายให้ในอดีตโดยอัตโนมัติ เมื่อพิจารณาถึงรายได้ของโจทก์ รายได้และฐานะทางเศรษฐกิจของจำเลย ภาระค่าครองชีพของทั้งสองฝ่าย ตลอดจนพฤติการณ์แห่งคดีที่คู่สมรสแยกกันอยู่และไม่อาจกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันได้ตามปกติสุข ศาลจึงเห็นสมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่สภาพความเป็นอยู่ของโจทก์และไม่เกินความสามารถในการรับภาระของจำเลย นอกจากนี้ ศาลยังเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูสำหรับช่วงเวลาก่อนฟ้องเป็นเวลา 8 เดือน คิดเป็นเงิน 80,000 บาท เนื่องจากตลอดช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย ทั้งที่ความสัมพันธ์ทางกฎหมายในฐานะสามีภริยายังคงดำรงอยู่ และโจทก์ยังคงมีความจำเป็นในการดำรงชีพตามสมควรแก่ฐานะของตน. วิเคราะห์ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่ใช้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา และระหว่างบิดามารดากับบุตร โดยมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองบุคคลที่มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่ให้ต้องประสบความเดือดร้อนจากการถูกละเลยทอดทิ้ง หรือได้รับการดูแลไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพตามสมควรแก่ฐานะและสภาพความเป็นอยู่ หลักสำคัญของกฎหมายมาตรานี้มิได้มุ่งเน้นเพียงการบังคับให้ผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูชำระเงินเท่านั้น แต่ยังมุ่งรักษาความสมดุลระหว่างสิทธิของผู้รับกับภาระหน้าที่ของผู้ให้ โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย สาระสำคัญประการแรกของมาตราดังกล่าว คือ ผู้มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจะต้องเป็นบุคคลที่ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูเลย หรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ กล่าวคือ แม้จะมีรายได้อยู่บ้าง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหมดสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู หากรายได้นั้นยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตตามสมควรแก่ฐานะของตน ในทางกลับกัน หากบุคคลนั้นสามารถดำรงชีพได้อย่างเพียงพออยู่แล้ว ศาลอาจไม่กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มเติมก็ได้ สาระสำคัญประการที่สอง คือ ศาลมีดุลพินิจอย่างกว้างในการกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยกฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราตายตัว แต่ให้ศาลพิจารณาจากความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีเป็นสำคัญ ดังนั้น แม้ผู้มีหน้าที่ต้องให้จะมีรายได้สูง ศาลก็ไม่จำเป็นต้องกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามจำนวนที่ผู้ขอเรียกร้องเสมอไป ขณะเดียวกัน หากผู้มีหน้าที่ต้องให้มีศักยภาพในการหารายได้สูง ศาลก็อาจพิจารณาถึงความสามารถในการแสวงหารายได้เพิ่มเติมประกอบการวินิจฉัยได้ด้วย สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 1598/38 มาใช้โดยพิจารณาว่า โจทก์มีรายได้เพียงเดือนละ 9,000 บาท ขณะที่จำเลยมีอาชีพทนายความ ได้รับเงินเดือนจากบริษัทที่เกี่ยวข้องรวมเดือนละ 45,000 บาท และยังมีความสามารถในการประกอบวิชาชีพเพื่อหารายได้เพิ่มเติม อีกทั้งภายหลังการแยกกันอยู่ จำเลยมิได้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เช่นเดิม ส่งผลให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร แม้โจทก์จะได้รับทรัพย์สินหลายรายการจากจำเลย แต่ทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ประจำ จึงไม่อาจถือเป็นเหตุให้สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูสิ้นสุดลงได้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ยังเป็นผู้ที่ควรได้รับการอุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1598/38 และกำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในอัตราที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้จากคดีนี้ คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า การแยกกันอยู่อาศัยระหว่างสามีภริยาไม่ได้ทำให้หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ตราบใดที่การสมรสยังไม่สิ้นสุดลงตามกฎหมาย คู่สมรสแต่ละฝ่ายยังคงมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือและอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามสมควรแก่ฐานะ นอกจากนี้ ศาลยังวางหลักว่า การพิจารณาว่าผู้ขอรับค่าอุปการะเลี้ยงดูสมควรได้รับความช่วยเหลือหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงในการดำรงชีพ ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่าบุคคลนั้นมีทรัพย์สินอยู่หรือไม่ หากทรัพย์สินที่มีอยู่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือไม่สามารถใช้เป็นแหล่งรายได้สำหรับการดำรงชีวิตได้อย่างเพียงพอ ก็ยังถือได้ว่าบุคคลนั้นอาจอยู่ในฐานะที่สมควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง อีกหลักการหนึ่งที่สำคัญ คือ ศาลจะพิจารณาทั้งรายได้ที่ปรากฏแน่นอนและศักยภาพในการหารายได้ของผู้มีหน้าที่ต้องให้ประกอบกัน กล่าวคือ หากพฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีความสามารถในการประกอบอาชีพหรือแสวงหารายได้เพิ่มเติม ศาลย่อมนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามความเป็นจริงและเกิดความเป็นธรรมแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่าย. เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดู กฎหมายเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้บุคคลที่มีความสัมพันธ์ในทางครอบครัวตามที่กฎหมายรับรองต้องรับผิดชอบต่อกันตามสมควร มิใช่ปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องประสบความเดือดร้อนหรือขาดปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ทั้งนี้เพราะสถาบันครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญของสังคม และความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยามิใช่เป็นเพียงความสัมพันธ์ส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นนิติสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายด้วย เจตนารมณ์ของมาตรา 1598/38 จึงมุ่งคุ้มครองคู่สมรสหรือบุคคลที่ควรได้รับการอุปการะเลี้ยงดูให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามฐานะ มิให้ถูกทอดทิ้งหรือถูกตัดความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจโดยปราศจากเหตุอันสมควร โดยเฉพาะในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีฐานะหรือความสามารถในการหารายได้เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน กฎหมายจึงให้อำนาจศาลเข้ามากำหนดความเป็นธรรมและจัดสรรภาระหน้าที่ระหว่างคู่กรณีให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง จากแนวคิดดังกล่าว จะเห็นได้ว่ากฎหมายมิได้มุ่งลงโทษผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู แต่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันมิให้บุคคลที่เคยพึ่งพาอาศัยกันในฐานะครอบครัวต้องตกอยู่ในภาวะขาดแคลนหรือได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้คู่สมรสยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อกันแม้จะเกิดความขัดแย้งหรือแยกกันอยู่ ตราบใดที่ความสัมพันธ์ทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุดลง คดีนี้สะท้อนเจตนารมณ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะแม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่เป็นเวลานานและมีความขัดแย้งจนไม่สามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้ตามปกติสุข แต่เมื่อการสมรสยังคงมีผลตามกฎหมาย และฝ่ายที่ควรได้รับการอุปการะเลี้ยงดูยังประสบความเดือดร้อนจากการขาดรายได้เพียงพอในการดำรงชีพ กฎหมายก็ยังคุ้มครองสิทธิของบุคคลนั้นในการขอให้ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามความเหมาะสม การประยุกต์ใช้หลักกฎหมายกับข้อเท็จจริงของคดี เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของคดีประกอบกับหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่าศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยโดยยึดถือข้อเท็จจริงเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่ง หากแต่พิจารณาภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสทั้งหมด เริ่มตั้งแต่สาเหตุที่นำไปสู่การแยกกันอยู่ สภาพความเป็นอยู่ของคู่กรณี รายได้ของแต่ละฝ่าย ภาระทางการเงินที่มีอยู่ ตลอดจนทรัพย์สินที่ได้มีการโอนให้กันระหว่างการพิจารณาคดี ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ก่อนเกิดข้อพิพาทจำเลยเคยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เป็นประจำเดือนละ 70,000 บาท แต่ภายหลังจากแยกกันอยู่กลับหยุดจ่ายโดยสิ้นเชิง ขณะที่โจทก์มีรายได้จากการรับทำบัญชีเพียงเดือนละ 9,000 บาท ซึ่งไม่อาจเปรียบเทียบได้กับศักยภาพทางเศรษฐกิจของจำเลยที่มีอาชีพทนายความ มีรายได้จากบริษัทหลายแห่ง และมีฐานะทางการเงินดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในอีกด้านหนึ่ง ศาลก็มิได้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามจำนวนที่โจทก์ร้องขอทั้งหมด เพราะยังต้องคำนึงถึงความพอเหมาะพอควรตามพฤติการณ์แห่งคดี รวมถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยยังมีภาระในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร และได้โอนทรัพย์สินหลายรายการให้แก่โจทก์และบุตรแล้ว แม้ทรัพย์สินเหล่านั้นจะไม่ใช่ทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้โดยตรงก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงใช้ดุลพินิจปรับสมดุลระหว่างสิทธิของโจทก์กับภาระของจำเลย โดยกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูในอัตราเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งศาลเห็นว่าเพียงพอแก่การดำรงชีพของโจทก์ตามสมควรแก่ฐานะ ขณะเดียวกันก็ไม่เป็นภาระเกินสมควรแก่จำเลย อันเป็นการใช้หลักความเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวอย่างแท้จริง ความสำคัญของคำวินิจฉัยต่อคดีครอบครัวในอนาคต คำวินิจฉัยในคดีนี้มีความสำคัญต่อการตีความกฎหมายเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาอย่างยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับสภาพความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริงมากกว่าการพิจารณาเพียงรูปแบบทางกฎหมายหรือมูลค่าทรัพย์สินที่คู่สมรสถือครองอยู่ แนววินิจฉัยดังกล่าวยังตอกย้ำหลักการว่าทรัพย์สินกับรายได้เป็นคนละเรื่องกัน บุคคลอาจมีทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง แต่หากทรัพย์สินนั้นไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือไม่สามารถนำมาใช้เลี้ยงชีพได้อย่างเพียงพอ ก็ยังอาจอยู่ในฐานะที่ควรได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นว่าในการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลจะพิจารณาไม่เฉพาะรายได้ที่ปรากฏเป็นตัวเลขแน่นอน แต่ยังพิจารณาถึงความสามารถในการประกอบอาชีพ สถานะทางธุรกิจ และศักยภาพในการแสวงหารายได้ของผู้มีหน้าที่ต้องให้ประกอบกันด้วย เพื่อให้ผลแห่งคำพิพากษาสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ด้วยเหตุนี้ คดีดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้หลักกฎหมายครอบครัวเพื่อคุ้มครองสิทธิในการดำรงชีพของคู่สมรส และเป็นแนวทางในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูในกรณีที่คู่สมรสแยกกันอยู่แต่ยังมิได้สิ้นสุดความสัมพันธ์ทางกฎหมายด้วยการหย่าหรือเหตุอื่นตามกฎหมาย. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยตามที่ฟ้องเรียก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าคดีไม่มีเหตุสมควรที่จะกำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ โดยวินิจฉัยว่าแม้โจทก์และจำเลยจะแยกกันอยู่ แต่การสมรสยังไม่สิ้นสุดลงตามกฎหมาย จำเลยจึงยังมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มีรายได้เพียงเดือนละ 9,000 บาท ขณะที่จำเลยมีอาชีพทนายความ ได้รับเงินเดือนจากบริษัทที่เกี่ยวข้องรวมเดือนละ 45,000 บาท และยังสามารถแสวงหารายได้เพิ่มเติมได้ อีกทั้งจำเลยหยุดจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เคยให้แก่โจทก์เป็นประจำ ส่งผลให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร แม้โจทก์จะได้รับทรัพย์สินหลายรายการจากจำเลย แต่ทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ จึงไม่เป็นเหตุให้หมดสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลัง 80,000 บาท และชำระต่อไปเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าการสมรสจะสิ้นสุดลง พร้อมทั้งยกเลิกคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมของศาลล่าง และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาเป็นผลโดยตรงจากสถานะการสมรส มิใช่ผลจากการอยู่ร่วมกันในทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่อาศัยหรือมีความขัดแย้งจนไม่สามารถดำรงชีวิตร่วมกันได้ตามปกติ แต่ตราบใดที่การสมรสยังไม่สิ้นสุดลงตามกฎหมาย หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูยังคงมีอยู่ การพิจารณาว่าฝ่ายใดสมควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่นั้น ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะการมีทรัพย์สินหรือไม่มีทรัพย์สิน แต่พิจารณาถึงความสามารถในการสร้างรายได้ ความจำเป็นในการดำรงชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจของคู่กรณี และพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวม หากผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะยังคงประสบความเดือดร้อนหรือได้รับการเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่สภาพความเป็นอยู่ ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย นอกจากนี้ คดียังวางหลักว่า ทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงมิได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะมีรายได้เพียงพอสำหรับการดำรงชีพเสมอไป หากทรัพย์สินดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือไม่สามารถนำมาใช้เป็นแหล่งรายได้อย่างเหมาะสม ก็ไม่เป็นเหตุให้สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูสิ้นสุดลง การวินิจฉัยจึงต้องพิจารณาถึงสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจมากกว่าการพิจารณาเพียงมูลค่าทรัพย์สินที่ถือครองอยู่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่และไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันตามปกติ แต่หากการสมรสยังไม่สิ้นสุดลงตามกฎหมาย และฝ่ายที่ควรได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการเลี้ยงดูหรือได้รับไม่เพียงพอแก่สภาพความเป็นอยู่ ย่อมมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายได้ ทั้งนี้ศาลต้องพิจารณาความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา หัวใจสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่า คู่สมรสฝ่ายหนึ่งยังมีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายหรือไม่เมื่อแยกกันอยู่ โดยศาลวินิจฉัยว่าหน้าที่ดังกล่าวยังคงมีอยู่ตราบใดที่การสมรสยังไม่สิ้นสุดลง และฝ่ายที่มีสิทธิได้รับการอุปการะยังได้รับการเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่สภาพความเป็นอยู่ 2. ทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ศาลวางหลักสำคัญว่า แม้ผู้ขอรับค่าอุปการะเลี้ยงดูจะได้รับทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงจากคู่สมรสอีกฝ่าย แต่หากทรัพย์สินนั้นไม่ก่อให้เกิดรายได้สำหรับการดำรงชีพ ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุให้หมดสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ การพิจารณาจึงต้องคำนึงถึงรายได้และความสามารถในการยังชีพที่แท้จริงมากกว่ามูลค่าทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม สามีภริยาที่แยกกันอยู่แต่ยังไม่ได้หย่าขาดจากกันตามกฎหมาย สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้หรือไม่ คำตอบ บุคคลที่เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายยังคงมีสิทธิและหน้าที่ต่อกันตามกฎหมายตราบใดที่การสมรสยังไม่สิ้นสุดลง แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้พักอาศัยอยู่ร่วมกันหรือได้แยกกันอยู่แล้วก็ตาม หากปรากฏว่าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่าย หรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่สภาพความเป็นอยู่และฐานะของตน ย่อมมีสิทธิฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอให้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ทั้งนี้ศาลจะไม่พิจารณาเพียงข้อเท็จจริงว่ามีการแยกกันอยู่หรือไม่ แต่จะพิจารณาว่าการสมรสยังคงมีผลอยู่หรือไม่ ผู้ขอรับค่าอุปการะได้รับความเดือดร้อนเพียงใด และอีกฝ่ายหนึ่งมีความสามารถในการอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้มีหน้าที่อุปการะสามารถให้ความช่วยเหลือได้แต่กลับละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีและสภาพความเป็นอยู่ของคู่กรณีแต่ละฝ่าย 2 คำถาม ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา คำตอบ การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่มีกฎหมายกำหนดจำนวนตายตัวว่าต้องจ่ายเดือนละเท่าใด ศาลจะใช้ดุลพินิจโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นรายคดีไป หลักสำคัญที่ศาลต้องคำนึงถึง ได้แก่ ความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ค่าอุปการะเลี้ยงดู ฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ขอรับ รายได้ประจำ ภาระค่าใช้จ่าย ความจำเป็นในการดำรงชีพ ตลอดจนพฤติการณ์แห่งคดีทั้งหมดประกอบกัน แม้ผู้ขอรับจะมีรายได้อยู่บ้างก็ไม่ได้หมายความว่าจะหมดสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู หากรายได้นั้นยังไม่เพียงพอแก่สภาพความเป็นอยู่ตามสมควร ในทางกลับกัน แม้ผู้มีหน้าที่ต้องให้จะมีรายได้สูง ศาลก็ไม่จำเป็นต้องกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามจำนวนที่มีการร้องขอเสมอไป แต่จะพิจารณาความเหมาะสมและความสมดุลระหว่างสิทธิของผู้รับกับภาระของผู้มีหน้าที่ต้องให้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายมากที่สุด 3 คำถาม หากคู่สมรสได้รับบ้าน ที่ดิน หรือทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงจากอีกฝ่ายแล้ว ยังมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้อีกหรือไม่ คำตอบ การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้รับทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงจากอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ได้เป็นเหตุให้สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ เพราะการพิจารณาสิทธิดังกล่าวต้องดูถึงความสามารถในการดำรงชีพที่แท้จริงของผู้รับเป็นสำคัญ ศาลจะพิจารณาว่าทรัพย์สินที่ได้รับนั้นสามารถก่อให้เกิดรายได้หรือสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งรายได้สำหรับการยังชีพได้เพียงใด หากเป็นเพียงทรัพย์สินที่มีมูลค่าแต่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ประจำ ผู้รับอาจยังคงประสบปัญหาในการดำรงชีพอยู่ได้ ดังนั้นการมีบ้าน มีที่ดิน หรือมีทรัพย์สินอื่นอยู่ในครอบครองจึงไม่ใช่ข้อยุติว่าบุคคลนั้นไม่สมควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกต่อไป ศาลจะต้องพิจารณาสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ รายได้ที่เกิดขึ้นจริง และความจำเป็นในการดำรงชีวิตของบุคคลนั้นประกอบกันก่อนวินิจฉัยว่าควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่ 4 คำถาม รายได้ของผู้มีหน้าที่ต้องให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูมีผลต่อการพิจารณาของศาลอย่างไร คำตอบ รายได้และความสามารถในการหารายได้ของผู้มีหน้าที่ต้องให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นปัจจัยสำคัญที่ศาลนำมาประกอบการใช้ดุลพินิจ เนื่องจากกฎหมายมุ่งให้ภาระการอุปการะเลี้ยงดูสอดคล้องกับศักยภาพทางเศรษฐกิจของบุคคลนั้น ศาลจะพิจารณาทั้งรายได้ประจำที่ปรากฏจากเอกสารหรือพยานหลักฐาน รวมถึงลักษณะอาชีพ ตำแหน่งหน้าที่ การถือหุ้น การประกอบธุรกิจ และความสามารถในการแสวงหารายได้เพิ่มเติมในอนาคตด้วย ดังนั้นแม้จะมีรายได้ประจำไม่สูงมาก แต่หากข้อเท็จจริงแสดงว่าบุคคลดังกล่าวมีศักยภาพในการประกอบวิชาชีพหรือสร้างรายได้เพิ่มเติม ศาลก็อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณาประกอบการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูสะท้อนสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของคู่กรณีและเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย 5 คำถาม เหตุใดศาลจึงยังคงคุ้มครองสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูแม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่แล้ว คำตอบ หลักกฎหมายครอบครัวถือว่าความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาเป็นนิติสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ต่อกันโดยตรง การแยกกันอยู่เป็นเพียงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ไม่ทำให้สถานะการสมรสสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการหย่าหรือเหตุอื่นที่ทำให้การสมรสสิ้นสุดลงตามกฎหมาย หน้าที่ในการช่วยเหลือเกื้อกูลและอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันยังคงมีอยู่ กฎหมายจึงเปิดโอกาสให้คู่สมรสที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขาดการอุปการะเลี้ยงดูสามารถขอความคุ้มครองจากศาลได้ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้คู่สมรสฝ่ายที่มีฐานะด้อยกว่าต้องตกอยู่ในภาวะขาดแคลนหรือได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร อันเป็นการส่งเสริมความเป็นธรรมและคุ้มครองสถาบันครอบครัวตามเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวโดยตรง. ข้อสังเกตสำคัญจากแนววินิจฉัยของศาลฎีกา คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาไม่ใช่เรื่องของความสมัครใจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่เกิดขึ้นจากสถานะการสมรสโดยตรง เมื่อฝ่ายหนึ่งขาดการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับไม่เพียงพอแก่สภาพความเป็นอยู่ ย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลเข้ามากำหนดความเป็นธรรมได้ แม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมกันแล้วก็ตาม เพราะการแยกกันอยู่มิใช่เหตุที่ทำให้หน้าที่ตามกฎหมายสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะรายได้ที่ปรากฏเป็นตัวเลขเท่านั้น แต่ยังพิจารณาถึงศักยภาพในการประกอบอาชีพ ความสามารถในการหารายได้ และฐานะทางเศรษฐกิจโดยรวมของผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูด้วย ดังนั้นผู้มีหน้าที่ต้องให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่อาจอ้างเพียงว่าตนมีรายได้ประจำไม่สูง หากข้อเท็จจริงยังแสดงให้เห็นว่าสามารถประกอบอาชีพหรือสร้างรายได้เพิ่มเติมได้ในระดับที่สูงกว่าปกติ แนววินิจฉัยดังกล่าวยังตอกย้ำหลักการสำคัญว่า ความมั่งคั่งในรูปทรัพย์สินกับความสามารถในการดำรงชีพเป็นคนละเรื่องกัน บุคคลอาจถือครองทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง แต่หากทรัพย์สินนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่อง ก็ยังอาจประสบปัญหาในการดำรงชีพได้ ศาลจึงให้ความสำคัญกับรายได้ที่เกิดขึ้นจริงและความสามารถในการใช้ทรัพย์สินเพื่อการยังชีพมากกว่าการพิจารณาเพียงมูลค่าของทรัพย์สินที่ถือครองอยู่ หลักการพิจารณาความเพียงพอแก่อัตภาพของผู้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู คำว่า ความเพียงพอแก่อัตภาพ เป็นหลักสำคัญที่ปรากฏอยู่ในบทบัญญัติเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยมีความหมายถึงความเพียงพอต่อการดำรงชีวิตตามฐานะ สภาพความเป็นอยู่ และพฤติการณ์เฉพาะของแต่ละบุคคล มิใช่เพียงการมีปัจจัยสี่ขั้นต่ำสำหรับการดำรงชีพเท่านั้น การพิจารณาความเพียงพอแก่อัตภาพจึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงหลายด้านประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นรายได้ประจำ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต อายุ สุขภาพ ภาระหนี้สิน ภาระครอบครัว และระดับความเป็นอยู่ที่เคยดำรงมาก่อนเกิดข้อพิพาท ทั้งนี้เพื่อให้การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและเกิดความเป็นธรรมแก่คู่กรณี ในคดีนี้ ศาลเห็นว่าโจทก์มีรายได้เพียงเดือนละ 9,000 บาท ขณะที่ก่อนเกิดข้อพิพาทเคยได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยเป็นจำนวนเดือนละ 70,000 บาท เมื่อจำเลยหยุดจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยสิ้นเชิง จึงส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของโจทก์อย่างมีนัยสำคัญ ศาลจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร และอยู่ในฐานะที่ควรได้รับการอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย บทสรุป คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา โดยศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูเป็นหน้าที่ที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางกฎหมายในฐานะคู่สมรส มิได้ขึ้นอยู่กับการอยู่อาศัยร่วมกันเพียงอย่างเดียว ตราบใดที่การสมรสยังไม่สิ้นสุดลง คู่สมรสแต่ละฝ่ายยังคงมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือและอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามสมควรแก่ฐานะ นอกจากนี้ ศาลยังวางหลักว่าการพิจารณาสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องพิจารณาจากความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริง ความสามารถในการดำรงชีพของผู้รับ ความสามารถในการหารายได้ของผู้มีหน้าที่ต้องให้ และพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวม ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่าผู้รับมีทรัพย์สินอยู่หรือไม่ หากทรัพย์สินดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ก็ยังอาจมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ คำวินิจฉัยนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับคดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยเฉพาะกรณีที่คู่สมรสแยกกันอยู่แต่ยังมิได้หย่าขาดจากกันตามกฎหมาย และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่ศาลใช้ดุลพินิจเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างสิทธิของผู้รับกับภาระหน้าที่ของผู้มีหน้าที่ต้องให้ อันสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองความมั่นคงในการดำรงชีวิตของบุคคลภายในครอบครัวอย่างเป็นธรรม. ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7071/2560 การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 ซึ่งบัญญัติว่า "ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาหรือระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้น ย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการเลี้ยงดูหรือได้รับการเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี" เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายประพฤติตัวไม่เหมาะสมเที่ยวเตร่เวลากลางคืนแล้วแยกตัวไปอยู่ที่อื่นไม่กลับไปหาโจทก์ ไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ซึ่งเคยให้เดือนละ 70,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินควร เมื่อโจทก์มีรายได้จากการรับทำบัญชีเดือนละ 9,000 บาท ส่วนจำเลยมีอาชีพเป็นทนายความย่อมมีรายได้จากการว่าความและเป็นที่ปรึกษากฎหมายและจำเลยยังเปิดบริษัท บ. และยังเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ส. โดยได้รับเงินเดือนจากทั้งสองบริษัทเดือนละ 45,000 บาท แม้ว่าระหว่างพิจารณา จำเลยจะยกทรัพย์สินเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้าน 1 หลัง ราคาประมาน 5,000,000 บาท และที่ดินอีก 1 แปลง ราคาประมาณ 3,000,000 บาท กับรถยนต์ 2 คัน ให้แก่โจทก์และโอนสลากออมสินมูลค่า 3,000,000 บาท แก่บุตร โดยจำเลยตกลงจ่ายค่าอุปการะให้บุตรเดือนละ 50,000 บาท นับแต่เดือนธันวาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะจบปริญญาตรีก็ตาม แต่ทรัพย์สินดังกล่าวก็ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ และภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรก็ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว เช่นนี้ จึงเห็นควรให้โจทก์ได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย เมื่อพิจารณาถึงความเพียงพอแก่อัตภาพของโจทก์และภาระค่าครองชีพแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไป จนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยจะสิ้นสุดลง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ 560,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 70,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน มีบุตร 1 คน คือ นางสาว จ. เกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2539 ระหว่างพิจารณาจำเลยยอมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 36369 เลขที่ 382 อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมบ้าน ราคาประมาณ 5,000,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 29805 เลขที่ดิน 619 อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 2 ไร่ 42 ตารางวา ราคาประเมินที่ดินเป็นเงิน 3,000,000 บาทเศษ รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า 2 คัน ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และโอนสลากออมสินมูลค่า 3,000,000 บาท ให้แก่บุตรสาวกับตกลงจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 50,000 บาท นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี โจทก์มีรายได้จากการรับทำบัญชีให้ 3 บริษัท รวมเป็นเงินเดือนละ 9,000 บาท จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทบีแอนด์พีลอว์ จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท โดยได้รับเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาท และยังเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทบริหารสินทรัพย์โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 25,000,000 บาท โดยจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นเป็นเงิน 5,000,000 บาท และจำเลยได้รับเงินค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท จำเลยมีอาชีพเป็นทนายความ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า การที่บุคคลสองคนตกลงอยู่กินร่วมกันเป็นสามีภริยาจึงต้องร่วมทุกข์ร่วมสุข ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกัน ส่วนการที่จะฟ้องร้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 ซึ่งบัญญัติว่า "ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา หรือระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้น ย่อมเรียกจากกันได้ ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี" ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อประมาณกลางปี 2556 จำเลยประพฤติตัวไม่เหมาะสมเที่ยวเตร่เวลากลางคืน ทำให้มีปากเสียงทะเลาะกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2556 จำเลยแยกออกไปอยู่ที่อื่นแล้วไม่กลับมา กับไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งเคยให้เดือนละ 70,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร ซึ่งในข้อนี้จำเลยยอมรับว่าจำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านในวันดังกล่าวโดยไปพักอาศัยอยู่คอนโดมิเนียมเนื่องจากโจทก์และจำเลยมีปากเสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรงและสมัครใจแยกกันอยู่ พฤติการณ์ดูเสมือนหนึ่งว่าทั้งสองฝ่ายไม่สามารถที่จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุขได้ เมื่อคดีได้ความว่า โจทก์มีรายได้จากการรับทำบัญชีเดือนละ 9,000 บาท ส่วนจำเลยมีอาชีพเป็นทนายความย่อมมีรายได้จากการรับจ้างว่าความและเป็นที่ปรึกษากฎหมาย จำเลยยังเปิดบริษัทบีแอนด์พีลอว์ จำกัด และเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทบริหารสินทรัพย์โปรเฟสชั่นแนล จำกัด จำเลยได้รับเงินเดือนจากทั้งสองบริษัทเดือนละ 45,000 บาท จำเลยพักอาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียมของบุคคลอื่นโดยไม่ปรากฏว่าต้องจ่ายค่าเช่าแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าจำเลยสามารถแสวงหารายได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจนจบปริญญาตรีนั้นก็เกือบสิ้นสุดลงแล้ว ส่วนที่จำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ได้รับยกให้ทรัพย์สินมีมูลค่ามากแล้วนั้น ก็มิใช่ทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ โจทก์ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29805 ให้แก่บุตรแล้ว เช่นนี้ จึงเห็นว่าโจทก์ควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย เมื่อพิจารณาถึงความเพียงพอแก่อัตภาพของโจทก์และภาระค่าครองชีพแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท ก่อนฟ้องเป็นเวลา 8 เดือน เป็นเงิน 80,000 บาท อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2558 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับจึงไม่ชอบ และกรณีต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์ด้วย พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ 80,000 บาท และต่อไปเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 กันยายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยจะสิ้นสุดลง ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่สั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ กับให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์
|




