ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




บิดาอ้างหนี้สินส่วนตัวหรือหนี้ครัวเรือนเพื่อไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่ และสามารถนำมาหักกลบลบหนี้ตามสัญญาหย่าได้เพียงใดตามหลักกฎหมายครอบครัว article

บิดาไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องทำอย่างไร, หนี้ครัวเรือนหักกลบค่าเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่, สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่, สัญญาหย่ากับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรมีผลผูกพันอย่างไร, ค่าเทอมและค่าเรียนพิเศษบุตรใครเป็นผู้รับผิดชอบ, การฟ้องบังคับตามสัญญาหย่าเรื่องค่าเลี้ยงดูบุตร, บิดาอ้างรายได้ลดลงเพื่อไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่, เงินชดเชยจากการออกจากงานต้องนำมาชำระค่าเลี้ยงดูบุตรหรือไม่, สิทธิของบุตรผู้เยาว์ในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดู, ผลข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการบังคับตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าในส่วนของค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ โดยมีประเด็นสำคัญว่าบิดาซึ่งตกลงรับภาระชำระค่าเลี้ยงดูบุตรตามสัญญาหย่าสามารถอ้างเหตุว่าตนมีรายได้ลดลง มีภาระหนี้สินจำนวนมาก หรือมีหนี้ร่วมกับอดีตคู่สมรส เพื่อหลีกเลี่ยงหรือขอหักกลบลบหนี้กับภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่ อีกทั้งยังเป็นคดีที่ศาลได้วินิจฉัยถึงสถานะทางกฎหมายของสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรว่ามีลักษณะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตรผู้เยาว์ซึ่งได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษตามกฎหมาย ตลอดจนวางหลักสำคัญว่าภาระหน้าที่ของบิดาในการดูแลบุตรผู้เยาว์เป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญเหนือกว่าข้ออ้างเรื่องหนี้สินส่วนตัวที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ตามกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญเกี่ยวกับการตีความข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า การบังคับชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และข้อจำกัดในการนำหนี้ประเภทอื่นมาอ้างเพื่อหักกลบลบหนี้กับสิทธิของบุตรผู้เยาว์ในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดูตามที่คู่สมรสได้ตกลงกันไว้ภายหลังการหย่า 

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 และมีบุตรด้วยกัน 2 คน ได้แก่ เด็กหญิง ป. และเด็กหญิง ค. ต่อมาทั้งสองฝ่ายจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2556 โดยได้ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าไว้ว่า เรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก และเรื่องเกี่ยวกับหนี้สินไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก ส่วนเรื่องบุตรนั้นจำเลยซึ่งเป็นบิดาตกลงส่งค่าเลี้ยงดูบุตรคนละ 10,000 บาทต่อเดือน รวมเป็นเงิน 20,000 บาทต่อเดือน โดยเริ่มชำระตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2556 และต้องชำระทุกเดือนจนกว่าบุตรทั้งสองจะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ นอกจากนี้ยังตกลงให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเทอม และค่าเรียนพิเศษของบุตรคนที่ 1 ตามความเป็นจริงทั้งหมด 

ภายหลังการหย่า จำเลยได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามข้อตกลงอยู่ระยะหนึ่ง แต่ต่อมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 จำเลยเริ่มชำระเงินไม่ครบตามจำนวนที่ตกลงไว้ และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นมา จำเลยหยุดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้มีหนี้ค้างชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นเงินจำนวน 240,000 บาท และค้างชำระค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเทอม และค่าเรียนพิเศษของบุตรคนที่ 1 อีกจำนวน 54,735 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 294,735 บาท 

เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ค้างชำระ พร้อมทั้งค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเทอม และค่าเรียนพิเศษของบุตร รวมเป็นเงิน 294,735 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น โดยโจทก์ยืนยันว่าภาระดังกล่าวเป็นหน้าที่ที่จำเลยตกลงรับผิดชอบไว้โดยชัดแจ้งในสัญญาหย่า และเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูและการศึกษาของบุตรผู้เยาว์โดยตรง 

ฝ่ายจำเลยต่อสู้คดีโดยอ้างว่าไม่สามารถชำระเงินได้ตามที่ตกลงไว้ เนื่องจากมีภาระหนี้สินจำนวนมากและมีปัญหาทางการเงิน อีกทั้งจำเลยอ้างว่าภายหลังได้ออกจากงานทำให้รายได้ลดลง จึงไม่มีกำลังเพียงพอที่จะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาหย่า นอกจากนี้จำเลยยังอ้างอีกว่าโจทก์และจำเลยมีหนี้ที่เกิดจากการจัดการบ้านเรือนร่วมกันเป็นจำนวนประมาณ 600,000 ถึง 800,000 บาท จึงประสงค์จะนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับจำนวนเงินที่โจทก์นำมาฟ้องเรียกในคดีนี้ 

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีรับฟังได้ว่าจำเลยถูกออกจากงานเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2559 แต่พฤติการณ์การผิดนัดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเป็นเวลานานแล้ว กล่าวคือ จำเลยเริ่มชำระเงินไม่ครบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 และหยุดชำระโดยสิ้นเชิงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนถูกออกจากงานหลายเดือน อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยได้รับเงินจากการออกจากงาน แต่ไม่ได้นำเงินดังกล่าวมาชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามที่ตกลงไว้ โดยจำเลยอ้างเพียงว่าได้นำเงินไปชำระหนี้นอกระบบจนหมดโดยไม่มีรายละเอียดหรือพยานหลักฐานที่ชัดเจนมาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว 

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญของคดีจึงอยู่ที่ว่า จำเลยซึ่งเป็นบิดาของบุตรผู้เยาว์และเป็นคู่สัญญาในข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า จะสามารถยกเหตุเรื่องรายได้ที่ลดลง ภาระหนี้สินส่วนตัว หนี้นอกระบบ หรือหนี้ครัวเรือนที่อ้างว่ามีร่วมกับโจทก์ มาเป็นเหตุปฏิเสธการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หรือใช้เป็นเหตุในการหักกลบลบหนี้กับสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาหย่าได้หรือไม่ อันเป็นประเด็นที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยต่อไป 

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับข้ออ้างว่าจำเลยมีรายได้ลดลงและไม่มีความสามารถชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าตนถูกออกจากงานและมีรายได้ลดลงจนไม่สามารถชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าได้นั้น ไม่อาจรับฟังได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานของจำเลยเองยืนยันว่า จำเลยถูกออกจากงานเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2559 แต่จำเลยเริ่มชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไม่ครบตามข้อตกลงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 และต่อมาหยุดชำระโดยสิ้นเชิงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จำเลยจะถูกออกจากงาน ดังนั้นเหตุที่จำเลยอ้างว่าออกจากงานและรายได้ลดลงจึงไม่ใช่สาเหตุของการผิดนัดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เพราะพฤติการณ์การผิดนัดได้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วเป็นเวลานาน 

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเริ่มผิดนัดชำระเงินก่อนวันที่ถูกออกจากงาน การนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังมาอ้างเพื่ออธิบายการไม่ชำระเงินที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างภาระผูกพันตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าได้ ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่สามารถรับฟังเป็นเหตุให้จำเลยพ้นจากความรับผิดตามสัญญาที่ตนได้ตกลงไว้เองโดยสมัครใจในขณะจดทะเบียนหย่า 

นอกจากนี้ศาลฎีกายังพิจารณาต่อไปว่า แม้ภายหลังจำเลยจะออกจากงานจริงก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้รับเงินจากการออกจากงาน ซึ่งหมายความว่าจำเลยยังมีเงินจำนวนหนึ่งอยู่ในความครอบครองและสามารถนำมาใช้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามข้อตกลงได้ แต่จำเลยกลับมิได้นำเงินดังกล่าวมาปฏิบัติตามภาระหน้าที่ที่ตนมีต่อบุตรผู้เยาว์ หากแต่กล่าวอ้างเพียงว่าตนได้นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้นอกระบบจนหมด โดยมิได้แสดงรายละเอียดหรือพยานหลักฐานที่ชัดเจนให้เห็นถึงที่มาของหนี้ จำนวนหนี้ หรือความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องนำเงินไปชำระหนี้ดังกล่าวก่อนภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร 

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการอ้างว่ามีหนี้นอกระบบไม่อาจเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเหนือกว่าภาระหน้าที่ตามสัญญาหย่าซึ่งจำเลยได้ตกลงรับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อศาลเห็นว่าภาระดังกล่าวเป็นหน้าที่ของบิดาในการดูแลบุตรผู้เยาว์ อันเป็นหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมอันดีและความรับผิดชอบพื้นฐานของผู้เป็นบิดาโดยตรง จำเลยจึงไม่อาจเลือกนำเงินที่ตนมีอยู่ไปชำระหนี้ที่อ้างว่าเป็นหนี้นอกระบบ แล้วนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ 

สาระสำคัญของคำวินิจฉัยในประเด็นนี้จึงอยู่ที่การที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญแก่ภาระหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเหนือกว่าข้ออ้างเรื่องปัญหาทางการเงินส่วนบุคคลของจำเลย โดยเฉพาะเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยมีพฤติการณ์ผิดนัดชำระมาก่อนการออกจากงาน และยังได้รับเงินจากการออกจากงานซึ่งสามารถนำมาใช้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ดังกล่าวได้ แต่กลับไม่นำมาใช้เพื่อประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์ตามที่ได้ตกลงไว้ ศาลฎีกาจึงไม่รับฟังข้ออ้างเรื่องรายได้ลดลงและภาระหนี้สินส่วนตัวของจำเลย และเห็นว่าจำเลยยังคงต้องรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามจำนวนที่ค้างชำระทั้งหมด 

อีกนัยหนึ่ง คำวินิจฉัยส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญต่อพฤติการณ์ที่แท้จริงของคู่ความมากกว่าข้ออ้างในทางคดี โดยพิจารณาจากลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงว่าเหตุใดจำเลยจึงไม่ชำระเงินตามข้อตกลง และข้ออ้างที่ยกขึ้นมานั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการผิดนัดเกิดขึ้นก่อนการออกจากงาน และยังปรากฏว่าจำเลยได้รับเงินจากการออกจากงานแต่ไม่นำมาปฏิบัติตามหน้าที่ที่มีต่อบุตร ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่เพียงพอที่จะทำให้ภาระผูกพันตามสัญญาหย่าระงับหรือหมดไปได้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับผลแห่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในประเด็นนี้ 

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับข้ออ้างเรื่องหนี้ครัวเรือนและการขอหักกลบลบหนี้กับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้คดี คือ การอ้างว่าโจทก์และจำเลยเคยก่อหนี้เกี่ยวกับการจัดการบ้านเรือนร่วมกันเป็นจำนวนประมาณ 600,000 ถึง 800,000 บาท และโจทก์ควรต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าว จำเลยจึงขอนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรที่โจทก์นำมาฟ้องเรียกในคดีนี้ โดยเห็นว่าหากโจทก์ยังมีภาระหนี้ร่วมอยู่กับจำเลย ย่อมไม่เป็นธรรมที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญาหย่าแต่เพียงฝ่ายเดียว 

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่คู่ความทำไว้มีข้อความชัดเจนว่า เรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก และเรื่องเกี่ยวกับหนี้สินไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก ขณะเดียวกันกลับมีการกำหนดภาระหน้าที่ของจำเลยเกี่ยวกับการส่งค่าเลี้ยงดูบุตรและค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของบุตรไว้อย่างชัดแจ้งและละเอียด โดยกำหนดทั้งจำนวนเงิน ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องรับผิดชอบ จึงแสดงให้เห็นว่าคู่ความได้แยกเรื่องหนี้สินระหว่างกันออกจากเรื่องการอุปการะเลี้ยงดูบุตรอย่างชัดเจนแล้วตั้งแต่วันที่จดทะเบียนหย่า 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรมีลักษณะเป็นการตกลงเพื่อระงับข้อพิพาทและกำหนดภาระผูกพันที่แต่ละฝ่ายจะต้องปฏิบัติภายหลังการหย่า หากจำเลยเห็นว่ามีหนี้ร่วมระหว่างตนกับโจทก์อยู่จริง จำเลยก็ควรยกประเด็นดังกล่าวขึ้นพิจารณาและตกลงกันก่อนที่จะมีการทำข้อตกลงเรื่องภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในวันจดทะเบียนหย่า เมื่อจำเลยมิได้ดำเนินการเช่นนั้น และยอมรับข้อตกลงดังกล่าวโดยสมัครใจแล้ว ย่อมไม่อาจย้อนกลับมาอ้างหนี้ที่ไม่ได้บันทึกไว้ในทะเบียนหย่าเพื่อให้กระทบต่อภาระหน้าที่ที่ตนรับไว้ตามสัญญาหย่าได้ 

ศาลฎีกาให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสัญญาหย่าว่า คู่ความระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าเรื่องหนี้สินไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก จึงต้องถือว่าประเด็นหนี้สินระหว่างโจทก์กับจำเลย ไม่ว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ตาม เป็นคนละเรื่องกับข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ได้ตกลงกันไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นหนี้ที่จำเลยอ้างจึงไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุลดทอน เปลี่ยนแปลง หรือระงับภาระหน้าที่ที่จำเลยมีต่อบุตรผู้เยาว์ตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าได้ 

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยในประเด็นสำคัญยิ่งว่า สิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่ไม่สามารถจำหน่าย จ่าย โอน หรือสละได้ คดีนี้แม้โจทก์จะเป็นผู้ฟ้องเรียกเงินจากจำเลย แต่การเรียกร้องดังกล่าวเป็นการที่โจทก์ในฐานะมารดาดำเนินการแทนบุตรผู้เยาว์ เพราะสิทธิที่แท้จริงในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นเป็นของบุตรผู้เยาว์ มิใช่เป็นสิทธิของโจทก์โดยส่วนตัว การที่มารดาเป็นผู้รับเงินหรือเป็นผู้ดำเนินคดีจึงมิได้ทำให้สิทธิดังกล่าวเปลี่ยนสภาพเป็นสิทธิของมารดาแต่อย่างใด 

เมื่อศาลรับฟังว่าสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูยังคงเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์โดยตรง ผลทางกฎหมายจึงตามมาว่า จำเลยไม่อาจนำหนี้ที่อ้างว่าโจทก์มีต่อจำเลยมาใช้หักกลบลบหนี้กับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ เพราะเจ้าหนี้ของสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูคือบุตรผู้เยาว์ ขณะที่หนี้ที่จำเลยอ้างเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยเฉพาะ หนี้ทั้งสองส่วนจึงมีฐานสิทธิแตกต่างกันและไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง 

ศาลฎีกาจึงสรุปว่า ไม่ว่าจำเลยจะอ้างว่ามีหนี้ครัวเรือนร่วมกับโจทก์ หรืออ้างว่าโจทก์มีหนี้ค้างชำระต่อจำเลยก็ตาม ข้ออ้างดังกล่าวไม่กระทบต่อสิทธิของบุตรผู้เยาว์ในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า และไม่อาจใช้เป็นเหตุในการขอหักกลบลบหนี้หรือปฏิเสธการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ จำเลยจึงยังคงต้องรับผิดชำระเงินตามจำนวนที่ค้างชำระทั้งหมดตามที่โจทก์ฟ้องเรียก 

สาระสำคัญของคำวินิจฉัยในประเด็นนี้จึงอยู่ที่หลักการว่า ข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรภายหลังการหย่าเป็นภาระผูกพันที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์โดยตรง และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ มิใช่สิทธิของบิดาหรือมารดา ดังนั้นข้อพิพาทเรื่องหนี้สินระหว่างอดีตสามีภริยาจึงไม่อาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อลดทอนหรือทำลายสิทธิของบุตรผู้เยาว์ในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดูตามที่กฎหมายและข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ารับรองไว้ได้ 

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ในคดี

คดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักกฎหมายว่าด้วยหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรภายหลังการหย่า โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยตกลงไว้โดยชัดแจ้งในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าว่าจะส่งค่าเลี้ยงดูบุตรคนละ 10,000 บาทต่อเดือน รวมเป็น 20,000 บาทต่อเดือน จนกว่าบุตรทั้งสองจะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และยังตกลงรับผิดชอบค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเทอม และค่าเรียนพิเศษของบุตรคนที่ 1 ตามความเป็นจริงทั้งหมดอีกด้วย เมื่อข้อตกลงดังกล่าวเกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาและเป็นส่วนหนึ่งของการจดทะเบียนหย่า จึงมีผลผูกพันให้จำเลยต้องปฏิบัติตาม เว้นแต่จะมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายให้เปลี่ยนแปลงหรือระงับภาระดังกล่าว ซึ่งในคดีนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเช่นนั้น 

ศาลฎีกาวิเคราะห์ว่าการที่จำเลยอ้างว่าตนออกจากงานและมีรายได้ลดลง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ทำให้ภาระตามสัญญาหย่าระงับไปโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเริ่มชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่ครบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 และหยุดชำระโดยสิ้นเชิงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 ขณะที่จำเลยเพิ่งออกจากงานเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2559 เหตุผลเรื่องการออกจากงานจึงเกิดขึ้นภายหลังการผิดนัดเป็นเวลานาน ศาลจึงไม่รับฟังว่าการออกจากงานเป็นสาเหตุของการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว เพราะลำดับเหตุการณ์ตามข้อเท็จจริงไม่สอดคล้องกับข้ออ้างของจำเลยเอง 

อีกหลักการสำคัญที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ คือ การให้ความสำคัญแก่หน้าที่ของบิดาในการดูแลบุตรผู้เยาว์เหนือกว่าภาระหนี้สินส่วนตัวที่จำเลยกล่าวอ้าง ศาลเห็นว่าหลังจากออกจากงานแล้วจำเลยยังได้รับเงินจากการออกจากงาน ซึ่งสามารถนำมาชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ แต่จำเลยกลับอ้างเพียงว่าได้นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้นอกระบบทั้งหมด โดยไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ศาลจึงไม่ยอมรับว่าหนี้นอกระบบที่จำเลยอ้างมีน้ำหนักมากกว่าภาระตามสัญญาหย่าซึ่งเป็นหน้าที่ที่จำเลยตกลงรับไว้ในฐานะบิดาของบุตรผู้เยาว์ 

คำวินิจฉัยส่วนนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า แม้บุคคลจะมีภาระทางการเงินหลายประการ แต่เมื่อมีหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามที่ตนตกลงไว้แล้ว ภาระดังกล่าวย่อมได้รับความสำคัญเป็นลำดับต้น เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นอยู่ การศึกษา และการพัฒนาของบุตรผู้เยาว์ การนำเงินไปชำระหนี้ประเภทอื่นก่อน แล้วปล่อยให้บุตรขาดการอุปการะเลี้ยงดูตามที่ตกลงไว้ ย่อมไม่อาจใช้เป็นเหตุยกเว้นความรับผิดได้ตามแนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้ 

ในส่วนของข้ออ้างเรื่องหนี้ครัวเรือน ศาลฎีกาวิเคราะห์จากข้อความในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าโดยตรง ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า เรื่องเกี่ยวกับหนี้สินไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก ขณะที่เรื่องค่าเลี้ยงดูบุตรและค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของบุตรกลับมีการกำหนดรายละเอียดไว้อย่างชัดแจ้ง ศาลจึงเห็นว่าคู่ความได้แยกประเด็นเรื่องหนี้สินออกจากเรื่องการอุปการะเลี้ยงดูบุตรแล้วตั้งแต่วันจดทะเบียนหย่า หากจำเลยมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับหนี้ร่วมจริง ก็ควรยกขึ้นพิจารณาก่อนที่จะทำข้อตกลงดังกล่าว เมื่อไม่ได้ดำเนินการเช่นนั้น จึงไม่อาจนำหนี้ที่กล่าวอ้างกลับมาใช้ลดหรือหักภาระที่ตนรับไว้ภายหลังได้ 

ประเด็นที่มีความสำคัญที่สุดประการหนึ่งของคดี คือ การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัว ซึ่งไม่สามารถจำหน่าย จ่าย โอน หรือสละได้ แม้โจทก์จะเป็นผู้ฟ้องคดี แต่ศาลเห็นว่าโจทก์กระทำการแทนบุตรผู้เยาว์เท่านั้น สิทธิที่แท้จริงยังคงเป็นของบุตรผู้เยาว์ ดังนั้นหนี้ที่จำเลยอ้างว่ามีต่อโจทก์จึงเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลย ขณะที่สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ จึงไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ 

เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยทั้งหมดร่วมกัน จะเห็นได้ว่าศาลฎีกามุ่งคุ้มครองประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์เป็นสำคัญ โดยถือว่าข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นภาระผูกพันที่ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และไม่เปิดโอกาสให้นำข้อพิพาททางการเงินระหว่างอดีตสามีภริยามากระทบต่อสิทธิของบุตรผู้เยาว์ ไม่ว่าจะเป็นข้ออ้างเรื่องรายได้ลดลง หนี้นอกระบบ หรือหนี้ครัวเรือนที่อ้างว่าเกิดขึ้นร่วมกันก็ตาม หากข้ออ้างเหล่านั้นไม่สามารถลบล้างภาระตามสัญญาหย่าหรือกระทบต่อสิทธิของบุตรผู้เยาว์ได้ ศาลย่อมยังคงบังคับให้ผู้มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ตกลงไว้ต่อไป 

อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341

มาตรา 341 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการหักกลบลบหนี้ ซึ่งเป็นวิธีระงับหนี้โดยที่คู่กรณีต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกัน เมื่อหนี้มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด บุคคลฝ่ายหนึ่งอาจแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ได้ ทำให้หนี้ทั้งสองฝ่ายระงับลงเท่าจำนวนที่ตรงกัน หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อความสะดวกและลดภาระในการชำระหนี้ระหว่างคู่กรณีที่ต่างมีสิทธิเรียกร้องต่อกัน อย่างไรก็ตาม การหักกลบลบหนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อสิทธิเรียกร้องทั้งสองฝ่ายเป็นสิทธิที่กฎหมายยอมรับและสามารถนำมาหักกลบกันได้ตามลักษณะของหนี้นั้น ๆ

ในคดีนี้จำเลยพยายามอ้างว่าตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนหรือหนี้ร่วมที่เกิดขึ้นระหว่างตนกับโจทก์ จึงขอนำมาหักกลบกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่โจทก์ฟ้องเรียก แต่ศาลฎีกาเห็นว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในคดีนี้เป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ มิใช่สิทธิของโจทก์โดยส่วนตัว แม้โจทก์จะเป็นผู้ฟ้องคดี แต่ก็เป็นการดำเนินคดีแทนบุตรผู้เยาว์เท่านั้น เมื่อเจ้าหนี้ของสิทธิเรียกร้องทั้งสองส่วนไม่ใช่บุคคลเดียวกัน จึงไม่อาจนำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กันได้ หลักกฎหมายเรื่องการหักกลบลบหนี้จึงไม่อาจนำมาใช้เพื่อทำให้สิทธิของบุตรผู้เยาว์ลดลงหรือระงับไปตามที่จำเลยอ้างได้ 

อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/41

มาตรา 1598/41 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งมีวัตถุประสงค์คุ้มครองผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดู โดยกำหนดหลักสำคัญว่าสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่อาจโอน สละ หรือจำหน่ายจ่ายโอนได้ หลักการดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองผู้มีสิทธิได้รับการเลี้ยงดู โดยเฉพาะผู้เยาว์ซึ่งยังไม่สามารถดูแลตนเองได้ และต้องพึ่งพาการอุปการะจากบิดามารดาหรือผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย

ในคดีนี้ศาลฎีกานำหลักการดังกล่าวมาวินิจฉัยโดยตรงว่า แม้โจทก์จะเป็นผู้ดำเนินคดีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู แต่สิทธิที่เรียกร้องนั้นยังคงเป็นของบุตรผู้เยาว์ เพราะโจทก์เพียงกระทำการแทนบุตรเท่านั้น เมื่อสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตรผู้เยาว์ จึงไม่อาจนำหนี้ที่โจทก์อาจมีต่อจำเลยมาใช้หักกลบลบหนี้กับค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ การวินิจฉัยเช่นนี้เป็นการคุ้มครองผลประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์โดยตรง และป้องกันมิให้ข้อพิพาททางการเงินระหว่างอดีตสามีภริยาส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของบุตรในการได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอย่างเหมาะสมตามที่คู่สมรสได้ตกลงกันไว้ในวันหย่า 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 294,735 บาท แก่โจทก์ อันเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ค้างชำระและค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเทอม และค่าเรียนพิเศษของบุตรตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า พร้อมให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก 

2. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 294,735 บาท แก่โจทก์ แต่แก้ไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม โดยให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ และให้คืนค่าขึ้นศาลรวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แก่คู่ความที่ได้เสียไป 

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้ออ้างของจำเลยเรื่องการออกจากงาน รายได้ลดลง หนี้นอกระบบ และหนี้ครัวเรือน ไม่อาจนำมาเป็นเหตุปฏิเสธการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าได้ เนื่องจากจำเลยเริ่มผิดนัดชำระเงินก่อนออกจากงาน อีกทั้งยังได้รับเงินจากการออกจากงานซึ่งสามารถนำมาชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ ส่วนหนี้ครัวเรือนที่จำเลยอ้างก็ไม่กระทบต่อข้อตกลงตามสัญญาหย่า และไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กับสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ เพราะสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตรผู้เยาว์ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 

ข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่าภาระในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นหน้าที่โดยตรงของบิดามารดาที่มีอยู่ทั้งในทางกฎหมายและทางศีลธรรม การที่คู่สมรสตกลงกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า ย่อมก่อให้เกิดภาระผูกพันที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ผู้มีหน้าที่ไม่อาจอ้างเหตุเรื่องรายได้ลดลง ปัญหาทางการเงิน หรือหนี้สินส่วนตัวเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าตนยังมีความสามารถที่จะชำระหนี้ดังกล่าวได้อยู่ 

หลักการสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ข้อพิพาททางการเงินระหว่างอดีตสามีภริยาเป็นคนละเรื่องกับสิทธิของบุตรผู้เยาว์ในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดู แม้อดีตคู่สมรสจะมีหนี้สินระหว่างกันจริง แต่หนี้ดังกล่าวย่อมไม่กระทบต่อสิทธิของบุตรผู้เยาว์ที่เกิดขึ้นตามข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายทางการศึกษา เพราะกฎหมายมุ่งคุ้มครองประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ มิให้เด็กต้องได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเงินของบิดามารดา 

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักกฎหมายที่สำคัญว่า สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้มีสิทธิได้รับการเลี้ยงดู ในกรณีบุตรผู้เยาว์ แม้มารดาจะเป็นผู้ดำเนินคดีแทน แต่สิทธิที่เรียกร้องยังคงเป็นของบุตรผู้เยาว์โดยตรง จึงไม่อาจนำหนี้ที่มีอยู่ระหว่างบิดาและมารดามาหักกลบลบหนี้กับสิทธิของบุตรได้ หลักการดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก และรักษาหลักประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์ให้ได้รับการดูแล อุปการะ และการศึกษาอย่างต่อเนื่องภายหลังการหย่า 

นอกจากนี้ คดียังสะท้อนให้เห็นว่าศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์ที่แท้จริงและลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มิใช่รับฟังเพียงข้อกล่าวอ้างของคู่ความ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเริ่มผิดนัดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรก่อนออกจากงาน และยังได้รับเงินจากการออกจากงานแต่ไม่นำมาปฏิบัติตามหน้าที่ของตน ศาลจึงไม่รับฟังข้ออ้างดังกล่าว หลักการนี้แสดงให้เห็นว่าผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องแสดงความสุจริตและความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ของตนอย่างแท้จริง มิใช่อาศัยปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นภายหลังมาเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงภาระที่ได้ตกลงรับไว้แล้วตามกฎหมายและตามสัญญาหย่า 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ คือ การที่ผู้มีหน้าที่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า จะอ้างภาระหนี้สินส่วนตัว หนี้นอกระบบ หรือหนี้ครัวเรือนที่อ้างว่ามีร่วมกับอดีตคู่สมรส เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หรือเพื่อนำมาหักกลบลบหนี้กับสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูของบุตรผู้เยาว์ได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าภาระในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นหน้าที่สำคัญของบิดาที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตรผู้เยาว์ จึงไม่อาจนำหนี้ที่มีอยู่ระหว่างอดีตสามีภริยามาหักกลบลบหนี้กับสิทธิของบุตรผู้เยาว์ได้ 

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/41

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความโดยสรุป

1. สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตรผู้เยาว์

หัวใจสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ซึ่งเป็นมารดาจะเป็นผู้ฟ้องเรียกเงินจากจำเลย แต่สิทธิที่เรียกร้องนั้นเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์โดยตรง เพราะโจทก์กระทำการแทนบุตรผู้เยาว์เท่านั้น เมื่อสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตรผู้เยาว์ จึงไม่อาจจำหน่าย จ่าย โอน สละ หรือถูกกระทบจากข้อพิพาททางการเงินระหว่างบิดาและมารดาได้ หลักการดังกล่าวทำให้สิทธิของบุตรผู้เยาว์ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ศาลไม่ยอมให้นำหนี้อื่นมาหักกลบลบหนี้กับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร 

2. หนี้ครัวเรือนหรือหนี้ส่วนตัวไม่อาจหักกลบลบหนี้กับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะอ้างว่ามีหนี้เกี่ยวกับการจัดการบ้านเรือนร่วมกับโจทก์ หรืออ้างว่าตนมีภาระหนี้สินจำนวนมากก็ตาม แต่หนี้ดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลย ไม่ใช่สิทธิของบุตรผู้เยาว์ ประกอบกับข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าระบุชัดเจนว่าเรื่องหนี้สินไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก ขณะที่เรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรถูกกำหนดไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นหนี้ที่จำเลยอ้างจึงไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุลดทอนภาระตามสัญญาหย่า หรือใช้หักกลบลบหนี้กับค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรได้ หลักการนี้แสดงให้เห็นว่ากฎหมายให้ความสำคัญต่อประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์เหนือกว่าข้อพิพาททางการเงินระหว่างอดีตคู่สมรส 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม บิดาที่ตกลงส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ในสัญญาหย่าแล้ว จะอ้างว่ารายได้ลดลงหรือออกจากงานเพื่อไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่

คำตอบ 

การที่บิดาหรือมารดาตกลงกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า ย่อมก่อให้เกิดภาระผูกพันตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม การอ้างว่าภายหลังรายได้ลดลงหรือออกจากงานจึงไม่ใช่เหตุที่จะทำให้ภาระดังกล่าวระงับไปโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะในกรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้มีหน้าที่เริ่มผิดนัดชำระเงินมาตั้งแต่ก่อนออกจากงาน ย่อมแสดงให้เห็นว่าการออกจากงานมิใช่สาเหตุแท้จริงของการไม่ชำระเงิน นอกจากนี้หากผู้มีหน้าที่ได้รับเงินจากการออกจากงานหรือยังมีทรัพย์สินที่สามารถนำมาใช้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ ก็ยิ่งเป็นเหตุให้ศาลพิจารณาว่ายังมีความสามารถในการปฏิบัติตามภาระหน้าที่อยู่ การอ้างปัญหาทางการเงินจึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยละเอียด ไม่ใช่เพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ และศาลจะให้ความสำคัญกับประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์เป็นสำคัญ เนื่องจากค่าอุปการะเลี้ยงดูเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่และการศึกษาของเด็กโดยตรง 

2 คำถาม หนี้นอกระบบหรือหนี้ส่วนตัวของบิดามารดามีน้ำหนักมากกว่าหน้าที่ในการเลี้ยงดูบุตรหรือไม่

คำตอบ 

ตามแนววินิจฉัยในคดีนี้ ศาลให้ความสำคัญแก่หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เหนือกว่าหนี้สินส่วนตัวที่ผู้มีหน้าที่อ้างขึ้น เนื่องจากภาระในการดูแลบุตรเป็นหน้าที่โดยตรงของบิดามารดาที่มีทั้งมิติทางกฎหมายและมิติทางศีลธรรม หากผู้มีหน้าที่ได้รับเงินหรือมีทรัพยากรเพียงพอที่จะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร แต่เลือกนำเงินไปใช้ชำระหนี้ส่วนตัวหรือหนี้นอกระบบก่อน ย่อมไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าได้ ศาลยังพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือของข้ออ้างเรื่องหนี้ด้วย หากไม่มีรายละเอียดหรือพยานหลักฐานสนับสนุนที่เพียงพอ ก็ยิ่งไม่อาจรับฟังได้ หลักสำคัญคือผู้มีหน้าที่ต้องจัดลำดับความสำคัญของภาระที่มีต่อบุตรผู้เยาว์ก่อน เพราะค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กในการดำรงชีวิตและได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม 

3 คำถาม หากอดีตสามีภริยามีหนี้ครัวเรือนร่วมกัน สามารถนำมาหักกลบลบหนี้กับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่

คำตอบ 

โดยหลักแล้วหนี้ครัวเรือนหรือหนี้ร่วมระหว่างอดีตสามีภริยาเป็นความสัมพันธ์ทางหนี้ระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์ ดังนั้นแม้อดีตสามีภริยาจะมีข้อพิพาทเรื่องหนี้ร่วมจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อมีการทำข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าแยกเรื่องหนี้สินออกจากเรื่องการอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้อย่างชัดเจนแล้ว ศาลย่อมถือว่าภาระเรื่องการเลี้ยงดูบุตรยังคงต้องปฏิบัติตามต่อไป หนี้ร่วมระหว่างอดีตคู่สมรสจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องไปดำเนินการตามสิทธิของตนต่างหาก ไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุให้บุตรผู้เยาว์สูญเสียสิทธิในการได้รับการเลี้ยงดูตามที่กฎหมายคุ้มครองไว้ได้ 

4 คำถาม เหตุใดศาลจึงถือว่าสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตรผู้เยาว์

คำตอบ 

แม้ในทางปฏิบัติผู้เป็นบิดาหรือมารดาจะเป็นผู้รับเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูและเป็นผู้ดำเนินคดีแทนบุตร แต่สิทธิที่แท้จริงในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดูนั้นเป็นของบุตรผู้เยาว์โดยตรง เพราะเงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการดำรงชีพ การศึกษา และการพัฒนาของเด็ก ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของบิดาหรือมารดา กฎหมายจึงให้ความคุ้มครองสิทธิดังกล่าวเป็นพิเศษ โดยถือว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่ไม่อาจจำหน่าย จ่าย โอน หรือสละได้ หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทหรือภาระหนี้สินระหว่างบิดาและมารดาส่งผลกระทบต่อสิทธิของเด็ก เมื่อศาลถือว่าสิทธิดังกล่าวเป็นของบุตรผู้เยาว์ การนำหนี้ที่มีอยู่ระหว่างบิดาและมารดามาหักกลบลบหนี้กับค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจกระทำได้ตามหลักกฎหมายที่ศาลนำมาวินิจฉัยในคดีนี้ 

5 คำถาม ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรมีผลผูกพันมากน้อยเพียงใด

คำตอบ 

ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเป็นส่วนหนึ่งของการจดทะเบียนหย่าที่คู่สมรสได้ตกลงกันโดยสมัครใจ เมื่อมีการกำหนดภาระเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ค่าเทอม ค่าอุปกรณ์การเรียน หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรไว้อย่างชัดเจนแล้ว ย่อมก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมายแก่คู่สัญญา ผู้ที่รับภาระไว้ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้เพียงเพราะภายหลังมีปัญหาทางการเงินหรือเกิดข้อพิพาทเรื่องอื่นขึ้นกับอดีตคู่สมรส ศาลจะพิจารณาจากข้อความในข้อตกลงเป็นสำคัญว่าคู่ความตกลงกันไว้อย่างไร และจะคุ้มครองสิทธิของบุตรผู้เยาว์ให้ได้รับประโยชน์ตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเต็มที่ หากผู้มีหน้าที่ไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องเพื่อบังคับให้ปฏิบัติตามข้อตกลงได้ และศาลสามารถพิพากษาให้ชำระเงินที่ค้างชำระทั้งหมดตามสิทธิที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงนั้นได้ 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562 

จำเลยได้เงินจากการออกจากงาน จำเลยย่อมสามารถนำมาชำระแก่โจทก์ตามสัญญาหย่าได้ แต่จำเลยก็หากระทำไม่ กลับอ้างลอย ๆ ว่านำไปชำระหนี้นอกระบบหมด จำเลยจะอ้างเอาเงินที่ได้ไปชำระหนี้ที่จำเลยอ้างว่านอกระบบ ซึ่งหมายความว่าไม่มีมูลที่จะเรียกร้องตามกฎหมายมามีเหตุผลเหนือกว่าการชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาหย่าที่จำเลยมีตามสัญญาที่ตนกระทำอันเป็นหนี้ตามหน้าที่ศีลธรรมอันดีในฐานะบิดาที่จะต้องดูแลบุตรผู้เยาว์หาได้ไม่ ส่วนหนี้ครัวเรือนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์มีส่วนรับผิดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาหย่ามีข้อตกลงชัดเจนที่จำเลยจะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเกี่ยวกับการศึกษาบุตร มีลักษณะเป็นการตกลงเพื่อระงับข้อพิพาทที่จะมีต่อกันในการจัดการทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยมีข้ออ้างว่าโจทก์กับจำเลยมีหนี้ร่วมกันจริง ก็ควรมีการยกขึ้นพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยก่อนที่จะมีข้อตกลงเกี่ยวกับภาระผูกพันที่จำเลยจะรับผิดต่อโจทก์ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสัญญาหย่าว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์โดยระบุว่า หนี้สินไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก จึงต้องถือว่า หนี้สินระหว่างจำเลยกับโจทก์ ไม่ว่าจะมีหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่กระทบต่อข้อตกลงที่จำเลยมีต่อโจทก์ตามสัญญาหย่า ทั้งสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูถือเป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนหรือสละได้ คดีนี้โจทก์ทำข้อตกลงกับจำเลยเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นมารดากระทำการแทนบุตรผู้เยาว์ สิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงยังเป็นของบุตรผู้เยาว์ จำเลยไม่อาจนำมาอ้างขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลยได้ ดังนั้นจำเลยจะมาหยิบยกภาระหนี้ดังกล่าวมาอ้างเพื่อขอหักกลบลบหนี้ที่ตนมีต่อโจทก์หาได้ไม่

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองกับค่าอุปกรณ์การเรียนค่าเทอม และค่าเรียนพิเศษของเด็กหญิง ป. ให้แก่โจทก์ รวมเป็นเงิน 294,735 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 294,735 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โดยให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้แก่คู่ความที่ได้เสียไป

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 ระหว่างสมรสมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กหญิง ป. อายุ 8 ขวบ และเด็กหญิง ค. อายุ 4 ขวบ ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2556 โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่า โดยทำข้อตกลงไว้ตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าว่า "3. เรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก 4. เรื่องเกี่ยวกับหนี้สินไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก ... 6. ฝ่ายชายส่งค่าเลี้ยงดูบุตรคนละ 10,000 บาท จำนวน 2 คน เท่ากับ 20,000 บาท ต่อเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2556 ของทุกเดือนในวันที่ 26 จนบุตรทั้งสองอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ อุปกรณ์การเรียน ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษบุตรคนที่ 1 ตามความเป็นจริง ฝ่ายชายเป็นผู้จ่ายทั้งหมด" ต่อมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 จำเลยชำระค่าอุปการะและค่าศึกษาเล่าเรียนบุตรไม่ครบ จากนั้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 จำเลยไม่ชำระเงินให้อีก รวมจำเลยค้างค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงิน 240,000 บาท กับค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษของบุตรคนที่ 1 จำนวน 54,735 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยค้างชำระจำนวน 294,735 บาท ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2559 จำเลยออกจากงาน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าจำเลยมีภาระหนี้สินไม่มีเงินพอชำระตามที่ตกลงในสัญญาหย่าได้ โดยติดต่อโจทก์เพื่อขอลดจำนวนเงิน แต่ติดต่อไม่ได้ ทั้งปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยก่อหนี้เกี่ยวกับการจัดการบ้านเรือนร่วมกันเป็นจำนวนกว่า 600,000 ถึง 800,000 บาท จึงขอนำเงินดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้นั้น เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยถูกออกจากงานมีรายได้ลดลงนั้น ข้อเท็จจริงกลับได้ความตามทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยถูกออกจากงานตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2559 แต่จำเลยเริ่มชำระเงินไม่ครบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 แล้วหยุดชำระเงินตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 อันเป็นเวลาก่อนที่จำเลยจะถูกออกจากงาน จึงเป็นข้ออ้างที่ไม่อาจรับฟังได้ อีกทั้งได้ความว่า จำเลยได้เงินจากการออกจากงาน จำเลยย่อมสามารถนำมาชำระแก่โจทก์ตามสัญญาหย่าได้ แต่จำเลยก็หากระทำไม่ กลับอ้างลอย ๆ ว่านำไปชำระหนี้นอกระบบหมด จำเลยจะอ้างเอาเงินที่ได้ไปชำระหนี้ที่จำเลยอ้างว่านอกระบบ ซึ่งหมายความว่าไม่มีมูลที่จะเรียกร้องตามกฎหมายมามีเหตุผลเหนือกว่าการชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาหย่าที่จำเลยมีตามสัญญาที่ตนกระทำอันเป็นหนี้ตามหน้าที่ศีลธรรมอันดีในฐานะบิดาที่จะต้องดูแลบุตรผู้เยาว์หาได้ไม่ ส่วนหนี้ครัวเรือนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์มีส่วนรับผิดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาหย่ามีข้อตกลงโดยชัดเจนที่จำเลยจะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเกี่ยวกับการศึกษาบุตร มีลักษณะเป็นการตกลงเพื่อระงับข้อพิพาทที่จะมีต่อกันในการจัดการทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยมีข้ออ้างว่าโจทก์กับจำเลยมีหนี้ร่วมกันจริง ก็ควรมีการยกขึ้นพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยก่อนที่จะมีข้อตกลงเกี่ยวกับภาระผูกพันที่จำเลยจะรับผิดต่อโจทก์ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสัญญาหย่าว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์โดยระบุว่า หนี้สินไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก จึงต้องถือว่า หนี้สินระหว่างจำเลยกับโจทก์ ไม่ว่าจะมีหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่กระทบต่อข้อตกลงที่จำเลยมีต่อโจทก์ตามสัญญาหย่า ทั้งสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูถือเป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนหรือสละได้ คดีนี้โจทก์ทำข้อตกลงกับจำเลยเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นมารดากระทำการแทนบุตรผู้เยาว์ สิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงยังเป็นของบุตรผู้เยาว์ จำเลยไม่อาจนำมาอ้างขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลยได้ ดังนั้นจำเลยจะมาหยิบยกภาระหนี้ดังกล่าวมาอ้างเพื่อขอหักกลบลบหนี้ที่ตนมีต่อโจทก์หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน

ภายหลังการหย่า บิดาตกลงส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตร แต่ต่อมาชำระไม่ครบและหยุดชำระโดยสิ้นเชิง  จำเลยอ้างว่ามีปัญหาทางการเงิน ถูกออกจากงาน และมีหนี้ครัวเรือนร่วมกับอดีตภริยา จึงขอนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้




คดีครอบครัว

คู่สมรสเสียชีวิตระหว่างฎีกาใครมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนได้ และทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวเมื่อมีทรัพย์มรดกเข้ามาเกี่ยวข้อง article
สามีเป็นเจ้าของคอนโดก่อนสมรสสามารถฟ้องขับไล่ภริยาออกจากห้องชุดได้หรือไม่ เมื่อยังไม่ได้หย่าและยังมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู
ผู้อนุบาลต้องเป็นใคร เมื่อมีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ในทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถ ศาลพิจารณาจากหลักเกณฑ์ใดและคุ้มครองประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถอย่างไร
ผู้ใช้อำนาจปกครองโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้รับโอนโดยสุจริตมีสิทธิในทรัพย์สินหรือไม่
บุตรมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการขายที่ดินมรดกที่มารดาขายให้บุคคลภายนอกหรือไม่ เมื่อกฎหมายห้ามฟ้องบุพการีโดยตรง
การเพิกถอนการสมรสที่ทำในนามผู้ตาย การสมรสโมฆะเพราะผู้ตายหมดสภาพบุคคล, ผู้ตายไม่อาจทำการสมรส (ฎีกา 1541/2568)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนทรัพย์(ฎีกา 6926/2560)