
| การเพิกถอนการสมรสที่ทำในนามผู้ตาย การสมรสโมฆะเพราะผู้ตายหมดสภาพบุคคล, ผู้ตายไม่อาจทำการสมรส (ฎีกา 1541/2568)
บทนำ บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า “การสมรสที่กระทำในนามผู้ตายซึ่งหมดสภาพบุคคลแล้ว” สามารถก่อให้เกิดผลทางกฎหมายหรือไม่ โดยแก่นสำคัญของคดีอยู่ที่หลักสภาพบุคคลตามกฎหมายไทย มาตรา 1457 ประกอบกับเงื่อนไขเรื่องการแสดงเจตนายินยอมต่อหน้านายทะเบียนตามมาตรา 1458 และผลทางกฎหมายกรณีการสมรสไม่ชอบที่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 รวมถึงสิทธิของผู้สืบสันดานในการร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลรับรองความเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 คดีนี้จึงสะท้อนให้เห็นการตีความกฎหมายครอบครัวอย่างเข้มงวดต่อความสงบเรียบร้อยและความถูกต้องในทางทะเบียนราษฎร เพื่อป้องกันการแอบอ้างหรือทุจริตที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิครอบครัวและทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงในคดี ในคดีนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้หนึ่งถึงแก่ความตายมานานหลายสิบปีแล้ว แต่มีบุคคลอื่นนำชื่อและบัตรประชาชนของผู้ตายไปใช้แอบอ้างในการจดทะเบียนสมรสกับบุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง การสมรสถูกบันทึกลงในทะเบียนราษฎรตามกระบวนการปกติ ผู้สืบสันดานของผู้ตายเมื่อทราบเรื่องจึงยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้เพิกถอนการสมรสดังกล่าว โดยอ้างว่าการสมรสเป็นโมฆะ เนื่องจากผู้ตายไม่มีสภาพบุคคลและไม่อาจแสดงเจตนายินยอมใดได้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยว่าการสมรสไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงยกคำร้อง แต่ศาลอุทธรณ์กลับเห็นเป็นอย่างอื่นและพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส ต่อมาคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยขั้นสุดท้าย คำวินิจฉัยศาลฎีกา 1 ประเด็นสภาพบุคคลตามมาตรา 1457 กฎหมายกำหนดชัดเจนว่าเมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย สภาพบุคคลย่อมสิ้นสุด ไม่สามารถก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ทางกฎหมายได้อีก การนำชื่อผู้ตายไปทำการสมรสจึงไม่อาจก่อให้เกิดผลทางกฎหมายใด ๆ 2 ประเด็นการยินยอมต่อหน้านายทะเบียนตามมาตรา 1458 ศาลชี้ว่า “การสมรสต้องแสดงเจตนาโดยตรงของฝ่ายชายและหญิงต่อหน้านายทะเบียน” บุคคลที่ตายไปแล้วไม่สามารถแสดงเจตนาได้ การแอบอ้างชื่อผู้ตายจึงเป็นการขาดองค์ประกอบที่สำคัญของการสมรสโดยสิ้นเชิง 3 ผลทางกฎหมายของการสมรสไม่ชอบตามมาตรา 1495 เมื่อองค์ประกอบสำคัญขาดหาย การสมรสนั้นตกเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น โดยถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น ไม่อาจรับรองผลใด ๆ เช่น สิทธิคู่สมรส มรดก หรือสถานะครอบครัว 4 สิทธิผู้สืบสันดานตามมาตรา 1496 ผู้สืบสันดานมีสิทธิร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลพิพากษารับรองการสมรสเป็นโมฆะ เพื่อคุ้มครองสิทธิ และเพื่อความถูกต้องของข้อมูลทางทะเบียน 5 ผลทางทะเบียนตามมาตรา 1497/1 เมื่อศาลพิพากษาแล้ว นายทะเบียนต้องบันทึกในทะเบียนสมรสเพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ 1 หลัก “สภาพบุคคลสิ้นสุดเมื่อถึงแก่ความตาย” กฎหมายกำหนดเพื่อความสงบเรียบร้อย ผู้ตายไม่อาจก่อให้เกิดนิติกรรมใด ๆ การสมรสซึ่งเป็นนิติกรรมพิเศษยิ่งต้องเคร่งครัด 2 หลัก “การแสดงเจตนายินยอมโดยตรง” กฎหมายต้องการป้องกัน: • การปลอมตัว • การแอบอ้าง • การบังคับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องแสดงเจตนาต่อหน้านายทะเบียนโดยตรงเท่านั้น 3 หลักการสมรสโมฆะ การสมรสประเภทนี้เป็นโมฆะโดยผลของกฎหมายเอง เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ที่ต้องการคุ้มครองสถานะครอบครัวอย่างมั่นคง 4 แนวคำพิพากษาฎีกาอื่น ศาลฎีกาที่ 1246/2547 วินิจฉัยในทำนองเดียวกันว่า การสมรสในนามผู้ตายเป็นโมฆะ เพราะผู้ตายไม่อาจมีเจตนาสมรส ขยายความประโยชน์และผลกระทบทางกฎหมาย • ป้องกันการสร้างประวัติสมรสเทียม • คุ้มครองสิทธิทายาทในมรดก • ปิดช่องทางทุจริต เช่น การแอบอ้างคู่สมรสเพื่อรับสิทธิประโยชน์รัฐ • คงความถูกต้องของระบบทะเบียนราษฎร สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าการสมรสไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำสั่งยกคำร้อง 2. ศาลอุทธรณ์ เห็นว่าการสมรสทำในนามผู้ตายซึ่งหมดสภาพบุคคลแล้ว เป็นการขาดองค์ประกอบสำคัญของการสมรส จึงพิพากษาให้เพิกถอน 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ โดยอาศัยมาตรา 1457, 1458, 1495 และ 1496 ว่า การสมรสในนามผู้ตายเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด และต้องบันทึกผลในทะเบียนราษฎรตามกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การสมรสจะเกิดผลได้ต่อเมื่อคู่สมรสทั้งสองยังมีสภาพบุคคลและต้องแสดงเจตนายินยอมโดยตรงต่อหน้านายทะเบียนเท่านั้น 2. การสิ้นสุดสภาพบุคคลโดยการถึงแก่ความตายทำให้บุคคลหมดความสามารถในการทำการใด ๆ ผลของนิติกรรมที่ทำในนามผู้ตายจึงเป็นโมฆะทันที 3. การสมรสที่ขัดต่อบทบัญญัติเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เช่น มาตรา 1457 และ 1458 ย่อมตกเป็นโมฆะโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 1495 4. ผู้สืบสันดานหรือผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลรับรองความเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 เพื่อคุ้มครองสิทธิตนเอง 5. ระบบทะเบียนราษฎรต้องสะท้อนข้อเท็จจริงทางกฎหมายอย่างถูกต้อง การบันทึกผลตามมาตรา 1497/1 เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของสังคม 6. คดีลักษณะนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตีความเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวเพื่อป้องกันการทุจริตและการแอบอ้างที่กระทบสิทธิครอบครัว 1. การสมรสที่ทำในนามผู้ตายถือว่าใช้บังคับได้หรือไม่? คำตอบ ไม่ได้ การสมรสที่ทำในนามผู้ตายขัดต่อมาตรา 1457 และ 1458 เพราะผู้ตายหมดสภาพบุคคลและไม่อาจแสดงเจตนายินยอมได้ การสมรสดังกล่าวตกเป็นโมฆะตั้งแต่ต้นตามมาตรา 1495 2. ผู้สืบสันดานสามารถร้องเพิกถอนการสมรสที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่? คำตอบ สามารถทำได้ตามมาตรา 1496 โดยยื่นคำร้องต่อศาลให้วินิจฉัยว่าการสมรสเป็นโมฆะ และเมื่อศาลพิพากษาแล้วต้องแจ้งนายทะเบียนให้ปรับปรุงทะเบียนราษฎรตามมาตรา 1497/1 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คดีนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความหมายของการสมรสที่แท้จริงตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับ สภาพบุคคล และการสิ้นสุดสภาพบุคคลเมื่อถึงแก่ความตาย ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “บุคคลที่ถึงแก่ความตายแล้ว ไม่มีสภาพบุคคล ไม่อาจทำการสมรสได้” กฎหมายข้อนี้มีลักษณะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย และศาลย่อมนำมาบังคับใช้โดยเคร่งครัด ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในคดี มีบุคคลหนึ่งได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่หลายสิบปีก่อน แต่ภายหลังมีบุคคลอื่นนำชื่อและบัตรประชาชนของผู้ที่ตายไปแล้วมาแอบอ้างในการจดทะเบียนสมรสกับบุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อการสมรสถูกบันทึกไว้ในทะเบียนราษฎร ผู้สืบสันดานของคู่สมรสตัวจริงจึงยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้เพิกถอนการสมรสดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นโมฆะ เพราะการยินยอมที่เกิดขึ้นไม่ใช่การยินยอมที่แท้จริงของผู้ตาย และผู้ตายไม่มีสภาพบุคคลแล้ว ศาลชั้นต้นในคดีนี้มีคำสั่งยกคำร้อง แต่ศาลอุทธรณ์กลับเห็นว่า การสมรสที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอน และเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาได้วินิจฉัยชัดเจนว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่มาตรา 1457 เพราะผู้ตายย่อมไม่สามารถมีเจตนายินยอมได้อีก การสมรสที่อาศัยการแอบอ้างชื่อผู้ตายจึงไม่อาจถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ศาลยังยกเหตุผลเพิ่มเติมว่า การสมรสที่แท้จริงต้องมีการยินยอมโดยตรงจากคู่สมรสทั้งสองฝ่ายต่อหน้านายทะเบียนตามมาตรา 1458 หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ย่อมไม่สามารถไปแสดงเจตนาต่อหน้านายทะเบียนได้ ผลที่ตามมาคือ การสมรสที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นนี้ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ถือว่าไม่เคยมีการสมรสเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น การเพิกถอนสมรสที่เป็นโมฆะยังเปิดโอกาสให้ผู้สืบสันดานหรือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองความเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1496 และเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ต้องแจ้งไปยังนายทะเบียนให้บันทึกไว้ในทะเบียนสมรสตามมาตรา 1497/1 เพื่อให้ข้อมูลทางทะเบียนถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริง จากคำวินิจฉัยนี้ จะเห็นได้ว่าศาลให้ความสำคัญกับหลักกฎหมายเกี่ยวกับ สภาพบุคคล อย่างเคร่งครัด การสิ้นสุดสภาพบุคคลเมื่อถึงแก่ความตาย หมายถึงการสิ้นสุดความสามารถในการทำการใด ๆ ในทางกฎหมายด้วย ไม่เพียงแต่ในเรื่องการสมรส แต่ยังรวมถึงการทำนิติกรรมหรือสัญญาทุกประเภท การสมรสจึงเป็นตัวอย่างชัดเจนของนิติกรรมที่ต้องอาศัยการยินยอมโดยตรงจากบุคคลทั้งสองฝ่าย และหากบุคคลใดถึงแก่ความตายแล้ว ก็ไม่สามารถทำการสมรสหรือให้ความยินยอมได้อีก นอกจากนี้ หลักกฎหมายที่ศาลยกขึ้นมาประกอบ เช่น มาตรา 1458 เรื่องการยินยอมต่อหน้านายทะเบียน ช่วยย้ำให้เห็นว่ากฎหมายกำหนดขั้นตอนและเงื่อนไขเพื่อป้องกันการปลอมแปลงหรือแอบอ้าง ส่วนมาตรา 1495 และ 1496 ก็กำหนดผลทางกฎหมายที่ตามมาอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้สืบสันดานและผู้มีส่วนได้เสียได้รับความคุ้มครองตามสิทธิที่แท้จริง สรุปได้ว่า หลักการที่สำคัญที่สุดจากคดีนี้คือ มาตรา 1457 ที่ชี้ชัดว่า “บุคคลที่ถึงแก่ความตายแล้วไม่มีสภาพบุคคล ไม่อาจทำการสมรสได้” การแอบอ้างชื่อผู้ตายจดทะเบียนสมรสจึงเป็นโมฆะโดยสิ้นเชิง การยืนยันหลักกฎหมายข้อนี้ไม่เพียงเป็นการตีความเพื่อแก้ไขคดีเฉพาะราย แต่ยังเป็นแนวทางสำคัญในการรักษาความมั่นคงของสถาบันครอบครัว และป้องกันการทุจริตหรือการแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบในทางกฎหมายต่อไป (อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็ม) ประเด็นสำคัญที่สุดของ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1541/2568 อยู่ที่การตีความและการใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457, 1458, 1495 และ 1496 เป็นหลักในการวินิจฉัย กฎหมายที่ใช้เป็นหลัก • ป.พ.พ. มาตรา 1457 – บุคคลที่ถึงแก่ความตายแล้วไม่มีสภาพบุคคล ไม่อาจทำการสมรสได้ • ป.พ.พ. มาตรา 1458 – การสมรสต้องยินยอมโดยคู่สมรสทั้งสองต่อหน้านายทะเบียน • ป.พ.พ. มาตรา 1495 – การสมรสที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายตกเป็นโมฆะ • ป.พ.พ. มาตรา 1496 – คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดาน มีสิทธิเข้าศาลร้องขอให้เพิกถอนการสมรสเป็นโมฆะได้ Keywords สำคัญที่สุด 1. “การยินยอมในการสมรส” o หัวใจของคดีนี้คือการยินยอมต้องเป็นของคู่สมรสที่แท้จริง ไม่ใช่การแอบอ้างบุคคลอื่น 2. “สภาพบุคคล” o ผู้ตายแล้วไม่อาจมีสิทธิหรือความสามารถทางกฎหมายในการสมรสได้ การแอบอ้างชื่อผู้ตายเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ 3. “สมรสโมฆะ” o การสมรสที่ขาดการยินยอมที่แท้จริง หรือขัดต่อกฎหมายโดยตรง ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 4. “สิทธิผู้สืบสันดาน” o ผู้สืบสันดานสามารถร้องศาลให้เพิกถอนสมรสที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิในครอบครัวและทรัพย์สิน 5. “การเพิกถอนทะเบียนสมรส” o เมื่อศาลพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะ ต้องแจ้งให้นายทะเบียนบันทึกไว้ในทะเบียนสมรสตามมาตรา 1497/1 👉 สรุปสั้น ๆ: คดีนี้ใช้ มาตรา 1457, 1458, 1495, และ 1496 เป็นแกนหลัก โดยแก่นสำคัญคือ การยินยอมที่แท้จริงในการสมรสและสิทธิของผู้สืบสันดานในการขอเพิกถอนสมรสโมฆะ หลักกฎหมายมาตรา 1457, 1458, 1495, 1496 พร้อมตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้อง หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1. ป.พ.พ. มาตรา 1457 ข้อความกฎหมาย: “บุคคลที่ถึงแก่ความตายแล้ว ไม่มีสภาพบุคคล ไม่อาจทำการสมรสได้” หลักการ: มาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่ตอกย้ำว่า “การสมรส” ต้องเกิดขึ้นระหว่างบุคคลที่ยังคงมีสภาพบุคคลอยู่ตามกฎหมาย การเสียชีวิตย่อมทำให้สภาพบุคคลสิ้นสุด และไม่สามารถก่อสิทธิหรือหน้าที่ทางกฎหมายได้อีก การที่มีบุคคลพยายามใช้ชื่อหรือเอกสารของผู้ตายไปทำการสมรส ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายแต่อย่างใด 2. ป.พ.พ. มาตรา 1458 ข้อความกฎหมาย: “การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากัน และต้องแสดงการยินยอมโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียน และให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย” หลักการ: การสมรสไม่เพียงแต่ต้องมีเจตนายินยอมเท่านั้น แต่การยินยอมนั้นต้องทำ “โดยคู่สมรสทั้งสองฝ่าย” และ “ต่อหน้านายทะเบียน” การให้บุคคลอื่นแสดงตนแทน หรือแอบอ้างเป็นคู่สมรส จึงไม่ใช่การสมรสที่แท้จริงและขาดองค์ประกอบทางกฎหมาย 3. ป.พ.พ. มาตรา 1495 ข้อความกฎหมาย: “การสมรสที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายตกเป็นโมฆะ” หลักการ: มาตรานี้กำหนดผลทางกฎหมายชัดเจนว่า หากการสมรสขัดต่อบทบัญญัติ เช่น ไม่มีการยินยอมที่แท้จริง หรือคู่สมรสหมดสภาพบุคคลไปแล้ว การสมรสนั้นย่อมเป็น “โมฆะ” โดยถือว่าไม่เคยมีการสมรสเกิดขึ้นแต่แรก 4. ป.พ.พ. มาตรา 1496 ข้อความกฎหมาย: “คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดาน อาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้” หลักการ: แม้การสมรสจะเป็นโมฆะโดยสภาพ แต่เพื่อความชัดเจนและความสงบเรียบร้อยในทางทะเบียนราษฎร จึงต้องให้ศาลมีคำพิพากษารับรองว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะ และผู้ที่มีสิทธิร้องคือคู่สมรสโดยตรง รวมถึงบิดามารดาหรือผู้สืบสันดานที่มีผลกระทบทางสิทธิ ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1246/2547 ข้อเท็จจริง: จำเลยอ้างตนเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โดยนำเอกสารมาแสดงว่ามีการสมรส แต่ปรากฏว่าผู้ชายได้เสียชีวิตไปแล้วก่อนการสมรสจะเกิดขึ้นจริง ศาลฎีกาวินิจฉัย: การสมรสที่เกิดขึ้นในขณะที่ฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายแล้ว เป็นการสมรสที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะบุคคลที่ตายไปแล้วไม่มีสภาพบุคคล ไม่อาจสมรสได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1457 การสมรสดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แหล่งอ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1246/2547 (ประชุมใหญ่) – ฎีกาที่เกี่ยวกับความเป็นโมฆะของการสมรสอันเกิดจากการขาดสภาพบุคคล สรุป • มาตรา 1457 เป็นหัวใจของคดี: ผู้ที่ตายแล้วไม่มีสภาพบุคคล การสมรสในนามผู้ตายจึงเป็นโมฆะ • มาตรา 1458 เสริมเงื่อนไขว่าต้องมีการยินยอมโดยคู่สมรสที่แท้จริงต่อหน้านายทะเบียน • มาตรา 1495 กำหนดผลว่าการสมรสที่ไม่ถูกต้องตกเป็นโมฆะทันที • มาตรา 1496 กำหนดสิทธิให้คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดาน ยื่นคำร้องเพิกถอนต่อศาลได้ ดังนั้นคดีลักษณะนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การสมรสเป็นนิติกรรมพิเศษที่ต้องมีคู่สมรสที่ยังคงมีชีวิตและมีการยินยอมจริง มิอาจใช้ชื่อผู้ตายมาจดทะเบียนสมรสแทนได้ |
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนทรัพย์(ฎีกา 6926/2560) |




