ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




มารดาของผู้ตายมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนหลานได้หรือไม่ และศาลฎีกาวางหลักอย่างไรเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายแต่ละคน article

มารดาผู้ตายมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนหลานได้หรือไม่, สิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะของบุตรผู้ตาย, ผู้แทนโดยชอบธรรมในการเรียกค่าสินไหมทดแทน, ผู้แทนเฉพาะคดีตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง, สิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหาย, การเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญา, การเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา, อำนาจศาลฎีกายกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง, การพิจารณาค่าขาดไร้อุปการะของบุพการี, การชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับอุปการะ, ละเมิดถึงแก่ความตาย 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิในการเรียกค่าขาดไร้อุปการะของบุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการตายของผู้อุปการะเลี้ยงดู และขอบเขตอำนาจของบุคคลที่จะใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายแทนผู้อื่นในกระบวนพิจารณาคดี โดยประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงการวินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของจำเลยเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า มารดาของผู้ตายซึ่งเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตายหรือไม่ เมื่อมารดาของเด็กทั้งสองยังมีชีวิตอยู่และโจทก์ร่วมมิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีของเด็ก นอกจากนี้คดียังแสดงให้เห็นถึงหลักการสำคัญว่าศาลฎีกามีอำนาจยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา รวมทั้งการพิจารณาเรื่องอายุความในคดีอาญาและหลักการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยในกรณีที่พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้เกิดจากเหตุที่จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะเข้าไปในบริเวณสถานีบริการน้ำมัน โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งมาในรถและจำเลยที่ 3 นั่งอยู่บริเวณกระบะท้าย เมื่อไปถึงสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 3 ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในรถยนต์ของผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายรายหนึ่งถึงแก่ความตาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกหนึ่งราย ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในข้อหาร้ายแรงเกี่ยวกับการฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น และความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน

ระหว่างการพิจารณาคดี นางสมควรซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม และขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่าจัดการศพ และค่าขาดไร้อุปการะทั้งในส่วนของตนเองและบุตรสองคนของผู้ตาย ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ โดยอ้างว่าผู้ตายเคยส่งเงินเลี้ยงดูโจทก์ร่วมและบุตรทั้งสองเป็นประจำทุกเดือนก่อนเสียชีวิต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามฟ้องบางส่วน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง พร้อมทั้งกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่โจทก์ร่วมร้องขอ ต่อมาคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งได้แก้ไขบทลงโทษบางประการ แต่ยังคงหลักการสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไว้

เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยหลายประเด็น ทั้งเรื่องความรับผิดของจำเลยที่ 2 ว่าร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ เรื่องการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เรื่องการเพิ่มโทษตามประวัติการกระทำผิดเดิม และเรื่องสิทธิของโจทก์ร่วมในการเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตาย ตลอดจนปัญหาอายุความของความผิดบางฐานที่ศาลล่างทั้งสองได้พิพากษาลงโทษไว้

ข้อเท็จจริงที่ศาลฎีการับฟังได้ยังปรากฏว่า ผู้ตายมีอายุ 26 ปี ขณะยังมีชีวิตอยู่ได้ส่งเงินช่วยเหลือเลี้ยงดูโจทก์ร่วมและบุตรทั้งสองเดือนละ 6,000 บาท โจทก์ร่วมมีอายุ 65 ปี และประกอบอาชีพทำสวนร่วมกับผู้ตาย แม้จะไม่ปรากฏรายได้ที่แน่นอนของผู้ตาย แต่ศาลเห็นว่าผู้ตายยังมีแนวโน้มที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ร่วมต่อไปได้อีกเป็นระยะเวลาพอสมควร จึงเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่นำไปสู่การกำหนดค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของโจทก์ร่วมในชั้นฎีกา

นอกจากนี้ พยานหลักฐานในคดียังแสดงให้เห็นว่าต้นเหตุของเหตุการณ์มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาการค้ายาเสพติดระหว่างบุคคลบางฝ่ายในคดี โดยไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว อีกทั้งไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงถึงการวางแผนหรือตระเตรียมการล่วงหน้าเพื่อฆ่าหรือพยายามฆ่าผู้เสียหาย จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกานำมาพิจารณาในการวินิจฉัยเรื่องการร่วมกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และเรื่องการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อไปในคดีนี้

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคือ จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเคยเป็นคนรักของผู้เสียหายที่ 1 และมีการติดต่อทางโทรศัพท์กันก่อนเกิดเหตุ แต่พฤติการณ์ดังกล่าวยังถือเป็นเรื่องปกติที่บุคคลซึ่งเคยมีความสัมพันธ์กันจะติดต่อสอบถามกันได้ อีกทั้งยังปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นฝ่ายโทรศัพท์ขอยืมเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 300 บาท เพื่อนำไปเติมน้ำมันรถ และนัดพบกันที่สถานีบริการน้ำมันซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ

ศาลฎีกายังรับฟังได้จากพยานหลักฐานว่า การที่จำเลยที่ 2 โดยสารมากับรถของจำเลยที่ 1 ในคืนเกิดเหตุ เป็นเพราะจำเลยที่ 1 จะไปส่งจำเลยที่ 2 เพื่อรายงานตัวต่อศาลในวันรุ่งขึ้น มิใช่เป็นการเดินทางไปเพื่อร่วมก่อเหตุแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่า ต้นเหตุของคดีน่าจะเกี่ยวข้องกับปัญหาการค้ายาเสพติดระหว่างผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยที่ 1 มากกว่า และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว

เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหลักกฎหมายอาญา ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2

ประเด็นต่อมาคือ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นการฆ่าและพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายจริง แต่พยานหลักฐานยังไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้มีการวางแผนล่วงหน้า หรือมีการเตรียมการใด ๆ เพื่อสังหารผู้เสียหายก่อนเกิดเหตุ

ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ผู้เสียหายที่ 1 ติดต่อขอยืมเงินจากจำเลยที่ 2 และนัดพบกันที่สถานีบริการน้ำมัน เมื่อรถของจำเลยที่ 1 เดินทางมาถึงสถานที่ดังกล่าวจึงเกิดเหตุยิงกันขึ้น พยานหลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงการคิดวางแผนหรือการตระเตรียมการอย่างรอบคอบล่วงหน้า ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

เนื่องจากความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต ศาลจึงต้องรับฟังพยานหลักฐานด้วยความเคร่งครัด เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่หนักแน่นเพียงพอ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นเท่านั้น มิใช่ความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสองเพียงรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อเท่านั้น มิได้รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นำมาใช้เป็นเหตุเพิ่มโทษ และโจทก์ก็มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้ชัดเจนตามที่กล่าวอ้างในฟ้อง ศาลจึงไม่อาจเพิ่มโทษแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้

อีกประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คือ เรื่องสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตาย ศาลฎีกาเห็นว่า สิทธิในการได้รับค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคน ผู้มีสิทธิเรียกต้องใช้สิทธิของตนเอง หรือใช้ผ่านผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีตามกฎหมายเท่านั้น

ในคดีนี้ โจทก์ร่วมเป็นมารดาของผู้ตายและเป็นย่าของเด็กทั้งสอง มิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีของเด็ก อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่ามารดาของเด็กทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นโจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจใช้สิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนเด็กทั้งสองได้ คงมีสิทธิเรียกได้เฉพาะในส่วนที่เป็นสิทธิของตนเองเท่านั้น

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะรวมทั้งในส่วนของเด็กทั้งสองด้วยนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างก็ตาม

สำหรับจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับนั้น ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ตายเคยส่งเงินเลี้ยงดูโจทก์ร่วมและบุตรทั้งสองเดือนละ 6,000 บาท ผู้ตายมีอายุ 26 ปี ขณะที่โจทก์ร่วมมีอายุ 65 ปี และก่อนเสียชีวิตผู้ตายประกอบอาชีพทำสวนอยู่กับโจทก์ร่วม แม้จะไม่ปรากฏรายได้ที่แน่นอนของผู้ตาย แต่ศาลเห็นว่าโจทก์ร่วมน่าจะมีโอกาสได้รับการอุปการะจากผู้ตายต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 10 ปี จึงกำหนดค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 300,000 บาท

ศาลฎีกายังตรวจพบอีกว่า ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ มีอัตราโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท จึงมีอายุความเพียงหนึ่งปี เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องหลังจากวันกระทำความผิดเกินกว่าหนึ่งปีแล้ว ความผิดฐานดังกล่าวจึงขาดอายุความ

แม้ประเด็นนี้จะไม่ได้มีการยกขึ้นต่อสู้กันในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็เห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยเช่นเดียวกัน จึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองและแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้อง โดยให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานดังกล่าว

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนและความผิดที่ขาดอายุความ โดยให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนที่เรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตาย กำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมเฉพาะส่วนของตนเป็นเงิน 300,000 บาท และให้ยกฟ้องในความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร นอกจากที่แก้แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทั้งหมด।

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาใช้วินิจฉัยคดี

คดีนี้มีหลักกฎหมายสำคัญหลายประการที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัย ทั้งในส่วนความรับผิดทางอาญา สิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทน และอำนาจของศาลในการยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเอง โดยสาระสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงการลงโทษผู้กระทำความผิดเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงหลักพื้นฐานของกระบวนพิจารณาความอาญาและสิทธิของผู้เสียหายตามกฎหมายอีกด้วย

หลักกฎหมายประการแรก คือ หลักการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ศาลฎีกาวางหลักว่า ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง หากพยานหลักฐานยังมีช่องว่างหรือยังมีเหตุให้สงสัยตามสมควร ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย แม้ข้อเท็จจริงบางส่วนอาจทำให้เกิดความเคลือบแคลงหรือทำให้เกิดข้อสงสัยในทางลบต่อจำเลยก็ตาม แต่หากยังไม่ถึงขั้นพิสูจน์ได้อย่างมั่นคงจนปราศจากข้อสงสัย ศาลไม่อาจลงโทษได้

หลักการดังกล่าวถูกนำมาใช้กับจำเลยที่ 2 โดยตรง เนื่องจากพยานหลักฐานแสดงเพียงว่าจำเลยที่ 2 เคยเป็นคนรักของผู้เสียหายที่ 1 มีการติดต่อทางโทรศัพท์กันก่อนเกิดเหตุ และโดยสารรถมากับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคืนเกิดเหตุเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นหรือร่วมวางแผนในการก่อเหตุ ศาลจึงเห็นว่ายังมีเหตุสงสัยตามสมควรและต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2

หลักกฎหมายประการที่สอง คือ หลักการพิสูจน์องค์ประกอบความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลฎีกาวางหลักว่า การจะถือว่าผู้กระทำความผิดได้กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ต้องปรากฏข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นถึงการคิดพิจารณา การวางแผน หรือการเตรียมการล่วงหน้าอย่างเพียงพอ มิใช่เพียงปรากฏว่ามีการฆ่าหรือพยายามฆ่าเกิดขึ้นเท่านั้น

ในคดีนี้แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะร่วมกันฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่พยานหลักฐานยังไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีการนัดหมาย วางแผน หรือเตรียมการล่วงหน้าเพื่อสังหารผู้เสียหายโดยเฉพาะ อีกทั้งเหตุการณ์เกิดขึ้นภายหลังการนัดพบกันที่สถานีบริการน้ำมันจากการติดต่อทางโทรศัพท์ของผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

หลักกฎหมายประการที่สาม คือ หลักเรื่องการเพิ่มโทษผู้กระทำความผิด ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติการกระทำผิดก่อนหน้าอย่างเคร่งครัด แม้โจทก์จะกล่าวอ้างในฟ้องว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษามาก่อนและขอให้เพิ่มโทษ แต่หากไม่มีการรับข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยชัดแจ้ง หรือไม่มีการนำสืบให้ศาลเชื่อได้อย่างแน่นอน ศาลก็ไม่อาจเพิ่มโทษแก่จำเลยได้

แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักสำคัญว่า การเพิ่มโทษเป็นมาตรการที่ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของบุคคลโดยตรง จึงต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดเจนและแน่นอน ไม่อาจอาศัยข้อสันนิษฐานหรือการคาดหมายได้

หลักกฎหมายประการที่สี่ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของคดี คือ หลักเรื่องสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะมิใช่สิทธิรวมที่บุคคลหนึ่งจะใช้แทนผู้อื่นได้โดยอัตโนมัติ แต่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู

เมื่อสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัว ผู้ที่จะใช้สิทธิจึงต้องเป็นเจ้าของสิทธินั้นเอง หรือเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้แทนเฉพาะคดีตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น บุคคลภายนอกแม้จะเป็นญาติใกล้ชิดก็ไม่อาจใช้สิทธิแทนได้หากไม่มีอำนาจตามกฎหมาย

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์ร่วมเป็นมารดาของผู้ตายและเป็นย่าของเด็กทั้งสอง แต่ไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็ก อีกทั้งมารดาของเด็กทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนเด็กทั้งสองได้ คงมีสิทธิเรียกเฉพาะส่วนที่เป็นสิทธิของตนเท่านั้น

แนววินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะแสดงให้เห็นว่าศาลจะพิจารณาเรื่องสถานะทางกฎหมายของผู้ใช้สิทธิเป็นลำดับแรก แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์หรือเป็นผู้ดูแลเด็กในทางข้อเท็จจริงก็ตาม แต่หากไม่มีฐานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมตามกฎหมาย ก็ไม่อาจใช้สิทธิแทนผู้เยาว์ได้

หลักกฎหมายประการที่ห้า คือ หลักเรื่องปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อปรากฏข้อบกพร่องทางกฎหมายที่มีผลกระทบต่อความถูกต้องของคำพิพากษา ศาลฎีกาสามารถยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างหรือฎีกาในประเด็นนั้นก็ตาม

ในคดีนี้ศาลฎีกาใช้หลักดังกล่าวกับสองประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประเด็นสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรของผู้ตาย และประเด็นอายุความของความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในประเด็นเหล่านี้ แต่ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองเพื่อให้ผลของคดีเป็นไปตามกฎหมาย

หลักกฎหมายประการที่หก คือ หลักเรื่องอายุความคดีอาญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ มีอัตราโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท จึงมีอายุความหนึ่งปี เมื่อปรากฏว่ามีการฟ้องคดีภายหลังพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว ความผิดฐานนี้ย่อมขาดอายุความ

ผลของการขาดอายุความคือ สิทธิของรัฐในการดำเนินคดีอาญาสิ้นสุดลง ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนั้นได้อีก แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงก็ตาม

จากแนววินิจฉัยทั้งหมดจะเห็นได้ว่า คดีนี้มิได้มีความสำคัญเฉพาะในประเด็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นคดีที่แสดงหลักกฎหมายสำคัญหลายด้าน ได้แก่ หลักการรับฟังพยานหลักฐานในคดีอาญา หลักการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย หลักการพิสูจน์ความผิดฐานไตร่ตรองไว้ก่อน หลักสิทธิเฉพาะตัวในการเรียกค่าขาดไร้อุปการะ หลักอำนาจของศาลฎีกาในการยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง และหลักเรื่องอายุความในคดีอาญา ซึ่งล้วนเป็นหลักกฎหมายพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการตีความและการบังคับใช้กฎหมายในคดีลักษณะเดียวกันต่อไปในอนาคต.

เจตนารมณ์ของกฎหมายและความสำคัญของแนววินิจฉัยในคดีนี้

คดีนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายหลายประการที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของบุคคล ควบคู่ไปกับการคุ้มครองความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะหลักที่ว่าการลงโทษบุคคลในคดีอาญาจะต้องตั้งอยู่บนพยานหลักฐานที่ชัดเจนและปราศจากข้อสงสัยอันสมควร มิใช่อาศัยเพียงข้อคาดหมายหรือความเชื่อว่าบุคคลนั้นอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

ในประเด็นเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ากระทำความผิด หลักการดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญของกฎหมายอาญา เนื่องจากผลของคำพิพากษาลงโทษย่อมกระทบต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง และสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลโดยตรง ดังนั้นเมื่อพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิด ศาลจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย

แนววินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้บุคคลจะอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ รู้จักกับผู้กระทำความผิด หรือมีความสัมพันธ์กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดี ก็ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดได้ หากไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงถึงการร่วมคิด ร่วมวางแผน หรือร่วมลงมือกระทำความผิดอย่างชัดเจน

สำหรับประเด็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งแยกความแตกต่างระหว่างการฆ่าผู้อื่นทั่วไปกับการฆ่าที่เกิดจากการคิดวางแผนและเตรียมการล่วงหน้า เนื่องจากกฎหมายถือว่าผู้ที่มีเวลายับยั้งชั่งใจ มีโอกาสทบทวนการกระทำของตน แต่ยังคงตัดสินใจกระทำความผิด ย่อมมีความน่าตำหนิทางกฎหมายสูงกว่ากรณีอื่น

ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่ามีพฤติการณ์ใดแสดงถึงการไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการนัดหมายล่วงหน้า การจัดเตรียมอาวุธ การติดตามผู้เสียหาย หรือการวางแผนเพื่อก่อเหตุโดยเฉพาะ เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ถึงการเตรียมการดังกล่าวอย่างเพียงพอ ศาลจึงไม่อาจลงโทษในฐานความผิดที่มีโทษหนักกว่าได้

อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า สิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคน มิใช่สิทธิที่ญาติหรือบุคคลใกล้ชิดจะใช้แทนกันได้โดยอัตโนมัติ

หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าของสิทธิที่แท้จริง และป้องกันมิให้บุคคลที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายเข้ามาใช้สิทธิแทนผู้อื่น อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือความสับสนเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องได้ในภายหลัง โดยเฉพาะกรณีผู้เยาว์ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องมีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีเป็นผู้ดำเนินการแทน

ในคดีนี้ แม้โจทก์ร่วมจะเป็นมารดาของผู้ตายและเป็นย่าของเด็กทั้งสอง แต่สถานะความเป็นญาติเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดอำนาจตามกฎหมายในการใช้สิทธิแทนเด็กทั้งสองได้ เมื่อมารดาของเด็กยังมีชีวิตอยู่และยังคงมีฐานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม สิทธิในการดำเนินคดีหรือเรียกค่าเสียหายในส่วนของเด็กจึงยังเป็นอำนาจของผู้แทนโดยชอบธรรมดังกล่าว

แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างมากในทางปฏิบัติ เพราะคดีละเมิดที่มีผู้เสียชีวิตมักมีผู้เสียหายหลายคนที่มีสิทธิเรียกร้องแยกจากกัน เช่น บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร แต่ละคนต้องใช้สิทธิของตนเองตามที่กฎหมายรับรอง มิใช่ให้บุคคลหนึ่งใช้สิทธิแทนทุกคนโดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย

คดีนี้ยังสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ต้องการให้ผู้ดำเนินคดีแทนผู้อื่นมีสถานะและอำนาจที่ชัดเจนตามกฎหมาย เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยถูกต้องและคุ้มครองผลประโยชน์ของเจ้าของสิทธิอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ แนววินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจของศาลฎีกาในการยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง ยังสะท้อนเจตนารมณ์สำคัญของกฎหมายว่าความถูกต้องตามกฎหมายมีความสำคัญเหนือกว่าข้อจำกัดในเรื่องขอบเขตการฎีกาของคู่ความบางประการ หากปรากฏว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล่างขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย หรือกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้ก็ตาม

หลักการนี้มีบทบาทสำคัญในการรักษามาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ และช่วยป้องกันไม่ให้คำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมีผลบังคับต่อไปเพียงเพราะไม่มีคู่ความฝ่ายใดหยิบยกประเด็นนั้นขึ้นมาอุทธรณ์หรือฎีกา

ในส่วนของอายุความคดีอาญา แนววินิจฉัยของศาลฎีกายังแสดงให้เห็นว่า อายุความมิใช่เพียงเรื่องทางเทคนิคของกฎหมาย แต่เป็นหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อจำกัดระยะเวลาที่รัฐจะใช้อำนาจลงโทษบุคคล เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว สิทธิในการดำเนินคดีย่อมระงับลง แม้จะมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงก็ตาม

การที่ศาลฎีกายกประเด็นอายุความขึ้นวินิจฉัยเองในคดีนี้ จึงเป็นการยืนยันหลักสำคัญว่าศาลมีหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการลงโทษอยู่เสมอ และจะไม่ปล่อยให้มีการลงโทษในความผิดที่สิทธิในการฟ้องคดีได้ระงับไปแล้วตามกฎหมาย

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด แนววินิจฉัยในคดีนี้จึงมีความสำคัญทั้งในด้านกฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายเกี่ยวกับการเรียกค่าสินไหมทดแทน โดยเฉพาะการยืนยันหลักว่าการลงโทษต้องตั้งอยู่บนพยานหลักฐานที่แน่นหนา สิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคน ผู้ใช้สิทธิแทนต้องมีอำนาจตามกฎหมาย และศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยให้ถูกต้องได้เสมอ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างก็ตาม।

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 และที่ 3 พร้อมโทษในความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน และให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง นอกจากนี้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 1,124,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยรวมค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ร่วมและบุตรทั้งสองของผู้ตายไว้ด้วย

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 2

พิพากษาแก้ว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จึงให้ลงโทษเพียงฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น โดยถือเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตและลดโทษเหลือจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน เมื่อนำไปรวมกับโทษฐานอื่นแล้วเป็นจำคุกคนละ 33 ปี 16 เดือน ไม่เพิ่มโทษตามที่โจทก์ร้องขอ ส่วนการยกฟ้องจำเลยที่ 2 และคำสั่งเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนให้คงไว้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

พิพากษาแก้เพิ่มเติมว่า พยานหลักฐานยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดหรือไม่ จึงให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อไปตามเดิม และเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน นอกจากนี้ศาลฎีกายังยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตาย เนื่องจากสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวและโจทก์ร่วมมิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีของเด็กทั้งสอง จึงให้ยกคำร้องในส่วนดังกล่าว และกำหนดค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมเฉพาะส่วนของตนเป็นเงิน 300,000 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายรายการอื่นแล้วเป็นเงิน 424,300 บาท พร้อมดอกเบี้ย อีกทั้งศาลฎีกายังวินิจฉัยว่าความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรได้ขาดอายุความแล้ว จึงให้ยกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ.

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนบางประเภท โดยเฉพาะค่าขาดไร้อุปการะ เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคน ผู้มีสิทธิจะต้องเป็นผู้ใช้สิทธิด้วยตนเอง หรือใช้ผ่านผู้แทนที่กฎหมายรับรองเท่านั้น การเป็นญาติใกล้ชิดหรือเป็นผู้ดูแลในทางข้อเท็จจริงมิได้ก่อให้เกิดอำนาจใช้สิทธิแทนโดยอัตโนมัติ หากไม่มีฐานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีตามกฎหมาย การยื่นคำร้องหรือเรียกค่าเสียหายแทนบุคคลอื่นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คดีนี้ยังตอกย้ำหลักพื้นฐานของกฎหมายอาญาว่า ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่ฝ่ายโจทก์ หากพยานหลักฐานยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้ร่วมกระทำความผิดหรือไม่ ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย แม้จะมีพฤติการณ์บางอย่างที่ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงก็ตาม เพราะการลงโทษทางอาญาต้องอาศัยความเชื่อมั่นจากพยานหลักฐานที่หนักแน่นและปราศจากข้อสงสัยอันสมควร

อีกประการหนึ่ง ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นความผิดที่มีองค์ประกอบพิเศษและมีอัตราโทษร้ายแรงกว่าความผิดฐานฆ่าผู้อื่นทั่วไป ศาลจึงต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดว่ามีพฤติการณ์แสดงถึงการคิดวางแผนหรือเตรียมการล่วงหน้าหรือไม่ การมีเจตนาฆ่าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่แสดงถึงการเตรียมการหรือการตัดสินใจล่วงหน้าอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักการสำคัญว่า ศาลฎีกามิได้มีหน้าที่เพียงวินิจฉัยประเด็นที่คู่ความฎีกาขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่รักษาความถูกต้องของการบังคับใช้กฎหมายโดยรวม หากปรากฏปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาสามารถยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างหรือฎีกาในประเด็นนั้นก็ตาม

ในด้านอายุความ คดีนี้ยืนยันหลักการว่าการดำเนินคดีอาญาจะต้องอยู่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้ว สิทธิของรัฐในการดำเนินคดีย่อมระงับลง และศาลไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดนั้นได้อีก แม้ว่าข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงก็ตาม หลักการดังกล่าวเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนและเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงแน่นอนทางกฎหมาย


ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิในการเรียกค่าขาดไร้อุปการะว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคน และขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาในการยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มารดาของผู้ตายซึ่งเป็นย่าของเด็กทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนเด็ก เนื่องจากมิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีของเด็กทั้งสอง และมารดาของเด็กยังมีชีวิตอยู่ จึงมีสิทธิเรียกได้เฉพาะส่วนที่เป็นสิทธิของตนเท่านั้น

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความโดยสังเขป

1. สิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัว

ศาลฎีกาวางหลักว่า สิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิของผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ ผู้มีสิทธิต้องใช้สิทธิด้วยตนเองหรือผ่านผู้แทนที่กฎหมายรับรองเท่านั้น บุคคลอื่นแม้จะเป็นญาติใกล้ชิดก็ไม่อาจใช้สิทธิแทนได้หากไม่มีอำนาจตามกฎหมาย หลักการนี้เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตาย

2. ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

ศาลฎีกามีอำนาจยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ในคดีนี้ศาลฎีกาใช้หลักดังกล่าวทั้งในประเด็นสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรของผู้ตาย และในประเด็นอายุความของความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เพื่อให้ผลของคดีเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายอย่างถูกต้องครบถ้วน.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม มารดาของผู้ตายสามารถเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนหลานซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายได้หรือไม่

คำตอบ 

ตามหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ สิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคน ผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะจากผู้ตายย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนของตนเองโดยเฉพาะ บุคคลอื่นจะใช้สิทธิแทนได้ก็ต่อเมื่อเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีตามที่กฎหมายรับรองเท่านั้น ในคดีนี้แม้โจทก์ร่วมจะเป็นมารดาของผู้ตายและเป็นย่าของเด็กทั้งสอง แต่ไม่ได้เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีของเด็ก อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่ามารดาของเด็กทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ร่วมมีอำนาจใช้สิทธิแทนเด็กทั้งสองในการเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้เฉพาะในส่วนของตนเองเท่านั้น ส่วนสิทธิของเด็กทั้งสองจะต้องดำเนินการโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมายแทนเด็ก มิใช่ให้ญาติหรือบุคคลอื่นใช้สิทธิแทนโดยไม่มีฐานะทางกฎหมายรองรับ

2 คำถาม เพราะเหตุใดศาลฎีกาจึงยกคำร้องในส่วนที่เรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตาย ทั้งที่ศาลล่างทั้งสองเคยกำหนดให้แล้ว

คำตอบ 

เหตุผลสำคัญอยู่ที่เรื่องอำนาจในการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย มิใช่อยู่ที่การพิจารณาว่าเด็กทั้งสองได้รับความเสียหายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดไร้อุปการะรวมทั้งในส่วนของเด็กทั้งสองนั้นเกิดจากการรับคำร้องที่ผู้ยื่นไม่มีอำนาจตามกฎหมายจะใช้สิทธิแทนเด็กได้ เนื่องจากสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละราย เมื่อผู้ยื่นคำร้องไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีของเด็ก การใช้สิทธิแทนเด็กย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องแก้ไขให้ถูกต้อง แม้ว่าจะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกประเด็นดังกล่าวขึ้นฎีกาก็ตาม เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้เพื่อให้ผลของคดีเป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง

3 คำถาม ศาลฎีกามีอำนาจยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองได้ในกรณีใด

คำตอบ 

โดยหลักทั่วไปศาลฎีกาจะพิจารณาประเด็นตามที่คู่ความยกขึ้นฎีกา แต่หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้ไม่มีฝ่ายใดกล่าวอ้างหรือฎีกาในประเด็นนั้น คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะศาลฎีกาได้ยกขึ้นพิจารณาเองทั้งในประเด็นสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรของผู้ตาย และในประเด็นอายุความของความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ทั้งสองเรื่องเป็นประเด็นที่มีผลต่อความถูกต้องของคำพิพากษาและเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายโดยตรง หากปล่อยให้คำพิพากษาคงอยู่ทั้งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมและความเป็นเอกภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ศาลฎีกาจึงมีหน้าที่แก้ไขให้ถูกต้องได้เอง

4 คำถาม การอยู่ร่วมในรถกับผู้กระทำความผิดหรือรู้จักกับผู้กระทำความผิดเพียงพอที่จะถือว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดหรือไม่

คำตอบ 

ไม่เพียงพอ การจะรับฟังว่าบุคคลใดเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดในคดีอาญาได้นั้น จะต้องปรากฏพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการร่วมคิด ร่วมตกลงใจ ร่วมวางแผน หรือร่วมลงมือกระทำความผิดอย่างชัดเจน ในคดีนี้จำเลยที่ 2 เคยเป็นคนรักของผู้เสียหายที่ 1 มีการติดต่อทางโทรศัพท์ก่อนเกิดเหตุ และโดยสารมากับรถของจำเลยที่ 1 และที่ 3 แต่พยานหลักฐานไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เป็นสาเหตุของคดี หรือรู้เห็นในการก่อเหตุยิงผู้เสียหาย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพยานหลักฐานยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดหรือไม่ และต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย หลักการนี้สะท้อนว่าในคดีอาญาการลงโทษบุคคลต้องอาศัยพยานหลักฐานที่หนักแน่นและชัดเจน ไม่อาจลงโทษจากเพียงความสงสัยหรือความเกี่ยวข้องโดยผิวเผินได้

5 คำถาม การฆ่าผู้อื่นกับการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแตกต่างกันอย่างไร

คำตอบ 

ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่การมีการคิดวางแผนหรือเตรียมการล่วงหน้าก่อนลงมือกระทำความผิด ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นความผิดที่กฎหมายถือว่ามีความร้ายแรงมากกว่า เพราะผู้กระทำมีเวลาพิจารณาไตร่ตรองถึงผลของการกระทำ มีโอกาสยับยั้งชั่งใจหรือเปลี่ยนใจได้ แต่ยังคงตัดสินใจกระทำความผิดต่อไป ดังนั้นศาลจึงต้องพิจารณาอย่างละเอียดว่ามีข้อเท็จจริงที่แสดงถึงการเตรียมการหรือการวางแผนล่วงหน้าหรือไม่ ในคดีนี้แม้ศาลจะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้อื่นจริง แต่พยานหลักฐานยังไม่ปรากฏว่ามีการวางแผนหรือตระเตรียมการล่วงหน้าเพื่อก่อเหตุโดยเฉพาะ จึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าควรลงโทษเพียงฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นเท่านั้น

6 คำถาม หากความผิดขาดอายุความแล้ว ศาลยังสามารถลงโทษจำเลยได้หรือไม่

คำตอบ 

ไม่ได้ เพราะอายุความเป็นข้อจำกัดที่กฎหมายกำหนดไว้เกี่ยวกับระยะเวลาที่รัฐจะใช้อำนาจดำเนินคดีอาญา เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้ สิทธิในการดำเนินคดีย่อมระงับลง แม้ว่าข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงก็ตาม ในคดีนี้ศาลฎีกาตรวจพบว่าความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุมีอายุความเพียงหนึ่งปี แต่คดีถูกฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว ความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความ ศาลฎีกาจึงยกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกประเด็นนี้ขึ้นต่อสู้ก็ตาม เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เองตามกฎหมาย.

ข้อ 1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 15

มาตรา 15 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักการสำคัญเกี่ยวกับการพยายามกระทำความผิดอาญา โดยมีสาระสำคัญว่า เมื่อผู้กระทำได้เริ่มลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลตามที่มุ่งหมายไว้ ผู้กระทำยังคงต้องรับผิดฐานพยายามกระทำความผิด เว้นแต่กรณีที่กฎหมายบัญญัติเป็นอย่างอื่น

ในคดีนี้ ศาลใช้หลักกฎหมายเกี่ยวกับการพยายามกระทำความผิดประกอบการวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในรถยนต์ที่มีผู้เสียหายหลายคนอยู่ภายใน เป็นเหตุให้นายธันยากรถึงแก่ความตาย และผู้เสียหายอีกรายได้รับบาดเจ็บสาหัส การกระทำดังกล่าวจึงมีผลสำเร็จในส่วนของผู้ตาย และเป็นเพียงการพยายามในส่วนของผู้เสียหายที่ยังไม่เสียชีวิต

หลักการสำคัญของมาตรา 15 คือ กฎหมายให้ความสำคัญกับเจตนาทางอาญาและการเริ่มลงมือกระทำความผิด ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดผลสำเร็จครบถ้วนเสียก่อนจึงจะลงโทษได้ เพราะเมื่อผู้กระทำได้เริ่มก่อให้เกิดอันตรายต่อสิทธิและความปลอดภัยของบุคคลอื่นแล้ว ย่อมถือว่ามีความน่าตำหนิทางกฎหมายเพียงพอที่จะต้องรับผิดทางอาญา

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างของการที่ศาลพิจารณาแยกผลของการกระทำออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่ผู้เสียหายถึงแก่ความตายอันเป็นความผิดสำเร็จ และส่วนที่ผู้เสียหายอีกรายยังไม่เสียชีวิตอันเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า แม้ว่าการใช้อาวุธปืนและเจตนาของผู้กระทำจะเกิดขึ้นในเหตุการณ์เดียวกันก็ตาม

ข้อ 2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56

มาตรา 56 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการดำเนินคดีแทนบุคคลอื่น โดยเฉพาะกรณีผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือบุคคลที่ไม่อาจดำเนินคดีด้วยตนเองได้ กฎหมายกำหนดให้การใช้สิทธิแทนบุคคลดังกล่าวต้องกระทำโดยผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนที่กฎหมายรับรองเท่านั้น

คดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 56 มาประกอบการวินิจฉัยปัญหาสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะของบุตรทั้งสองของผู้ตาย โดยโจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะแทนเด็กทั้งสองด้วย

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า สิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคน เด็กทั้งสองจึงเป็นเจ้าของสิทธิในส่วนของตนเอง การที่บุคคลอื่นจะใช้สิทธิแทนเด็กได้ จะต้องมีฐานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีตามกฎหมาย

ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า โจทก์ร่วมเป็นเพียงย่าของเด็กทั้งสอง มิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรม และไม่ปรากฏว่าได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนเฉพาะคดี อีกทั้งมารดาของเด็กทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ร่วมมีอำนาจดำเนินคดีหรือใช้สิทธิแทนเด็กทั้งสอง

เจตนารมณ์สำคัญของมาตรา 56 คือ การคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์และบุคคลที่กฎหมายเห็นว่ายังไม่สมควรดำเนินคดีด้วยตนเอง โดยกำหนดให้มีผู้แทนที่มีอำนาจตามกฎหมายเป็นผู้ดำเนินการแทน เพื่อป้องกันการใช้สิทธิแทนโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจและเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

แนววินิจฉัยในคดีนี้จึงยืนยันหลักการสำคัญว่า ความเป็นญาติหรือความใกล้ชิดทางสายเลือดเพียงอย่างเดียวไม่ก่อให้เกิดอำนาจในการดำเนินคดีแทนผู้อื่น หากกฎหมายมิได้รับรองฐานะดังกล่าวไว้โดยชัดแจ้ง

ข้อ 3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) มาตรา 15 มาตรา 44/1 มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225

แม้คดีนี้ศาลฎีกาจะกล่าวถึงมาตรา 15 มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 โดยตรง แต่บทบัญญัติทั้งกลุ่มนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้เสียหายและอำนาจของศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมาย

มาตรา 5 (2) เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้มีอำนาจดำเนินการแทนผู้เสียหายในบางกรณี โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้บุคคลบางประเภทสามารถเข้ามาใช้สิทธิหรือดำเนินกระบวนการทางคดีแทนผู้เสียหายได้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

มาตรา 15 เป็นบทบัญญัติที่ให้นำหลักเกณฑ์บางประการของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้กับคดีอาญาได้เท่าที่ไม่ขัดกับลักษณะของคดีอาญา ในคดีนี้ศาลฎีกาจึงนำมาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาประกอบการวินิจฉัยเรื่องอำนาจในการใช้สิทธิแทนเด็กทั้งสองของผู้ตายผ่านบทบัญญัติมาตรา 15

มาตรา 44/1 เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมายสามารถขอให้ศาลอาญาพิจารณาค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดได้ภายในคดีอาญาเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องไปฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหาก หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหาย ลดภาระค่าใช้จ่าย และช่วยให้การเยียวยาความเสียหายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

มาตรา 195 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีนี้ เพราะเป็นฐานอำนาจให้ศาลฎีกาสามารถยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกประเด็นดังกล่าวขึ้นฎีกา

ศาลฎีกาใช้บทบัญญัตินี้ในการยกขึ้นวินิจฉัยทั้งเรื่องสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตาย และเรื่องอายุความของความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลเห็นว่ามีผลต่อความถูกต้องตามกฎหมายของคำพิพากษา

มาตรา 225 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดอำนาจของศาลฎีกาในการพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาของศาลล่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อพบข้อบกพร่องหรือความไม่ถูกต้องในทางกฎหมาย ศาลฎีกาจึงสามารถใช้อำนาจตามมาตรานี้ประกอบกับมาตรา 195 วรรคสอง เพื่อแก้ไขผลของคดีให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายได้

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้บทบัญญัติในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย ควบคู่กับการรักษาความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรม โดยศาลฎีกาได้ใช้อำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบทั้งเรื่องสิทธิของผู้ร้อง อำนาจในการใช้สิทธิแทนผู้อื่น และปัญหาความสงบเรียบร้อยที่มีผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของคำพิพากษา แม้ประเด็นดังกล่าวจะไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นเป็นข้อฎีกาโดยคู่ความก็ตาม.

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8658/2560 

สิทธิในการได้รับค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาผู้ตายกับเด็กหญิง ธ. และเด็กชาย อ. บุตรทั้งสองของผู้ตายจะเรียกจากผู้ทำละเมิดเป็นสิทธิเฉพาะตัวของแต่ละคน โจทก์ร่วมเป็นย่ามิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีของบุตรทั้งสองของผู้ตายอันจะถือได้ว่ามีสิทธิยื่นคำร้องในนามบุตรของผู้ตายได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 ประกอบกับ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ทั้งมารดาของบุตรทั้งสองของผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ โจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตายได้ คงมีสิทธิเฉพาะในส่วนของตนเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนที่โจทก์ร่วมขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตายด้วย จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 92, 288, 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนพก 1 กระบอก และหัวกระสุนปืน 2 ลูก ของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยทั้งสามหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2870/2555 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1644/2556 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2870/2555 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1677/2555 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 3 ให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางสมควรมารดานายธันยากร ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และโจทก์ร่วมยื่นคำร้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพและค่ารักษาพยาบาลผู้ตายเป็นเงิน 124,300 บาท และค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ร่วมและบุตรผู้ตายสองคน อายุ 9 ปี และ 4 ปี เป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,124,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83 และมาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษนั้น เมื่อลงโทษจำคุกคนละประหารชีวิต แล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 และคำให้การรับสารภาพฐานมีและพาอาวุธปืนของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 8 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และให้นับโทษจำเลยที่ 1 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1644/2556 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2870/2555 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา และนับโทษจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1677/2555 ของศาลจังหวัดนครราชสีมานั้น เนื่องจากคดีทั้งสองดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถูกจำคุกจนพ้นโทษแล้วจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอในส่วนนี้ ริบอาวุธปืนพก 1 กระบอก และหัวกระสุนปืน 2 ลูก ของกลาง และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,124,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องวันที่ 30 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุกคนละ 33 ปี 16 เดือน ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บว 5467 ระยอง มีนายอธิพงษ์นั่งที่เบาะหน้า จำเลยที่ 2 และนางสาวจริยาหรือแนนนั่งในแคปเบาะหลัง ส่วนจำเลยที่ 3 นั่งที่กระบะตอนท้ายเข้าไปที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. หนองกระพ้อ ริมถนนสุขุมวิท หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งควายกิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ จากนั้นจำเลยที่ 3 กระโดดลงจากรถใช้อาวุธปืนพก ขนาด .38 ยิงเข้าไปในรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ศร 8521 กรุงเทพมหานคร ที่จอดอยู่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นหลายนัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 ที่หน้าอกด้านซ้ายและถูกผู้เสียหายที่ 2 ที่สะบักขวาทะลุไหล่ขวาได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส ส่วนนายธันยากรที่นั่งเบาะหลังถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 2 เคยเป็นคนรักกันมาก่อน ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายที่ 1 อย่างรุนแรงจนถึงขนาดเป็นสาเหตุที่จะต้องฆ่ากัน แม้ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 จะโทรศัพท์สอบถามผู้เสียหายที่ 1 ว่าอยู่ที่ไหนก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของคนที่เคยเป็นคนรักกันจะสอบถามกันได้ ผู้เสียหายที่ 1 เป็นฝ่ายโทรศัพท์ขอยืมเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 300 บาท เพื่อเติมน้ำมันรถเพราะผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 กับผู้ตายต่างไม่มีเงินที่จะเติมน้ำมันรถและนัดพบกับจำเลยที่ 2 ที่บริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุ ส่วนการที่จำเลยที่ 2 นั่งรถกระบะไปกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 นั้น ก็ได้ความจากนายอธิพงษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านได้ความว่า คืนเกิดเหตุพยานทราบว่าจำเลยที่ 1 จะไปส่งจำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวเกี่ยวกับคดีที่ศาลจังหวัดสระแก้วในวันรุ่งขึ้น คนทั้งหมดรวมทั้งพยานจึงเดินทางไปในรถกระบะด้วยกัน นอกจากนี้นายอธิพงษ์ได้ให้การในชั้นสอบสวนว่า นายอธิพงษ์ทราบว่าสาเหตุคดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติดที่ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เป็นหนี้กันอยู่ อีกทั้งยังได้ความจากผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถามค้านว่า ผู้เสียหายที่ 2 ทราบดีว่าผู้เสียหายที่ 1 เกี่ยวข้องโดยเป็นทั้งผู้ขายยาเสพติดและผู้เสพยาเสพติดด้วย ดังนี้ จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าเหตุคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับการขายยาเสพติดกัน พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวด้วยแต่อย่างใด คงได้ความเพียงว่าผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์ขอยืมเงินจากจำเลยที่ 2 เพื่อเติมน้ำมันรถ ส่วนการที่จำเลยที่ 2 มากับรถกระบะของจำเลยที่ 1 ก็เพราะจะให้จำเลยที่ 1 ไปส่งที่ศาลจังหวัดสระแก้วเพื่อรายงานตัวเกี่ยวกับคดีเท่านั้น พยานโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาโต้เถียงว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นจริง ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 กระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่นั้น ดังที่ได้วินิจฉัยมาตอนต้นแล้วว่าเหตุคดีนี้เชื่อว่าเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับการขายยาเสพติดกัน การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มาพบผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 กับผู้ตายในสถานีบริการน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุก็เพราะผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์ขอยืมเงินจากจำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่ในรถกระบะของจำเลยที่ 1 ที่กำลังจะพาจำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวเกี่ยวกับคดีที่ศาลจังหวัดสระแก้ว จึงได้ขับรถเข้ามาในที่เกิดเหตุและพบกันดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ได้มีการวางแผนหรือตระเตรียมการเพื่อฆ่าและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และผู้ตายกับพวกอย่างไรอันเป็นการบ่งชี้ได้ว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมีระวางโทษหนักถึงประหารชีวิต เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้อย่างมั่นคง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยฟังว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มิใช่เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ตามฟ้องนั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 5 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ให้การรับเพียงว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อเท่านั้น มิได้รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษด้วย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ฟังได้แน่ชัดตามที่กล่าวมาในฟ้อง จึงไม่อาจเพิ่มโทษแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายทั้งของโจทก์ร่วมและบุตรทั้งสองของผู้ตาย คือ เด็กหญิง ธ. อายุ 9 ปี และเด็กชาย อ. อายุ 4 ปี รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท ซึ่งศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ตามขอนั้น เห็นว่า สิทธิในการได้รับค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาผู้ตายกับเด็กหญิง ธ. และเด็กชาย อ. บุตรทั้งสองของผู้ตายจะเรียกจากผู้ทำละเมิดเป็นสิทธิเฉพาะตัวของแต่ละคน โจทก์ร่วมเป็นย่ามิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนเฉพาะคดีของบุตรทั้งสองของผู้ตายอันจะถือได้ว่ามีสิทธิยื่นคำร้องในนามบุตรของผู้ตายได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านได้ความว่า มารดาของบุตรทั้งสองของผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ โจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตายได้ คงมีสิทธิเฉพาะในส่วนของตนเท่านั้น ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนที่โจทก์ร่วมขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรทั้งสองของผู้ตายด้วย จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนปัญหาว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะเพียงใดนั้น ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมและบุตรทั้งสองของผู้ตายรวม 1,000,000 บาท โดยมิได้แยกว่าแต่ละคนมีสิทธิได้รับคนละเท่าใด ประกอบกับโจทก์ร่วมสืบพยานในส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ร่วมมาแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัย เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะผู้ตายมีชีวิตอยู่ได้ส่งเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ร่วมและบุตรทั้งสองของผู้ตายเดือนละ 6,000 บาท ขณะผู้ตายถึงแก่ความตายมีอายุ 26 ปี ส่วนโจทก์ร่วมอายุ 65 ปี ก่อนตายผู้ตายประกอบอาชีพทำสวนอยู่กับโจทก์ร่วม แต่ไม่ปรากฏว่ามีรายได้เท่าไหร่ โจทก์ร่วมน่าจะมีโอกาสได้รับการอุปการะตามกฎหมายได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี จึงเห็นควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 300,000 บาท และที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งมานั้นศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 (เดิม) มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท จึงมีอายุความหนึ่งปี นับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) ปรากฏว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2556 เมื่อนับแต่วันที่ 27 เมษายน 2555 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดแล้วเป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปี ความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 (เดิม) จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของบุตรทั้งสองของผู้ตาย ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 300,000 บาท เมื่อรวมกับค่าสินไหมทดแทนอื่นแล้วเป็นเงิน 424,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้อง (วันที่ 30 กรกฎาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

การเป็นญาติใกล้ชิดไม่ได้ทำให้มีสิทธิใช้สิทธิทางกฎหมายแทนผู้อื่นได้เสมอไป  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคน มารดาของผู้ตายมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเฉพาะในส่วนของตนเอง




คดีครอบครัว

สามีภริยาแยกกันอยู่โดยยังไม่หย่า สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้หรือไม่ ศาลพิจารณาจากอะไรและกำหนดจำนวนเงินอย่างไร article
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรลดได้หรือไม่ หากผู้จ่ายก่อหนี้ภายหลังและอ้างฐานะเปลี่ยนแปลง ศาลจะพิจารณาอย่างไรตามกฎหมายครอบครัว article
บิดาอ้างหนี้สินส่วนตัวหรือหนี้ครัวเรือนเพื่อไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่ และสามารถนำมาหักกลบลบหนี้ตามสัญญาหย่าได้เพียงใดตามหลักกฎหมายครอบครัว
คู่สมรสเสียชีวิตระหว่างฎีกาใครมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนได้ และทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวเมื่อมีทรัพย์มรดกเข้ามาเกี่ยวข้อง
สามีเป็นเจ้าของคอนโดก่อนสมรสสามารถฟ้องขับไล่ภริยาออกจากห้องชุดได้หรือไม่ เมื่อยังไม่ได้หย่าและยังมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู
ผู้อนุบาลต้องเป็นใคร เมื่อมีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ในทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถ ศาลพิจารณาจากหลักเกณฑ์ใดและคุ้มครองประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถอย่างไร
ผู้ใช้อำนาจปกครองโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้รับโอนโดยสุจริตมีสิทธิในทรัพย์สินหรือไม่
บุตรมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการขายที่ดินมรดกที่มารดาขายให้บุคคลภายนอกหรือไม่ เมื่อกฎหมายห้ามฟ้องบุพการีโดยตรง
การเพิกถอนการสมรสที่ทำในนามผู้ตาย การสมรสโมฆะเพราะผู้ตายหมดสภาพบุคคล, ผู้ตายไม่อาจทำการสมรส (ฎีกา 1541/2568)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนทรัพย์(ฎีกา 6926/2560)