ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สามีต้องรับผิดค่ารักษาพยาบาลของภริยาหรือไม่, หนี้ค่ารักษาพยาบาลเป็นหนี้ร่วมสามีภริยาหรือไม่, ญาติพาผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลใครต้องจ่ายเงิน article

ฎีกา 7967/2568 คำถามที่น่าสนใจ 1. สามีต้องรับผิดค่ารักษาพยาบาลของภริยาทุกกรณีหรือไม่ 2. เมื่อญาติย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเอกชนโดยสามีคัดค้าน หนี้ค่ารักษาพยาบาลจะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาหรือไม่ 3. การที่พี่สาวรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและผู้ตายทำพินัยกรรมให้ชำระหนี้ก่อนแบ่งมรดก มีผลต่อการวินิจฉัยความรับผิดของสามีอย่างไร 

สาระสำคัญที่สุดของคดี

หนี้ค่ารักษาพยาบาลของภริยาจะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1490 (1) ต้องเป็นการรักษาพยาบาลตามสมควรแก่อัตภาพ

สามีจัดให้ภริยารักษาที่โรงพยาบาลซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ และมีพยาบาลดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

พี่สาวดำเนินการย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเอกชนโดยความยินยอมของผู้ป่วย แต่สามีไม่ยินยอมและคัดค้านมาตั้งแต่ต้น

โรงพยาบาลทราบว่าพี่สาวเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล

พี่สาวทำหนังสือรับชำระหนี้ ส่วนพินัยกรรมของผู้ตายกำหนดให้ชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลก่อนแบ่งมรดก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหนี้ดังกล่าวไม่เป็นหนี้ร่วมที่สามีต้องรับผิด

คำถามที่น่าสนใจ

1. สามีต้องรับผิดค่ารักษาพยาบาลของภริยาทุกกรณีหรือไม่

2. เมื่อญาติย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเอกชนโดยสามีคัดค้าน หนี้ค่ารักษาพยาบาลจะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาหรือไม่

3. การที่พี่สาวรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและผู้ตายทำพินัยกรรมให้ชำระหนี้ก่อนแบ่งมรดก มีผลต่อการวินิจฉัยความรับผิดของสามีอย่างไร

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

การวินิจฉัยว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลของภริยาเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาหรือไม่ ต้องพิจารณาองค์ประกอบของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) ซึ่งกำหนดให้หนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพเป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน

หลักกฎหมายดังกล่าวมิได้หมายความว่าคู่สมรสต้องรับผิดร่วมกันในหนี้ค่ารักษาพยาบาลทุกกรณี แม้หนี้นั้นเกิดขึ้นระหว่างสมรส แต่ต้องพิจารณาว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลตามสมควรแก่อัตภาพหรือไม่

ประเด็นสำคัญประการแรก คือ ความสมควรแก่อัตภาพต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งการรักษาพยาบาลประกอบกับฐานะและความสามารถในการรับภาระค่าใช้จ่ายของคู่สมรส ในคดีนี้สามีได้จัดให้ภริยาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ และมีการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการรักษาพยาบาลตามสมควรแก่อัตภาพของสามีแล้ว

ประเด็นสำคัญประการที่สอง คือ การคัดค้านการย้ายโรงพยาบาลของสามีมิใช่เหตุให้พ้นความรับผิดในหนี้ร่วมโดยอัตโนมัติ เพราะหากหนี้เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1490 (1) ก็อาจเป็นหนี้ร่วมตามกฎหมายได้ แม้คู่สมรสอีกฝ่ายมิได้เป็นผู้ทำสัญญาก่อหนี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้การคัดค้านมีพยานหลักฐานประกอบว่าสามีได้จัดให้ภริยาได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอยู่ก่อนแล้ว และได้เสนอให้ย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้

ประเด็นสำคัญประการที่สาม คือ การมีหนี้ค่ารักษาพยาบาลเกิดขึ้นจริงกับการที่บุคคลใดต้องรับผิดในหนี้นั้นเป็นปัญหาที่ต้องพิจารณาแยกจากกัน การที่สามีไม่ได้โต้แย้งยอดหนี้ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าสามียอมรับเป็นลูกหนี้ร่วม เพราะยังต้องพิจารณาว่าหนี้ดังกล่าวเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1490 (1) หรือไม่

ประเด็นสำคัญประการที่สี่ คือ พยานเอกสารที่จัดทำขึ้นระหว่างการรักษาพยาบาลมีความสำคัญต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริง หนังสือที่สามีแจ้งต่อโรงพยาบาลเกี่ยวกับการคัดค้านและความประสงค์จะย้ายผู้ป่วย ประกอบกับใบรับผู้ป่วยในและหนังสือรับชำระหนี้ของพี่สาว เป็นพยานหลักฐานที่ศาลนำมาพิจารณาว่าบุคคลใดเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและรับผิดชอบค่าใช้จ่าย

ประเด็นสำคัญประการที่ห้า คือ ข้อความในพินัยกรรมที่กำหนดให้ชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลก่อนแบ่งมรดก เป็นพยานหลักฐานแสดงความประสงค์ของผู้ตายเกี่ยวกับการชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้ชำระหนี้จากกองมรดกมิได้มีผลลบล้างความรับผิดของบุคคลอื่นซึ่งอาจมีอยู่ตามกฎหมายโดยตัวเอง ต้องพิจารณาฐานความรับผิดและพยานหลักฐานอื่นประกอบด้วย

สำหรับความรับผิดของผู้จัดการมรดก คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะส่วนตัว เนื่องจากมีพฤติการณ์เกี่ยวกับการรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและการทำหนังสือรับชำระหนี้ การนำหลักจากคดีนี้ไปใช้จึงต้องพิจารณาฐานะและนิติสัมพันธ์ที่ทำให้บุคคลนั้นต้องรับผิดเป็นสำคัญ

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยว่าการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนไม่อาจเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาได้ แต่พิจารณาว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลในคดีนี้ไม่ใช่หนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพของสามี เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเดิม การย้ายโรงพยาบาล การคัดค้านของสามี การรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของพี่สาว และเจตนาของผู้ตายตามพินัยกรรมประกอบกัน

ดังนั้น การพิจารณาความรับผิดในหนี้ค่ารักษาพยาบาลระหว่างสามีภริยาจึงต้องวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานแห่งคดีแต่ละเรื่อง โดยเฉพาะการพิสูจน์ว่าหนี้ที่เรียกร้องนั้นเป็นหนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพตามมาตรา 1490 (1) หรือไม่ ไม่อาจอาศัยเพียงสถานะการเป็นคู่สมรสเป็นเหตุให้ต้องรับผิดร่วมกันในหนี้ค่ารักษาพยาบาลทุกกรณี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7967/2568 

ป.พ.พ. มาตรา 1490 บัญญัติว่า "หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้น ให้รวมถึงหนี้ที่สามีภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส ดังต่อไปนี้ (1) หนี้เกี่ยวแก่...การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัว...ตามสมควรแก่อัตภาพ" เมื่อได้ความว่า จำเลยที่ 2 ได้ช่วยเหลือ ศ. ภริยา ให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาพยาบาลเป็นอย่างดีและสามารถใช้สิทธิข้าราชการเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ มีการจัดให้ ศ. นอนห้องพิเศษ และจ้างพยาบาลเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง อันเป็นการให้การรักษาตามสมควรแก่อัตภาพของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นสามี ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญและมีอายุเกือบ 80 ปี การย้าย ศ. ไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ก. ของโจทก์เป็นเพียงความต้องการของจำเลยที่ 1 พี่สาวของ ศ. โดยความยินยอมของ ศ. แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยินยอมและคัดค้านมาตลอดมา เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถชำระค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลของโจทก์ได้ ซึ่งโจทก์ทราบดีและรับรู้ว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและเป็นผู้ตัดสินใจให้มีการรักษาหรือหยุดการรักษา ทั้งหลังจาก ศ. จึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลแทน ศ. ไว้แต่เพียงผู้เดียว ข้อความในพินัยกรรมของ ศ. ก็บ่งชี้ถึงความประสงค์ของ ศ. ที่จะชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเองและให้นำเงินจากกองมรดกชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลเสียก่อน ดังนั้น หนี้ค่ารักษาพยาบาลของ ศ. จึงไม่ใช่หนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพของจำเลยที่ 2 ไม่ตกเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (1) ที่โจทก์จะนำหนี้ดังกล่าวมาใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 2 ได้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่ารักษาพยาบาลทั้งสิ้น 1,314,293.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,314,293.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 กันยายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,314,293.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 กันยายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาล ก. เป็นสถานพยาบาลในกิจการของโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นพี่สาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางศจีมาส และเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมรวมทั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนางศจีมาส ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางศจีมาส เกิดเมื่อปี 2485 เดิมนางศจีมาสรับการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ที่โรงพยาบาล จ. ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้นางศจีมาสเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ก. โดยแสดงเจตนาเป็นเจ้าของไข้และเป็นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแทนผู้ป่วย ในวันที่ 9 สิงหาคม 2561 นางศจีมาสทำพินัยกรรมที่โรงพยาบาล ก. ว่า "…เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ให้ทรัพย์สินของข้าพเจ้าตกทอดสู่ทายาทของข้าพเจ้า ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ข้าพเจ้ายกเงินสดให้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ 1.1 นายณัฐ ให้ได้รับเงินจำนวน 500,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) 1.2 นายณัฐภพ ให้ได้รับเงินจำนวน 500,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) 2. ข้าพเจ้ายกทรัพย์สินให้แก่นางมณีรัตน์ พี่สาวของข้าพเจ้าดังต่อไปนี้ 2.1 สินสมรสในส่วนที่เป็นของข้าพเจ้าครึ่งหนึ่งตามรายการดังนี้ 2.1.1 ตึกแถวเลขที่ 570 พร้อมที่ดินแปลงที่เป็นที่ตั้งตึกแถว 2.1.2 บ้านเลขที่ 13 พร้อมที่ดินแปลงที่เป็นที่ตั้งบ้าน 2.1.3 ที่ดินที่หนองจอก 2.1.4 ห้องชุดที่หัวหิน 2.2 ทรัพย์สินอื่นของข้าพเจ้านอกเหนือจากที่ได้ระบุไปแล้วทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่จะมีต่อไปในอนาคต 3. การแบ่งมรดกของข้าพเจ้า ให้หักส่วนเงินที่นางมณีรัตน์ ได้ให้ยืมเป็นค่ารักษาพยาบาลของข้าพเจ้าก่อน เพื่อชดใช้หนี้ ส่วนที่เหลือจึงนำมาแบ่งเป็นมรดก 4. ข้าพเจ้าแต่งตั้งให้นางมณีรัตน์ เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้า..." โดยมีแพทย์รายหนึ่งลงนามเป็นพยาน พร้อมกับพยานอีกคนหนึ่ง หลังการรักษาตัวที่โรงพยาบาล ก. ได้ 1 เดือน 22 วัน เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2563 นางศจีมาสถึงแก่กรรมลงที่โรงพยาบาล ก. ด้วยสาเหตุมะเร็งลำไส้ใหญ่ ขณะมีอายุ 67 ปี ก่อนรักษาตัวที่โรงพยาบาล ก. นางศจีมาสเคยรักษาตัวที่โรงพยาบาล จ. และใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลในฐานะภริยาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ เมื่อนางศจีมาสถึงแก่กรรมแล้ว โรงพยาบาล ก. คิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลนางศจีมาสจนกระทั่งถึงแก่กรรม 1,933,976.70 บาท หักส่วนลด 253,906.84 บาท และค่ารักษาพยาบาลที่ชำระแล้ว 365,776.70 บาท คงค้างค่ารักษาพยาบาล 1,314,293.52 บาท โจทก์แจ้งยอดค่ารักษาพยาบาลให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว จำเลยที่ 1 ทำหนังสือให้แก่โจทก์ไว้ว่า "ข้าพเจ้าตกลงที่จะชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลของนางศจีมาส...โดยให้ถือว่าข้าพเจ้าเป็นลูกหนี้ร่วมกับผู้ป่วยและ...จะชำระเงินดังกล่าวภายในวันที่ 14 กันยายน 2563" แต่เมื่อครบกำหนดแล้วไม่มีการชำระหนี้ หลังจากนางศจีมาสถึงแก่กรรม จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางศจีมาส แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียวโดยให้เหตุผลว่า "เมื่อพินัยกรรมซึ่งเป็นเจตนาสุดท้ายของผู้ตายประสงค์จะให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว ทั้งได้ความจากหนังสือแสดงเจตนาและยินยอมและหนังสือแสดงความยินยอมเพื่อแต่งตั้งผู้แทนของผู้ป่วยที่ผู้ตายทำมอบให้แก่โรงพยาบาลมีเนื้อหาว่าหากผู้ตายอยู่ในอาการไม่สามารถที่ตัดสินใจได้ ผู้ตายประสงค์ให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล... แสดงให้เห็นว่าผู้ตายมีความไว้วางใจผู้คัดค้านอย่างสูงจึงให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการกิจการใด ๆ ของผู้ตาย กรณีผู้ตายไม่สามารถจัดการด้วยตนเองได้ ส่วนผู้ร้องแม้เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แต่การที่ผู้ตายประสงค์ให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงผู้เดียว ทั้งที่ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมาย แสดงให้เห็นว่าผู้ตายมีความไว้วางใจผู้คัดค้านมากกว่าผู้ร้อง ทั้งได้ความว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านเคยมีความขัดแย้งกันเกี่ยวกับการร้องขอให้ผู้ตายเป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ ผู้ร้องเบิกความว่าผู้ร้องกับผู้คัดค้านไม่สามารถเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันได้ จึงเชื่อว่าหากตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันจะมีอุปสรรคและมีข้อขัดแย้งกันทำให้ไม่สามารถจัดการมรดกให้ลุล่วงได้ ดังนั้น จึงเห็นสมควรตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายฝ่ายเดียว"

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่นางศจีมาส ผู้ตาย ค้างชำระแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 บัญญัติว่า "หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้น ให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส ดังต่อไปนี้ (1) หนี้เกี่ยวแก่...การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัว...ตามสมควรแก่อัตภาพ" คดีนี้จำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันว่า เดิมจำเลยที่ 2 ดูแลรักษานางศจีมาสเป็นอย่างดีระหว่างที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จ. เนื่องจากจำเลยที่ 2 สามารถใช้สิทธิในการเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ การรักษาตัวที่โรงพยาบาล จ. จำเลยที่ 2 จัดให้นางศจีมาสนอนห้องพิเศษ และจ้างพยาบาลเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากนางศจีมาสจะต้องรักษาอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งอย่างต่อเนื่อง ต่อมาจำเลยที่ 1 ยืนยันต้องการย้ายนางศจีมาสไปรักษาที่โรงพยาบาล ก. ให้ได้ จำเลยที่ 2 ไม่เห็นด้วยเพราะจะมีค่าใช้จ่ายเกินกว่าความสามารถของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 จัดการย้ายและได้ให้นางศจีมาสทำหนังสือแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้แทนของนางศจีมาสในการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล จำเลยที่ 1 แสดงเจตนารับเป็นเจ้าของไข้และจะเป็นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลนางศจีมาสที่เกิดขึ้นต่อโรงพยาบาล ก. ทั้งหมดให้กับโจทก์เอง เมื่อตามใบรับผู้ป่วยใน ซึ่งเป็นพยานเอกสารของทางฝ่ายโจทก์เอง มีเนื้อความเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ยังมีหนังสือที่แจ้งไปยังโรงพยาบาล ก. ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2563 เป็นพยานสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า "ข้าพเจ้า...ขอย้ายนางศจีมาสไปรักษาพยาบาลกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งที่โรงพยาบาล ฬ. ซึ่งข้าพเจ้าติดต่อประสานงานพร้อมกับจองห้องพักรักษาตัวไว้เรียบร้อย...โรงพยาบาล ฬ. เป็นโรงพยาบาลที่มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็งโดยตรงและจัดการรักษาพยาบาลได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่าที่โรงพยาบาล ก. ซึ่งข้าพเจ้าสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ทั้งหมด แต่นางมณีรัตน์ไม่ยินยอม…ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอเรียนต่อโรงพยาบาล ก. ว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลของคนไข้ชื่อนางศจีมาส อีกต่อไป และขอให้โรงพยาบาล ก. เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลที่ค้างชำระและที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเอากับนางมณีรัตน์...ซึ่งเป็นผู้ต้องการให้นางศจีมาส...รักษาตัวที่โรงพยาบาล ก. " ตามหนังสือดังกล่าวยิ่งสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะสามีของนางศจีมาสไม่ได้ประสงค์ให้นางศจีมาสรักษาตัวที่โรงพยาบาล ก. มาตั้งแต่แรก และได้พยายามโต้แย้งคัดค้านอย่างต่อเนื่องถึงการยังคงให้นางศจีมาสรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ก. ต่อไป เนื้อความในหนังสือดังกล่าวปรากฏข้อความที่จำเลยที่ 2 แจ้งทางเลือกของตนไว้แล้วด้วยว่าจะนำนางศจีมาสไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาล ฬ. ที่มีคุณภาพการรักษาโรคของนางศจีมาสได้ดีเช่นกัน และจำเลยที่ 2 เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ กับจำเลยที่ 2 ยังได้เบิกความถึงเหตุการณ์หลังนางศจีมาสถึงแก่กรรมว่า จำเลยที่ 1 อ้างกับจำเลยที่ 2 และบุคคลทั่วไปว่านางศจีมาสทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 และหลาน ๆ ไม่ได้ยกให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งคำเบิกความส่วนนี้ของจำเลยที่ 2 ก็สอดคล้องกับเนื้อความตามพินัยกรรมของนางศจีมาสและสำเนาคำสั่งศาลรวมทั้งหนังสือรับชำระหนี้แทนที่จำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวทำให้ไว้ต่อโจทก์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2563 เมื่อโจทก์มีเพียงนางสุนีย์ และนางสาวปาริชาติ ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์มาเบิกความได้ความเพียงว่า หนี้ที่เกิดขึ้นเป็นหนี้ที่นางศจีมาสค้างชำระค่ารักษาพยาบาลจริง และจำเลยที่ 2 ไม่ได้คัดค้านยอดหนี้ แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบปฏิเสธข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 จัดให้นางศจีมาสรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จ. และนางศจีมาสอยู่ระหว่างการรักษาตัวอย่างต่อเนื่องที่โรงพยาบาล จ. จำเลยที่ 2 ไม่ได้สมัครใจให้นางศจีมาสเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ก. และได้แสดงเจตนาคัดค้านการรักษาที่โรงพยาบาล ก. ตลอดมา พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้ช่วยเหลือให้การรักษาพยาบาลนางศจีมาสซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 โดยให้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จ. ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาพยาบาลเป็นอย่างดีอยู่แล้ว มีการจัดให้นางศจีมาสได้นอนห้องพิเศษ จ้างพยาบาลเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง เพราะนางศจีมาสจะต้องรักษาอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นการให้การรักษาตามสมควรแก่อัตภาพของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นสามีที่เป็นข้าราชการบำนาญและมีอายุเกือบ 80 ปี การย้ายนางศจีมาสไปรักษาที่โรงพยาบาล ก. เป็นเพียงความต้องการของจำเลยที่ 1 เอง โดยความยินยอมของนางศจีมาส แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยินยอมและคัดค้านมาตั้งแต่ต้น ซึ่งโจทก์ทราบดีและรับรู้ว่าผู้ที่จะรับผิดชอบทั้งค่าใช้จ่ายและการตัดสินใจให้มีการรักษาหรือหยุดการรักษา คือ จำเลยที่ 1 ทั้งหลังจากนางศจีมาสถึงแก่กรรมไปแล้วจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลแทนนางศจีมาสไว้แต่เพียงผู้เดียว ข้อความในพินัยกรรมของนางศจีมาสก็บ่งชี้ถึงความประสงค์ของนางศจีมาสที่จะชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเอง และให้นำเงินจากกองมรดกชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลเสียก่อน ดังที่ข้อ 3 ระบุข้อความไว้ว่า "การแบ่งมรดกของข้าพเจ้า ให้หักส่วนเงินที่นางมณีรัตน์ได้ให้ยืมเป็นค่ารักษาพยาบาลข้าพเจ้าก่อน เพื่อชดใช้หนี้ ส่วนที่เหลือจึงนำมาแบ่งเป็นมรดก" ดังนั้น หนี้ค่ารักษาพยาบาลของนางศจีมาส จึงไม่ใช่หนี้เกี่ยวแก่การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพของจำเลยที่ 2 ไม่ตกเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่โจทก์จะนำหนี้ดังกล่าวมาใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 1 โดยลำพัง ทั้งในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะส่วนตัวต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ 2551 มาตรา 7 แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 26,285 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 26,085 บาท แก่โจทก์ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความชั้นฎีกา 4,000 บาท

ฎีกาที่ 7967/2568 การเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ทำให้ต้องรับผิดค่ารักษาพยาบาลทุกกรณี  ภริยาป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้และเดิมรักษาในโรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สามีเป็นข้าราชการบำนาญและสามารถใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ทั้งจัดให้ภริยาพักห้องพิเศษและจ้างพยาบาลดูแลตลอด 24 ชั่วโมง 




ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา

ลาภมิควรได้และอายุความฟ้องเรียกคืนทรัพย์(ฎีกาที่ 2383/2554)
เพิกถอนผู้พิทักษ์ได้หรือไม่ เมื่อบุตรโต้แย้งภริยาผู้ดูแลคนเสมือนไร้ความสามารถ และปัญหาอำนาจจัดการทรัพย์สิน
สิทธิเรียกค่าทดแทนหลังหย่า และความรับผิดหนี้ร่วมระหว่างสมรส
ฟ้องค่าอุปการะเลี้ยงดู, ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา
ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้แยกกันอยู่
จำเลยไม่มีเจตนาบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย