
พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อป้องกันมิให้คู่สัญญาฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่าอาศัยเสรีภาพในการทำสัญญากำหนดเงื่อนไขที่เอาเปรียบอีกฝ่ายเกินสมควร โดยเฉพาะสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ สัญญาสำเร็จรูป และสัญญาบางประเภทที่กฎหมายกำหนด หลักสำคัญตามมาตรา 4 คือ หากข้อสัญญาทำให้ผู้ประกอบธุรกิจ ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายเกินสมควร ข้อสัญญานั้นถือเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
ตัวอย่างข้อสัญญาที่อาจไม่เป็นธรรม ได้แก่ การยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดจากการผิดสัญญา การกำหนดให้อีกฝ่ายรับผิดหรือรับภาระเกินกว่ากฎหมายกำหนด การให้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุสมควร การเพิ่มภาระแก่คู่สัญญาภายหลัง รวมถึงเงื่อนไขเกี่ยวกับเช่าซื้อ บัตรเครดิต หรือดอกเบี้ยที่ทำให้ผู้บริโภครับภาระสูงเกินควร ([ThaiDeka][1])
นอกจากนี้ หากข้อความในสัญญาสำเร็จรูปมีข้อสงสัย กฎหมายกำหนดให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญา หลักของกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ได้หมายความว่าข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมจะตกเป็นโมฆะทั้งหมดโดยอัตโนมัติ แต่เปิดโอกาสให้ศาลพิจารณาบังคับใช้ข้อสัญญานั้นได้เพียงเท่าที่เหมาะสม เป็นธรรม และพอสมควรแก่กรณี |
สัญญายกเลิกซื้อห้องชุดกำหนดหักค่าดำเนินงานสูงเกินจริง ผู้บริโภคเรียกเงินคืนได้หรือไม่ เมื่อผู้ประกอบธุรกิจเป็นฝ่ายผิดสัญญา |
|
หน้า 1/1 1 | [Go to top] |


