
| ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คดีนี้เกี่ยวกับข้อพิพาทที่ดินริมชายฝั่งทะเลซึ่งโจทก์หลายรายอ้างว่าเป็นที่ดินงอกต่อจากโฉนดของตน ศาลตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศและหลักฐานทางภูมิศาสตร์ พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเดิมมีสภาพเป็นหาดทราย ชายหาด และบางส่วนยังเป็นทะเล โดยพื้นที่เหล่านี้เป็นเขตที่น้ำทะเลท่วมถึงในรอบน้ำขึ้น–น้ำลง หรือเป็นชายหาดที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น จอดเรือ ทำถนน ปลูกสน และจัดงานประเพณี ศาลจึงวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทมีลักษณะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับประชาชนใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 และ 1309 มิใช่ที่งอกจากโฉนดส่วนบุคคล อีกส่วนหนึ่งไม่ปรากฏการครอบครองและทำประโยชน์จึงถือเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า โจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิย้อนหลังได้เพราะไม่ได้ครอบครองก่อนกฎหมายที่ดินมีผลบังคับ การอ้างกรรมสิทธิ์จึงไม่เกิดขึ้น ศาลพิพากษายืนตามศาลล่างให้ยกฟ้อง ตอกย้ำหลักว่าทรัพย์สาธารณะไม่อาจตกเป็นกรรมสิทธิ์เอกชน เว้นแต่มีกฎหมายเฉพาะถอนสภาพ (อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็ม)
มาตรากฎหมายที่ใช้ในการวินิจฉัย (หลัก ๆ) 1. ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) และ (2) กำหนดให้ “ที่ดินรกร้างว่างเปล่า” และ “ที่ชายตลิ่ง/ชายหาดที่ประชาชนใช้ร่วมกัน” เป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน (ทรัพย์สินเพื่อประชาชนใช้ร่วมกัน) ไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์เอกชน 2. ป.พ.พ. มาตรา 1309 ยืนยันสถานะว่า สาธารณสมบัติเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน โอนไม่ได้ เว้นแต่มีกฎหมายเฉพาะเปลี่ยนสถานะ 3. ป.พ.พ. มาตรา 1334 ว่าด้วยการได้มาซึ่งที่ดินรกร้างตามกฎหมายที่ดิน—จะอ้างสิทธิได้ก็ต่อเมื่อมีสิทธิครอบครองตามกฎหมายที่ดินรองรับ 4. ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 คุ้มครองสิทธิครอบครอง เฉพาะผู้ที่ครอบครองอยู่แล้วก่อนประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ และคุ้มครองต่อถึงผู้รับโอน 5. ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) กำหนดกลไก ถอนสภาพสาธารณสมบัติ (เช่น โดยพระราชกฤษฎีกา) หากไม่มีการถอนสภาพ ที่ดินยังคงเป็นของแผ่นดินต่อไป หมายเหตุวันบังคับใช้: ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ 1 ธันวาคม 2497 (ข้อความต้นเรื่องพิมพ์ “2597” น่าจะเป็นคลาดเคลื่อน)
5 คีย์เวิร์ดแก่นของคดี (พร้อมขยายสั้น ๆ) 1. ที่ชายตลิ่ง / ชายหาด (Foreshore & Beach) พื้นที่ที่ทะเลท่วมถึงตามรอบน้ำขึ้น–น้ำลงและ/หรือพื้นที่ชายหาดที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เข้าลักษณะ ม.1304 (2) เป็นสาธารณสมบัติ 2. สาธารณสมบัติของแผ่นดิน (Public Domain) เมื่อพื้นที่ถูกใช้ร่วมกันโดยประชาชน (จอดเรือ ทางผ่าน ปลูกสน ทำถนน จัดงานประเพณี) ย่อม คงสถานะของรัฐ ตาม ม.1304 และ ม.1309 จนกว่าจะมีการถอนสภาพ 3. ที่ดินรกร้างว่างเปล่า (Unoccupied Land) ส่วนที่ไม่ปรากฏร่องรอยการครอบครอง/ทำประโยชน์ ณ เวลาสำคัญ ถือเป็นของรัฐ ตาม ม.1304 (1) ไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์เอกชนภายหลัง 4. ที่งอก (Accretion) ไม่เข้าเงื่อนไข เมื่อระหว่างโฉนดของโจทก์กับทะเล มีชายหาด/หาดทรายคั่นอยู่ตลอด จึง ไม่ใช่ที่งอกของโฉนด ของโจทก์ (ขาดการ “ติดทะเล” ที่จะงอกต่อจากโฉนด) 5. หลักสิทธิครอบครองก่อนกฎหมายที่ดิน (Pre-Land Code Possession) จะอาศัย ม.1334 และ ม.4 ประมวลกฎหมายที่ดินได้ ต่อเมื่อมี การครอบครองก่อน 1 ธ.ค. 2497 ซึ่งในคดีนี้ ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ โจทก์จึงอ้างสิทธิไม่ได้
1. ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) และ (2) หลักกฎหมาย: • (1) กำหนดว่า “ที่ดินรกร้างว่างเปล่า” ที่ยังไม่มีผู้ใดครอบครองถือเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน • (2) กำหนดว่า “ที่ชายตลิ่งหรือชายหาดที่ประชาชนใช้ร่วมกัน” เช่น ชายหาดที่ใช้จอดเรือ ขึ้นปลา หรือพักผ่อน ก็เป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน • หลักการนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลใดอ้างกรรมสิทธิ์ส่วนตัวในที่ดินที่ควรเป็นของประชาชนโดยส่วนรวม ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา: • คำพิพากษาฎีกาที่ 8087/2543 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินชายหาดติดทะเลที่ใช้ร่วมกันโดยประชาชนทั่วไป เช่น ใช้เป็นที่ขึ้นลงเรือและประกอบอาชีพประมง ถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 1304 (2) บุคคลใดจะอ้างสิทธิครอบครองหรือโอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้
2. ป.พ.พ. มาตรา 1309 หลักกฎหมาย: • ย้ำชัดเจนว่า “ทรัพย์สินสาธารณสมบัติ” ถือเป็น ทรัพย์สินของแผ่นดิน • ไม่อาจโอน ขาย หรือเปลี่ยนมือโดยเอกชน เว้นแต่ มีกฎหมายเฉพาะเปลี่ยนสถานะหรือถอนสภาพ • เป็นมาตรารับรองให้ความมั่นคงทางกฎหมายกับทรัพย์สินสาธารณะ ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา: • คำพิพากษาฎีกาที่ 7547/2561 ศาลฎีกายืนยันว่า ถนนที่ประชาชนใช้สัญจรมายาวนานถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 1309 จะมีผู้ใดอ้างสิทธิเป็นเจ้าของหรือขัดขวางการใช้ร่วมกันไม่ได้
3. ป.พ.พ. มาตรา 1334 หลักกฎหมาย: • กำหนดหลักว่า บุคคลอาจได้มาซึ่งที่ดินรกร้างว่างเปล่าตาม กฎหมายที่ดิน เท่านั้น • กล่าวคือ การได้สิทธิในที่ดินประเภทนี้ต้องมีการครอบครองที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายที่ดิน ไม่สามารถยึดเอาเองแล้วอ้างสิทธิได้ ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา: • คำพิพากษาฎีกาที่ 1218/2567 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การครอบครองที่ดินรกร้างจะได้รับความคุ้มครองก็ต่อเมื่อเป็นการครอบครองที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ดิน หากไม่มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย แม้จะอ้างการครอบครองต่อเนื่องก็ไม่ก่อสิทธิ
4. ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 หลักกฎหมาย: • ระบุว่า หากบุคคลได้สิทธิครอบครองที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ (1 ธันวาคม 2497) บุคคลนั้นมีสิทธิครอบครองสืบไป และคุ้มครองถึงผู้รับโอนด้วย • เป็นการ “รับรองสิทธิครอบครองเดิม” เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้ที่ครอบครองมาก่อน ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา: • คำพิพากษาฎีกาที่ 7072/2559 ศาลฎีกายืนยันว่า ผู้ที่ครอบครองที่ดินมาก่อนกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิ แม้จะโอนต่อให้ผู้อื่น ผู้รับโอนก็ได้รับสิทธินั้นด้วย
5. ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) หลักกฎหมาย: • บัญญัติให้ ถอนสภาพสาธารณสมบัติ ได้โดยออกพระราชกฤษฎีกา • หากไม่มีการถอนสภาพ ที่ดินนั้นยังคงเป็นของรัฐ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด • มาตรานี้ทำให้ชัดเจนว่าการเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินของรัฐต้องทำโดยกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา: • คำพิพากษาฎีกาที่ 8308/2561 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่เทศบาลออกหนังสืออนุญาตให้บุคคลใช้ที่ดินสาธารณะโดยไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพ ไม่ทำให้บุคคลนั้นได้สิทธิครอบครอง เพราะที่ดินยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
✅ สรุปภาพรวม: • ที่ดินรกร้างและที่ชายตลิ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน (ม.1304) • สาธารณสมบัติเป็นของรัฐ โอนไม่ได้ (ม.1309) • การจะอ้างสิทธิในที่ดินรกร้างต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ดิน (ม.1334) • การครอบครองก่อนกฎหมายที่ดินใช้บังคับได้รับความคุ้มครอง (ม.4 กฎหมายที่ดิน)
• การถอนสภาพทรัพย์สาธารณะต้องทำโดยพระราชกฤษฎีกา (ม.8 วรรคสอง (1)) |




.jpg)