ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ที่ดินริมทะเลงอกจริงหรือเป็นที่สาธารณะ ศาลชี้ชัดหลักกฎหมายชายตลิ่งและที่ดินรกร้างว่างเปล่า

คำพิพากษาศาลฎีกา 6006-6007/2567, คดีที่ดินงอกริมทะเล, สาธารณสมบัติของแผ่นดิน, ที่ดินชายหาด, ที่ชายตลิ่ง, การตีความ ป.พ.พ. มาตรา 1304, การตีความ ป.พ.พ. มาตรา 1309, ที่ดินรกร้างว่างเปล่า, ที่สาธารณะประโยชน์, โฉนดที่ดินติดทะเล, การพิพาทสิทธิครอบครอง, วิเคราะห์ฎีกาที่ดิน

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องที่ดินที่อ้างว่าเป็นที่งอกริมชายฝั่งทะเล โดยโจทก์ทั้ง 16 คนยื่นฟ้องขอให้รับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากการร่นของทะเล แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินดังกล่าวมีสภาพเป็นที่ชายตลิ่งและที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งตามกฎหมายถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 และ มาตรา 1309 จึงไม่อาจตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลใด ศาลจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

โจทก์ทั้ง 16 ฟ้องขอให้ศาลรับรองกรรมสิทธิ์ที่ดินที่งอกจากโฉนดที่ดินของตนรวม 9 ไร่ 2 งาน 91.6 ตารางวา

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าที่ดินเป็นที่สาธารณะ

ศาลฎีกาวินิจฉัยจากภาพถ่ายทางอากาศและพยานหลักฐานว่า พื้นที่พิพาทมีสภาพเป็นหาดทรายและชายหาดที่น้ำทะเลท่วมถึง ไม่ใช่ที่งอกจากที่ดินมีโฉนด

ที่ดินบางส่วนแม้กลายเป็นดินถาวรที่น้ำท่วมไม่ถึง แต่ประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์ร่วมกันมาตลอด ถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ที่ดินบางส่วนไม่ปรากฏผู้ครอบครอง จึงเป็นที่รกร้างว่างเปล่าของแผ่นดิน

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความสถานะทางกฎหมายของ “ที่ดินชายหาดและที่ดินงอกริมทะเล” โดยศาลฎีกาอาศัยบทบัญญัติสำคัญใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) และ (2) ว่าด้วย “สาธารณสมบัติของแผ่นดิน” และ มาตรา 1309 ว่าด้วย “ทรัพย์สินของแผ่นดิน” รวมทั้งอ้างอิง ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) เกี่ยวกับการถอนสภาพที่ดินของรัฐ และ มาตรา 1334 เกี่ยวกับการได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินรกร้างว่างเปล่า

ดังนั้น แก่นของคดีนี้จึงอยู่ที่การพิจารณาว่า “ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน”

Keywords สำคัญที่สุด 5 ข้อ พร้อมขยายประเด็นสั้น ๆ

1. ที่ชายตลิ่ง (มาตรา 1304 วรรคสอง (2))

ศาลตีความว่าที่ดินที่น้ำทะเลสามารถท่วมถึงได้ในแต่ละวัน ถือเป็นที่ชายตลิ่ง ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประชาชนใช้ร่วมกันได้ ไม่อยู่ในกรรมสิทธิ์เอกชน

2. ที่ดินรกร้างว่างเปล่า (มาตรา 1304 วรรคหนึ่ง (1))

สำหรับพื้นที่ที่ไม่ปรากฏการครอบครองหรือทำประโยชน์ใด ๆ ศาลถือว่าเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินประเภทหนึ่ง ไม่สามารถอ้างสิทธิส่วนบุคคลได้

3. ทรัพย์สินของแผ่นดิน (มาตรา 1309)

ศาลวินิจฉัยว่าทรัพย์สินที่อยู่ในประเภทสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ย่อมเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินโดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะมีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพ

4. การถอนสภาพที่ดินของรัฐ (ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1))

ศาลย้ำว่า ตราบใดยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพ ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจะยังคงมีสถานะเช่นนั้นต่อไป ไม่อาจโอนให้เอกชนถือครองได้

5. การได้มาซึ่งสิทธิครอบครอง (มาตรา 1334)

ศาลชี้ว่า แม้กฎหมายเปิดช่องให้บุคคลได้สิทธิในที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามกฎหมายที่ดิน แต่ต้องมีการครอบครองก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ หากไม่มีการครอบครองมาก่อน ก็ไม่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองหรือโอนสิทธิได้

ประเด็นกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

1. ที่ดินพิพาทเป็น “ที่งอก” จากโฉนดที่ดินของโจทก์หรือไม่

2. หากไม่ใช่ที่งอก จะมีสถานะเป็นที่ดินประเภทใดตามกฎหมาย

3. โจทก์มีสิทธิเข้าครอบครองหรืออ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวได้หรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ที่ดินที่น้ำทะเลท่วมถึง ถือเป็น ที่ชายตลิ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2)

เมื่อทะเลร่นและดินตื้นเขินจนกลายเป็นพื้นที่ถาวร ที่ดินยังคงมีสถานะเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา 1304 (2) และ มาตรา 1309 ตราบใดยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพตามกฎหมายที่ดิน มาตรา 8

ที่ดินที่ไม่ปรากฏการครอบครองเป็น ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตามมาตรา 1304 (1) ซึ่งยังเป็นของแผ่นดิน

โจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิครอบครองย้อนหลังได้ เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองเฉพาะผู้ที่ครอบครองก่อนประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ

สรุป: ที่ดินพิพาททั้งหมดเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์

วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

1. ที่ชายตลิ่งและที่งอก – ศาลตีความชัดว่าการมีหาดทรายหรือชายหาดคั่นอยู่ระหว่างโฉนดกับทะเล ทำให้ไม่ถือเป็น “ที่งอก” ของที่ดินมีโฉนด

2. สาธารณสมบัติของแผ่นดิน – กฎหมาย ม.1304 และ ม.1309 กำหนดให้ทรัพย์สินที่ประชาชนใช้ร่วมกันไม่อาจโอนให้เอกชน เว้นแต่มีการถอนสภาพโดยกฎหมาย

3. ที่ดินรกร้างว่างเปล่า – หากไม่มีผู้ใดครอบครองมาก่อน ถือเป็นของรัฐตาม ม.1304 (1) ไม่สามารถถือครองใหม่โดยอ้างสิทธิเอกชน

4. หลักการครอบครองต่อเนื่อง – การได้รับโอนที่ดินจากบุคคลอื่นไม่ก่อสิทธิ หากผู้โอนยังไม่เคยครอบครองโดยชอบ

IRAC Analysis

Issue:

ที่ดินพิพาทริมทะเลที่โจทก์อ้างว่าเป็นที่งอกตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

Rule:

ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) และ (2) – กำหนดให้ที่ดินรกร้างและที่ชายตลิ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ป.พ.พ. มาตรา 1309 – ที่ดินสาธารณสมบัติเป็นของแผ่นดิน

ป.พ.พ. มาตรา 1334 และ กฎหมายที่ดิน มาตรา 4 – คุ้มครองสิทธิครอบครองที่เกิดก่อนวันที่กฎหมายใช้บังคับ

Application:

จากภาพถ่ายปี 2498 พบว่าที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นหาดทราย ชายหาด และทะเล ไม่ใช่ที่งอกใหม่จากที่ดินโฉนด

ประชาชนในพื้นที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันมาโดยตลอด เช่น จอดเรือ ทำถนน ปลูกต้นสน จึงเข้าลักษณะสาธารณสมบัติ

ส่วนที่ไม่ปรากฏผู้ครอบครอง ถือเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า

โจทก์อ้างสิทธิไม่ได้ เนื่องจากไม่มีการครอบครองก่อนกฎหมายที่ดินใช้บังคับ

Conclusion:

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาททั้งหมดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ พิพากษายืนให้ยกฟ้อง

ข้อคิดทางกฎหมาย

1. การอ้างสิทธิ์ในที่ดินริมทะเลต้องพิสูจน์ว่าเป็นที่งอกจริง มิใช่หาดทรายหรือชายตลิ่งที่ประชาชนใช้ร่วมกัน

2. กฎหมายให้ความสำคัญกับการรักษาทรัพย์สินสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน

3. การครอบครองต้องมีหลักฐานต่อเนื่องและเกิดขึ้นก่อนกฎหมายที่ดินใช้บังคับ มิฉะนั้นไม่ก่อสิทธิ

4. แนววินิจฉัยนี้ย้ำหลักการว่าที่ดินริมทะเลมักเป็นของรัฐ เว้นแต่พิสูจน์ได้โดยชัดเจนว่าเป็นที่งอก

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

         เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6006-6007/2567

ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายทั้งแปลง และที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายบางส่วนนั้น เมื่อสภาพของที่ดินพิพาทในส่วนนี้ในวันดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลสามารถท่วมถึงได้ในแต่ละวัน โดยเป็นพื้นที่ที่จมอยู่ใต้น้ำทะเลในเวลาที่น้ำขึ้นและอยู่เหนือน้ำทะเลในเวลาที่น้ำลง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ชายตลิ่ง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) แม้ในเวลาต่อมาเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติทำให้ท้องทะเลร่นไปทางทิศตะวันออกและทำให้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ตื้นเขินจนกลายสภาพเป็นที่ดินที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงทั้งแปลงอย่างถาวร อันมีผลให้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้พ้นจากสภาพการเป็นที่ชายตลิ่งก็ตาม เมื่อที่ดินพิพาทในส่วนนี้ยังคงมีลักษณะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทั่วไปมีสิทธิใช้สอยร่วมกันได้ภายหลังสิ้นสภาพการเป็นที่ชายตลิ่ง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมยังคงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) และเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1309 ซึ่งตราบใดที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพ ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมยังคงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป

ส่วนที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 มีสภาพเป็นพื้นที่ชายหาดที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงบางส่วนนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีร่องรอยการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ ย่อมต้องถือว่าที่ดินพิพาทในส่วนนี้เป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอีกประเภทหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) และแม้ ป.พ.พ. มาตรา 1334 บัญญัติว่า บุคคลอาจได้มาซึ่งที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามกฎหมายที่ดิน และ ป.ที่ดิน มาตรา 4 บัญญัติว่า บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย แต่เมื่อย้อนไปจนถึงวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับคือวันที่ 1 ธันวาคม 2597 ยังไม่มีผู้ใดเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ด้วย โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทในส่วนนี้ต่อมาจึงไม่ได้รับความคุ้มครองให้มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทส่วนนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงยังคงมีสถานะเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) ตลอดมา

ส่วนของที่ดินพิพาทที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 ซี่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 ยังคงมีสภาพเป็นทะเลนั้น แม้ต่อมาที่ดินพิพาทในส่วนนี้จะกลายสภาพเป็นที่ดินที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึง แต่ปรากฏว่า ระหว่างที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 กับทะเล มีที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นชายหาดและหาดทรายคั่นอยู่ตลอดมา ที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 จึงไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดทะเลมาอย่างน้อยตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 แล้ว ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมิใช่ที่ดินที่เป็นที่งอกของที่ดินมีโฉนดของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 แต่เป็นที่ดินที่เชื่อมต่อมาจากที่ดินที่เป็นหาดทราย อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2)

ฎีกาย่อ

คดีนี้โจทก์ทั้งสิบหกฟ้องขอให้ศาลรับรองว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเกิดจากการร่นถอยของทะเลเป็น “ที่ดินงอก” จากที่ดินโฉนดของตน และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์จึงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากภาพถ่ายทางอากาศตั้งแต่ปี 2498 ที่ดินพิพาทส่วนใหญ่มีสภาพเป็นหาดทราย ชายหาด หรือบางส่วนเป็นทะเล และมีหาดทรายคั่นระหว่างที่ดินโฉนดของโจทก์กับทะเลมาโดยตลอด จึงไม่อาจถือว่าเป็นที่ดินงอกจากที่ดินของโจทก์

สำหรับพื้นที่ที่น้ำทะเลท่วมถึงเป็นครั้งคราว ถือเป็น “ที่ชายตลิ่ง” ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และแม้ต่อมาจะตื้นเขินจนกลายเป็นที่ดินแห้ง ก็ยังคงเป็นที่ดินสาธารณะอยู่ ส่วนพื้นที่ที่ไม่ปรากฏการครอบครองมาก่อน ถือเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งก็เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นกัน

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าประชาชนใช้พื้นที่ดังกล่าวร่วมกัน เช่น จอดเรือ ใช้เป็นทางสัญจร และจัดกิจกรรมสาธารณะ จึงยิ่งยืนยันสถานะที่ดินสาธารณะ

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิอ้างกรรมสิทธิ์และไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้รับรองว่าเป็นที่ดินงอก จึงพิพากษายืนยกฟ้อง

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสิบหกฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4428 เนื้อที่ 3 งาน 32.3 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 500 เนื้อที่ 3 ไร่ 39.3 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 2 นายพ้นภัย ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกาญจนา นายสุขสรรค์ นายกงจักร์ และพันตำรวจเอกนิวัติ ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15741 เนื้อที่ 2 งาน 17.6 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15742 เนื้อที่ 1 งาน 7.1 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 4 และนางฑูรย์ทอง ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15743 เนื้อที่ 1 งาน 6.1 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 5 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15744 เนื้อที่ 1 งาน 40 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 6 และนายณัชณรงค์ ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 17003 เนื้อที่ 75.7 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 7 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15745 เนื้อที่ 1 งาน 75.7 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 8 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3797 เนื้อที่ 1 งาน 79 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 9 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4686 และ 4687 เนื้อที่ 77.3 ตารางวา และ 1 งาน 7.7 ตารางวา ตามลำดับ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 10 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9755 เนื้อที่ 64.9 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 11 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4427 และ 16258 เนื้อที่ 1 งาน 81.1 ตารางวา และ 1 งาน 85.9 ตารางวา ตามลำดับ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 12 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4423 เนื้อที่ 3 งาน 44.3 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 13 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 17083 เนื้อที่ 80 (ที่ถูก 80.1) ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 14 และนายมานพ ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 17084 เนื้อที่ 70.4 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 15 กับนายแก่นแก้ว และที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4424 เนื้อที่ 2 งาน 7.1 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 16 กับห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสิบหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 80,000 บาท

โจทก์ทั้งสิบหกอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ที่ 15 ถึงแก่ความตายนางสาวกิ่งกาญจน์ ผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 15 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสิบหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 48,000 บาท

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 อุทธรณ์คำสั่งและฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และโจทก์ที่ 14 ถึงที่ 16 ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 อุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสิบหกยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์นั้น เห็นว่า เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จึงอนุญาตตามคำร้อง

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ลักษณะทั่วไปของที่ดินของโจทก์ทั้งสิบหกและที่ดินพิพาทที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสิบหก เป็นพื้นที่ราบบริเวณชายหาดขนานไปกับชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย ที่ดินพิพาทที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสิบหกมีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 9 ไร่ 2 งาน 91.6 ตารางวา โดยที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 3 งาน 32.3 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 2 กับพวกรวม 5 คน เนื้อที่ 3 ไร่ 39.3 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 3 เนื้อที่ 2 งาน 17.6 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 4 กับนางฑูรย์ทอง เนื้อที่ 1 งาน 7.1 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 5 เนื้อที่ 1 งาน 6.1 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 6 กับนายณัชณรงค์ เนื้อที่ 1 งาน 40 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 7 เนื้อที่ 75.7 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 8 เนื้อที่ 1 งาน 75.7 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 9 เนื้อที่ 1 งาน 79 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 10 เนื้อที่ 77.3 ตารางวา และ 1 งาน 7.7 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 11 เนื้อที่ 64.9 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 12 เนื้อที่ 1 งาน 81.1 ตารางวา และ 1 งาน 85.9 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 13 เนื้อที่ 3 งาน 44.3 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 14 กับนายมานพ เนื้อที่ 80.1 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 15 กับนายแก่นแก้ว เนื้อที่ 70.4 ตารางวา และที่ดินของโจทก์ที่ 16 เนื้อที่ 2 งาน 7.1 ตารางวา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2546 และ 3 กันยายน 2546 โจทก์ที่ 12 ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16258 และเลขที่ 4427 ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้นำกรณีดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2548 ว่า กรณีนี้ที่ดินที่งอกขึ้นไม่เป็นที่ดินที่งอกจากที่ดินมีกรรมสิทธิ์ของผู้ขอ แต่เป็นที่ดินที่งอกขึ้นจากชายหาดอันเป็นที่ดินสาธารณะประเภทประชาชนใช้ร่วมกัน จึงให้ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณะหาดทรายชายทะเลที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยให้ถือปฏิบัติตลอดแนวชายหาดทุกอำเภอในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาวันที่ 10 เมษายน 2551 จำเลยที่ 2 ดำเนินการขึ้นทะเบียนที่ดินบริเวณชายฝั่งทะเล ท้องที่หมู่ที่ 4 ตำบลแสงอรุณ (ห้วยยาง) เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 41 ตารางวา เป็นที่สาธารณะชายทะเลแสงอรุณ และเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2553 จำเลยทั้งสองยื่นคำขอรังวัดต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงสำหรับที่ดินพิพาท โดยอาศัยหลักฐานทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าว หลังจากนั้นมีการรังวัดหลายครั้งเพราะมีผู้คัดค้านการรังวัดและมีปัญหาเกี่ยวกับการวางเงินค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 2 สำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ดำเนินการรังวัดแล้วเสร็จวันที่ 5 มีนาคม 2561 โจทก์ทั้งสิบหกยื่นคำคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว สำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2561 แจ้งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 16 ให้ไปใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มีสภาพเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 เป็นหาดทรายทั้งแปลง และไม่มีพื้นที่ส่วนใดมีสภาพเป็นชายหาดหรือเป็นทะเล ส่วนที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 มีสภาพเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 เป็นหาดทรายกับทะเลในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน และที่ดินพิพาทที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 มีสภาพเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 เป็นหาดทรายเป็นส่วนใหญ่ มีบางส่วนเป็นชายหาด แต่ก็มีเพียงส่วนน้อย และมีบางส่วนยังคงเป็นทะเล แต่ก็มีเพียงส่วนน้อยเช่นกัน หลังจากนั้นเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติทำให้ทะเลร่นไปทางทิศตะวันออก มีผลให้ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ทั้งที่เคยมีสภาพเป็นหาดทรายและที่เคยมีสภาพเป็นชายหาด รวมทั้งที่เคยมีสภาพเป็นทะเลตามภาพถ่ายทางอากาศที่บันทึกเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 ค่อย ๆ มีสภาพเป็นพื้นที่ชายหาดเพิ่มมากขึ้นตามลำดับจนกลายเป็นพื้นที่ชายหาดเต็มที่ดินพิพาททุกแปลง และมีระดับเสมอหรือใกล้เคียงกับที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ในเวลาต่อมาตามที่ปรากฏในภาพถ่าย ในขณะที่พื้นที่ที่เป็นหาดทรายเดิมร่นเข้าไปในทะเลทางทิศตะวันออกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามที่ปรากฏในรายงานการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่า ที่ดินพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้ในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 เป็นที่ดินที่มีอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 เกือบทั้งหมด เพียงแต่ในวันดังกล่าวที่ดินพิพาทบางส่วนมีสภาพเป็นหาดทรายอันเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลท่วมถึงได้ในแต่ละวัน กล่าวคือเป็นที่ดินที่จมอยู่ใต้น้ำในช่วงเวลาน้ำขึ้นและอยู่เหนือน้ำในช่วงเวลาน้ำลง บางส่วนมีสภาพเป็นชายหาดอันเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงซึ่งก็คือที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นที่งอก และบางส่วนยังคงมีสภาพเป็นทะเล ทางนำสืบของฝ่ายโจทก์ไม่ปรากฏว่าพื้นที่หาดทรายและชายหาดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด แต่สภาพทางภูมิศาสตร์ของที่ดินริมทะเลด้านอ่าวไทยโดยทั่วไปมักจะมีชายหาดและหาดทรายก่อนถึงทะเล จึงมีเหตุให้น่าเชื่อว่าพื้นที่ชายหาดและหาดทรายดังกล่าวซึ่งต่อมาคือที่ดินพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้เกิดขึ้นพร้อมกับที่ดินที่ต่อมาคือที่ดินตามโฉนดที่ดินของฝ่ายโจทก์ และการที่ที่ดินตามโฉนดที่ดินของฝ่ายโจทก์มีพื้นที่ชายหาดและหาดทรายคั่นอยู่ก่อนถึงทะเลตลอดแนวเขตที่ดินทางด้านทิศตะวันออก ย่อมทำให้รับฟังได้ว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินของฝ่ายโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกไม่ได้มีส่วนหนึ่งส่วนใดติดทะเลจนอาจเกิดมีที่งอกจากที่ดินดังกล่าวเข้าไปในทะเลมาอย่างน้อยตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 แล้ว

ปัญหาว่าที่ดินพิพาทมีสถานะทางกฎหมายอย่างไรนั้น สำหรับที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ซึ่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายทั้งแปลง และที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 ซึ่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายบางส่วนนั้น เมื่อสภาพของที่ดินพิพาทในส่วนนี้ในวันดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลสามารถท่วมถึงได้ในแต่ละวัน โดยเป็นพื้นที่ที่จมอยู่ใต้น้ำทะเลในเวลาที่น้ำขึ้นและอยู่เหนือน้ำทะเลในเวลาที่น้ำลง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ชายตลิ่ง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) แม้ในเวลาต่อมาเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติทำให้ท้องทะเลร่นไปทางทิศตะวันออกและทำให้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ตื้นเขินจนกลายสภาพเป็นที่ดินที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงทั้งแปลงอย่างถาวร อันมีผลให้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้พ้นจากสภาพการเป็นที่ชายตลิ่งก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในช่วงเวลาที่ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ค่อย ๆ กลายเป็นที่ดินที่น้ำทะเลไม่สามารถท่วมถึงอย่างถาวรดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ราษฎรในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลแสงอรุณและพื้นที่ใกล้เคียงที่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่งขนาดเล็กยังคงใช้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้เป็นที่จอดเรือและขึ้นลงเรือ และเป็นทางผ่านไปยังที่จอดเรือและขึ้นลงเรือดังกล่าว รวมทั้งเป็นทางผ่านไปยังปากคลองน้ำจืด ในเวลาต่อมาก็มีการร่วมกันปลูกต้นสนในที่ดินพิพาทเพื่อป้องกันคลื่นลมในฤดูฝนและใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ มีการใช้ที่ดินพิพาทเป็นสถานที่จัดงานประเพณีและกิจกรรมอื่น ๆ ทั้งยังมีการทำถนนดินในที่ดินพิพาทส่วนที่ติดกับแนวต้นสนตลอดแนวชายฝั่งทะเลเพื่อใช้เป็นทางสัญจรไปมาอีกด้วย เมื่อที่ดินพิพาทในส่วนนี้ยังคงมีลักษณะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทั่วไปมีสิทธิใช้สอยร่วมกันได้ภายหลังสิ้นสภาพการเป็นที่ชายตลิ่ง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมยังคงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) และเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1309 ซึ่งตราบใดที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมยังคงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป

ส่วนที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 ซึ่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 มีสภาพเป็นพื้นที่ชายหาดที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงบางส่วนนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีร่องรอยการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ตามภาพถ่ายทางอากาศในวันดังกล่าว และทางนำสืบของฝ่ายโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ในวันดังกล่าวด้วย ย่อมต้องถือว่าที่ดินพิพาทในส่วนนี้เป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอีกประเภทหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) และแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1334 บัญญัติว่า บุคคลอาจได้มาซึ่งที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามกฎหมายที่ดิน และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 บัญญัติว่า บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย แต่เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 ย่อมมีเหตุให้น่าเชื่อว่า ก่อนหน้านั้นคือตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2498 ย้อนไปจนถึงวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับคือวันที่ 1 ธันวาคม 2597 ยังไม่มีผู้ใดเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ด้วย โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทในส่วนนี้ต่อมาจึงไม่ได้รับความคุ้มครองให้มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทส่วนนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงยังคงมีสถานะเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ตลอดมา และในส่วนของที่ดินพิพาทที่อ้างว่า งอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 ซี่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 ยังคงมีสภาพเป็นทะเลนั้น แม้ต่อมาที่ดินพิพาทในส่วนนี้จะกลายสภาพเป็นที่ดินที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึง แต่ตามภาพถ่ายทางอากาศตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 จนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2557 ปรากฏว่า ระหว่างที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 กับทะเล มีที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นชายหาดและหาดทรายคั่นอยู่ตลอดมา ที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 จึงไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดทะเลมาอย่างน้อยตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 แล้ว ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมิใช่ที่ดินที่เป็นที่งอกของที่ดินมีโฉนดของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 แต่เป็นที่ดินที่เชื่อมต่อมาจากที่ดินที่เป็นหาดทราย อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) เช่นเดียวกันด้วย

เมื่อที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 มีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่า ราษฎรในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลแสงอรุณและพื้นที่ใกล้เคียงใช้ประโยชน์ร่วมกันในที่ดินพิพาทในลักษณะเป็นที่ดินสาธารณะตลอดมา ในขณะที่การเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของฝ่ายโจทก์เพิ่งเริ่มปรากฏเมื่อปี 2519 โดยเป็นการเข้าทำประโยชน์โดยฝ่ายโจทก์ในคดีนี้เพียงไม่กี่ราย เนื้อที่ไม่มากนัก และมีการใช้ประโยชน์ในลักษณะเป็นเจ้าของอย่างเต็มที่เพียงเล็กน้อย อีกทั้งในขณะที่เจ้าของที่ดินเดิมและฝ่ายโจทก์ในคดีนี้ดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินของตนที่อยู่ติดที่ดินพิพาทก็มิได้ขอออกโฉนดที่ดินของตนให้ครอบคลุมที่ดินพิพาทไปในคราวเดียวกันด้วย อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตลอดมา โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลมีพิพากษาให้ที่ดินพิพาทเป็นที่งอกของที่ดินตามโฉนดที่ดินของตน และห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ข้ออื่น เพราะเป็นเรื่องในรายละเอียดที่ไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 48,000 บาท

 
แนวคำถาม - ธงคำตอบ
 
ข้อ 1
เมื่อโจทก์ทั้งสิบหกซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดหลายแปลงที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย ยื่นฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินซึ่งงอกออกมาจากแปลงโฉนดของตนเป็นกรรมสิทธิ์ของตน ศาลต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็น “ที่ดินงอกของเอกชน” หรือเป็น “สาธารณสมบัติของแผ่นดิน” ตามกฎหมาย ให้พิจารณาว่าศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร

ธงคำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทที่น้ำทะเลท่วมถึงได้ในแต่ละวัน เป็นพื้นที่ที่อยู่ใต้น้ำในช่วงน้ำขึ้นและอยู่เหนือน้ำในช่วงน้ำลง ถือเป็น “ที่ชายตลิ่ง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้ต่อมาทะเลร่นและพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นที่ดินแห้งอย่างถาวร แต่ตราบใดที่ประชาช
 
ข้อ 2
ที่ดินพิพาทบางส่วนซึ่งโจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 อ้างว่าเป็นที่ดินงอกจากแปลงโฉนดของตน แต่จากภาพถ่ายทางอากาศปี 2498 ปรากฏว่าเป็นเพียงหาดทรายที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงบางส่วน และไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเข้าครอบครองหรือทำประโยชน์ ศาลควรพิจารณาว่าสถานะของที่ดินเช่นนี้เป็นของเอกชนหรือของแผ่นดิน
 
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการเข้าครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงเป็น “ที่ดินรกร้างว่างเปล่า” ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 1304 (1) ประกอบมาตรา 1309 แม้ตามมาตรา 1334 จะเปิดทางให้บุคคลอาจได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามกฎหมายที่ดิน แต่ต้องมีการครอบครองก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (1 ธันวาคม 2497) เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีการครอบครองมาก่อน โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองสิทธิครอบครองตามบทกฎหมายดังกล่าว
 
ข้อ 3
โจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 อ้างว่าที่ดินพิพาทที่ตนขอออกโฉนดเป็น “ที่งอกจากที่ดินมีโฉนดเดิม” ของตน แต่ปรากฏจากภาพถ่ายทางอากาศว่าระหว่างที่ดินของโจทก์กับทะเลมีหาดทรายคั่นอยู่ตลอดแนว ศาลควรวินิจฉัยว่าที่ดินเช่นนี้ถือว่าเป็นที่งอกของที่ดินมีโฉนดหรือไม่
 
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทในส่วนนี้มิใช่ที่งอกจากที่ดินของโจทก์ เนื่องจากมีที่ดินส่วนที่เป็นหาดทรายและชายหาดคั่นระหว่างที่ดินของโจทก์กับทะเลตลอดแนวตั้งแต่ปี 2498 ที่ดินของโจทก์จึงไม่ได้ติดทะเลโดยตรง ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ที่งอกจากที่ดินมีโฉนดของโจทก์ แต่เป็นที่ดินที่ต่อเนื่องมาจากหาดทราย ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 1304 (2) ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน
 
ข้อ 4
โจทก์อ้างว่าการที่ที่ดินพิพาทตื้นเขินและกลายเป็นที่ดินแห้งหลังทะเลร่น เป็นผลจากธรรมชาติที่ควรทำให้ตนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเพิ่มขึ้นตามหลักที่ดินงอก ศาลควรพิจารณาอย่างไรว่าเหตุการณ์เช่นนี้ก่อสิทธิแก่เจ้าของที่ดินเดิมหรือไม่
 
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาอธิบายว่า การที่น้ำทะเลร่นและทำให้พื้นที่บางส่วนกลายเป็นที่ดินแห้งนั้น ไม่อาจถือว่าเป็นการ “งอก” ของที่ดินตามความหมายแห่งกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทส่วนใหญ่มีสภาพเป็นชายหาดและหาดทรายอยู่แล้วตั้งแต่เดิม มิใช่เกิดขึ้นใหม่จากทะเล การเปลี่ยนสภาพเช่นนี้เพียงแต่ทำให้พื้นที่ชายหาดขยายตัวออกไป แต่ยังอยู่ในลักษณะที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ดังนั้นจึงไม่เกิดสิทธิกรรมสิทธิ์แก่เจ้าของที่ดินโฉนดใด
 
ข้อ 5
เมื่อศาลเห็นว่าที่ดินพิพาททั้งหมดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 1304 และ 1309 แล้ว แต่โจทก์ยังอ้างสิทธิฟ้องเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นกรรมสิทธิ์ของตน คำฟ้องของโจทก์มีผลทางกฎหมาย
อย่างไร
 
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่อยู่ในความครอบครองของเอกชน โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องสิทธิเหนือที่ดินนั้นได้ เพราะสิทธิในสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นของรัฐเพื่อให้ประชาชนใช้ร่วมกัน ตราบใดยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) ที่ดินดังกล่าวยังคงมีสถานะเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ การฟ้องของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น ศาลจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์และให้โจทก์ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลย
 
สรุปโดยรวม
คำพิพากษานี้ชี้ชัดว่า พื้นที่ชายหาดหรือพื้นที่ที่น้ำทะเลท่วมถึง ไม่ว่าในภายหลังจะเปลี่ยนสภาพเป็นที่ดินแห้ง ก็ยังถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เว้นแต่จะมีการถอนสภาพโดยพระราชกฤษฎีกา เอกชนไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองได้ แม้ที่ดินนั้นจะอยู่ติดที่ดินโฉนดของตนก็ตาม
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. คำถาม-คำตอบ : ที่ดินชายหาดที่น้ำทะเลเคยท่วมถึงและภายหลังกลายเป็นที่ดินแห้ง มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร
   คำตอบ : ที่ดินชายหาดที่ในแต่ละวันน้ำทะเลสามารถท่วมถึงได้ โดยจมอยู่ใต้น้ำในช่วงน้ำขึ้นและอยู่เหนือน้ำในช่วงน้ำลง ถือเป็นที่ชายตลิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้ภายหลังทะเลร่นและพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นที่ดินแห้งอย่างถาวร หากยังปรากฏว่าประชาชนใช้สอยร่วมกัน เช่น ใช้เป็นที่จอดเรือ ทางผ่าน หรือสถานที่ประกอบกิจกรรมสาธารณะ พื้นที่ดังกล่าวก็ยังคงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินตามมาตรา 1309 ตราบใดที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1)
2. คำถาม-คำตอบ : ที่ดินรกร้างว่างเปล่าบริเวณชายหาดที่ไม่มีผู้ใดครอบครอง เอกชนจะอ้างสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ได้เมื่อใด
   คำตอบ : ที่ดินบริเวณชายหาดหรือพื้นที่ติดทะเลที่ไม่ปรากฏร่องรอยการเข้าครอบครองหรือทำประโยชน์จากบุคคลใด ย่อมถือเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1334 และประมวลกฎหมายที่ดินจะเปิดช่องให้บุคคลอาจได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามกฎหมายที่ดิน แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่ามีการครอบครองก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ หากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการครอบครองมาก่อน เอกชนผู้รับโอนภายหลังย่อมมิได้รับความคุ้มครองในสิทธิครอบครองดังกล่าวและไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินรกร้างว่างเปล่าของแผ่นดินได้
3. คำถาม-คำตอบ : เหตุใดศาลจึงวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินงอกจากที่ดินมีโฉนดของเอกชน
   คำตอบ : ศาลพิจารณาจากภาพถ่ายทางอากาศและข้อเท็จจริงด้านภูมิศาสตร์แล้วเห็นว่า ระหว่างที่ดินตามโฉนดของโจทก์กับทะเลมีหาดทรายและชายหาดคั่นอยู่ตลอดแนวมาอย่างยาวนาน ทำให้ที่ดินตามโฉนดของโจทก์มิได้มีส่วนใดติดทะเลโดยตรง จึงไม่อาจถือได้ว่าพื้นที่พิพาทซึ่งอยู่ถัดออกไปเป็นที่ดินที่งอกต่อจากโฉนดของโจทก์ตามหลักที่ดินงอกในทางแพ่ง ที่ดินพิพาทดังกล่าวกลับเป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อมาจากหาดทรายอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามมาตรา 1304 (2) จึงไม่ใช่ที่ดินงอกจากที่ดินมีโฉนดของเอกชนอย่างที่โจทก์อ้าง
4. คำถาม-คำตอบ : การที่แนวชายฝั่งทะเลร่นออกไปและทำให้มีพื้นที่แห้งเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เจ้าของที่ดินเดิมได้ที่ดินเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติหรือไม่
   คำตอบ : การร่นของทะเลหรือการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่ทำให้ชายฝั่งตื้นเขินและมีพื้นที่แห้งเพิ่มขึ้น ไม่ย่อมหมายความว่าเจ้าของที่ดินเดิมจะได้กรรมสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าวโดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นที่ดินงอกที่ต่อเนื่องโดยตรงจากที่ดินมีโฉนดของตนและมิได้มีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาก่อน ในกรณีนี้ศาลเห็นว่าพื้นที่พิพาทมีสภาพเป็นชายหาดและหาดทรายที่ประชาชนใช้ร่วมกันมาอยู่ก่อนแล้ว การที่ทะเลร่นจึงเป็นเพียงการขยายตัวของพื้นที่ชายหาดสาธารณะ มิใช่การเกิดขึ้นของที่ดินเอกชนใหม่ เจ้าของที่ดินเดิมจึงไม่ได้สิทธิในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้น
5. คำถาม-คำตอบ : เมื่อที่ดินมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว เอกชนยังสามารถฟ้องขอให้ศาลรับรองกรรมสิทธิ์หรือห้ามรัฐเข้าเกี่ยวข้องได้หรือไม่
   คำตอบ : เมื่อศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 1304 และเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินตามมาตรา 1309 แล้ว สิทธิในที่ดินดังกล่าวเป็นของรัฐเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวม เอกชนย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเพื่อขอให้ศาลรับรองกรรมสิทธิ์ของตนเหนือที่ดินดังกล่าว หรือขอให้ห้ามหน่วยงานของรัฐเข้าเกี่ยวข้องกับการจัดการที่ดินสาธารณะนั้น เว้นแต่จะมีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) เสียก่อน การฟ้องเรียกร้องกรรมสิทธิ์ของเอกชนเหนือสาธารณสมบัติของแผ่นดินจึงฟังไม่ขึ้น



ประมวลกฎหมายที่ดิน

ประมวลกฎหมายที่ดิน