ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ทางจำเป็นครอบคลุมไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์หรือไม่ และเหตุใดต้องเสนอค่าทดแทนก่อนฟ้องขอวางสาธารณูปโภคผ่านที่ดินผู้อื่น

ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกาBeta Version 1.0.0 © ลิขสิทธิ์โดยศาลฎีกายอดผู้เข้าชม: 10,677,230 หน้าหลักแบบสำรวจความพึงพอใจข้อเสนอแนะคู่มือ ค้นหาเพิ่มเติม       พบ 19 รายการ จากทั้งหมด 133,196 รายการ (0.5559 วินาที)     1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7775/2552 การวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ท่อประปา สายโทรศัพท์ หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันในที่ดินติดต่อ หาใช่เป็นเรื่องทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และ 1350 ไม่ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของที่ดินจำต้องยอมให้เจ้าของที่ดินติดต่อวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกับผ่านที่ดินของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1352 การใช้สิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ในที่ดินของผู้อื่น ผู้ที่จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ จะต้องยอมจ่ายค่าทดแทนตามสมควรให้แก่เจ้าของที่ดินเสียก่อน หากผู้ที่จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ไม่จ่ายค่าทดแทนตามสมควรแล้ว เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมให้วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ในที่ดินของตนได้ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ที่จะต้องบอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินทราบก่อน มิฉะนั้นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ในที่ดินของจำเลย เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ในที่ดินของจำเลยได้  โจทก์มีสิทธิใช้ทางเดินและทางรถยนต์ในที่ดินเป็นทางจำเป็นด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย แม้มีการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวไปเป็นของผู้อื่น โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางจำเป็นในที่ดินดังกล่าวอยู่นั่นเอง จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็น  โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ไฟฟา ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำ และสาธารณูปโภคอื่นๆ โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นในเรื่องดังกล่าว มีความกว้าง 4 เมตร ยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดแนวเขตที่ดินของโจทก์ออกไปสู่ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสามแยกริมคลองประปาไปคลองสะเทิน หมู่ที่ 1 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย  จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 เป็นทางจำเป็นเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำและสาธารณูปโภคอื่นๆ โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นในเรื่องดังกล่าว มีความกว้าง 4 เมตร และยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 62061 ตำบลบางใหญ่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรีของโจทก์ออกไปสู่ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสามแยกริมคลองประปาไปคลองสะเทินหมู่ที่ 1 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท  จำเลยอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้เป็นทางจำเป็นเรื่องไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์และสาธารณูปโภคอื่น และในส่วนที่ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนทางจำเป็นต่อเจ้าพนักงาน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  โจทก์ฎีกา  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3812 ตำบลบางใหญ่ (บ้านใหญ่) อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ต่อมาปี 2543 จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทน ครั้นวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3812 ออกเป็นแปลงย่อยหลายแปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 62060, 62061, 62062 และ 62064 ตำบลบางใหญ่ (บ้านใหญ่) อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี โดยคงเหลือโฉนดเลขที่ 3812 อยู่และจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 62061 ให้โจทก์ในวันเดียวกัน ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ส่วนที่ดินแปลงอื่นที่แบ่งแยกยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยจำเลยใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 62060 ตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นทางเดินและทางรถยนต์เพื่อออกสู่ถนนสาธารณะสามแยกริมคลองประปาไปคลองสะเทิน หมู่ที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 62060 ของจำเลยอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 62061 ของโจทก์ จากการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3812 ของจำเลย ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 62061 ของโจทก์ถูกที่ดินที่แบ่งแยกแปลงอื่นๆ ปิดล้อมจนไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.4  ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้เป็นทางจำเป็นเรื่องไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ และสาธารณูปโภคอื่นๆ ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้ทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 มิใช่โจทก์ได้ทางจำเป็นตามมาตรา 1349 โดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 โจทก์ย่อมได้ทางจำเป็นเรื่องไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำ และสาธารณูปโภคอื่นๆ ด้วยนั้น เห็นว่า การวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ท่อประปา สายโทรศัพท์ หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันในที่ดินติดต่อ หาใช่เป็นเรื่องทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และ 1350 ไม่ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของที่ดินจำต้องยอมให้เจ้าของที่ดินติดต่อวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของตนตามประมวลกฎหมายแห่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 ซึ่งบัญญัติว่า ...ถ้าเจ้าของที่ดินได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว ต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อ ซึ่งถ้าไม่ยอมให้ผ่านก็ไม่มีทางจะวางได้ หรือถ้าจะวางได้ก็เปลืองเงินมากเกินควร... ตามบทบัญญัติดังกล่าวการใช้สิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ในที่ดินของผู้อื่น ผู้ที่จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ จะต้องยอมจ่ายค่าทดแทนตามสมควรให้แก่เจ้าของที่ดินเสียก่อน หากผู้ที่จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ไม่จ่ายค่าทดแทนตามสมควรแล้ว เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมให้วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ในที่ดินของตนได้ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ที่จะวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ที่จะต้องบอกกล่าวเสนอจำนวณค่าทดแทนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินทราบก่อน มิฉะนั้นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ในที่ดินของจำเลยเมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ในที่ดินของจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำขอข้อนี้ของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น  ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องจดทะเบียนทางจำเป็นตามคำขอของโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 แต่บุคคลภายนอกไม่อาจทราบได้หากไม่จดทะเบียนไว้ในโฉนดที่ดินเลขที่ 62060 จะทำให้ผู้รับโอนที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า โจทก์มีสิทธิใช้ทางเดินและทางรถยนต์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 62060 เป็นทางจำเป็นด้วยอำนาจแห่งกฎหมายแม้มีการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวไปเป็นของผู้อื่น โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางจำเป็นในที่ดินดังกล่าวอยู่นั่นเอง จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็นตามที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำขอของโจทก์ในข้อนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"  พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 1349, ม. 1350, ม. 1352  ป.วิ.พ. ม. 55 แหล่งที่มา  สำนักวิชาการ ชื่อคู่ความ  โจทก์ - นางประหยัด กุญชรวุฒิชัย  จำเลย - นางพยอม ก๋งเอม ชื่อองค์คณะ  เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์  ศุภชัย สมเจริญ  สนอง เล่าศรีวรกต ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1974/2552 ประเด็นข้อพิพาทในคดีจะต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ เป็นข้อสำคัญมิใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา แม้พยานโจทก์จะได้เบิกความถึงว่าเสนอว่าจะให้ค่าทดแทนแก่จำเลยแล้วก็ตาม แต่ในคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้แก่จำเลยแต่อย่างใด คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1352 หรือไม่ เมื่อคดีไม่มีประเด็นดังกล่าวเสียแล้ว ศาลจึงไม่อาจพิจารณาพิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามฟ้องโจทก์ และกำหนดค่าทดแทนเพื่อให้โจทก์ชำระแก่จำเลยได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น  โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 124391 ตำบลบางสีเมือง อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี พร้อมบ้านบนที่ดินดังกล่าว จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 124390 ตำบลบางสีเมือง อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 17 หมู่ที่ 5 ที่ดินของโจทก์อยู่ทางทิศตะวันตกติดที่ดินของจำเลย ที่ดินของจำเลยอยู่ด้านทิศตะวันออกติดคลองบางสีทอง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดนนทบุรีปักเสาไฟฟ้าไว้ที่ริมคลองบางสีทองฝั่งบ้านและที่ดินของจำเลย การประปาจังหวัดนนทบุรีเดินท่อน้ำประปามาที่ริมคลองฝั่งตรงข้ามกับบ้านของจำเลย โจทก์กับจำเลยเดินสายไฟฟ้าจากเสาไฟฟ้าดังกล่าวมาใช้งานตลอดมาจนถึงปี 2545 โจทก์กับจำเลยมีเหตุขัดใจกัน จำเลยจึงตัดสายไฟฟ้าไม่ให้โจทก์ใช้ โจทก์ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้ต้องไปอาศัยอยู่บ้านผู้อื่นจนกระทั่งปัจจุบัน โจทก์เจรจากับจำเลยแล้วแต่จำเลยปฏิเสธไม่ยินยอมให้โจทก์เดินสายไฟฟ้า ท่อน้ำประปา และสายโทรศัพท์ผ่านที่ดินและบ้านของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยอนุญาตให้โจทก์กระทำการดังกล่าวตามแผนผังท้ายคำฟ้อง หากจำเลยไม่อนุญาตหรือเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย  จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์อาจไม่ใช่เจ้าของที่ดินและไม่ใช่เจ้าของบ้านตามฟ้อง ทะเบียนบ้านท้ายคำฟ้องไม่ปรากฏชื่อโจทก์ทั้งไม่ได้มอบอำนาจให้นางกิจจา ฟ้องและดำเนินคดีแทน หนังสือมอบอำนาจไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ได้ลงวันเดือนปีหรือขีดฆ่าอากรแสตมป์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดนนทบุรีปักเสาไฟฟ้าไว้ข้างคลองบางสีทองใกล้ที่ดินของจำเลยไม่มีการวางท่อน้ำประปา ชาวบ้านละแวกนี้ใช้น้ำบาดาลจากวัดอมฤต ส่วนชุมสายโทรศัพท์จังหวัดนนทบุรีมิได้เดินสายหรือปักเสาโทรศัพท์ไว้บริเวณคลองบางสีทองบ้านที่ไม่ได้อยู่ติดกับคลองบางสีทองใช้วิธีเดินสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์หรือท่อน้ำบาดาลผ่านบริเวณข้างที่ดินของผู้อื่น หรือทางสาธารณประโยชน์ ไม่มีชาวบ้านรายใดเดินสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ ท่อน้ำบาดาล ผ่านหลังคาหรือกลางบ้านผู้อื่น หากมีต้องขออนุญาตและเสียค่าตอบแทนตามกฎหมาย โจทก์ไม่เคยขอใช้โทรศัพท์และไม่เคยขอใช้น้ำบาดาลมาก่อน แผนผังท้ายคำฟ้องบิดเบือนความจริง โจทก์ไม่เคยเดินสายไฟฟ้าหรือปักเสาไฟฟ้าผ่านบ้านของจำเลยเพื่อไปใช้ยังบ้านโจทก์ เคยแต่ขอต่อไฟฟ้าจากบ้านจำเลยเพื่อไปใช้ในบ้านของโจทก์เป็นเวลาหลายปีสมัยที่ยังปรองดองกัน โจทก์กับพี่น้องมีสาเหตุผิดใจกัน โจทก์ถือทิฐิไม่ขอใช้ไฟฟ้าจากบ้านจำเลย จำเลยหาได้ตัดไฟฟ้าหรือสายไฟฟ้าอย่างใดไม่ ต่อมาโจทก์ลักลอบเดินสายไฟฟ้าฝ่านบ้านจำเลยเมื่อจำเลยทราบมีการทะเลาะกัน โจทก์และนางกิจจาต่างทิ้งร้างบ้านไปอาศัยอยู่กับสามีของตน ก่อนฟ้องคดีนี้บุตรของโจทก์ได้ขอเดินสายไฟฟ้าผ่านหลังคาบ้านของจำเลยจำเลยไม่อนุญาตเพราะหลังคาบ้านของจำเลยเป็นสังกะสี หากเกิดอุบัติเหตุจะเป็นอันตราย และทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเกินควร ไม่สะดวก จำเลยแนะนำให้ปักเสาไม้ตามร่องสวนเพื่อเดินสายไฟฟ้าเข้าบ้าน แต่โจทก์ไม่ยอม โจทก์สามารถเดินสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์และท่อน้ำบาดาลเข้าบ้านของโจทก์โดยไม่ก่อความเสียหายแก่ผู้อื่น แต่โจทก์ไม่อยากลงทุน โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต กลั่นแกล้งฟ้องจำเลยให้ได้รับความเดือดร้อน ทุกวันนี้สายไฟฟ้าของโจทก์ยังอยู่ โดยมิได้ใช้ประโยชน์ เพราะเจ้าหน้าที่ถอดสายไฟฟ้าออกจากหม้อแปลงไฟฟ้าในช่วงที่โจทก์ทิ้งร้างบ้านไปหลายปีหากปล่อยสายไฟฟ้าดังกล่าวทิ้งไว้อาจเป็นอันตราย จำเลยขอให้โจทก์ถอดสายไฟฟ้าดังกล่าว แต่โจทก์เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์รื้อถอนสายไฟฟ้าออกไปโดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเอง หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์  โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 124391 พร้อมบ้านเลขที่ 18 บนที่ดินดังกล่าว เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจของโจทก์สมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยอมรับว่าละแวกบ้านโจทก์จำเลยมีการใช้น้ำบาดาลท่อน้ำบาดาลอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับที่ดินของจำเลยตามแผนผังท้ายคำฟ้องโจทก์ อย่างไรก็ตามหากจะเดินท่อน้ำบาดาล สายไฟฟ้าและสายโทรศัพท์ก็ต้องผ่านที่ดินหรือบ้านของจำเลยโดยโจทก์ไม่มีทางอื่นจะหลีกเลี่ยง โจทก์เคยเดินสายไฟฟ้าจากบ้านของจำเลยเข้าไปใช้ในบ้านของโจทก์ได้นานนับสิบปี เมื่อจำเลยรื้อและตัดสายไฟฟ้าออกจากบ้านของจำเลยแล้ว โจทก์ไม่มีไฟฟ้าใช้ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น สายไฟฟ้าที่จำเลยอ้างนั้นการไฟฟ้าได้รื้อออกไปแล้ว จำเลยต่อเติมบ้านครอบคลุมบริเวณนั้นจนไม่มีสายไฟฟ้าที่จะให้โจทก์ต้องดำเนินการอีก ขอให้ยกฟ้องแย้ง  ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ  โจทก์อุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ  โจทก์ฎีกา  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าคดีมีประเด็นว่าโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 หรือไม่ โจทก์ฎีกาทำนองว่า ศาลอุทธรณ์มิได้รับฟังข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของพยานโจทก์ประกอบการพิจารณาและวินิจฉัยของศาล เนื่องจากพยานโจทก์ปากนางกิจจาผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้เบิกความต่อศาลแล้วว่า พี่ชายของพยานไปพูดกับจำเลยขอวางสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของจำเลยและได้เสนอว่าจะให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยแต่จำเลยพูดว่า กูมีแล้วไม่เอา แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้พยายามเจรจาและเสนอค่าทดแทนให้แก่จำเลยแล้ว และฎีกาว่าศาลควรพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำฟ้องเสียก่อน ส่วนค่าทดแทนนั้นโจทก์ยินยอมที่จะชำระให้แก่จำเลยจนเป็นที่พอใจตามที่ศาลจะพิจารณากำหนดให้แก่จำเลย เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทในคดีจะต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ เป็นข้อสำคัญมิใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา แม้พยานโจทก์จะได้เบิกความถึงว่า เสนอว่าจะให้ค่าทดแทนแก่จำเลยแล้วก็ตาม แต่ในคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้แก่จำเลยแต่อย่างใด คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 หรือไม่ เมื่อคดีไม่มีประเด็นดังกล่าวเสียแล้ว ศาลจึงไม่อาจพิจารณาพิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามฟ้องโจทก์และกำหนดค่าทดแทนเพื่อให้โจทก์ชำระแก่จำเลยได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"  พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 1352  ป.วิ.พ. ม. 142, ม. 183 แหล่งที่มา  สำนักวิชาการ ชื่อคู่ความ  โจทก์ - นางฟ้อน มีฟัก  จำเลย - ร้อยตำรวจตรีเฟื่อง สังเกตุ ชื่อองค์คณะ  บุญรอด ตันประเสริฐ  เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์  สนอง เล่าศรีวรกต ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6229/2551 การอ้างสิทธิที่จะผ่านที่ดินของบุคคลอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 ที่ดินที่แบ่งแยกออกมานั้นจะต้องไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยทางอื่นได้ แม้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 แบ่งแยกหรือแบ่งโอนมาจากที่ดินแปลงใหญ่โฉนดเลขที่ 81 ทำให้ที่ดินแปลงนี้ถูกที่ดินที่แบ่งแยกในคราวเดียวกันปิดล้อมไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ก็ตาม แต่ในเวลานั้น ฉ. ซึ่งเป็นเจ้าของผู้ได้รับที่ดินจากการแบ่งแยกยังเป็นเจ้าของที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับที่ดินแปลงที่ได้รับการแบ่งแยกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ คือที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 (ก่อนการแบ่งแยกตามคำพิพากษาศาลฎีกา) และที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 เดิมนั้นมีทางพิพาทกว้างประมาณ 10 เมตร เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะซึ่ง ฉ. สามารถใช้ทางพิพาทในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะของที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ได้ จึงถือได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ที่แบ่งแยกออกมานั้นมีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยทางอื่นได้อยู่แล้ว สิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกมาในคราวเดียวกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 ย่อมหมดไปตั้งแต่นั้นแล้ว แม้ต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 เดิมจะถูกบังคับให้แบ่งแยกและบังคับให้โอนขายแก่จำเลยตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ทำให้ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12253 ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะอีกครั้ง โจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12253 ก็จะกลับไปใช้สิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นบนที่ดินแปลงที่แบ่งแยกมาด้วยกันในครั้งก่อนตามมาตรา 1350 อีกไม่ได้ คงมีสิทธิที่จะผ่านที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่งซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ในฐานะทางจำเป็นตามมาตรา 1349 เท่านั้น เมื่อโจทก์นำสืบฟังได้ว่า การใช้ทางพิพาทบนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 79060 ของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะซึ่งโจทก์เคยใช้ผ่านมาก่อนมีระยะทางเพียง 50 เมตร แต่หากใช้เส้นทางอื่นผ่านที่ดินแปลงที่แบ่งแยกมาด้วยกันในครั้งก่อนเพื่อออกทางถนนราชมรรคาต้องใช้ระยะทางถึง 100 เมตรเศษ ซึ่งไกลกว่ากันถึงหนึ่งเท่าตัวเช่นนี้ทางพิพาทย่อมสะดวกและเหมาะสมที่จะเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ของโจทก์กว่าทางอื่น โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 79060 ของจำเลยเป็นทางจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ของโจทก์ได้  การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยเปิดทางกว้าง 2.50 เมตร นั้น ก็เพื่อที่จะให้โจทก์ได้ใช้รถยนต์ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในปัจจุบันแล่นเข้าออกได้โดยสะดวก การที่จำเลยจะขอให้เปิดทางให้โจทก์กว้างเพียง 2 เมตร ย่อมทำให้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้ไม่สะดวกรวดเร็วซึ่งเป็นการไม่เหมาะสมแก่สภาพการณ์และความเจริญของบ้านเมืองในปัจจุบันที่ต้องการความรวดเร็ว การกำหนดให้จำเลยเปิดทางพิพาทซึ่งเป็นทางจำเป็นมีขนาดกว้าง 2.50 เมตร เพื่อให้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้จึงน่าจะเหมาะสมแล้ว  โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ตำบลพระปฐมเจดีย์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ตำบลพระปฐมเจดีย์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 1 งาน 94 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์มีเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกัน โจทก์ซื้อมาจากนางแฉล้มและมีทางออกสู่ทางสาธารณะทางที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ต่อมาปี 2523 จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้น ในที่สุดศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์โอนขายที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 จำนวน 300 ตารางวา แก่จำเลย มีการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ออกเป็นโฉนดเลขที่ 79060 ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม หลังจากแบ่งแยกที่ดินขายให้แก่จำเลยไปแล้ว ทำให้ที่ดินทั้ง 2 แปลง ของโจทก์ไม่ติดต่อกัน และตกอยู่ในวงล้อมของที่ดินแปลงอื่น ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ โจทก์มีความจำเป็นต้องใช้ทางเป็นถนนออกจากที่ดินของโจทก์ทั้ง 2 แปลง โดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 79060 ของจำเลย มีความกว้าง 6 เมตร เพื่อใช้เป็นทางให้รถบรรทุกเข้าไปขนส่งวัสดุสินค้าในที่ดินทั้ง 2 แปลง ของโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยเปิดทางจำเป็นแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นเพื่อสร้างถนนความกว้าง 6 เมตร จากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 17419 ตำบลพระปฐมเจดีย์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม และโฉนดเลขที่ 12253 ตำบลพระปฐมเจดีย์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ผ่านที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 79060 ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ไปจนถึงทางสาธารณประโยชน์ตามที่ปรากฏในแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง สำหรับรถบรรทุกใช้เป็นทางเข้าออกขนส่งวัสดุสินค้า โดยห้ามจำเลยทำสิ่งกีดขวางใดอันทำให้ความสะดวกลดน้อยลง  จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่อาจอ้างเพื่ออาศัยสิทธิตามกฎหมายที่จะผ่านที่ดินของจำเลยตามฟ้อง กล่าวคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ของโจทก์มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์โดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 12255 ของโจทก์อีกแปลงหนึ่งและผ่านต่อไปยังที่ดินโฉนดเลขที่ 16529 ออกไปยังถนนสาธารณประโยชน์ คือ ถนนทรงพลได้โดยสะดวกไม่มีเหตุใดต้องผ่านที่ดินของจำเลย และปัจจุบันโจทก์และเครือญาติได้ดำเนินการปลูกสร้างอาคารให้บุคคลอื่นเช่าอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 และใช้ทางเข้าออกเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินดังกล่าวของโจทก์เป็นประจำ ที่ดินของจำเลยจึงไม่ใช่ทางจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์แต่อย่างใด ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ของโจทก์เป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 81 ซึ่งเดิมก่อนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 81 ดังกล่าว มีทางออกสู่ทางสาธารณะด้านทิศเหนือติดถนนทรงพลและตอนกลางของที่ดินถูกตัดแบ่งเป็นถนนราชมรรคา ซึ่งโฉนดเลขที่ 81 ได้มีการแบ่งแยกเป็นหลายแปลงและมีการโอนกันต่อมา ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ต้องดำเนินการเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินแปลงที่แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 81 โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน โจทก์ไม่มีอำนาจเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลย เนื่องจากที่ดินของจำเลยไม่ได้แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 81 หากต้องเปิดทางจำเป็นบนที่ดินของจำเลยกว้างถึง 6 เมตร จะทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือของจำเลยไม่สามารถทำประโยชน์อื่นใดได้ อย่างมากควรเปิดทางเพียงประมาณ 2 เมตร สำหรับให้รถยนต์เข้าออกได้เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 79060 ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ของจำเลยทางทิศตะวันตกด้านที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ของโจทก์ทางทิศใต้ตลอดแนวไปจนจรดทางสาธารณประโยชน์กว้างประมาณ 3 เมตร ตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ของโจทก์ดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย  จำเลยอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทางกว้าง 2.5 เมตร ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ 79060 ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ของจำเลย เป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ตำบลพระปฐมเจดีย์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์) จังหวัดนครปฐม ของโจทก์ ในการรังวัดทางจำเป็นดังกล่าวให้ถือเอาตามแผนที่เอกสารหมาย จ.6 เป็นหลัก โดยความกว้างให้วัดจากจุด ก ซึ่งติดทางสาธารณประโยชน์ไปทางทิศตะวันตกตามแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ให้ได้ 2.5 เมตร ถึงจุดหนึ่งแล้วให้วัดความยาวโดยวัดต่อจากจุดนั้นขึ้นไปทางทิศเหนือให้ขนานกับเส้น กข ซึ่งเป็นแนวเขตที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันออก ไปจนถึงที่ดินของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ  จำเลยฎีกา  ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นายสักการบุตรของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ตามที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 และเลขที่ 12253 ตำบลพระปฐมเจดีย์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ เป็นที่ดินที่มีเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกัน โจทก์ซื้อมาจากนางแฉล้มพร้อมกันเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2523 ต่อมาจำเลยฟ้องโจทก์ให้แบ่งขายที่ดินแก่จำเลยตามคำมั่น ในที่สุดศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์โอนขายแก่จำเลยตามคำมั่นโดยไม่มีการรังวัดแบ่งแยกจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 79060 เนื้อที่ 2 งาน 99 ตารางวา เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ที่ดินส่วนนี้เป็นที่ดินที่อยู่ทางเหนือของที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 (ก่อนการแบ่งแยกตามคำพิพากษาศาลฎีกา) และอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 (ล.6) ซึ่งมีทางพิพาทกว้างประมาณ 10 เมตร อยู่ในที่ดินส่วนที่แบ่งแยกนี้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ หลังการแบ่งแยกจึงทำให้คงมีเพียงที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ที่แบ่งแยกเท่านั้นที่มีทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ ส่วนที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 (ที่เหลือจากการแบ่งแยก) และ จ.2 กลายเป็นที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ สำหรับที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 (ล.6) เดิมเป็นที่ดินที่อยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 81 ตำบลสระน้ำจัน อำเภอพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 12 ไร่เศษ ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.4 ทิศเหนือติดถนนทรงพล ซึ่งเป็นถนนสาธารณประโยชน์ ต่อมาได้มีการแบ่งแยกเป็นที่ดินหลายโฉนด เฉพาะการแบ่งแยกเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2506 ได้แบ่งแยกออก 5 แปลง เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 12252, 12253, 12254, 12250 และ 12251 ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.5, ล.6, ล.7, ล.8 และ ล.9 ตามลำดับ โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ตามเอกสารหมาย ล.6 แบ่งแยกไปในนามนางแฉล้ม เมื่อแบ่งแยกแล้วทำให้ที่ดินแปลงดังกล่าวไม่มีส่วนใดติดถนนสาธารณะ และไม่มีทางออกสู่ถนนราชมรรคาที่ตัดผ่านกลางที่ดินโฉนดเลขที่ 81 เพราะถูกที่ดินที่แบ่งแยกไปในคราวเดียวกันปิดบัง ตามรูปจำลองแผนที่ท้ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.4 (แผ่นที่ 3) แต่ที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.6 ที่แบ่งแยกไปนี้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้มีเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ตามเอกสารหมาย จ.1 (ก่อนการแบ่งแยกตามคำพิพากษาศาลฎีกา) ซึ่งมีชื่อนางแฉล้มเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เช่นกัน นางแฉล้มจึงใช้ทางพิพาทกว้างประมาณ 10 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ตามแผนที่ระวางเอกสารหมาย จ.9 มาโดยตลอด เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จากนางแฉล้มแล้ว โจทก์ก็ยังคงใช้ทางพิพาทกว้างประมาณ 10 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ต่อมา จนกระทั่งมีการแบ่งแยกโอนขายให้จำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จึงทำให้โจทก์ใช้ทางพิพาทดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ไม่ได้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้เปิดทางพิพาทดังกล่าวเป็นทางจำเป็นของที่ดินโจทก์ทั้งสองแปลงในคดีนี้ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่ามีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินแปลงอื่นของโจทก์เองได้อยู่แล้ว โจทก์ไม่อาจขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยได้ตามฟ้องนั้น โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าโจทก์มีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 79060 ตามเอกสารหมาย จ.4 ให้เป็นทางจำเป็นในที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 12253 ตามเอกสารหมาย จ.2 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ของโจทก์จะเคยติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ของโจทก์อีกแปลงหนึ่ง ทำให้ขณะนั้นมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ก็ตามก็ไม่ทำให้สิทธิที่จะขอให้เปิดทางจำเป็นบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 หมดไป เมื่อภายหลังจำเลยได้แบ่งแยกที่ดินออกมาจากที่ดินของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาทำให้ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 12253 ซึ่งเดิมมีทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะกลับไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์จึงต้องฟ้องขอเปิดทางจำเป็นได้เฉพาะกับที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกแบ่งโอนมาด้วยกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า การอ้างสิทธิที่จะผ่านที่ดินของบุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ที่ดินที่แบ่งแยกออกมานั้นจะต้องไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยทางอื่นได้ แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ตามเอกสารหมาย จ.2 แบ่งแยกหรือแบ่งโอนมาจากที่ดินแปลงใหญ่โฉนดเลขที่ 81 ตามเอกสารหมาย ล.4 ทำให้ที่ดินแปลงนี้ถูกที่ดินที่แบ่งแยกในคราวเดียวกันปิดล้อมไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ตามรูปจำลองแผนที่ท้ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.4 (แผ่นที่ 3) ก็ตาม แต่ในเวลานั้นนางแฉล้มซึ่งเป็นเจ้าของผู้ได้รับที่ดินจากการแบ่งแยกยังเป็นเจ้าของที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับที่ดินแปลงที่ได้รับการแบ่งแยกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ คือที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 (ก่อนการแบ่งแยกตามคำพิพากษาศาลฎีกา) และที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 เดิมนั้นมีทางพิพาทกว้างประมาณ 10 เมตร เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะซึ่งนางแฉล้มสามารถใช้ทางพิพาทในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะของที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ได้ จึงถือได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ที่แบ่งแยกออกมานั้นมีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยทางอื่นได้อยู่แล้ว สิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกมาในคราวเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ย่อมหมดไปตั้งแต่นั้นแล้ว แม้ต่อมาที่ดินตามโฉนดเลขที่ 17419 เดิมจะถูกบังคับให้แบ่งแยกและบังคับให้โอนขายแก่จำเลยตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ทำให้ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12253 ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะอีกครั้ง โจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12253 ก็จะกลับไปใช้สิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นบนที่ดินแปลงที่แบ่งแยกมาด้วยกันในครั้งก่อนตามมาตรา 1350 อีกไม่ได้ คงมีสิทธิที่จะผ่านที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่งซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ในฐานะทางจำเป็นตามมาตรา 1349 เท่านั้น เมื่อโจทก์นำสืบฟังได้ว่า การใช้ทางพิพาทบนที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะซึ่งโจทก์เคยใช้ผ่านมาก่อนมีระยะทางเพียง 50 เมตร แต่หากใช้เส้นทางอื่นผ่านที่ดินแปลงที่แบ่งแยกมาด้วยกันในครั้งก่อนเพื่อออกทางถนนราชมรรคาต้องใช้ระยะทางถึง 100 เมตรเศษ ซึ่งไกลกว่ากันถึงหนึ่งเท่าตัวเช่นนี้ทางพิพาทย่อมสะดวกและเหมาะสมที่จะเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12253 ของโจทก์กว่าทางอื่น โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 79060 ของจำเลยเป็นทางจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น  ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์ชอบที่จะขอให้จำเลยเปิดทางผ่านที่ดินของจำเลยเป็นทางจำเป็นกว้างเพียงใด จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาให้เปิดทางกว้าง 2.50 เมตร จำเลยเห็นว่ามากเกินไป ถ้าเปิดให้เพียง 2 เมตร ก็น่าจะสามารถนำรถยนต์เข้าออกได้แล้วนั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยเปิดทางกว้าง 2.50 เมตร นั้นก็เพื่อที่จะให้โจทก์ได้ใช้รถยนต์ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในปัจจุบันแล่นเข้าออกได้โดยสะดวกการที่จำเลยจะขอให้เปิดทางให้โจทก์กว้างเพียง 2 เมตร ย่อมทำให้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้ไม่สะดวกรวดเร็วซึ่งเป็นการไม่เหมาะสมแก่สภาพการณ์และความเจริญของบ้านเมืองในปัจจุบันที่ต้องการความรวดเร็ว การกำหนดให้จำเลยเปิดทางพิพาทซึ่งเป็นทางจำเป็นมีขนาดกว้าง 2.50 เมตร เพื่อให้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้จึงน่าจะเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"  พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 1349, ม. 1350 แหล่งที่มา  สำนักวิชาการ ชื่อคู่ความ  โจทก์ - นายอุดม บัวแสงจันทร์  จำเลย - นางวาสนา เปี่ยมเมธางค์โดยนายสักการ เปี่ยมเมธางค์ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน ชื่อองค์คณะ  พิสิฐ ฐิติภัค  พีรพล พิชยวัฒน์  ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2546 โจทก์ได้เช่าที่ดินซึ่งบางส่วนถูกเวนคืนโดยการเช่านั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนการเช่าไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ และในวันที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดินที่ถูกเวนคืนดังกล่าวการเช่าที่ดินนั้นยังไม่ระงับ การที่ที่ดินบางส่วนที่โจทก์เช่าถูกเวนคืนย่อมทำให้โจทก์ขาดประโยชน์แห่งสิทธิการเช่าหรือเสียสิทธิที่จะได้ใช้ที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนนั้นหาผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้โดยชอบนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่เข้าครอบครองที่ดินที่เช่าที่ถูกเวนคืนนั้นจนถึงวันครบกำหนดตามสัญญาเช่า ความเสียหายดังกล่าวเป็นความเสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดินที่ถูกเวนคืน โจทก์ผู้เช่าจึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯมาตรา 18(3)  คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ เฉพาะค่าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างโดยมิได้กำหนดเงินค่าทดแทนในการเช่าให้แก่โจทก์และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างกันเมื่อวันที่ 24เมษายน 2540 ซึ่งเป็นกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ซึ่งจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 120 วัน คือภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง หากคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนในการเช่าซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับให้แก่โจทก์ด้วยแล้ว ผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ก็จะทำข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนส่วนนี้ในวันเดียวกันกับที่ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมฯ และต้องจ่ายเงินค่าทดแทนส่วนนี้ภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 เช่นกัน แม้คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ไม่ได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แต่เมื่อศาลฎีกาคณะคดีปกครองได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แล้ว ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนส่วนนี้เพิ่มขึ้นตามมาตรา 26 วรรคท้าย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินอัตราที่โจทก์ขอในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย คือวันที่ 22สิงหาคม 2540  โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,196,273.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์  จำเลยให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ค่าขาดประโยชน์ที่ไม่สามารถนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงเป็นค่าขาดประโยชน์ในอนาคตที่โจทก์คาดหมายเอาเอง ไม่ใช่ค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์ที่แท้จริง อันเนื่องจากโจทก์จะต้องออกจากที่ดินที่เช่าดังกล่าว จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง  โจทก์อุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน  โจทก์ฎีกา  ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เช่าบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการจากนายมานพ อยู่ทอง มีกำหนด 23 ปี 3 เดือน นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2529 เป็นต้นไปอัตราค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ถูกเวนคืนบางส่วนโดยส่วนที่โจทก์เช่าถูกเวนคืนด้วย โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างบ้านไม้ชั้นเดียวรั้วสังกะสี ท่อระบายน้ำและค่าถมดินไปแล้วเท่านั้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนการเช่าอันเนื่องจากการไม่ได้ใช้ที่ดินที่เช่าจนครบกำหนดตามสัญญาเช่าหรือไม่ เพียงใดศาลฎีกาคณะคดีปกครอง เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18(3) ให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้เช่าที่ดิน โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นในที่ดินที่ต้องเวนคืนแต่การเช่านั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือซึ่งได้ทำไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 และการเช่านั้นยังมิได้ระงับไปในวันที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว แต่เงินค่าทดแทนในการเช่านี้พึงกำหนดให้เฉพาะที่ผู้เช่าได้เสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก่อนสัญญาเช่าระงับ โจทก์ได้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ซึ่งบางส่วนถูกเวนคืนโดยการเช่านั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนการเช่าไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ และในวันที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดินที่ถูกเวนคืนดังกล่าวการเช่าที่ดินนั้นยังไม่ระงับ การที่ที่ดินบางส่วนที่โจทก์เช่านั้น ถูกเวนคืนย่อมทำให้โจทก์ขาดประโยชน์แห่งสิทธิการเช่าหรือเสียสิทธิที่จะได้ใช้ที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนนั้นหาผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้โดยชอบนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่เข้าครอบครองที่ดินที่เช่าที่ถูกเวนคืนนั้นจนถึงวันครบกำหนดตามสัญญาเช่า ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นความเสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดินที่ถูกเวนคืน กรณีเข้าหลักเกณฑ์ที่โจทก์ผู้เช่ามีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18(3) จึงมีปัญหาต่อไปว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนส่วนนี้เท่าใด โจทก์มีนายวัลลภ ตันฤดี พี่ชายโจทก์เบิกความว่าเกี่ยวกับที่ดินพิพาท พยานเป็นผู้ติดต่อกับนายมานพ อยู่ทองเจ้าของที่ดิน โดยให้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินเนื้อที่ 1,000 ตารางวา ในการนี้ โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่นางวันนา แซ่ลิ้ม ผู้เช่าที่ดินพิพาทเดิมเพื่อเลิกสัญญาเป็นเงินประมาณ 2,500,000 บาท นอกจากนี้แล้วได้เสียค่าใช้จ่ายในการถมดิน จัดทำท่อระบายน้ำล้อมรั้วรอบที่ดิน ปลูกสร้างอาคารไม้ และทำถนนเชื่อมต่อกับถนนบางนา - ตราด เสียค่าใช้จ่ายไปทั้งสิ้น 3,500,000 บาท ต่อมาปี 2534 โจทก์ให้บริษัทวอลโว่ (ไทยแลนด์) จำกัด เช่าที่ดินแปลงนี้โดยได้ค่าเช่าเดือนละ 90,000 บาท ปี 2535 บริษัทดังกล่าวได้เลิกสัญญาเช่า โจทก์จึงให้นายเป้า แซ่เฮ้ง กับนางนคนารถ จำนงค์เช่าที่ดินแปลงนี้ต่อเพื่อใช้เก็บและจำหน่ายเสาเข็มมีกำหนด 5 ปี ปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 ค่าเช่าเดือนละ 60,000 บาท ส่วนปีที่ 4 และปีที่ 5 ค่าเช่าเดือนละ 70,000 บาท ผู้เช่าทั้งสองได้สั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระค่าเช่าล่วงหน้าให้แก่โจทก์ 60 ฉบับ หลังจากทำสัญญาเช่าแล้ว 10 เดือน ผู้เช่าจึงขอเลิกสัญญาเช่าเนื่องจากที่ดินพิพาทถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาในคดีนี้ ในระหว่างสัญญาเช่า 10 เดือนดังกล่าวนั้นโจทก์สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ครบถ้วน นายวัลลภเบิกความดังกล่าวเพื่อให้เชื่อว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 มีศักยภาพที่จะใช้ทำประโยชน์ให้ได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมาก แต่โจทก์มีพยานเพียง 2 ปาก คือ นายวัลลภและตัวโจทก์เท่านั้น โจทก์ไม่ได้นำบุคคลอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ในแต่ละครั้งตามที่นายวัลลภเบิกความถึงและหลักฐานการชำระเงินใด ๆ ดังกล่าว มาสนับสนุน ทั้งตัวโจทก์เองก็ไม่ได้เบิกความถึงเลยว่าโจทก์ได้เสียค่าใช้จ่ายให้แก่นางวันนาผู้เช่าเดิมเป็นค่าตอบแทนการยอมเลิกเช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อให้โจทก์เป็นผู้เช่าต่อรวมกับค่าใช้จ่ายในการพัฒนาที่ดินส่วนที่เช่ารวมเป็นเงินถึง 6,000,000 บาท คำเบิกความของนายวัลลภในส่วนนี้จึงไม่น่าเชื่อ ส่วนที่เบิกความว่า ได้ให้บริษัทวอลโว่ (ไทยแลนด์) จำกัด เช่าช่วงที่ดินแปลงนี้เดือนละ 90,000 บาท ก็มีคำเบิกความลอย ๆ ของนายวัลลภเพียงผู้เดียวไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน และสัญญาแบ่งเช่าที่ดินบางส่วน ก็ไม่ได้จดทะเบียนการเช่าไว้ทั้งตามสัญญาดังกล่าวก็ระบุว่าทำกันในวันที่ 7 ธันวาคม 2536 ภายหลังวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ แล้วและเช็คที่อ้างว่าเป็นเช็คที่จ่ายเป็นเงินค่าเช่าช่วงตามสัญญาแบ่งเช่าที่ดินบางส่วน ก็ลงวันที่สั่งจ่ายภายหลังจากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ เกินกว่า 1 ปี เป็นต้นไปทั้งสิ้น พยานหลักฐานส่วนนี้จึงเป็นพยานหลักฐานที่สามารถสร้างขึ้นเพื่อนำมาใช้ขอเรียกเงินค่าทดแทนให้สูงขึ้นได้ ประกอบกับโจทก์ไม่มีหลักฐานอื่นใดที่มาแสดงให้เห็นได้ว่าผู้ที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้เช่าช่วงที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ได้เข้ามาประกอบกิจการในที่ดินแปลงนี้และได้ผลตอบแทนจากการประกอบกิจการคุ้มค่ากับค่าเช่าตามสัญญาดังกล่าวทั้งตามรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ 150409 และแผนผังแสดงบริเวณสิ่งปลูกสร้างถูกเขตทางด้านทิศใต้ของที่ดินแปลงนี้อยู่ติดลำรางสาธารณประโยชน์ และทิศใต้ของลำรางสาธารณประโยชน์ส่วนน้อยที่อยู่ติดถนนบางนา - ตราด นอกนั้นอยู่ติดที่ดินแปลงอื่นที่ดินโฉนดเลขที่ 150409ไม่ได้อยู่ติดต่อโดยตรงกับถนนบางนา - ตราด จากสภาพและที่ตั้งของที่ดินดังกล่าวกับข้อพิรุธของพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวกับอัตราค่าเช่าที่ดินที่โจทก์เสียให้แก่เจ้าของที่ดินเพียงเดือนละ 2,000 บาท จึงไม่เชื่อว่า โจทก์จะมีรายได้จากการให้เช่าช่วงที่ดินที่โจทก์เช่ามาดังกล่าวถึงปีละ 1,000,000 บาท ดังฟ้องโจทก์ ตามหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดิน นายมานพ อยู่ทอง เจ้าของที่ดินแปลงนี้แบ่งที่ดินให้โจทก์เช่าเนื้อที่ 2.51 ไร่หรือ 1,004 ตารางวา และแปลนสิ่งปลูกสร้างที่ดินส่วนที่โจทก์เช่ามาถูกเวนคืนเนื้อที่2 ไร่ 1 งาน 5 ตารางวา ยังเหลือที่ดินส่วนที่เช่าอีก 99 ตารางวา ส่วนวันที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดินที่เช่าที่ถูกเวนคืนนั้น โจทก์และจำเลยไม่ได้นำสืบว่าเป็นวันใด แต่โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 28พฤษภาคม 2540 ตามสำเนา อันเป็นวันที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้วตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 13 วรรคสอง โจทก์จึงต้องออกจากสิ่งปลูกสร้างและที่ดินที่โจทก์เช่าในส่วนที่ถูกเวนคืนนับแต่วันดังกล่าวซึ่งก่อนหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดินระงับในวันที่ 6 มกราคม 2553 เป็นเวลา 12 ปี 7 เดือนเศษ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองได้คำนึงถึงทำเลที่ตั้งและสภาพที่ดินที่โจทก์เช่า ซึ่งมีรั้วสังกะสีที่หักพัง ไม่ปรากฏร่องรอยการใช้ที่ดินแปลงนี้ประกอบธุรกิจใดเป็นหลัก ระยะเวลาที่โจทก์จะต้องออกจากที่ดินที่เช่าในส่วนที่ถูกเวนคืนก่อนสัญญาเช่าระงับดังกล่าวและอัตราค่าเช่าที่ดินที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่เจ้าของที่ดิน และเงินค่าทดแทนส่วนนี้ที่โจทก์จะได้รับในคราวเดียวพร้อมดอกเบี้ยแล้ว เห็นว่า เงินค่าทดแทนในการเช่าที่เป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมคือจำนวน 1,200,000 บาท คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เฉพาะค่าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างโดยมิได้กำหนดเงินค่าทดแทนในการเช่าให้แก่โจทก์และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างกันเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 120 วัน คือภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง หากคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนในการเช่าซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับให้แก่โจทก์ด้วยแล้ว ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ก็น่าจะทำข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนส่วนนี้ในวันเดียวกันกับที่ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมฯ และต้องจ่ายเงินค่าทดแทนส่วนนี้ภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 เช่นกันแม้คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ไม่ได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แต่เมื่อศาลฎีกาคณะคดีปกครองได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แล้ว กรณีพอถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนส่วนนี้เพิ่มขึ้นตามมาตรา 26 วรรคท้าย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินอัตราที่โจทก์ขอด้วยในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย คือวันที่ 22 สิงหาคม2540 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"  พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 ม. 10, ม. 11 วรรคหนึ่ง, ม. 18 (3), ม. 26 วรรคท้าย แหล่งที่มา  สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ ชื่อคู่ความ  โจทก์ - นาย วัลโรจน์ ตันฤดี  จำเลย - กรมทางหลวง ชื่อองค์คณะ  วิชัย วิวิตเสวี  กำพล ภู่สุดแสวง  ประพันธ์ ทรัพย์แสง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  5. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7419/2541 บทบัญญัติมาตรา 18(6) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืน อสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ระบุไว้ชัดเจนว่า บุคคลผู้มีสิทธิ ได้รับเงินค่าทดแทนนั้น หมายถึงบุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ ทางตามมาตรา 1349 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกรณีเกี่ยวกับทางจำเป็น ส่วนกรณีทางภารจำยอมเป็นทรัพย์สิทธิอย่างหนึ่ง ต้องบังคับตามบทบัญญัติมาตรา 29ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะ หาอาจนำมาตรา 18(6) มาใช้บังคับโดยอาศัยมาตรา 4 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในฐานะที่เป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งได้ไม่ ผู้รับประโยชน์จากทรัพยสิทธิหรือทางภารจำยอมตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 29จะต้องร้องขอรับชำระหนี้หรือรับชดใช้ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งตามมาตรา 28, หรือมาตรา 29แล้วแต่กรณี หากในระหว่างเวลา 60 วันนั้นผู้รับประโยชน์จากทรัพยสิทธิมาขอรับชดใช้จากเงินค่าทดแทนและตกลงกับเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่ง อสังหาริมทรัพย์นั้นได้ จึงจะมีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้ตามที่คู่กรณีตกลงกัน หากคู่กรณีตกลงกันไม่ได้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จะต้องนำเงินค่าทดแทนนั้นไปวางทรัพย์ตามมาตรา 31 แต่ในกรณีที่ผู้รับประโยชน์จากทรัพยสิทธิดังกล่าวมิได้ขอรับชดใช้จากเงินค่าทดแทนสำหรับอสังหาริมทรัพย์นั้นภายในระยะเวลา 60 วันก็ไม่มีกรณีที่คู่กรณีจะตกลงกันเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย จากเจ้าหน้าที่จะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของ หรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งอสังหาริมทรัพย์หาชอบที่จะนำเงินค่าทดแทนไปวางทรัพย์ไว้ตามบทบัญญัติมาตรา 31 ไม่ เมื่อจำเลยมีหน้าที่จะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยนำไปวางทรัพย์ไว้ ณ สำนักงานออมสิน โจทก์จึงชอบที่จะได้รับเงินดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการวางทรัพย์นั้น  โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6027ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่50 ตารางวา ตกเป็นภารจำยอมเรื่องทางเดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 3224, 18056, 176464 และ 176465 ที่ดินโจทก์ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษ สายรามอินทรา-อาจณรงค์ ทั้งแปลงจำเลยแจ้งว่าจะจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ เป็นเงิน1,836,175.43 บาท โจทก์มิได้คัดค้านและมิได้ยื่นอุทธรณ์เงินค่าทดแทนแต่จำเลยกลับเอาเงินค่าทดแทนไปฝากธนาคารออมสิน ในนามของโจทก์และในนามเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์อีก 45 รายโจทก์ไปติดต่อขอรับเงินค่าทดแทนจากจำเลย ส่วนเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์อีก 45 ราย ไม่ได้ไปติดต่อขอรับเงินค่าทดแทนภายในเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งถือว่าหมดสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนแล้วจำเลยจึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เพียงผู้เดียวแต่จำเลยไม่ยอมจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับให้จำเลยดำเนินการถอนชื่อเจ้าของสามยทรัพย์ทั้ง 45 รายที่มีชื่อร่วมกับโจทก์ในการที่จำเลยนำเงินค่าทดแทนไปฝากไว้ณ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ให้เหลือโจทก์แต่เพียงผู้เดียวเป็นเจ้าของบัญชี และให้จำเลยชำระเป็นดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จากเงินค่าทดแทนที่โจทก์ได้รับจากจำเลยนับแต่วันที่จำเลยนำเงินไปฝากธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่จนกว่าจำเลยจะถอนชื่อเจ้าของสามยทรัพย์ทั้ง 45 ราย ออกจากบัญชีเงินฝาก  จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องการที่เจ้าของที่ดินสามยทรัพย์อีก 45 รายไม่ไปติดต่อขอรับเงินค่าทดแทนภายในเวลาที่กำหนด ไม่มีผลทำให้หมดสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทน จำเลยจะจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินต่อเมื่อปรากฏว่าโจทก์และเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ทำความตกลงกันได้หรือยินยอมให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแต่เจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ไม่ได้มาติดต่อขอรับเงินค่าทดแทนภายในเวลาที่กำหนดไว้ จึงไม่อาจทราบได้ว่ามีการตกลงยินยอมกันได้หรือไม่ จำเลยจึงต้องนำเงินค่าทดแทนที่ดินไปฝากธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ในนามโจทก์ และเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ จำนวน 45 ราย ตามมาตรา 13มาตรา 29 และมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการนำเงินค่าทดแทนไปวางต่อศาล หรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินตามกฎหมายการกระทำของจำเลยไม่ได้เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย เจ้าของบัญชีเงินฝากมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากธนาคารออมสินอยู่แล้วจำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนเงื่อนไขการวางเงินค่าทดแทนเฉพาะส่วนที่เป็นเงินค่าทดแทนที่ดิน จำนวน1,750,000 บาท ซึ่งจำเลยนำไปฝากธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ในนามของโจทก์ร่วมกับเจ้าของสามยทรัพย์ ให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 1,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น เนื่องจากเงินฝากจำนวนดังกล่าวตั้งแต่วันที่จำเลยฝากเงินเป็นต้นไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก  จำเลยอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน  จำเลยฎีกา  ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลย โจทก์มีสิทธิรับเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 1,750,000 บาท ซึ่งจำเลยนำไปฝากธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ในนามของโจทก์เจ้าของภารยทรัพย์ร่วมกับเจ้าของสามยทรัพย์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าในกรณีที่ที่ดินที่อยู่ในเขตที่จะต้องเวนคืนอยู่ในบังคับภารจำยอมเป็นประโยชน์แก่เจ้าของที่ดินสามยทรัพย์แปลงอื่นเป็นกรณีที่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ มาตรา 29หาอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 18(6) ไม่ และเมื่อเจ้าของภารยทรัพย์และเจ้าของสามยทรัพย์มิได้ตกลงกันในเรื่องค่าทดแทนแล้ว จำเลยชอบที่จะนำเงินค่าทดแทนไปวางทรัพย์ไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของภารยทรัพย์และเจ้าของสามยทรัพย์ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้การเวนคืนที่ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนได้หากปรากฏว่าการเวนคืนนั้นหากเนิ่นช้าไปจะเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมหรือประโยชน์ของรัฐอันสำคัญอย่างอื่นและเมื่อคณะรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจนานุเบกษากำหนดให้การเวนคืนนั้นเป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วนแล้วมาตรา 13 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นได้ก่อนที่จะมีการเวนคืนแต่ต้องมีหนังสือแจ้งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วันและเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ต้องจัดให้มีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนที่กำหนดขึ้นตามมาตรา 9 โดยให้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินก่อนการเข้าครอบครองหรือใช้ที่ดินแต่ต้องไม่เกินราคาเบื้องต้นที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 9 หากเป็นกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ให้เจ้าหน้าที่วางเงินค่าทดแทนและมีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นและในมาตรา 13 วรรคท้ายให้นำมาตรา 29และมาตรา 31 มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อกรณีการเวนคืนที่ดินของโจทก์นี้คณะรัฐมนตรีได้ประกาศให้การเวนคืนเป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วนเจ้าหน้าที่จึงต้องจัดให้มีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนขึ้นตามมาตรา 13 วรรคสอง ต้องนำมาตรา 29 และมาตรา 30มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 13 วรรคท้าย ซึ่งมาตรา 29บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการจำนองบุริมสิทธิ หรือทรัพยสิทธิอย่างอื่นเหนืออสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้ผู้รับจำนองผู้ทรงบุริมสิทธิหรือผู้รับประโยชน์จากทรัพยสิทธิดังกล่าวมาขอรับชำระหนี้หรือรับชดใช้จากเงินค่าทดแทนสำหรับอสังหาริมทรัพย์นั้นภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง และในระหว่างนั้นยังมิให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจำนองผู้ทรงบุริมสิทธิหรือผู้รับประโยชน์จากทรัพยสิทธิดังกล่าวได้ ก็ต่อเมื่อคู่กรณีตกลงกันได้แล้ว ถ้าคู่กรณียังมีปัญหาโต้แย้งกันอยู่ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่วางเงินค่าทดแทนไว้ตามมาตรา 31 โดยพลัน และมีหนังสือแจ้งให้คู่กรณีฟ้องคดีต่อศาล"จึงเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า คำว่า ทรัพยสิทธิอย่างอื่นเหนืออสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนและคำว่าผู้รับประโยชน์จากทรัพยสิทธิดังกล่าวตามมาตรา 29 มีความหมายถึงเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ในคดีนี้หรือไม่ หรือเป็นกรณีที่อยู่ในบังคับของมาตรา 18(6)ที่บัญญัติว่า "เงินค่าทดแทนนั้นให้กำหนดให้แก่บุคคลดังต่อไปนี้(6) บุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทาง วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำสายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นตามมาตรา 1349 หรือมาตรา 1352 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในกรณีที่บุคคลเช่นว่านั้นได้จ่ายค่าทดแทนในการใช้สิทธิดังกล่าวให้แก่เจ้าของที่ดินที่ต้องเวนคืนแล้ว" เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 18(6)ระบุไว้ชัดเจนว่าบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18(6)นั้น หมายถึงบุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทางตามมาตรา 1349 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกรณีเกี่ยวกับทางจำเป็นโดยเฉพาะหาได้หมายความรวมถึงผู้ได้สิทธิในการใช้ทางเป็นภารจำยอมโดยประการอื่นดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่และเมื่อมาตรา 29 บัญญัติถึงทรัพยสิทธิอย่างอื่นเหนืออสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนไว้แล้วซึ่งทางภารจำยอมในคดีนี้เป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่งจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติที่มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะหาอาจนำมาตรา 18(6) มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ตามมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในฐานะที่เป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยได้ไม่ดังนั้น ในกรณีที่เจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ได้สิทธิในภารจำยอมเหนือที่ดินแปลงอื่นโดยทางอื่นนอกจากบทบัญญัติมาตรา 18(6)จึงต้องบังคับตามมาตรา 29 คือ ต้องถือว่าเจ้าของสามยทรัพย์ทั้ง 45 ราย เป็นผู้รับประโยชน์จากทรัพยสิทธิในที่นี้ก็คือทางภารจำยอมเหนือที่ดินของโจทก์ที่อยู่ในเขตที่จะต้องเวนคืนตามมาตรา 29 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อจำเลยได้แจ้งต่อเจ้าของสามยทรัพย์ทั้ง 45 รายให้มารับชดใช้จากเงินค่าทดแทนสำหรับอสังหาริมทรัพย์นั้นภายใน 60 วันนับแต่วันรับแจ้ง แต่เจ้าของสามยทรัพย์ทั้ง 45 ราย มิได้มาขอรับชดใช้จากเงินค่าทดแทนดังกล่าว จำเลยชอบที่จะนำเงินค่าทดแทนดังกล่าวไปวางทรัพย์ไว้เพื่อประโยชน์แก่โจทก์เจ้าของภารยทรัพย์และเจ้าของสามยทรัพย์ทั้ง 45 รายนั้น หรือไม่ ในปัญหานี้ได้พิเคราะห์มาตรา 16 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติถึงกรณีที่ได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ออกใช้บังคับโดยให้กรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนตกเป็นของเจ้าหน้าที่นับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับและในมาตรา 16 วรรคสองได้บัญญัติให้จำนอง บุริมสิทธิหรือทรัพยสิทธิอย่างอื่นเหนืออสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนเป็นอันสิ้นสุด โดยผู้รับจำนองผู้ทรงบุริมสิทธิ หรือบุคคลผู้รับประโยชน์จากทรัพยสิทธิดังกล่าวยังคงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้หรือรับชดใช้จากเงินค่าทดแทนสำหรับอสังหาริมทรัพย์นั้นอยู่ต่อไป แต่จะต้องร้องขอรับชำระหนี้หรือรับชดใช้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งตามมาตรา 28 หรือมาตรา 29 แล้วแต่กรณีความในมาตรา 16ดังกล่าว แม้จะใช้บังคับกับกรณีที่ได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ แต่เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 29 ที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นเห็นว่าถ้อยคำหรือหลักการในมาตรา 16 และมาตรา 29 นั้นเป็นหลักการอันเดียวกันกล่าวคือผู้รับประโยชน์จากทรัพยสิทธิจะต้องมาขอรับชดใช้จากเงินค่าทดแทนสำหรับอสังหาริมทรัพย์นั้นภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ซึ่งตามมาตรา 29 บัญญัติต่อไปว่าในระหว่างระยะเวลา 60 วันนั้นยังมิให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นเว้นแต่คู่กรณีจะตกลงกันได้แล้ว ซึ่งหมายความว่าในระหว่างเวลา 60 วันนั้นถ้าผู้รับประโยชน์จากทรัพยสิทธิมาขอรับชดใช้จากเงินค่าทดแทนและตกลงกับเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นได้จึงจะจ่ายเงินค่าทดแทนให้ตามที่คู่กรณีตกลงกัน หากคู่กรณีตกลงกันไม่ได้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จะต้องนำเงินค่าทดแทนนั้นไปวางทรัพย์ตามมาตรา 31 แต่ในกรณีที่ผู้รับประโยชน์จากทรัพยสิทธิดังกล่าวมิได้ขอรับชดใช้จากเงินค่าทดแทนสำหรับอสังหาริมทรัพย์นั้นภายในระยะเวลา 60 วัน ก็ไม่มีกรณีที่คู่กรณีจะตกลงกัน เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งอสังหาริมทรัพย์หาได้หมายความว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายกับผู้รับประโยชน์จากทรัพยสิทธิดังกล่าวจะต้องตกลงกันก่อนจึงจะมารับเงินจำนวนดังกล่าวได้ดังที่จำเลยฎีกาไม่ เพราะมิฉะนั้นแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกำหนดระยะเวลา 60 วันให้ผู้รับประโยชน์จากทรัพยสิทธิจะต้องมาขอรับชดใช้จากเงินค่าทดแทนก่อนเพราะสามารถบัญญัติให้นำเงินค่าทดแทนไปวางไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์ได้เลย แล้วให้คู่กรณีที่ตกลงกันได้ไปรับเงินที่วางไว้ ไม่จำเป็นจะต้องบัญญัติเงื่อนไขเป็นขั้นตอนดังกล่าว ข้อโต้แย้งของจำเลยในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงตามที่คู่ความรับกันฟังได้ว่า จำเลยได้แจ้งให้เจ้าของสามยทรัพย์ทั้ง 45 ราย มาขอรับชดใช้เงินค่าทดแทนสำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนภายใน60 วันแล้ว แต่เจ้าของสามยทรัพย์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์จากทรัพยสิทธิดังกล่าวมิได้มาขอรับชดใช้จากเงินค่าทดแทนสำหรับอสังหาริมทรัพย์ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเช่นนี้จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น หาชอบที่จะนำเงินค่าทดแทนไปวางทรัพย์ไว้ตามบทบัญญัติมาตรา 31 ไม่เมื่อจำเลยมีหน้าที่จะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนให้แก่โจทก์แต่จำเลยนำไปวางทรัพย์ไว้ณ สำนักงานออมสิน สำนักงานใหญ่โจทก์จึงชอบที่จะได้รับเงินดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการวางทรัพย์นั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"  พิพากษายืน  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 4  พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 ม. 13, ม. 16 วรรคสอง, ม. 18 (6), ม. 29, ม. 31 แหล่งที่มา  สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ ชื่อคู่ความ  โจทก์ - นาง กุสุ มา พิทักษ์ วงศ์  จำเลย - การ ทาง พิเศษ แห่งประเทศ ไทย ชื่อองค์คณะ  อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ  สุรินทร์ นาควิเชียร  กนก พรรณรักษา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  6. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6624/2541 โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ส. ฟ้องคดีแทนตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องมีข้อความชัดแจ้งว่าโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. มอบอำนาจให้ส. มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองในเรื่องเกี่ยวกับเงินค่าทดแทนที่ดินที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้กำหนดค่าทดแทนให้ คำฟ้องของโจทก์จึงได้บรรยายชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกของช. โจทก์หาได้ฟ้องคดีในฐานะส่วนตัวไม่ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม บุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทางที่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18(6) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 นั้นหมายถึง บุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทางผ่านที่ดินแปลงอื่นไปสู่ทางสาธารณะ เพราะที่ดินของบุคคลนั้นมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะหรือที่เรียกว่าทางจำเป็น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349และเฉพาะกรณีที่บุคคลผู้เสียสิทธิการใช้ทางได้จ่ายค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ซึ่งได้ถูกเวนคืนเท่านั้นมิได้หมายความถึงบุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทางภารจำยอมตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387ถึงมาตรา 1401 แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น แม้ที่ดินของ ช.จะถูกเวนคืนเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองเสียสิทธิ ในการใช้ทางภารจำยอมในที่ดินดังกล่าว ไม่ว่า จำเลยทั้งสองจะได้จ่ายค่าทดแทนในการใช้ทาง ภารจำยอม นั้นหรือไม่ก็ตาม จำเลยทั้งสองก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น  โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 30464 ที่ถูกเวนคืนและการทางพิเศษแห่งประเทศไทยนำไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ จำนวน12,250,000 บาท เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว พร้อมดอกเบี้ยทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากเงินค่าทดแทนดังกล่าว และห้ามไม่ให้จำเลยทั้งสองรับเงินค่าทดแทนและดอกเบี้ย ให้เจ้าหน้าที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเบิกจ่ายเงินค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์  จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ดินพิพาทเป็นทางภารจำยอมซึ่งนายเซ็นได้จดทะเบียนทางภารจำยอมให้แก่นางทำเนียบและนายเสรี สืบสงวน ถูกต้องตามกฎหมายโดยได้รับค่าตอบแทน สิทธิในภารจำยอมจึงติดไปกับสามยทรัพย์และตกทอดแก่จำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองซื้อที่ดินสามยทรัพย์ดังกล่าวโดยชำระค่าตอบแทนทางภารจำยอมให้แก่นางทำเนียบและนายเสรี สืบสงวน ซึ่งนายเซ็นทราบแล้วไม่คัดค้านดังนี้ เมื่อทางภารจำยอมถูกเวนคืนจำเลยทั้งสองจึงย่อมได้รับเงินค่าทดแทนเป็นค่าตอบแทนเทียบเท่าเจ้าของภารยทรัพย์หรือครึ่งหนึ่งตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 30464ตำบลคลองตัน (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนงกรุงเทพมหานคร จำนวน 12,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทั้งหมดตกได้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเซ็น หวังดุลหรือหวังคุณ ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้อง  จำเลยทั้งสองอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน  จำเลยทั้งสองฎีกา  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้แจ้งชัดว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการส่วนตัวหรือฟ้องในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกของนายเซ็น หวังดุล นั้นเห็นว่า ตามคำฟ้องข้อ 2 บรรยายว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสุนีย์ เพ็ญพันธ์ ฟ้องคดีแทนตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องหมายเลข 2 และตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องมีข้อความชัดแจ้งว่าโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเซ็น หวังดุล มอบอำนาจให้นางสุนีย์ เพ็ญพันธ์ มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองในเรื่องเกี่ยวกับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 30464 ที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้กำหนดค่าทดแทนให้ คำฟ้องของโจทก์จึงได้บรรยายชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกของนายเซ็น หวังดุล โจทก์หาได้ฟ้องคดีในฐานะส่วนตัวไม่ ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม  ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองเสียสิทธิในการใช้ทางภารจำยอมในที่ดินโฉนดที่ 30464 ซึ่งถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษ สายรามอินทรา - อาจณรงค์ โดยจำเลยทั้งสองได้รับค่าทดแทนในการใช้ทางภารจำยอมแล้ว จึงชอบที่จะได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18(6) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 นั้น มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "เงินค่าทดแทน นั้น ให้กำหนดให้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ ฯลฯ  (6) บุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทาง วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำสายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นตามมาตรา 1349 หรือมาตรา 1352 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในกรณีที่บุคคลเช่นว่านั้นได้จ่ายค่าทดแทนในการใช้สิทธิดังกล่าวให้แก่เจ้าของที่ดินที่ต้องเวนคืนแล้ว" เห็นว่าบุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทางที่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึง บุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทางผ่านที่ดินแปลงอื่นไปสู่ทางสาธารณะ เพราะที่ดินของบุคคลนั้นมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะหรือที่เรียกว่า ทางจำเป็น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1349 และเฉพาะกรณีที่บุคคลผู้เสียสิทธิการใช้ทางได้จ่ายค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ซึ่งได้ถูกเวนคืนเท่านั้น มิได้หมายความถึงบุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทางภารจำยอมตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307ถึงมาตรา 1401 แต่อย่างใดไม่ ดังนั้นแม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 30464ของนายเซ็น หวังดุล จะถูกเวนคืนเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองเสียสิทธิในการใช้ทางภารจำยอมในที่ดินดังกล่าวไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะได้จ่ายค่าทดแทนในการใช้ทางภารจำยอมนั้นหรือไม่ ก็ตาม จำเลยทั้งสองก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18(6)  พิพากษายืน  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 1349, ม. 1387  ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง  พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 18 (6) แหล่งที่มา  กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ชื่อคู่ความ  โจทก์ - ว่า ที่ ร้อยตรี ประสิทธิ์ หรือ นาย ประสิทธิ์ หวัง ดุล  จำเลย - บริษัท ทวี ทรัพย์ พัฒนา จำกัด กับพวก ชื่อองค์คณะ  ชลอ บุณยเนตร  ไพฑูรย์ แสงจันทร์เทศ  บุญอินทร์ ส่งเสริมสกุล ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  7. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6624/2541 ที่ดินของ ซ. ถูกเวนคืน เป็นเหตุให้จำเลยเสียสิทธิในการใช้ทางภารจำยอมในที่ดินดังกล่าว ไม่ว่าจำเลยจะได้จ่ายค่าทดแทนในการใช้ทางภารจำยอมนั้นแก่ ซ. หรือไม่ก็ตามจำเลยก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18(6) เนื่องจาก มาตราดังกล่าวกำหนดบุคคลที่มีสิทธิได้รับค่าทดแทน คือ เฉพาะบุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทางผ่านที่ดินที่ต้องเวนคืน ในฐานะที่เป็นทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และบุคคลนั้นได้จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ซึ่งได้ถูกเวนคืนเท่านั้นมิได้หมายความรวม ถึงบุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทางภารจำยอมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 ถึงมาตรา 1401ดังกรณีของโจทก์แต่อย่างใด ทั้งเมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องและคำให้การเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ คดีไม่จำต้องสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป  โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 30464 ที่ถูกเวนคืนและการทางพิเศษแห่งประเทศไทยนำไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ จำนวน 12,250,000 บาท เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แต่ฝ่ายเดียวพร้อมดอกเบี้ยทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากเงินค่าทดแทนดังกล่าวและห้ามไม่ให้จำเลยทั้งสองรับเงินค่าทดแทนและดอกเบี้ย ให้เจ้าหน้าที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเบิกจ่ายเงินค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์  จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อทางภารจำยอมถูกเวนคืนจำเลยทั้งสองผู้ซื้อที่ดินสามยทรัพย์มาจึงย่อมได้รับเงินค่าทดแทนเป็นค่าตอบแทนเทียบเท่าเจ้าของภารยทรัพย์หรือครึ่งหนึ่งตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยและพิพากษาให้เงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 30464 ตำบลคลองตัน(ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานครจำนวน 12,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทั้งหมดตกได้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเซ็น หวังดุลหรือหวังคุณ ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้อง  จำเลยทั้งสองอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน  จำเลยทั้งสองฎีกา  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามคำฟ้องและคำให้การข้อเท็จจริงในเบื้องต้นได้ความว่าโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเซ็น หวังดุล หรือหวังคุณ ผู้ตาย ตามคำสั่งของศาลแพ่งเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 นายเซ็นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 30464 ตำบลคลองตัน(ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2510 และวันที่ 23 กันยายน 2514 นายเซ็นได้ทำบันทึกข้อตกลงให้ที่ดินพิพาททั้งแปลงเป็นภารจำยอมเรื่องทางเดินแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 30454 ถึง 30457 และ 30449, 30452, 30453, 44140 ตำบลคลองตัน (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ของนางทำเนียบ สืบสงวน และของนางทำเนียบกับนายเสรี สืบสงวน ตามลำดับ วันที่ 23 กันยายน 2514 นายเซ็นทำบันทึกข้อตกลงที่ดินพิพาททั้งแปลงให้เป็นภารจำยอมเรื่องทางเดินแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 30451ตำบลและอำเภอเดียวกัน ต่อมาวันที่ 14 กรกฎาคม 2521นางทำเนียบได้โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 30454 ถึง 30457แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 29 กรกฎาคม 2519 นางทำเนียบได้โอนขายที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดเลขที่ 30452, 30453 และ 44140 ให้แก่นายเสรีและในวันที่ 14 กรกฎาคม 2521 นายเสรีได้โอนขายที่ดินดังกล่าวและที่ดินโฉนดเลขที่ 30451 ให้แก่จำเลยที่ 1 และโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 30449 ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่11 สิงหาคม 2537 โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเซ็นได้รับแจ้งจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยว่า ที่ดินพิพาทถูกเวนคืนและคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นได้กำหนดเงินค่าทดแทนแก่ผู้มีสิทธิเป็นเงิน 12,250,000 บาท ซึ่งการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้นำไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ ในนามของโจทก์และจำเลยทั้งสอง เนื่องจากที่ดินพิพาทตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 30449, 30451 ถึง 30457 และ 44140 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง  ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยนำไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่หรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยทั้งสองเสียสิทธิในการใช้ทางภารจำยอมในที่ดินโฉนดที่ 30464 ซึ่งถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษสายรามอินทรา-อาจณรงค์ โดยจำเลยทั้งสองได้รับค่าทดแทนในการใช้ทางภารจำยอมแล้ว จึงชอบที่จะได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18(6) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 นั้น มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "เงินทดแทน นั้น ให้กำหนดให้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ ฯลฯ  (6) บุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทาง วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำสายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นตามมาตรา 1349 หรือมาตรา 1352 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในกรณีที่บุคคลเช่นว่านั้นได้จ่ายค่าทดแทนในการใช้สิทธิดังกล่าวให้แก่เจ้าของที่ดินที่ต้องเวนคืนแล้ว" เห็นว่า บุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทางที่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึง บุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทางผ่านที่ดินแปลงอื่นไปสู่ทางสาธารณะ เพราะที่ดินของบุคคลนั้นมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะหรือที่เรียกว่า ทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และเฉพาะกรณีที่บุคคลผู้เสียสิทธิการใช้ทางได้จ่ายค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ซึ่งได้ถูกเวนคืนเท่านั้นมิได้หมายความถึงบุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทางภารจำยอมตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 ถึงมาตรา 1401 แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 30464 ของนายเซ็น หวังดุล จะถูกเวนคืนเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองเสียสิทธิในการใช้ทางภารจำยอมในที่ดินดังกล่าวไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะได้จ่ายค่าทดแทนในการใช้ทางภารจำยอมนั้นหรือไม่ก็ตามจำเลยทั้งสองก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18(6) ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าที่ดินของจำเลยทั้งสองไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะจึงจำเป็นที่จำเลยทั้งสองต้องขอใช้สิทธิในทางภารจำยอมนั้นจำเลยทั้งสองมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้  มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษาคดีไป เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าแม้จำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลชั้นต้นสามารถวินิจฉัยได้จากคำฟ้องของโจทก์ ส่วนปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องและสิทธิในการได้รับเงินค่าทดแทนนั้น เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องและคำให้การเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้คดีก็ไม่จำต้องสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองต่อไป ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"  พิพากษายืน  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 1349, ม. 1352, ม. 1387  ป.วิ.พ. ม. 86  พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 ม. 18 (6) แหล่งที่มา  สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ ชื่อคู่ความ  โจทก์ - ว่า ที่ ร้อยตรี ประสิทธิ์ หรือ นาย ประสิทธิ์ หวัง ดุล  จำเลย - บริษัท ทวี ทรัพย์ พัฒนา จำกัด กับพวก ชื่อองค์คณะ  ชลอ บุณยเนตร  ไพฑูรย์ แสงจันทร์เทศ  บุญอินทร์ ส่งเสริมสกุล ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  8. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2541 ที่ดินของโจทก์มีที่ดินของจำเลยทั้งสองและของผู้อื่นล้อมอยู่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่เส้นทางต่าง ๆ ที่โจทก์จะต้องผ่านเข้าไปในที่ดินบุคคลอื่นหลายราย จึงจะออกสู่ถนนสาธารณะได้ โดยเส้นทางที่หนึ่งจะต้องผ่านคันดินของผู้อื่นแล้วเลียบกำแพงของหมู่บ้าน ส. ไปเรื่อย ๆ จนถึงถนนของหมู่บ้านไปสู่ถนนสาธารณะประมาณ 100 เมตรแต่หมู่บ้านได้ทำรั้วขนาดสูงประมาณเอวกั้นรอบจดติดถนนสาธารณะไว้ ทั้งถนนในหมู่บ้านก็มิใช่ถนนสาธารณะ เส้นทางที่สองและที่สาม จะต้องผ่านรั้วของ ก. และใช้ถนนของ ก. ซึ่งมิใช่ถนนสาธารณะเช่นกันและใช้ระยะทางประมาณ 400 ถึง 500 เมตร จึงจะออกสู่ถนนสาธารณะได้ ส่วนเส้นทางที่สี่และที่ห้านั้น เมื่อผ่านที่ดินของบริษัทส. ระยะทางประมาณ 80 เมตรและ 84 เมตร ตามลำดับแล้ว ก็ต้องข้ามคลองมีสะพานไม้ สำหรับคนเดินข้าม และเมื่อข้ามคลองไปแล้วก็ไม่ปรากฏว่า มีเส้นทางที่จะออกสู่ถนนสาธารณะได้โดยสะดวกส่วนเส้นทาง อีกเส้นหนึ่งก็เป็นกรรมสิทธิ์ ก็มิใช่ทางสาธารณะ หากโจทก์ หรือบุคคลอื่นขอใช้ต้องขออนุญาตจากเจ้าของที่ดินก่อน จึงเป็น ทางส่วนบุคคลที่เจ้าของหวงแหนอยู่และเป็นเส้นทางที่ไกลกว่า ทางที่จะตัดผ่านออกมาทางที่ดินของจำเลยทั้งสอง ดังนี้ เมื่อเส้นทางพิพาทเส้นทางตรงที่ผ่านที่ดินจำเลยที่ 1 เป็นระยะทาง 180 เมตรแล้วหักเลี้ยวผ่านที่ดินจำเลยที่ 2 อีกประมาณ 30 เมตร ก็ถึงถนนสาธารณะ เป็นเส้นทางที่ใกล้และสะดวกที่สุด อีกทั้งตามสภาพที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นบ่อและที่ว่างเปล่า บางส่วนใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาและเล้าไก่ในส่วนที่โจทก์ ขอตัดถนนผ่านก็ไม่ได้ผ่านไปตรงที่เล้าไก่ และที่ดินของจำเลยที่ 2เป็นที่ว่างเปล่าและให้โจทก์เช่าอยู่แล้วจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสอง เสียหายมากนัก โจทก์ย่อมมีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดิน ของจำเลยทั้งสองได้ โจทก์ซื้อที่ดินแปลงพิพาทมาเพื่อประกอบธุรกิจก่อสร้างโรงแรม และบ้านพักชั่วคราว เพื่อขายหรือให้เช่า ธุรกิจดังกล่าวทางที่ จะออกถนนสาธารณะจะต้องกว้างประมาณ 8 ถึง 12 เมตรที่โจทก์เช่าที่ดินจำเลยที่ 2 ก็โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำกิจการโรงแรมทางที่จะทำเข้านั้นคงจะกว้างประมาณ 6 เมตรเมื่อการทำธุรกิจโรงแรมผู้ที่มาพักอาศัยจะต้องใช้รถยนต์เป็นส่วนมากและจะต้องแล่นเข้าออกสวนกันเป็นประจำรถยนต์แต่ละคันกว้างประมาณ 2 เมตรเศษ การกำหนดทางจำเป็นกว้าง 6 เมตร ย่อมเหมาะสมแล้ว แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352เป็นบทบังคับให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินต้องยอมให้โจทก์มีสิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว และคดีนี้โจทก์จะมิได้เสนอค่าทดแทนให้แก่จำเลยทั้งสองก็ตาม แต่กรณีของโจทก์เป็นการขอวางไปตามแนวทางจำเป็นซึ่งจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าทดแทนในส่วนทางจำเป็นอยู่แล้ว ซึ่งมิได้เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองในส่วนที่ตกเป็นทางจำเป็น แต่กลับจะเป็นประโยชน์แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองและที่ดินบริเวณใกล้เคียงที่มีท่อระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย จำเลยทั้งสองจึงต้องยอมให้โจทก์วางท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภคอย่างอื่นผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสอง เพราะค่าทดแทนนั้นได้กำหนดรวมอยู่ในค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นไว้แล้ว  โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1116 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ) อำเภอปากเกร็ดเนื้อที่ 14 ไร่ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดินโฉนดเลขที่194697 ซึ่งแบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 1111 จำเลยที่ 2เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 120097 โฉนดเลขที่ 13875และโฉนดเลขที่ 13876 ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1ทางด้านทิศเหนือถัดจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ลงไปทางด้านทิศใต้เป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ดินของจำเลยที่ 2 ติดกับถนนติวานนท์ซึ่งเป็นทางสาธารณะ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1116ของโจทก์มีที่ดินของผู้อื่นล้อมรอบอยู่ ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยแต่ละคน เพื่อให้ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ถนนติวานนท์ได้โดยให้โจทก์ทำการก่อสร้างเป็นถนนมีความกว้าง 8 เมตรความยาวตลอดจากถนนติวานนท์ไปยังที่ดินของโจทก์ ตามแผนผังแนวทางจำเป็นเอกสารท้ายคำฟ้อง และให้จำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์ทำท่อน้ำประปา ต่อเสา และสายไฟฟ้า โทรศัพท์และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ผ่านทาง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนทางจำเป็นดังกล่าวให้แก่ที่ดินของโจทก์ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง  จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี และฟ้องแย้งให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่7 เมษายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1  จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นทางภารจำยอมเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 1111 (ก่อนแบ่งแยก) อยู่แล้ว และทางด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ก็มีสภาพเป็นทางเดินออกสู่ถนนติวานนท์ได้เช่นกันการที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 เปิดทางจำเป็นให้กว้าง 8 เมตรเป็นการเพิ่มภาระแก่จำเลยที่ 2 ทำให้ที่ดินถูกแบ่งออกเป็น2 ส่วน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนทางจำเป็นให้แก่โจทก์ หากศาลวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยที่ 2 โจทก์ก็ต้องเสียค่าทดแทนปีละไม่น้อยกว่า1,500,000 บาท  ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เปิดทางให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 194697 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ)อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี และจำเลยที่ 2เปิดทางให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยที่ 2 โฉนดเลขที่ 120097 และโฉนดเลขที่ 13876 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ)อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี กว้าง 4 เมตรยาวจากที่ดินของโจทก์ลงมาทางด้านทิศใต้ออกสู่ถนนติวานนท์ตามแนวริมเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนเนื่องจากทำถนนในทางแก่จำเลยที่ 1จำนวน 50,000 บาท และให้ใช้ค่าทดแทนเนื่องจากการใช้ทางแก่จำเลยที่ 1 ปีละ 200,000 บาท นับแต่เริ่มใช้ทางเป็นต้นไปกับให้โจทก์จ่ายค่าทดแทนให้จำเลยที่ 2 ปีละ 200,000 บาทภายหลังสิ้นสุดสัญญาเช่าระหว่างบริษัทบี ซี ดับเบิ้บยู จำกัดกับจำเลยที่ 2 แล้ว จนกว่าโจทก์ยกเลิกการใช้ทางดังกล่าว  โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองเปิดทางจำเป็นกว้าง 6 เมตร ตามแนวถนนที่โจทก์ได้ทำขึ้นในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาในกรณีฉุกเฉินให้จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าโทรศัพท์ และสาธารณูปโภคอย่างอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองตามแนวทางจำเป็น ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยทั้งสองเป็นรายปีละ 300,000 บาทต่อคน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  จำเลยทั้งสองฎีกา  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1116 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ)อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่14 ไร่ 1 งาน 70 ตารางวา โจทก์ซื้อมาจากเจ้าของเดิมเมื่อปี 2533 โดยเห็นมาก่อนว่าเป็นที่ดินที่ถูกล้อมโดยที่ดินของผู้อื่นไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 194697 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ)อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี มีเนื้อที่ 11 ไร่62 ตารางวา จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 120097,13875 และ 13876 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ)อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ทางทิศเหนือ ถัดจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ทางด้านทิศใต้เป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งติดกับถนนติวานนท์ ซึ่งเป็นทางสาธารณะปรากฏตามแผนที่เอกสารหมาย จ.19 บริษัทบี ซี ดับเบิ้ลยู จำกัด โดยโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งจดทะเบียนเช่าที่ดินของจำเลยที่ 2ทั้งสามแปลงมีกำหนด 20 ปี โจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวมาเพื่อประกอบธุรกิจก่อสร้างโรงแรมหรือบ้านพักชั่วคราวเพื่อขายหรือให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป  คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่าโจทก์มีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองได้หรือไม่โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์สามารถใช้ทางออกด้านอื่นสู่ถนนสาธารณะได้โดยไม่ต้องผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 ได้ถึง5 ทาง กล่าวคือ ทางที่หนึ่งออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือผ่านที่ดินของผู้อื่นไปทางหมู่บ้านสรานนท์ แล้วใช้ถนนหมู่บ้านออกสู่ถนนติวานนท์ ทางที่สองออกไปทางทิศเหนือเข้าสู่ถนนของการเคหะแห่งชาติออกถนนติวานนท์ ทางที่สามออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปทางรั้วของการเคหะแห่งชาติผ่านช่องว่างระหว่างรั้วเข้าสู่ถนนของการเคหะแห่งชาติออกถนนติวานนท์ทางที่สี่และที่ห้าออกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือผ่านแนวตะเข็บที่ดินและที่ดินของบริษัทสหวิบูลย์ธนกิจ จำกัด ข้ามสะพานไม้สำหรับคนเดินข้ามคลองทองหลางออกสู่ถนนสาธารณะและออกถนนติวานนท์ ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์สามารถออกจากที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศเหนือผ่านเข้าไปยังถนนของการเคหะแห่งชาติ และอีกเส้นทางผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1แล้วหักเลี้ยวเข้าเส้นทางกลางที่ดินโฉนดเลขที่ 1111 ซึ่งเป็นทางภารจำยอมออกสู่ถนนติวานนท์ บริเวณข้างสถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านเข้ามาในที่ดินของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่าเส้นทางต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างมานั้น ก็เป็นเส้นทางที่โจทก์จะต้องผ่านเข้าไปในที่ดินบุคคลอื่นหลายรายเช่นกันจึงจะออกสู่ถนนติวานนท์ ซึ่งเป็นถนนสาธารณะได้โดยเส้นทางที่หนึ่งจะต้องผ่านคันดินของผู้อื่นแล้วเลียบกำแพงของหมู่บ้านสรานนท์ไปเรื่อย ๆ จนถึงถนนของหมู่บ้านไปสู่ถนนติวานนท์ประมาณ 100 เมตร และไม่ปรากฏว่าทางเลียบกำแพงของหมู่บ้านเป็นระยะทางเท่าใด แต่หมู่บ้านได้ทำรั้วขนาดสูงประมาณเอวกั้นรอบจดติดถนนติวานนท์ไว้ ทั้งถนนในหมู่บ้านก็มิใช่ถนนสาธารณะแต่อย่างใด เส้นทางที่สองและที่สามจะต้องผ่านรั้วของการเคหะแห่งชาติและใช้ถนนของการเคหะแห่งชาติซึ่งมิใช่ถนนสาธารณะ เช่นกันและใช้ระยะทางประมาณ 400 ถึง 500 เมตร จึงจะออกสู่ถนนติวานนท์ได้ ส่วนเส้นทางที่สี่และที่ห้านั้นเมื่อผ่านที่ดินของบริษัทสหวิบูลย์ธนกิจ จำกัด ระยะทางประมาณ 80 เมตรและ 84 เมตร ตามลำดับแล้วก็ต้องข้ามคลองทองหลางมีสะพานไม้สำหรับคนเดินข้ามและเมื่อข้ามคลองไปแล้วก็ไม่ปรากฏว่ามีเส้นทางที่จะออกสู่ถนนสาธารณะได้โดยสะดวกตามภาพถ่ายหมาย ล.18ส่วนเส้นทางที่ผ่านกลางที่ดินโฉนดเลขที่ 1111 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าเป็นทางภารจำยอม ได้ความจากคำเบิกความของนาวาเอกถวิล เมืองเจริญพยานจำเลยทั้งสองตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ทางดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของบุตรพยาน 6 คนมิใช่ทางสาธารณะหากโจทก์หรือบุคคลอื่นขอใช้ต้องขออนุญาตจากเจ้าของรวมทั้ง 6 คน จึงเป็นทางส่วนบุคคลที่เจ้าของหวงแหนอยู่ และเป็นเส้นทางที่ไกลกว่าทางที่จะตัดผ่านออกมาทางที่ดินของจำเลยทั้งสองตามคำเบิกความของนายวิรัตน์ มาภักดี พยานจำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ถามค้าน เห็นว่า เส้นทางตรงที่ผ่านที่ดินจำเลยที่ 1 เป็นระยะทาง180 เมตร แล้วหักเลี้ยวผ่านที่ดินจำเลยที่ 2 อีกประมาณ 30 เมตรก็ถึงถนนติวานนท์ ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.19 จึงเป็นเส้นทางที่ใกล้และสะดวกที่สุด อีกทั้งตามสภาพที่ดินของจำเลยที่ 1เป็นบ่อและที่ว่างเปล่าบางส่วนใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาและเล้าไก่ในส่วนที่โจทก์ขอตัดถนนผ่านก็ไม่ได้ผ่านไปตรงที่เล้าไก่และที่ดินของจำเลยที่ 2 เป็นที่ว่างเปล่าและให้โจทก์เช่าอยู่แล้วจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสองเสียหายมากนัก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2ให้โจทก์มีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองได้ชอบแล้ว  ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดทางจำเป็นกว้าง 6 เมตร เกินความจำเป็นของโจทก์หรือไม่ เนื่องจากโจทก์สามารถใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้โดยใช้ความกว้างของถนนไม่เกิน 2 ถึง 3 เมตร โจทก์ก็สามารถใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้โดยสะดวกและเสียหายน้อยกว่านั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องและนำสืบฟังได้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อประกอบธุรกิจก่อสร้างโรงแรมและบ้านพักชั่วคราว เพื่อขายหรือให้เช่า เจือสมกับคำเบิกความของนาวาเอกถวิล พยานจำเลยทั้งสองตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อที่จะสร้างเป็นโรงแรมพักอาศัย และพยานยังเบิกความต่อมาว่าธุรกิจดังกล่าวทางที่จะออกถนนติวานนท์จะต้องกว้างประมาณ 8ถึง 12 เมตร และนายวิรัตน์พยานจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านเช่นเดียวกันว่า โจทก์เช่าที่ดินจำเลยที่ 2มีวัตถุประสงค์เพื่อทำกิจการโรงแรมทางที่จะทำเข้านั้นคงจะกว้างประมาณ 6 เมตร เห็นว่า การทำธุรกิจโรงแรมผู้ที่มาพักอาศัยจะต้องใช้รถยนต์เป็นส่วนมากและจะต้องแล่นเข้าออกสวนกันเป็นประจำ รถยนต์แต่ละคันกว้างประมาณ 2 เมตรเศษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2กำหนดทางจำเป็นกว้าง 6 เมตร เหมาะสมแล้ว  ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าทดแทนให้แก่จำเลยทั้งสองปีละ300,000 บาท และค่าทดแทนเนื่องจากทำถนนในทางให้แก่จำเลยที่ 150,000 บาท เหมาะสมหรือไม่ สำหรับค่าทดแทนเป็นรายปีนั้นได้ความว่า บริษัทบี ซี ดับเบิ้ลยู จำกัด ซึ่งโจทก์เป็นกรรมการและเป็นผู้เช่าที่ดินของจำเลยที่ 2 เพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมและใช้เป็นที่จอดรถสำหรับลูกค้าที่กำหนดเวลา 20 ปี คิดค่าเช่าเป็นรายปี ๆ ละ 170,000 บาท เท่านั้น ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2กำหนดค่าทดแทนให้จำเลยทั้งสองปีละ 300,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าทดแทนเนื่องจากการทำถนนในที่ดินของจำเลยที่ 1 นั้นเห็นว่า แม้ที่ดินส่วนนี้โจทก์ทำเป็นถนนทางจำเป็นล้ำเข้าไปในบ่อปลามีเพียงเล็กน้อย ที่ดินบริเวณอื่นของจำเลยที่ 1ยังเหลืออยู่เป็นบริเวณกว้าง ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถยังทำประโยชน์ได้อยู่อีกมากก็ตาม แต่เมื่อมีรถยนต์ผ่านเข้าออกเป็นจำนวนมากทุก ๆ วันเป็นประจำย่อมก่อให้เกิดเสียงรบกวนแก่ปลาและไก่ทำให้ปลาและไก่ตื่นตกใจไม่เจริญเติบโตตามปกติและถึงแก่ความตายได้เป็นเหตุให้ไม่สามารถเลี้ยงปลาและไก่ได้เหมือนเดิม ประกอบกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ราคาไร่ละ 16 ถึง 20 ล้านบาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าทดแทนเนื่องจากการทำถนนในที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้จำนวน 50,000 บาท นั้นน้อยไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำนวน 100,000 บาท  ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่าโจทก์มีสิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสาธารณูปโภคอย่างอื่นผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองหรือไม่เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 เป็นบทบัญญัติบังคับให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินต้องยอมให้โจทก์ดำเนินการดังกล่าวได้เมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้วและคดีนี้โจทก์จะมิได้เสนอค่าทดแทนให้แก่จำเลยทั้งสองก็ตามศาลฎีกาเห็นว่า กรณีของโจทก์เป็นการขอวางไปตามแนวทางจำเป็นซึ่งจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าทดแทนในส่วนทางจำเป็นอยู่แล้ว ซึ่งมิได้เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองในส่วนที่ตกเป็นทางจำเป็นแต่ประการใดแต่กลับจะเป็นประโยชน์แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองและที่ดินบริเวณใกล้เคียงที่มีท่อระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย จำเลยทั้งสองจึงต้องยอมให้โจทก์วางท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภคอย่างอื่นผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสอง ส่วนค่าทดแทนนั้นได้กำหนดรวมอยู่ในค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็น ซึ่งได้วินิจฉัยไว้แล้ว  พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนเนื่องจากทำถนนในทางแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 1349, ม. 1350, ม. 1352 แหล่งที่มา  กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ชื่อคู่ความ  โจทก์ - พลตำรวจตรี โสภณ สะวิคามิน  จำเลย - นางสาว จินต นา เมือง เจริญ กับพวก ชื่อองค์คณะ  สมคิด ไตรโสรัส  เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ  อัธยา ดิษยบุตร ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  9. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2541 ที่ดินของโจทก์มีที่ดินของจำเลยทั้งสองและของผู้อื่นล้อมอยู่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่เส้นทางต่าง ๆ ที่โจทก์จะต้องผ่านเข้าไปในที่ดินบุคคลอื่นหลายราย จึงจะออกสู่ถนนสาธารณะได้ โดยเส้นทางที่หนึ่งจะต้องผ่านคันดินของผู้อื่นแล้วเลียบกำแพงของหมู่บ้าน ส.ไปเรื่อย ๆ จนถึงถนนของหมู่บ้านไปสู่ถนนสาธารณะประมาณ 100 เมตร แต่หมู่บ้านได้ทำรั้วขนาดสูงประมาณเอวกั้นรอบจดติดถนนสาธารณะไว้ ทั้งถนนในหมู่บ้านก็มิใช่ถนนสาธารณะ เส้นทางที่สองและที่สามจะต้องผ่านรั้วของ ก. และใช้ถนนของ ก.ซึ่งมิใช่ถนนสาธารณะเช่นกันและใช้ระยะทางประมาณ 400 ถึง 500 เมตร จึงจะออกสู่ถนนสาธารณะได้ ส่วนเส้นทางที่สี่และที่ห้านั้นเมื่อผ่านที่ดินของบริษัท ส. ระยะทางประมาณ 80 เมตรและ 84 เมตร ตามลำดับแล้ว ก็ต้องข้ามคลองมีสะพานไม้สำหรับคนเดินข้าม และเมื่อข้ามคลองไปแล้วก็ไม่ปรากฏว่ามีเส้นทางที่จะออกสู่ถนนสาธารณะได้โดยสะดวกส่วนเส้นทางอีกเส้นหนึ่งก็เป็นกรรมสิทธิ์ ก็มิใช่ทางสาธารณะ หากโจทก์หรือบุคคลอื่นขอใช้ต้องขออนุญาตจากเจ้าของที่ดินก่อน จึงเป็นทางส่วนบุคคลที่เจ้าของหวงแหนอยู่และเป็นเส้นทางที่ไกลกว่าทางที่จะตัดผ่านออกมาทางที่ดินของจำเลยทั้งสอง ดังนี้เมื่อเส้นทางพิพาทเส้นทางตรงที่ผ่านที่ดินจำเลยที่ 1 เป็นระยะทาง 180 เมตรแล้วหักเลี้ยวผ่านที่ดินจำเลยที่ 2 อีกประมาณ 30 เมตร ก็ถึงถนนสาธารณะ เป็นเส้นทางที่ใกล้และสะดวกที่สุด อีกทั้งตามสภาพที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นบ่อและที่ว่างเปล่าบางส่วนใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาและเล้าไก่ในส่วนที่โจทก์ขอตัดถนนผ่านก็ไม่ได้ผ่านไปตรงที่เล้าไก่ และที่ดินของจำเลยที่ 2 เป็นที่ว่างเปล่าและให้โจทก์เช่าอยู่แล้วจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสองเสียหายมากนัก โจทก์ย่อมมีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองได้  โจทก์ซื้อที่ดินแปลงพิพาทมาเพื่อประกอบธุรกิจก่อสร้างโรงแรมและบ้านพักชั่วคราว เพื่อขายหรือให้เช่า ธุรกิจดังกล่าวทางที่จะออกถนนสาธารณะจะต้องกว้างประมาณ 8 ถึง 12 เมตร ที่โจทก์เช่าที่ดินจำเลยที่ 2 ก็โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำกิจการโรงแรมทางที่จะทำเข้านั้นคงจะกว้างประมาณ 6 เมตร เมื่อการทำธุรกิจโรงแรมผู้ที่มาพักอาศัยจะต้องใช้รถยนต์เป็นส่วนมากและจะต้องแล่นเข้าออกสวนกันเป็นประจำ รถยนต์แต่ละคันกว้างประมาณ 2 เมตรเศษ การกำหนดทางจำเป็นกว้าง 6 เมตร ย่อมเหมาะสมแล้ว  แม้ ป.พ.พ.มาตรา 1352 เป็นบทบังคับให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินต้องยอมให้โจทก์มีสิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว และคดีนี้โจทก์จะมิได้เสนอค่าทดแทนให้แก่จำเลยทั้งสองก็ตาม แต่กรณีของโจทก์เป็นการขอวางไปตามแนวทางจำเป็นซึ่งจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าทดแทนในส่วนทางจำเป็นอยู่แล้ว ซึ่งมิได้เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองในส่วนที่ตกเป็นทางจำเป็น แต่กลับจะเป็นประโยชน์แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองและที่ดินบริเวณใกล้เคียงที่มีท่อระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย จำเลยทั้งสองจึงต้องยอมให้โจทก์วางท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภคอย่างอื่นผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสอง เพราะค่าทดแทนนั้นได้กำหนดรวมอยู่ในค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นไว้แล้ว  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 1349, ม. 1350, ม. 1352 แหล่งที่มา  กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ชื่อคู่ความ  โจทก์ - พลตำรวจตรีโสภณ สะวิคามิน  จำเลย - นางสาวจินตนา เมืองเจริญ กับพวก ชื่อองค์คณะ  สมคิด ไตรโสรัส  เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ  อัธยา ดิษยบุตร ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  ศาลจังหวัดนนทบุรี - นางสุพิชญ์ กรอบคำ  ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายรัตน กรองแก้ว  10. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 837/2538 ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินของจำเลยทั้งสองและของผู้มีชื่อปิดล้อมไม่อาจออกสู่ทางสาธารณะได้แม้ทางด้านทิศตะวันออกติดกับลำรางสาธารณะแต่สภาพปัจจุบันตื้นเขินประชาชนไม่ได้ใช้สัญจรมาประมาณ10ปีจึงถือไม่ได้ว่าที่ดินของโจทก์ติดทางสาธารณะเมื่อวัดจากที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองออกสู่ทางสาธารณะเป็นระยะใกล้ที่สุดโจทก์ย่อมได้สิทธิ ทางจำเป็นเหนือที่ดินของจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์มีสิทธิใช้ทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยศาลก็ไม่สมควรจำกัดสิทธิให้ผ่านได้เฉพาะรถยนต์โดยควรให้โจทก์มีสิทธิใช้เดินด้วยเท้าด้วย การที่โจทก์จะใช้สิทธิติดตั้งไฟฟ้าท่อน้ำประปาท่อระบายน้ำโทรศัพท์และสาธารณูปโภคอันจำเป็นอื่นๆผ่านที่ดินของจำเลยนั้นเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เสนอ ค่าทดแทนตามสมควรแก่จำเลยนั้นตามนัยมาตรา1352แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และคำขอท้ายฟ้องมิได้ขอให้จำเลยรับเงิน ค่าทดแทนจากโจทก์จึง ไม่มี ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ชอบจะใช้สิทธิตามมาตรา1352หรือไม่  โจทก์ ฟ้อง ขอให้ บังคับ จำเลย ทั้ง สอง เปิด ทาง จำเป็น และ ยอม ให้ โจทก์ใช้ ถนน ส่วนบุคคล ของ จำเลย ทั้ง สอง อันเป็น ที่ดิน ของ จำเลย ที่ 1คือ ที่ดิน โฉนด เลขที่ 46597 และ ที่ดิน ของ จำเลย ที่ 2 คือ ที่ดินโฉนด เลขที่ 46598 ถึง 46602 และ ที่ดิน โฉนด เลขที่ 2121 ผ่าน เพื่อเข้า ออก สู่ ถนน ซอย สุภาพงษ์ 2 เชื่อม ต่อ กับ ถนน สุขาภิบาล 3 อันเป็น ถนน สาธารณะ ให้ จำเลย ทั้ง สอง ยินยอม ให้ โจทก์ วาง และ ติด ตั้งไฟฟ้า ท่อน้ำประปา ท่อระบายน้ำ โทรศัพท์ และ สาธารณูปโภคอัน จำเป็น อื่น ๆ ผ่าน ใน ที่ดิน ของ จำเลย ทั้ง สอง ให้ โจทก์ มีสิทธิตัด ทำ ถนน จาก ที่ดิน ของ โจทก์ เชื่อม ต่อ กับ ถนน ส่วนบุคคล ของ จำเลย ทั้ง สองเป็น ถนน กว้าง 6 เมตร เป็น ระยะ ทาง ยาว 31 เมตร ลง ใน ที่ดิน ของจำเลย ที่ 2 โฉนด เลขที่ 2121  จำเลย ทั้ง สอง ให้การ ว่า ที่ดิน ของ โจทก์ ด้าน ทิศตะวันออก ติด ลำ รางสาธารณประโยชน์ ซึ่ง โจทก์ จะ ใช้ เป็น ทางผ่าน เข้า ออก สู่ ถนน สาธารณะ ได้แม้ ลำ ราง จะ ตื้นเขินเดิน ไม่ สะดวก โจทก์ ก็ มีสิทธิ ที่ จะ ทำ ทาง เข้า ออกไป สู่ ถนน สุภาพงษ์ 2 และ ถนน สุขาภิบาล 3 พร้อม ทั้ง ติด ตั้ง ไฟฟ้า ท่อน้ำประปา ท่อระบายน้ำ โทรศัพท์ และ สาธารณูปโภค อัน จำเป็น อื่น ๆตาม ลำ ราง สาธารณประโยชน์ ได้ โจทก์ จึง ไม่มี สิทธิ ฟ้อง ขอ เปิด ทางใน ที่ดิน ของ จำเลย และ ไม่มี สิทธิ ตัด ทำ ถนน จาก ที่ดิน ของ โจทก์เชื่อม ต่อ กับ ถนน ส่วนบุคคล ของ จำเลย และ ไม่มี สิทธิ วาง หรือ ติด ตั้ง ไฟฟ้าท่อน้ำประปา ท่อระบายน้ำ โทรศัพท์ และ สาธารณูปโภค อัน จำเป็น อื่น ๆผ่าน ที่ดิน ของ จำเลย ทั้ง สอง ขอให้ ยกฟ้อง  ศาลชั้นต้น พิจารณา แล้ว พิพากษายก ฟ้องโจทก์  โจทก์ อุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ เป็น ว่า ให้ จำเลย ทั้ง สอง เปิด ทาง จำเป็นให้ โจทก์ ใช้ รถยนต์ ผ่าน ได้ เท่านั้น นอกจาก ที่ แก้ คง ให้ เป็น ไป ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น  โจทก์ และ จำเลย ทั้ง สอง ฎีกา  ศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "พิเคราะห์ แล้ว ข้อเท็จจริง เบื้องต้นรับฟัง ได้ว่า โจทก์ เป็น เจ้าของ กรรมสิทธิ์ ที่ดิน โฉนด เลขที่ 5142ตำบล หัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 10 ไร่ ตาม สำเนา โฉนด ที่ดิน เอกสาร หมาย จ. 28 ที่ดิน แปลง นี้ ใน ปัจจุบันทิศเหนือ ติดกับ ที่ดิน โฉนด เลขที่ 2122 ของ บริษัท สุภาพงษ์ จำกัด และ ที่ดิน โฉนด เลขที่ 5141 ของ นาง แจ่ม บุญมาเลิศ ตาม สำเนา โฉนด ที่ดิน เอกสาร หมาย จ. 1 และ จ. 2 ทิศใต้ ติดกับ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 100924 ของ นาย วิสิษฐ์ ลือชัยขจรพันธ์ กับพวก และ ที่ดิน โฉนด เลขที่ 100925 ถึง 100937 และ 2121 ของ จำเลย ที่ 2 ตาม สำเนาโฉนด ที่ดิน เอกสาร หมาย จ. 4 ถึง จ. 18 ทิศตะวันออก ติดกับ ที่ดินโฉนด เลขที่ 2120 ซึ่ง เดิม เป็น ของ บริษัท เกียรติวัฒน์แลนด์ จำกัด แล้ว ต่อมา แบ่ง ขาย ให้ แก่ บุคคลอื่น ตาม สำเนา โฉนด ที่ดิน เอกสาร หมาย จ. 19(ที่ แยก เก็บ ) และ จ. 30 และ ติด ลำ ราง สาธารณประโยชน์ ตาม สำเนารูป แผนที่ หลัง โฉนด เอกสาร หมาย จ. 28 ทิศตะวันตก ติดกับ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 28258 ของ นาย สิทธิชัย ธนาลาภพิพัฒน์ กับพวก ตาม สำเนา โฉนด เอกสาร หมาย จ. 3 จำเลย ทั้ง สอง เป็น ผู้จัดสรรที่ดิน เนื้อที่100 ไร่ เศษ ที่ดิน โฉนด เลขที่ 100925 ถึง 100937 และ 2121 ของจำเลย ที่ 2 เป็น ที่ดิน ส่วน หนึ่ง ใน โครงการ จัดสรร ที่ดิน ของ จำเลยทั้ง สอง จำเลย ทั้ง สอง ได้ สร้าง ถนน คอนกรีต บน ที่ดิน จัดสรร มี ชื่อ ว่าซอย สุภาพงษ์ จำนวน 2 ซอย เชื่อม ต่อ กัน ใน ที่ดิน โฉนด เลขที่ 2121,46598 ถึง 46602 ของ จำเลย ที่ 2 และ โฉนด ที่ดิน เลขที่ 46597ของ จำเลย ที่ 1 ตาม สำเนา โฉนด ที่ดิน เอกสาร หมาย จ. 18 จ. 23 ถึง จ. 27 และจ. 22 ตามลำดับ ไป ถึง คลอง หัวหมาก และ สร้าง สะพาน ข้าม คลอง หัวหมาก ไป เชื่อม กับ ถนน ซอย สุภาพงษ์ 2 ซึ่ง เป็น ถนน สาธารณะ ออก ไป สู่ ถนน สุขาภิบาล 3 ซึ่ง เป็น ถนน สาธารณะ เช่นเดียวกัน สำหรับ ถนน ซอย สุภาพงษ์ ทั้ง สอง ซอย ใน โฉนด ที่ดิน เลขที่ 2121, 46598 ถึง 46602ของ จำเลย ที่ 2 และ โฉนด ที่ดิน เลขที่ 46597 ของ จำเลย ที่ 1 นั้นจำเลย ทั้ง สอง ยัง คง สงวนสิทธิ เป็น เจ้าของ อยู่ ที่ดิน ของ โจทก์ ทางด้าน ทิศใต้ อยู่ ห่าง จาก ถนน ซอย สุภาพงษ์ ที่ จำเลย ทั้ง สอง สร้าง ใน ที่ดิน จัดสรร โฉนด เลขที่ 2121 ของ จำเลย ที่ 2 เส้น แรก ประมาณ 31 เมตรซึ่ง หาก ทำ ทาง เชื่อม ต่อ เป็น แนว เดียว กับ ซอย ดังกล่าว จะ ผ่าน ที่ดินโฉนด เลขที่ 100935 ถึง 100937 และ 2121 ของ จำเลย ที่ 2 ทาง ที่เชื่อม ต่อ กัน ดังกล่าว รวม ถึง ซอย สุภาพงษ์ ซึ่ง อยู่ ใน ที่ดิน โฉนด เลขที่ 46597 ของ จำเลย ที่ 1 และ ที่ดิน โฉนด เลขที่ 2121, 46598ถึง 46602 ของ จำเลย ที่ 2 คือ ทาง จำเป็น ที่ โจทก์ ขอ ผ่าน ส่วน ระยะ จากที่ดิน ของ โจทก์ ไป ตาม ลำ ราง สาธารณะ จน ถึง คลอง หัวหมาก มี ระยะ ทาง ประมาณ 2 กิโลเมตร ปรากฏ ตาม รูป แผนที่ สังเขป ท้าย คำฟ้อง และ แผนที่สังเขป แนบท้าย คำให้การ เอกสาร หมาย จ. 19 และ จ. 21 "ปัญหา ที่ ต้องวินิจฉัย ตาม ฎีกา ของ จำเลย ทั้ง สอง มี ว่า ที่ดิน ของ โจทก์ มี ที่ดินแปลง อื่น ล้อม อยู่ จน ไม่มี ทาง ออก ถึง ทางสาธารณะ ได้ หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟัง เป็น ยุติ ว่า ที่ดิน ของ โจทก์ ทาง ด้าน ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก ติดกับ ที่ดิน แปลง อื่น ซึ่ง เป็น ที่ดิน มี โฉนด ของ ผู้อื่นส่วน ทาง ด้าน ทิศตะวันออก ที่ ติดกับ ลำ ราง สาธารณประโยชน์ ซึ่ง ยาว ออก ไปเชื่อม กับ คลอง หัวหมาก เป็น ระยะ ทาง ประมาณ 2 กิโลเมตร นั้น โจทก์ เบิกความ ว่า โจทก์ ไม่สามารถ ใช้ ลำ ราง สาธารณะ มา 10 ปี เศษ แล้วเนื่องจาก ตื้นเขินใช้ สัญจร ไม่ได้ ปัจจุบัน ลำ ราง ตื้นเขินจน เกือบ ถึงคลอง หัวหมาก นาย สวัสดิ์ บุญมาเลิศ พยานโจทก์ เบิกความ ว่า พยาน เป็น เจ้าของ ที่ดิน โฉนด เลขที่ 5141 ซึ่ง อาณาเขต ด้าน ทิศใต้อยู่ ติดกับ ที่ดิน ของ โจทก์ ลำ ราง สาธารณะ ที่ ติดกับ ที่ดิน ของ โจทก์และ พยาน ตื้นเขินเกือบ เท่ากับ พื้นที่ บริเวณ ข้างเคียง มี น้ำ เฉอะแฉะเป็น โคลน มี ผักตบชวา ขึ้น เต็ม ลำ ราง จาก ที่ดิน โจทก์ ผ่าน ที่ดินของ พยาน ไป ตาม ลำ ราง สาธารณะ ไป จน ถึง คลอง หัวหมาก ตื้นเขินไม่สามารถ เดิน หรือ ใช้ เรือ ได้ ไม่มี ประชาชน เดิน หรือ ใช้ เรือ ใน ลำ ราง นี้ มาประมาณ 10 ปี แล้ว คำเบิกความ ของ พยานโจทก์ ทั้ง สอง สอดคล้อง กับรายงาน การ เดินเผชิญสืบ ของ ศาลชั้นต้น เมื่อ วันที่ 6 กรกฎาคม 2532ซึ่ง โจทก์ จำเลย แถลงรับ กัน ว่า สภาพ ของ ที่ดิน ส่วน ใหญ่ ตรง ตาม แผนที่สังเขป แนบท้าย คำให้การ เอกสาร หมาย จ. 21 เมื่อ เดิน ดู ตาม ลำ รางสาธารณประโยชน์ ติดกับ ที่ดิน ของ โจทก์ แล้ว ปรากฏว่า ลำ ราง มี น้ำ ขังแต่ ไม่ทราบ ความ ลึก มี สภาพ ไม่ได้ ใช้ งาน มี หญ้า ปกคลุม ระดับ เดียว กับที่ดิน ของ โจทก์ ใน หน้า แล้ง ลำ ราง ไม่มี น้ำ ขัง และ ศาล ไม่สามารถ เดิน ดูตาม ที่ โจทก์ นำ ชี้ จน สุด ลำ ราง ได้ เนื่องจาก ที่ดิน เป็น โคลน คำเบิกความของ พยานโจทก์ ทั้ง สอง จึง มี น้ำหนัก จำเลย ที่ 1 ก็ เบิกความ เจือสม กับพยานโจทก์ โดย ตอบ ทนายโจทก์ ถาม ค้าน ว่า ลำ ราง จาก ที่ดิน ของ โจทก์มา จด คลอง หัวหมาก ไม่ได้ มี น้ำ ตลอด ปี หน้า แล้ง จะ มี การ ตื้นเขินอยู่ บ้าง พยานหลักฐาน โจทก์ มี น้ำหนัก กว่า พยานหลักฐาน จำเลยข้อเท็จจริง จึง ฟังได้ ว่า ลำ ราง สาธารณะ ที่ ติดกับ ที่ดิน ของ โจทก์ยาว ตลอด แนว ไป จน ถึง คลอง หัวหมาก ซึ่ง เป็น ระยะ ทาง ประมาณ 2 กิโลเมตร นั้น หา ได้ มี น้ำ ที่ จะ ใช้ เป็น ทาง สัญจร ทางเรือ ตลอด เวลา ไม่ เพราะบาง ฤดู น้ำ แห้ง และ เป็น โคลน มี สภาพ ตื้นเขินประชาชน ที่อาศัย อยู่ตาม ริมลำ ราง ไม่ได้ ใช้ เป็น ทาง สัญจร มา ประมาณ 10 ปี แล้ว จึง ถือ ไม่ได้ว่า ลำ ราง ดังกล่าว เป็น ทางสาธารณะ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1349 ที่ดิน ของ โจทก์ จึง เป็น ที่ดิน ที่ มี ที่ดิน แปลง อื่น ล้อมอยู่ จน ไม่มี ทาง ออก ถึง ทางสาธารณะ ได้ โจทก์ มีสิทธิ ผ่าน ที่ดิน ของ จำเลยตรง ทาง ใน ที่ดิน โฉนด เลขที่ 100935 ถึง 100937 และ 2121 ของ จำเลย ที่ 2ออก ไป สู่ ซอย สุภาพงษ์ ซึ่ง เป็น ถนน ส่วนบุคคล ของ จำเลย ทั้ง สอง ซึ่ง เป็น ทาง จำเป็น เพื่อ ออก ไป สู่ ซอย สุภาพงษ์ 2 อันเป็น ทางสาธารณะ ที่ ใกล้ ที่สุด ทาง หนึ่ง ได้ ที่ จำเลย ทั้ง สอง ฎีกา ว่า ทาง ใน ที่ดิน ของ จำเลย เป็นถนน ส่วนบุคคล ไม่ใช่ ที่ดิน ว่างเปล่า จึง ไม่มี กฎหมาย ใน เรื่อง ทาง จำเป็นที่ จะ บังคับ ให้ จำเลย ทั้ง สอง ยินยอม ใช้ ถนน ของ จำเลย ได้ นั้น จำเลยทั้ง สอง มิได้ ยกขึ้น เป็น ข้อต่อสู้ ใน คำให้การ เป็น ข้อ ที่ มิได้ ยกขึ้นว่า กัน มา แล้ว โดยชอบ ใน ศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์ และ มิใช่ ข้อกฎหมายอัน เกี่ยว ด้วย ความสงบ เรียบร้อย ของ ประชาชน ต้องห้าม ตาม ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณา ความ แพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกา จึง ไม่ วินิจฉัย ให้  ปัญหา ที่ ต้อง วินิจฉัย ตาม ฎีกา ของ โจทก์ ข้อ แรก มี ว่า โจทก์ มีสิทธิใช้ ทาง จำเป็น ด้วย เท้า หรือไม่ โจทก์ ฎีกา ว่า ศาลอุทธรณ์ พิพากษา ให้ จำเลยทั้ง สอง เปิด ทาง จำเป็น ให้ โจทก์ ใช้ รถยนต์ ผ่าน ได้ เท่านั้น ซึ่งไม่เป็น ไป ตาม คำขอ ของ โจทก์ ที่ รวม ถึง การ ใช้ ทาง จำเป็น โดย การ เดินด้วย เท้า ด้วย เห็นว่า ทาง จำเป็น มีไว้ เพื่อ สัญจร ไป มาเมื่อ ข้อเท็จจริง ฟัง ว่า โจทก์ มีสิทธิ ใช้ ทาง จำเป็น ผ่าน ที่ดิน ของจำเลย ที่ 2 ก็ ไม่สมควร จำกัดสิทธิ ให้ ผ่าน ได้ เฉพาะ รถยนต์ เห็นสมควรให้ โจทก์ มีสิทธิ ใช้ เดิน ด้วย เท้า ด้วย ฎีกา ของ โจทก์ ข้อ นี้ ฟังขึ้น  ปัญหา ที่ ต้อง วินิจฉัย ตาม ฎีกา ของ โจทก์ ข้อ สอง มี ว่า ทาง จำเป็นที่ ผ่าน ที่ดิน โฉนด เลขที่ 100935 ถึง 100937 และ 2121 ของ จำเลย ที่ 2เชื่อม จาก ที่ดิน โจทก์ ไป ถึง ถนน ซอย สุภาพงษ์ ซึ่ง เป็น ถนน ส่วนบุคคล ของ จำเลย ทั้ง สอง ควร มี ความ กว้าง เท่าใด โจทก์ ฎีกา ว่า โจทก์ ขอ ใช้ทาง จำเป็น ดังกล่าว กว้าง 6 เมตร เห็นว่า ตาม ประมวล กฎหมายแพ่ง และ พาณิชย์ มาตรา 1349 วรรค 3 บัญญัติ เรื่อง ทาง จำเป็น ว่า"ที่ และ วิธีทำ ทางผ่าน ต้อง เลือก ให้ พอควร แก่ ความจำเป็น ของ ผู้มีสิทธิจะ ผ่าน กับ ทั้ง ให้ คำนึง ถึง ที่ดิน ที่ ล้อม อยู่ ให้ เสียหาย แต่ น้อย ที่สุดที่ จะ เป็น ได้ ฯลฯ " ตาม สภาพ ของ ถนน ที่ ใช้ รถยนต์ ผ่าน พอสมควร แก่ความจำเป็น ของ โจทก์ ผู้มีสิทธิ จะ ผ่าน กว้าง เพียง 4 เมตร ก็ เพียงพอ แล้วสมควร กำหนด ให้ เปิด ทาง จำเป็น กว้าง 4 เมตร และ เมื่อ ศาล ให้ จำเลยเปิด ทาง กว้าง 4 เมตร ดังกล่าว ย่อม มี ความหมาย ว่า ให้ เปิด ทาง ใน ลักษณะที่ เป็น ถนน อยู่ แล้ว ฎีกา โจทก์ ที่ ขอให้ พิพากษา ให้ โจทก์ มีสิทธิ ทำ ถนนโดย ไม่ ระบุ ว่า ทำ ถนน ด้วย วัตถุ อะไร จึง ไม่จำเป็น ต้อง วินิจฉัยที่ โจทก์ ฎีกา ว่า คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ มิได้ ระบุ เลขที่ โฉนด ที่ดิน ของจำเลย ซึ่ง เป็น ทาง จำเป็น ไม่ ชัดแจ้ง ว่า ให้ จำเลย ทั้ง สอง เปิด ทาง จำเป็นโฉนด เลขที่ เท่าใด นั้น เห็นว่า คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ ดังกล่าวยัง ไม่ ชัดแจ้ง พอ ที่ จะ บังคับ ตาม คำพิพากษา ได้ สมควร แก้ไข ให้ ชัดเจนฎีกา ของ โจทก์ ข้อ นี้ ฟังขึ้น บางส่วน  ปัญหา ที่ ต้อง วินิจฉัย ตาม ฎีกา ของ โจทก์ ข้อ สาม มี ว่า ค่าทดแทนความเสียหาย ที่ โจทก์ ใช้ ที่ดิน ของ จำเลย ตาม ที่ โจทก์ เสนอ มา พอสมควรหรือไม่ โจทก์ ฎีกา ว่า ปัญหา ข้อ นี้ ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัย ว่า ค่าทดแทนที่ โจทก์ เสนอ มา เป็น จำนวน น้อย ไม่ คุ้ม กับ ความเสียหาย ที่ จำเลย จะ ได้รับและ ข้อเท็จจริง ยัง ไม่ เพียงพอ ที่ จะ กำหนด ค่าทดแทน ได้ จึง ไม่ กำหนด ให้โดย ให้ คู่ความ ไป ว่ากล่าว กัน ภายหลัง แต่ โจทก์ ได้ เสนอ ค่าทดแทนความเสียหาย ให้ แก่ จำเลย มา ใน คำฟ้อง เป็น เงิน 100,000 บาท ซึ่ง จำเลยทั้ง สอง ให้การ ต่อสู้ ใน ข้อ นี้ และ ศาล กำหนด เป็น ประเด็น ข้อพิพาท ไว้ แล้วเมื่อ จำเลย ทั้ง สอง นำสืบ ไม่ ชัดแจ้ง ต้อง รับฟัง ว่า ค่าทดแทน ที่ โจทก์เสนอ เป็น เงิน พอสมควร แล้ว เห็นว่า คำขอ ท้ายฟ้อง ของ โจทก์ มิได้ ขอให้บังคับ จำเลย ทั้ง สอง รับ เงิน ค่าทดแทน ความเสียหาย ที่ โจทก์ ใช้ ที่ดินของ จำเลย ทั้ง สอง และ จำเลย ทั้ง สอง มิได้ ฟ้องแย้ง เรียกร้อง ค่าทดแทนดังกล่าว ว่า ควร จะ เป็น จำนวน เท่าใด ศาลฎีกา จึง ยัง ไม่ วินิจฉัย ให้จำเลย ทั้ง สอง ชอบ ที่ จะ ว่ากล่าว เอา แก่ โจทก์ ใน เรื่อง นี้ เป็น อีก คดี หนึ่งต่างหาก ฎีกา ของ โจทก์ ข้อ นี้ ฟังไม่ขึ้น  ปัญหา ที่ ต้อง วินิจฉัย ตาม ฎีกา ของ โจทก์ ข้อ สี่ มี ว่า จำเลย ทั้ง สองจะ ต้อง ยินยอม ให้ โจทก์ วาง และ ติด ตั้ง ไฟฟ้า ท่อน้ำประปา ท่อระบายน้ำโทรศัพท์ และ สาธารณูปโภค อัน จำเป็น อื่น ๆ ผ่าน ที่ดิน ของ จำเลย ทั้ง สองหรือไม่ เห็นว่า แม้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352จะ บัญญัติ ว่า เจ้าของ ที่ดิน ต้อง ยอม ให้ ผู้อื่น วาง ท่อ น้ำ ท่อระบายน้ำสายไฟฟ้า หรือ สิ่ง อื่น ซึ่ง คล้าย กัน ผ่าน ที่ดิน ของ ตน เพื่อ ประโยชน์แก่ ที่ดิน ติดต่อ ก็ ตาม แต่ ความใน มาตรา นี้ ก็ บัญญัติ ไว้ ด้วย ว่าเจ้าของ ที่ดิน จะ ต้อง ยอม ก็ ต่อเมื่อ ได้รับ ค่าทดแทน ตาม สมควร แล้วซึ่ง เป็น หน้าที่ ของ ผู้ที่ จะ วาง ต้อง บอกกล่าว เสนอ จำนวน ค่าทดแทนให้ เจ้าของ ที่ดิน ทราบ ก่อน แต่ ตาม คำฟ้อง ไม่ปรากฏ ว่า ก่อน ฟ้องคดี นี้โจทก์ เคย บอกกล่าว เสนอ ค่าทดแทน แก่ จำเลย ทั้ง สอง ทั้ง คำขอ ท้ายฟ้องโจทก์ ก็ มิได้ ขอให้ จำเลย ทั้ง สอง รับ เงิน ค่าทดแทน จาก โจทก์ แต่อย่างใดคดี จึง ไม่มี ประเด็น ว่า โจทก์ ชอบ ที่ จะ ใช้ สิทธิ ตาม ประมวล กฎหมายแพ่ง และ พาณิชย์ มาตรา 1352 หรือไม่ ฎีกา ของ โจทก์ ข้อ นี้ ฟังไม่ขึ้น "  พิพากษาแก้ เป็น ว่า ให้ จำเลย ทั้ง สอง เปิด ทาง กว้าง 4 เมตรผ่าน ที่ดิน โฉนด เลขที่ 100935 ถึง 100937 และ 2121 ของ จำเลย ที่ 2เชื่อม ต่อ เป็น แนว เดียว กับ ถนน ซอย สุภาพงษ์ เฉพาะ พื้นที่ ภายใน เส้น สีแดง ของ รูป แผนที่ สังเขป ท้ายฟ้อง เอกสาร หมาย จ. 19 โดย ให้ โจทก์มีสิทธิ ใช้ ทาง ดังกล่าว เพียง เพื่อ ความจำเป็น ใน การ เข้า ออก ที่ดิน ของตน ไป สู่ ทางสาธารณะ ตาม ปกติ ที่ มิใช่ การค้า เท่านั้น ไม่บังคับ ให้ โจทก์ใช้ ค่าทดแทน แก่ จำเลย ทั้ง สอง แต่ ไม่ ตัด สิทธิ ของ จำเลย ทั้ง สองที่ จะ ไป ว่ากล่าว กับ โจทก์ เป็น อีก คดี หนึ่ง นอกจาก ที่ แก้ ให้ เป็น ไป ตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 1349, ม. 1352 แหล่งที่มา  สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ ชื่อคู่ความ  โจทก์ - นาย รักษ์ ดรุงคพิทยา  จำเลย - นาง ลออ สุภาพงษ์หรือภู่อารีย์ กับพวก ชื่อองค์คณะ  อำนวย สุขพรหม  ยงยุทธ ธารีสาร  ยรรยง ปานุราช ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  11. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 837/2538 ที่ดินของโจทก์ติดกับลำรางสาธารณะ แต่ลำรางไม่มีน้ำที่จะใช้เป็นทางสัญจรทางเรือตลอดเวลา เพราะบางฤดูน้ำแห้งและเป็นโคลน มีสภาพตื้นเขินประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมลำรางไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจรมาประมาณ 10 ปีแล้ว จึงไม่เป็นทางสาธารณะตาม ป.พ.พ.มาตรา 1349 ที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์จึงมีสิทธิผ่านที่ดินของจำเลยในฐานะเป็นทางจำเป็นเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะที่ใกล้ที่สุดได้ โดยให้โจทก์มีสิทธิในทางเพียงเพื่อความจำเป็นในการเข้าออกที่ดินตามปกติที่มิใช่การค้า  จำเลยฎีกาว่าทางในที่ดินของจำเลยเป็นถนนส่วนบุคคลไม่ใช่ที่ดินว่างเปล่า จึงไม่มีกฎหมายในเรื่องทางจำเป็นที่จะบังคับให้จำเลยยินยอมให้โจทก์ใช้ถนนของจำเลยได้ โดยจำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามฎีกาตามป.วิ.พ.มาตรา 249 วรรคหนึ่ง  ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเปิดทางจำเป็น และได้เสนอค่าทดแทนความเสียหายให้แก่จำเลยและจำเลยให้การต่อสู้ในข้อนี้ แต่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้บังคับจำเลยรับเงินค่าทดแทนความเสียหายที่โจทก์ใช้ที่ดินของจำเลยและจำเลยก็มิได้ฟ้องแย้งเรียกร้องค่าทดแทนดังกล่าวว่าควรจะเป็นจำนวนเท่าใดที่โจทก์ฎีกาว่า ค่าทดแทนความเสียหายที่โจทก์ใช้ที่ดินของจำเลยตามที่โจทก์เสนอมาพอสมควรหรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าค่าทดแทนที่โจทก์เสนอมาเป็นจำนวนน้อยไม่คุ้มกับความเสียหายที่จำเลยจะได้รับและข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะกำหนดค่าทดแทนนั้น ศาลฎีกาจึงยังไม่วินิจฉัยให้ ชอบที่จำเลยจะว่ากล่าวเอาแก่โจทก์ในเรื่องค่าทดแทนความเสียหายเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก  แม้ ป.พ.พ.มาตรา 1352 จะบัญญัติว่าเจ้าของที่ดินต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อก็ตาม แต่ความในมาตรานี้ก็บัญญัติไว้ด้วยว่าเจ้าของที่ดินจะต้องยอมก็ต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ที่จะวางต้องบอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนให้เจ้าของที่ดินทราบก่อน ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์เคยบอกกล่าวเสนอค่าทดแทนแก่จำเลย ทั้งคำขอท้ายฟ้องโจทก์ก็มิได้ขอให้จำเลยรับเงินค่าทดแทนจากโจทก์ คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิตาม ป.พ.พ.มาตรา 1352 ได้หรือไม่  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 1349, ม. 1352 วรรคหนึ่ง  ป.วิ.พ. ม. 142, ม. 72, ม. 177, ม. 183, ม. 249 วรรคหนึ่ง แหล่งที่มา  กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ชื่อคู่ความ  โจทก์ - นายรักษ์ ดุรงคพิทยา  จำเลย - นางลออ สุภาพงษ์หรือภู่อารีย์ กับพวก ชื่อองค์คณะ  อำนวย สุขพรหม  ยงยุทธ ธารีสาร  ยรรยง ปานุราช ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  ศาลแพ่ง - นายโยธิน ฉวาง  ศาลอุทธรณ์ - นายปรีดี รุ่งวิสัย  12. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2205/2536 ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยอายุความ การที่โจทก์ไปขอใช้เงินแก่เจ้าของที่ดินจำเลยคนก่อนแต่เขาไม่ยอมก็ดีหรือโจทก์ขอให้ผลมะพร้าวให้จำเลยแล้วผิดข้อตกลงกันก็ดี เมื่อเป็นเรื่องโจทก์เสนอให้ค่าตอบแทนเพื่อโจทก์จะทำถนนได้กว้างขึ้นเท่านั้น จึงไม่ทำให้ทางพิพาทซึ่งตกเป็นภารจำยอมอยู่แล้วกลายเป็นไม่เป็นภารจำยอมหรือภารจำยอมหมดสิ้นไปแต่อย่างใด แม้ทางพิพาทจะตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ แต่การปักเสาไฟฟ้าการวางสายไฟฟ้าในที่ดินจำเลยที่เป็นภารจำยอมนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ ทำให้เกิดภารเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ได้ เมื่อโจทก์ไม่ให้ค่าทดแทนและไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยโจทก์จึงหามีสิทธิปักเสาพาดสายไฟฟ้าตามทางพิพาทไม่  คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกนายลุ้ย เรืองประดิษฐ์ ว่า โจทก์และพระอธิการประสารศิลาอาสน์ ว่า จำเลย  โจทก์สำนวนแรกฟ้องว่า โจทก์ใช้ถนนกว้าง 3 เมตร ยาว 500 เมตรผ่านที่ดินของจำเลยเข้าออกสู่ถนนสาธารณะประมาณ 40 ปี จึงได้สิทธิภารจำยอม จำเลยสร้างประตูรั้วใส่โซ่และกุญแจปิดกั้นปากทางดังกล่าวขอให้จำเลยรื้อประตูรั้ว และจดทะเบียนภารจำยอม ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับถนนภารจำยอม  จำเลยสำนวนแรก ให้การว่า โจทก์ถือวิสาสะที่เป็นญาติเดินผ่านที่ดินของจำเลยเป็นทางเดินกว้างไม่เกิน 1 ศอก โจทก์ทำถนนเพียง4 เดือน จึงไม่ได้สิทธิภารจำยอมโดยอายุความ ขอให้ยกฟ้อง  โจทก์ในสำนวนหลังฟ้องว่า โจทก์รับโอนที่ดินมาจากนายแดงจำเลยนำดินมาถมในที่โจทก์ทำเป็นถนน ทำให้ต้นมะพร้าวที่โจทก์ปลูกไว้ตายไป 2 ต้น คิดเป็นค่าเสียหาย 1,000 บาท แล้วจำเลยปักเสาพาดสายไฟฟ้าตามแนวความยาวของถนนนั้น ขอให้จำเลยนำดินที่ถมเป็นถนนออกจากที่ดินโจทก์ให้มีสภาพเป็นทางเดินเล็ก ๆ เหมือนเดิมให้รื้อถอนเสาและสายไฟฟ้าที่ผ่านที่ดินของโจทก์และให้ใช้ค่าเสียหาย1,000 บาท  จำเลยในสำนวนหลังให้การว่า จำเลยและชาวบ้านได้ทำการพัฒนาหมู่บ้านโดยนำดินมาถมตามทางภารจำยอมกว้างเท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มภารแก่ที่ดินของโจทก์ สำหรับต้นมะพร้าว 2 ตัน ที่เสียหายจำเลยและผู้ใหญ่บ้านได้นำเงิน 1,000 บาท ไปชดใช้ให้แก่โจทก์แล้วแต่โจทก์ไม่ยอมรับ เสาไฟฟ้าปักห่างทางไม่เกิน 1 เมตร เป็นส่วนควบของทางและปักมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทในส่วนที่ผ่านที่ดินของจำเลยตั้งแต่ทิศเหนือลงมาสู่ทิศใต้ตามแผนที่สังเขป เป็นทางภารจำยอมกว้าง 3 เมตร ให้จำเลยรื้อถอนประตูที่ทำปิดปากทางออกภายใน 30 วันหากไม่รื้อให้โจทก์รื้อโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยไปจดทะเบียนทางภารจำยอมในหนังสือ น.ส.3 ก. ภายใน 30 วัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยให้โจทก์รื้อถอนเสาไฟฟ้าที่ปักอยู่ในทางพิพาทในที่ดินของจำเลยออกไปภายใน 30 วัน หากไม่รื้อให้จำเลยรื้อถอนเอง โดยให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ส่วนที่จำเลยฟ้องขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายที่ทำให้ต้นมะพร้าวของจำเลยตาย 2 ต้น เป็นจำนวนเงิน 1,000 บาทนั้น จำเลยมิได้เสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนจึงไม่พิจารณาให้  โจทก์และจำเลยอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้เงิน1,000 บาท แก่จำเลยและให้ยกคำขอที่ว่า หากโจทก์ไม่รื้อถอนเสาไฟฟ้าที่ปักอยู่ในที่ดินของจำเลย ให้จำเลยรื้อถอนเองโดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  โจทก์ฎีกา  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และชาวบ้านใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยรวมทั้งส่วนที่เป็นถนนเส้นตรงตัดใหม่เดินและใช้รถยนต์สัญจรไปมาตั้งแต่ปี 2519 จนถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยจึงตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์กว้างเพียง 2 เมตร การที่โจทก์ไปขอใช้เงิน 2,000 บาทแก่นายแดงแต่นายแดงไม่ยอมก็ดีหรือโจทก์ขอให้ผลมะพร้าวให้จำเลยแต่ผิดข้อตกลงกันก็ดี กรณีเป็นเรื่องโจทก์เสนอให้ค่าตอบแทนเพื่อโจทก์จะทำถนนได้กว้างขึ้นเป็นการขอภารจำยอมซึ่งมีอยู่แต่เดิมแล้วให้ได้ภารจำยอมเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเท่านั้นการกระทำดังกล่าวของโจทก์ไม่ทำให้ทางพิพาทซึ่งตกเป็นภารจำยอมอยู่แล้วกลายเป็นไม่เป็นภารจำยอมหรือภารจำยอมหมดสิ้นไปแต่อย่างใดโจทก์จึงได้ภารจำยอมในทางพิพาทในที่ดินของจำเลยกว้าง 2 เมตรตั้งแต่ทิศเหนือลงมาสู่ทิศใต้ตามเอกสารหมาย จ.3 หรือเอกสารหมาย จ.10ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า เมื่อทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิวางเสาไฟฟ้าตามทางพิพาทในที่ดินของจำเลยนั้น เห็นว่าแม้ทางพิพาทจะตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ แต่เรื่องภารจำยอมที่โจทก์ได้มาโดยอายุความในที่ดินของจำเลยนั้นโจทก์เพียงได้สิทธิที่จะใช้ที่ดินจำเลยส่วนที่ตกเป็นภารจำยอมเป็นทางสัญจรไปมาสู่ถนนสาธารณะเท่านั้น การปักเสาไฟฟ้า การวางสายไฟฟ้าในที่ดินจำเลยที่เป็นภารจำยอมนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ การเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นไม่ให้สิทธิแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ที่จะทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ได้ โดยที่โจทก์ไม่ให้ค่าทดแทนและไม่ได้ความยินยอมจากจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์ โจทก์ไม่มีสิทธิปักเสาพาดสายไฟฟ้าตามทางพิพาทในที่ดินของจำเลย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"  พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยจากทิศเหนือลงมาสู่ทิศใต้ตามแผนที่สังเขป กว้าง 2 เมตร ตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ให้จำเลยไปจดทะเบียนภารจำยอมดังกล่าวให้แก่โจทก์หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยรื้อถอนประตูรั้วที่ปิดปากทางออกให้กว้าง 2 เมตร คำขอนอกจากนี้ของโจทก์ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 1388 แหล่งที่มา  สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ ชื่อคู่ความ  โจทก์ - นาย ลุ้ย เรือง ประดิษฐ์  จำเลย - พระอธิการ ประสารศิลาอาสน์ ชื่อองค์คณะ  เพี้ยน พุทธสุอัตตา  บุญศรี กอบบุญ  เสมอ อินทรศักดิ์ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  13. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 648/2525 จำเลยเจ้าของที่ดินจะต้องยอมให้โจทก์ปักเสาและพาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของตนต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้จำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิกระทำดังกล่าวได้ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องค่าทดแทน การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้โจทก์ชำระค่าตอบแทนแก่จำเลย จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันยินยอมให้โจทก์ปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 4327 ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ในส่วนที่จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมให้กับโจทก์และบิดาโจทก์แล้ว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้โจทก์ชำระค่าตอบแทนให้แก่จำเลยทั้งสามรวม 4,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา  ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ปัญหาที่จะวินิจฉัยมีว่า โจทก์มีสิทธิปักเสาและพาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 บัญญัติว่า เจ้าของที่ดินต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อก็ตาม แต่เจ้าของที่ดินจะต้องยอมต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว เมื่อโจทก์จะปักเสาและพาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของจำเลยไปยังที่ดินของโจทก์ เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องเสนอจำนวนค่าทดแทนให้จำเลยด้วย ได้พิเคราะห์คำฟ้อง คำขอท้ายฟ้อง และคำให้การจำเลยแล้วโจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้จำเลยแต่อย่างใดเลยโจทก์จึงไม่มีสิทธิปักเสาและพาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของจำเลยได้ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องค่าทดแทนตามมาตรา 1352 ด้วย ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้โจทก์ชำระค่าตอบแทนให้จำเลย 4,000 บาท จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น"  พิพากษายืน  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 1352  ป.วิ.พ. ม. 142 แหล่งที่มา  เนติบัณฑิตยสภา ชื่อคู่ความ  โจทก์ - นายละออง เชื่อมสุข  จำเลย - นางสมบุญ เตยอ่อน กับพวก ชื่อองค์คณะ  ประมุข สวัสดิ์มงคล  สุนทร วรรณแสง  เสมา รัตนมาลัย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  14. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 214/2521 ที่ดินจำเลยตกอยู่ภายใต้ภารจำยอมเพียงให้เป็นทางคนเดินผ่าน ให้ล้อเกวียนโคกระบือผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะ และหน้าน้ำใช้เรือพายผ่านเข้าออกเท่านั้น การที่โจทก์วางสายไฟฟ้าผ่านทางภารจำยอมนั้นเป็นการทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์โจทก์จึงไม่มีสิทธิทำได้  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 เจ้าของที่ดินจะต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อกันก็ตามแต่เจ้าของที่ดินจะต้องยอมก็ต่อเมื่อเจ้าของที่ดินได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้วด้วย เมื่อในคำฟ้องของโจทก์มิได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 ได้หรือไม่  โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่าที่ดินของจำเลยตกอยู่ภายใต้ภารจำยอม จำเลยกั้นรั้วให้ทางภารจำยอมซึ่งกว้าง 2 วา เหลือเพียง 3 ศอก และโจทก์วางสายไฟฟ้าผ่านทางภารจำยอมเข้าไปในที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นระยะทางที่ใกล้ที่สุด จำเลยขัดขวาง จึงขอให้จำเลยรื้อรั้วและห้ามจำเลยขัดขวางวางสายไฟฟ้าผ่านทางภารจำยอมไปยังที่ดินของโจทก์  จำเลยที่ 1 ให้การว่าทางกว้างเพียง 3 ศอก ใช้เป็นเพียงทางคนเดินผ่านการวางสายไฟฟ้าผ่าน ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ขอให้ยกฟ้อง  จำเลยที่ 2 ให้การว่าไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่โจทก์ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง  จำเลยที่ 3 ที่ 4 ให้การว่าทางภารจำยอมเป็นทางเดินผ่านกว้าง 3 ศอกและฟ้องแย้งว่าโจทก์เดินสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของจำเลย เป็นการทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ขอให้โจทก์รื้อสายไฟฟ้าออกไป  โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าจำเป็นต้องวางสายไฟฟ้าผ่านเพราะเป็นทางที่ใกล้ที่สุด ขอให้ยกฟ้องแย้ง  ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าทางกว้าง 2 วา โจทก์มีสิทธิวางสายไฟฟ้าผ่านเหนือที่ดินของจำเลยผ่านทางภารจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 ไม่ใช่เป็นการเพิ่มภารยทรัพย์ดังจำเลยให้การและฟ้องแย้งแต่โจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลยเป็นประเด็นให้ศาลวินิจฉัย และจะห้ามโจทก์ดังฟ้องแย้งของจำเลยก็ไม่ได้ พิพากษาว่าทางกว้าง 2 วา ให้จำเลยรื้อรั้วในทางภารจำยอมออกให้หมด คำขออื่นของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก  โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์มีสิทธิและอำนาจวางสายไฟฟ้าผ่านทางภารจำยอม  จำเลยที่ 3 ที่ 4 อุทธรณ์ว่าทางภารจำยอมมีความกว้างเพียง 3 ศอก กับขอให้พิพากษาตามฟ้องแย้งของจำเลย  ศาลอุทธรณ์ฟังว่าทางภารจำยอมกว้าง 2 วา การที่โจทก์วางสายไฟฟ้าผ่านทางภารจำยอมซึ่งเป็นที่ดินของจำเลยเป็นการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มภาระให้แก่ภารยทรัพย์ โจทก์วางสายไฟฟ้าผ่านที่พิพาทโดยไม่มีสิทธิ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าให้โจทก์รื้อสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของจำเลยที่ 3 ที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  โจทก์ฎีกาว่าโจทก์มีสิทธิวางสายไฟฟ้าผ่านที่ดินจำเลยได้  จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าทางภารจำยอมกว้างเพียง 3 ศอก ยาว 10 วา และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินภารจำยอมกว้าง 2 วา ยาว 18 วาไม่เกินคำขอที่ปรากฏในฟ้อง เป็นการวินิจฉัยไม่ชอบ  ศาลฎีกาเห็นว่าศาลชั้นต้นพิพากษาว่าทางกว้าง 2 วา ยาว 18 วา นั้นไม่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 1022/2500 และเห็นว่าที่ดินจำเลยตกอยู่ใต้ภารจำยอมเพียงให้เป็นทางคนเดินผ่าน ให้ล้อเกวียน โค กระบือผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะและหน้าน้ำใช้เรือพายผ่านเข้าออกเท่านั้น การที่โจทก์วางสายไฟฟ้าผ่านทางภารจำยอมยอมเห็นได้ชัดว่าเป็นการทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิทำได้จำต้องรื้อออกไป ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์มีสิทธิวางสายไฟฟ้าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 นั้น เห็นว่าแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1352 จะบัญญัติว่า เจ้าของที่ดินต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อกันก็ตาม แต่ความในมาตรานี้ได้บัญญัติไว้ด้วยว่าเจ้าของที่ดินจะต้องยอมก็ต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้วด้วย แต่ในคำฟ้องของโจทก์มิได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 ได้หรือไม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีชอบแล้ว  พิพากษายืน  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 1352, ม. 1388, ม. 1389  ป.วิ.พ. ม. 142, ม. 172 แหล่งที่มา  กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ชื่อคู่ความ  โจทก์ - นายผิว หาเรือนทอง โดย  โจทก์ - นายบุญช่วย หาเรือนทอง ผู้รับมอบอำนาจ  จำเลย - พันโทเพี้ยน สุทธะลักษณ์ กับพวก ชื่อองค์คณะ  ชลูตม์ สวัสดิทัต  ประภาศน์ อวยชัย  พัลลภ สังโขบล ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  15. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 214/2521 ที่ดินจำเลยตกอยู่ในภารจำยอมพียงให้เป็นทางคนเดินผ่าน ให้ล้อเกวียนโคกระบือผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะ และหน้าน้ำใช้เรือพายผ่านเข้าออกเท่านั้น การที่โจทก์วางสายไฟฟ้าผ่านทางภารจำยอมนั้นเป็นการทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์โจทก์จึงไม่มีสิทธิทำได้  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 เจ้าของที่ดินจะต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อกันก็ตาม แต่เจ้าของที่ดินจะต้องยอมก็ต่อเมื่อเจ้าของที่ดินได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้วด้วย เมื่อในคำฟ้องของโจทก์มิได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 ได้หรือไม่  โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่าที่ดินของจำเลยตำอยู่ใต้ภารจำยอม เลยกั้นรั้วให้ทางภารจำยอมซึ่งกว้าง ๒ วา เหลือเพียง ๓ ศอก และโจทก์วางสายไฟฟ้าผ่านทางภาคจำยอมเข้าไปในที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นระยะทางที่ใกล้ที่สุด จำเลยขัดขวาง จึงขอให้จำเลยรื้อรั้วและห้ามจำเลยขัดขวางวางสายไฟฟ้าผ่านทางภารจำยอมไปยังที่ดินของโจทก์  จำเลยที่ ๑ ให้การว่าทางกว้างเพียง ๓ ศอก ใช้เป็นเพียงทางคนเดินผ่าน การวางสายไฟฟ้าผ่าน ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ขอให้ยกฟ้อง  จำเลยที่ ๒ ให้การว่าไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่โจทก์ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง  จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ให้การว่าทางภารจำยอมเป็นทางเดินผ่าน กว้าง ๓ ศอก และฟ้องแย้งว่าโจทก์เดินสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของจำเลย เป็นการให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ขอให้โจทก์รื้อสายไฟฟ้าออกไป  โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าจำเป็นต้องวางสายไฟฟ้าผ่านเพราะเป็นทางที่ใกล้ที่สุด ขอให้ยกฟ้องแย้ง  ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าทางกว้าง ๒ วา โจทก์มีสิทธิวางสายไฟฟ้าผ่านเหมือนที่ดินของจำเลยผ่านทางภารจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๒ ไม่ใช่เป็นการเพิ่มภารยทรัพย์ดังจำเลยให้การและฟ้องแย้ง แต่โจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลยเป็นประเด็นให้ศาลวินิจฉัย และจะห้ามโจทก์ดังฟ้องแย้งของจำเลยก็ไม่ได้ พิพากษาว่าทางกว้าง ๒ วา ให้จำเลยรื้อรั้วในทางภารจำยอมออกให้หมด คำขออื่นของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก  โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์มีสิทธิและอำนาจวางสายไฟฟ้าผ่านทางภารจำยอม  จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ อุทธรณ์ว่าทางภารจำยอมมีความกว้างเพียง ๓ ศอก กับขอให้พิพากษาตามฟ้องแย้งของจำเลย  ศาลอุทธรณ์ฟังว่าทางภารจำยอมกว้าง ๒ วา การที่โจทก์วางสายไฟฟ้าผ่านทางภารจำยอมซึ่งเป็นที่ดินของจำเลยเป็นการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มภาระให้แก่ภารยทรัพย์ โจทก์วางสายไฟฟ้าผ่านที่พิพาทโดยไม่มีสิทธิ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๒ พิพากษาแก้คงพิพากษาศาลชั้นต้นว่าให้โจทก์รื้อสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  โจทก์ฎีกาว่าโจทก์มีสิทธิวางสายไฟฟ้าผ่านที่ดินจำเลยได้  จำเลยที่ ๔ ฎีกาว่าทางภารจำยอมกว้างเพียง ๓ ศอก ยาว ๑๐ วา และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินภารจำยอมกว้าง ๒ วา ยาว ๑๘ วา ไม่เกินคำขอที่ปรากฏในฟ้อง เป็นการวินิจฉัยไม่ชอบ  ศาลฎีกาเห็นว่าศาลชั้นต้นพิพากษาว่าทางกว้าง ๒ วา ยาว ๑๘ วา นั้นไม่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบด้วยอ้างคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๒๒/๒๕๐๐ และเห็นว่าที่ดินจำเลยตกอยู่ใต้ภารจำยอมเพียงให้เป็นทางเดินผ่าน ให้ล้อเกวียน โค กระบือผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะและหน้าน้ำใช้เรือพายผ่านเข้าออกเท่านั้น การที่โจทก์วางสายไฟฟ้าผ่านทางภารจำยอมย่อมเห็นได้ว่าเป็นการทำการเปลียนแปลงในภารยทรัพย์ ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิทำได้จำต้องรื้อออกไป ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์มีสิทธิวางสายไฟฟ้าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๒ นั้น เห็นว่าแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๒ จะบัญญัติว่า เจ้าของที่ดินต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อกันก็ตาม แต่ความในมาตรานี้ได้บัญญัติไว้ด้วยว่าเจ้าของที่ดินจะต้องยอมก็ต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้วด้วย แต่ในคำฟ้องของโจทก์มิได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๒ ได้หรือไม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีชอบแล้ว  พิพากษายืน  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 1352, ม. 1388, ม. 1389  ป.วิ.พ. ม. 142, ม. 172 แหล่งที่มา  กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ชื่อคู่ความ  โจทก์ - นายผิว หาเรือนทรง โดย นายบุญช่วย หาเรือนทรง ผู้รับมอบอำนาจ  จำเลย - พันโทเพี้ยน สุทธะลักษณ์ กับพวก ชื่อองค์คณะ  ชลูตม์ สวัสดิทัต  ประภาศน์ อวยชัย  พัลลภ สังโขบล ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายสมชัย ศิริบุตร  ศาลอุทธรณ์ - นายสมศักดิ์ ปาลวัฒน์วิไชย  16. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 378/2511 ที่ดินตกอยู่ในภารจำยอมเพียงให้เป็นทางคนเดินผ่านที่ดินนั้นไปออกทางสาธารณะเท่านั้น. การปักเสาไฟฟ้า วางสายไฟฟ้า วางท่อประปาบนทางภารจำยอมนั้นย่อมเป็นการทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์. ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์เจ้าของสามยทรัพย์ไม่มีสิทธิที่จะทำได้.  แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 บัญญัติว่าเจ้าของที่ดินต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ ท่อระบายสายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นที่คล้ายกันผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อก็ตาม. แต่มาตรานี้ได้บัญญัติไว้ด้วยว่า. เจ้าของที่ดินต้องยอมต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควร และเป็นหน้าที่ของผู้ที่จะวางต้องบอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนให้เจ้าของที่ดินทราบก่อน. หาใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าของที่ดินเป็นผู้เสนอไม่. เมื่อผู้ที่จะวางไม่ได้เสนอค่าทดแทน. เจ้าของที่ดินมีสิทธิคัดค้านได้. เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตและชอบที่จะทำได้ตามกฎหมาย.  โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินจำเลยที่กั้นอยู่ด้านหนึ่งเป็นภารจำยอมโจทก์จะวางท่อประปาและสายไฟฟ้าผ่านที่ดินจำเลย จำเลยขัดขวาง เป็นเหตุให้การไฟฟ้าเลิกวางสายและริบเงิน ขอให้บังคับมิให้จำเลยขัดขวางและชำระเงินที่ถูกริบ จำเลยให้การว่า การที่โจทก์นำเสาไฟฟ้าไปปักหรือวางท่อประปาผ่านที่ดินเป็นการเพิ่มภาระแก่ที่ดินจำเลย แม้โจทก์จะมีสิทธิในภารจำยอมก็ไม่มีสิทธิจะกระทำได้ จะทำได้ต่อเมื่อขออนุญาตและเสียค่าทดแทนให้จำเลย คู่ความรับกันว่า ร้อยเอกเทียบเคยฟ้องจำเลย ศาลพิพากษาให้จำเลยเปิดทางภารจำยอม คดีถึงที่สุด โจทก์รับว่าเป็นเพียงผู้เช่าจากร้อยเอกเทียบ ไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้จำเลย เพียงแต่แจ้งให้จำเลยทราบตามเอกสารท้ายฟ้อง จำเลยรับว่า ได้รับหนังสือตามเอกสารท้ายฟ้องเมื่อโจทก์ปักเสาและวางสายในทางภารจำยอม จำเลยคัดค้าน ศาลชั้นต้นเห็นว่ารูปคดีไม่จำเป็นต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าที่ดิน ไม่มีสิทธิทำการอย่างใดให้ภาระเพิ่มขึ้นแก่ที่ดินของจำเลย โจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย จึงไม่มีสิทธิปักเสา วางสายไฟฟ้า วางท่อประปาผ่านที่ดินจำเลย และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินของจำเลยตกอยู่ใต้ภารจำยอมเพียงให้เป็นทางคนเดินผ่านที่ดินของจำเลยไปออกทางสาธารณะเท่านั้น การที่จะปักเสาวางสายไฟฟ้า และวางท่อประปาบนทางภารจำยอมนั้น ย่อมเห็นได้ชัดว่า เป็นการทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ โจทก์เป็นผู้เช่าสามยทรัพย์ ไม่มีสิทธิทำได้เพราะแม้เจ้าของสามยทรัพย์ก็ไม่มีสิทธิจะทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 และ 1889 แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 จะบัญญัติว่าเจ้าของที่ดินต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อก็ตาม แต่ความในมาตรานี้ได้บัญญัติไว้ด้วยว่า เจ้าของที่ดินจะต้องยอมก็ต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้จำเลย เพียงมีหนังสือแจ้งจำเลยขอความร่วมมือจากจำเลยให้ยอมสละที่ดินให้โจทก์วางสายไฟฟ้าท่อประปาเท่านั้น การที่จำเลยคัดค้านจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต และชอบที่จะทำได้ตามกฎหมาย เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องบอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนให้จำเลยทราบก่อน หาใช่เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะเสนอต่อโจทก์ไม่ พิพากษายืน.  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 5, ม. 1352, ม. 1388, ม. 1389 แหล่งที่มา  กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ชื่อคู่ความ  โจทก์ - ์ นาย วิโรจน์ แสง สว่าง ที่ 1 นาย ประมวล ช่าง ประดับ  จำเลย - ย นาย เกษม มานะจิตต์ ชื่อองค์คณะ  ยง เหลืองรังษี  ประสม เภกะสุต  สว่าง ภูวะปัจฉิม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  17. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 378/2511 ที่ดินตกอยู่ในภารจำยอมเพียงให้เป็นทางคนเดินผ่านที่ดินนั้นไปออกทางสาธารณะเท่านั้น การปักเสาไฟฟ้า วางสายไฟฟ้าวางท่อประปาบนทางภารจำยอมนั้นย่อมเป็นการทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์เจ้าของสามยทรัพย์ไม่มีสิทธิที่จะทำได้  แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 บัญญัติว่าเจ้าของที่ดินต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ ท่อระบายสายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นที่คล้ายกันผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อก็ตามแต่มาตรานี้ได้บัญญัติไว้ด้วยว่า เจ้าของที่ดินต้องยอมต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควร และเป็นหน้าที่ของผู้ที่จะวางต้องบอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนให้เจ้าของที่ดินทราบก่อนหาใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าของที่ดินเป็นผู้เสนอไม่ เมื่อผู้ที่จะวางไม่ได้เสนอค่าทดแทน เจ้าของที่ดินมีสิทธิคัดค้านได้เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตและชอบที่จะทำได้ตามกฎหมาย  โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินจำเลยที่กั้นอยู่ด้านหนึ่งเป็นภารจำยอมโจทก์จะวางท่อประปาและสายไฟฟ้าผ่านที่ดินจำเลย จำเลยขัดขวาง เป็นเหตุให้การไฟฟ้าเลิกวางสายและริบเงิน ขอให้บังคับมิให้จำเลยขัดขวางและชำระเงินที่ถูกริบ  จำเลยให้การว่า การที่โจทก์นำเสาไฟฟ้าไปปักหรือวางท่อประปาผ่านที่ดินเป็นการเพิ่มภาระแก่ที่ดินจำเลย แม้โจทก์จะมีสิทธิในภารจำยอมก็ไม่มีสิทธิจะกระทำได้ จะทำได้ต่อเมื่อขออนุญาตและเสียค่าทดแทนให้จำเลย  คู่ความรับกันว่า ร้อยเอกเทียบเคยฟ้องจำเลย ศาลพิพากษาให้จำเลยเปิดทางภารจำยอม คดีถึงที่สุด  โจทก์รับว่าเป็นเพียงผู้เช่าจากร้อยเอกเทียบ ไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้จำเลย เพียงแต่แจ้งให้จำเลยทราบตามเอกสารท้ายฟ้อง  จำเลยรับว่า ได้รับหนังสือตามเอกสารท้ายฟ้องเมื่อโจทก์ปักเสาและวางสายในทางภารจำยอม จำเลยคัดค้าน  ศาลชั้นต้นเห็นว่ารูปคดีไม่จำเป็นต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าที่ดิน ไม่มีสิทธิทำการอย่างใดให้ภาระเพิ่มขึ้นแก่ที่ดินของจำเลย โจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย จึงไม่มีสิทธิปักเสา วางสายไฟฟ้า วางท่อประปาผ่านที่ดินจำเลย และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย พิพากษายกฟ้อง  โจทก์อุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน  โจทก์ฎีกา  ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินของจำเลยตกอยู่ใต้ภารจำยอมเพียงให้เป็นทางคนเดินผ่านที่ดินของจำเลยไปออกทางสาธารณะเท่านั้น การที่จะปักเสาวางสายไฟฟ้า และวางท่อประปาบนทางภารจำยอมนั้น ย่อมเห็นได้ชัดว่า เป็นการทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ โจทก์เป็นผู้เช่าสามยทรัพย์ ไม่มีสิทธิทำได้เพราะแม้เจ้าของสามยทรัพย์ก็ไม่มีสิทธิจะทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 และ 1889  แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 จะบัญญัติว่าเจ้าของที่ดินต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อก็ตาม แต่ความในมาตรานี้ได้บัญญัติไว้ด้วยว่า เจ้าของที่ดินจะต้องยอมก็ต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้จำเลย เพียงมีหนังสือแจ้งจำเลยขอความร่วมมือจากจำเลยให้ยอมสละที่ดินให้โจทก์วางสายไฟฟ้าท่อประปาเท่านั้น การที่จำเลยคัดค้านจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต และชอบที่จะทำได้ตามกฎหมาย  เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องบอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนให้จำเลยทราบก่อน หาใช่เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะเสนอต่อโจทก์ไม่  พิพากษายืน  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 5, ม. 1352, ม. 1388, ม. 1389 แหล่งที่มา  กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ชื่อคู่ความ  โจทก์ - นายวิโรจน์ แสงสว่าง ที่ 1 นายประมวล ช่างประดับ ที่ 2  จำเลย - นายเกษม มานะจิตต์ ชื่อองค์คณะ  ยง เหลืองรังษี  ประสม เภกะสุต  สว่าง ภูวะปัจฉิม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  18. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 378/2511 ที่ดินตกอยู่ในภารจำยอมเพียงให้เป็นทางคนเดินผ่านที่ดินนั้นไปออกทางสาธารณะเท่านั้น. การปักเสาไฟฟ้า วางสายไฟฟ้า วางท่อประปาบนทางภารจำยอมนั้นย่อมเป็นการทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์. ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์เจ้าของสามยทรัพย์ไม่มีสิทธิที่จะทำได้  แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 บัญญัติว่าเจ้าของที่ดินต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ ท่อระบายสายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นที่คล้ายกันผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อก็ตาม แต่มาตรานี้ได้บัญญัติไว้ด้วยว่า เจ้าของที่ดินต้องยอมต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควร และเป็นหน้าที่ของผู้ที่จะวางต้องบอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนให้เจ้าของที่ดินทราบก่อน หาใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าของที่ดินเป็นผู้เสนอไม่ เมื่อผู้ที่จะวางไม่ได้เสนอค่าทดแทน เจ้าของที่ดินมีสิทธิคัดค้านได้ เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตและชอบที่จะทำได้ตามกฎหมาย  โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินจำเลยที่กั้นอยู่ด้านหนึ่งเป็นภารจำยอมโจทก์จะวางท่อประปาและสายไฟฟ้าผ่านที่ดินจำเลย จำเลยขัดขวาง เป็นเหตุให้การไฟฟ้าเลิกวางสายและริบเงิน ขอให้บังคับมิให้จำเลยขัดขวางและชำระเงินที่ถูกริบ  จำเลยให้การว่า การที่โจทก์นำเสาไฟฟ้าไปปักหรือวางท่อประปาผ่านที่ดินเป็นการเพิ่มภาระแก่ที่ดินจำเลย แม้โจทก์จะมีสิทธิในภารจำยอมก็ไม่มีสิทธิจะกระทำได้ จะทำได้ต่อเมื่อขออนุญาตและเสียค่าทดแทนให้จำเลย  คู่ความรับกันว่า ร้อยเอกเทียบเคยฟ้องจำเลย ศาลพิพากษาให้จำเลยเปิดทางภารจำยอม คดีถึงที่สุด  โจทก์รับว่าเป็นเพียงผู้เช่าจากร้อยเอกเทียบ ไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้จำเลย เพียงแต่แจ้งให้จำเลยทราบตามเอกสารท้ายฟ้อง  จำเลยรับว่า ได้รับหนังสือตามเอกสารท้ายฟ้องเมื่อโจทก์ปักเสาและวางสายในทางภารจำยอม จำเลยคัดค้าน  ศาลชั้นต้นเห็นว่ารูปคดีไม่จำเป็นต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าที่ดิน ไม่มีสิทธิทำการอย่างใดให้ภาระเพิ่มขึ้นแก่ที่ดินของจำเลย โจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย จึงไม่มีสิทธิปักเสา วางสายไฟฟ้า วางท่อประปาผ่านที่ดินจำเลย และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย พิพากษายกฟ้อง  โจทก์อุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน  โจทก์ฎีกา  ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินของจำเลยตกอยู่ใต้ภารจำยอมเพียงให้เป็นทางคนเดินผ่านที่ดินของจำเลยไปออกทางสาธารณะเท่านั้น การที่จะปักเสาวางสายไฟฟ้า และวางท่อประปาบนทางภารจำยอมนั้น ย่อมเห็นได้ชัดว่า เป็นการทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ โจทก์เป็นผู้เช่าสามยทรัพย์ ไม่มีสิทธิทำได้เพราะแม้เจ้าของสามยทรัพย์ก็ไม่มีสิทธิจะทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๘ และ ๑๘๘๙  แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๒ จะบัญญัติว่าเจ้าของที่ดินต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อก็ตาม แต่ความในมาตรานี้ได้บัญญัติไว้ด้วยว่า เจ้าของที่ดินจะต้องยอมก็ต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้จำเลย เพียงมีหนังสือแจ้งจำเลยขอความร่วมมือจากจำเลยให้ยอมสละที่ดินให้โจทก์วางสายไฟฟ้าท่อประปาเท่านั้น การที่จำเลยคัดค้านจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต และชอบที่จะทำได้ตามกฎหมาย  เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องบอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนให้จำเลยทราบก่อน หาใช่เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะเสนอต่อโจทก์ไม่  พิพากษายืน.  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 5, ม. 1352, ม. 1388, ม. 1389. แหล่งที่มา  กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ชื่อคู่ความ  โจทก์ - นายวิโรจน์ แสงสว่าง ที่ 1 นายประมวล ช่างประดับ ที่ 2  ล. - นายเกษม มานะจิตต์ ชื่อองค์คณะ  ยง เหลืองรังษี  ประสม เภกะสุต  สว่าง ภูวะปัจฉิม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน  ศาลแพ่ง - นายประพนธ์ ศาตะมาน  ศาลอุทธรณ์ - นายพยุง วัฒนสิงหะ  19. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1084/2507 จำเลยวางท่อระบายน้ำจากโรงงานในที่ดินของจำเลยผ่านเข้าไปในที่ดินของโจทก์ เมื่อได้ความว่าจำเลยมิได้ให้ค่าทดแทนแก่โจทก์ ทั้งที่ดินของจำเลยก็มิได้ติดต่อกับที่ดินของโจทก์ด้วย จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะล่วงแดนเข้าไปวางท่อระบายน้ำในที่ดินของโจทก์โดยอาศัยมาตรา 1352 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการที่โจทก์ยินยอมด้วยวาจาให้จำเลยฝังท่อระบายน้ำในที่ดินของโจทก์ ก็มีผลเพียงให้จำเลยไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นเท่านั้น แต่จำเลยไม่มีสิทธิที่จะยกเอาความยินยอมนั้นขึ้นผูกพันโจทก์อยู่ตลอดไปเมื่อโจทก์บอกเลิกคำอนุญาต ให้จำเลยขนย้ายท่อระบายน้ำออกไป จำเลยไม่ปฏิบัติตาม ก็เป็นการละเมิดล่วงแดนกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ ฉะนั้น การที่โจทก์ขอให้จำเลยรื้อถอนออกไปนั้นจึงทำได้โดยชอบ ไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต มีแต่จะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น  อนึ่ง ความตกลงยินยอมของโจทก์ดังกล่าวนั้นได้ก่อให้เกิดภาระในที่ดินของโจทก์จัดอยู่ในลักษณะที่ว่าด้วยภารจำยอม และภารจำยอมก็เป็นทรัพย์สิทธิอย่างหนึ่ง เมื่อการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งทรัพย์สิทธิของจำเลยนี้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน นิติกรรมนี้ก็ไม่บริบูรณ์  โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเปิดโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังในที่ดินของจำเลยซึ่งอยู่ห่างไกลจากที่ดินโจทก์ และไม่มีเขตติดต่อกับที่ดินโจทก์ จำเลยได้ทำท่อระบายน้ำเน่าและสิ่งโสโครกออกจากที่ดินของจำเลยผ่านเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยมิได้ขออนุญาตหรือรับความยินยอมของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยรื้อถอนท่อออกไป จำเลยก็เพิกเฉย ขอให้บังคับให้จำเลยรื้อถอนท่อระบายน้ำและทำที่ดินของโจทก์ให้ดีดังเดิม กับให้ใช้ค่าเสียหาย  จำเลยให้การต่อสู้คดี โดยอ้างด้วยว่าจำเลยทำท่อระบายน้ำกากแป้งจากโรงงานไปสู่ทะเลเลียบชายที่ดินของโจทก์โดยโจทก์อนุญาตแล้ว โดยไม่เรียกค่าทดแทนอย่างใด จำเลยลงทุนวางท่อประมาณ 200,000 บาท โจทก์มาให้รื้อถอนท่อออกไป จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต มีแต่จะเกิดความเสียหายแก่จำเลย โดยผลแห่งกฎหมายจำเลยมีสิทธิวางท่อระบายน้ำผ่านที่ดินของโจทก์ได้ โดยจำเลยชดใช้ค่าทดแทนตามสมควร ซึ่งจำเลยเห็นควรให้ค่าทดแทนเดือนละ 50 บาท ขอให้ยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินให้แก่โจทก์ปีละ 1,500 บาทนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้ท่อระบายน้ำผ่านที่ดินโจทก์และรื้อถอนไป คำขออื่นของโจทก์ให้ยกเสีย  โจทก์จำเลยอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า ให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายท่อน้ำออกไปให้พ้นที่ดินของโจทก์ และจำเลยไม่ต้องชำระค่าทดแทนปีละ 1,500 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้นี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  จำเลยฎีกา  ศาลฎีกาเห็นว่า ทางพิจารณาฟังได้ว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์ มีอยู่ด้านหนึ่งติดห้วยหินโจนหรือห้วยบางพระ บริษัทจำเลยมีโรงงานทำแป้งมันสำปะหลัง ได้ระบายน้ำและกากแป้งทิ้งไปในห้วยบางพระต่อมามีผู้ร้องเรียนว่าโรงงานของจำเลยทำให้ห้วยน้ำบางพระเสียทางการจึงแนะนำให้จำเลยทำท่อระบายน้ำกากแป้งลงไปสู่ทะเล ซึ่งต้องทำท่อระบายน้ำและกากมันผ่านเข้ามาในที่ดินของโจทก์ด้วยโจทก์ได้อนุญาตด้วยวาจาให้จำเลยทำท่อผ่านเข้าไปในที่ดินของโจทก์ได้ โดยจำเลยไม่ได้เสียค่าตอบแทนให้โจทก์แต่อย่างใด ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอาศัยฝังท่อในที่ดินของโจทก์ต่อไป จึงมีหนังสือถึงจำเลยบอกเลิกการอนุญาต และให้รื้อถอนออกไป แต่จำเลยก็ไม่ปฏิบัติตาม  แล้วศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 บัญญัติว่า ถ้าเจ้าของที่ดินได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว ต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯผ่านที่ดินของตน เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อ ซึ่งถ้าไม่ยอมให้ผ่านก็ไม่มีทางจะวางได้ หรือถ้าจะวางได้ก็เปลืองเงินมากเกินควรฯลฯ ก็เมื่อได้ความว่าจำเลยไม่ได้ให้ค่าทดแทนแก่โจทก์และทั้งจำเลยก็ไม่มีที่ดินติดต่อกับที่ดินของโจทก์ด้วย จำเลยจึงไม่มีสิทธิจะล่วงแดนเข้าไปวางท่อระบายน้ำในที่ของโจทก์ได้ ส่วนการที่โจทก์ยินยอมด้วยวาจาให้จำเลยฝังท่อระบายน้ำในที่ดินของโจทก์ได้นั้นก็มีผลแต่เพียงให้จำเลยไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดที่จำเลยวางท่อระบายน้ำเข้าไปเท่านั้น แต่โจทก์ย่อมบอกเลิกความยินยอมนั้นได้ จำเลยหามีสิทธิที่จะยกเอาความยินยอมด้วยวาจาของโจทก์มาผูกพันโจทก์อยู่ตลอดไปไม่  อนึ่ง จำเลยอ้างเหตุว่าได้สิทธิมาโดยความตกลงยินยอมของโจทก์ซึ่งนับว่าเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นว่า ความตกลงยินยอมนี้ได้ก่อให้เกิดภาระในที่ดินของโจทก์ขึ้น ซึ่งเข้าอยู่ในลักษณะที่ว่าด้วยภารจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และภารจำยอมนั้นก็เป็นทรัพย์สิทธิอย่างหนึ่ง แต่การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งทรัพย์สิทธิของจำเลยนี้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นิติกรรมนี้จึงไม่บริบูรณ์ ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 จะยกเอาภารจำยอมมาวินิจัยให้เป็นคุณแก่จำเลยก็ไม่ได้  เมื่อโจทก์บอกเลิกคำอนุญาต ให้จำเลยขนย้ายท่อระบายน้ำออกไปจำเลยมิได้ปฏิบัติตาม ก็เป็นการกระทำละเมิดล่วงแดนกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์อยู่นั่นเอง ฉะนั้นการที่โจทก์ขอให้จำเลยรื้อถอนท่อระบายน้ำออกไปโจทก์จึงทำได้โดยชอบ หาใช่ว่าใช้สิทธิโดยไม่สุจริต มีแต่จะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ดังที่จำเลยฎีกาไม่  พิพากษายืน  ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา  ป.พ.พ. ม. 420, ม. 421, ม. 1299, ม. 1352, ม. 1387 แหล่งที่มา  กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ชื่อคู่ความ  โจทก์ - นางสาวเพียบ สุจริตกุล  จำเลย - บริษัทแป้งมัน เอส.อาร์. จำกัด ชื่อองค์คณะ  ห้วน ประชาบาล  เชื้อ คงคากุล  เสนอ บุณยเกียรติ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการแยกสิทธิใช้ทางจำเป็นสำหรับทางเดินและทางรถยนต์ออกจากสิทธิในการวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า ท่อประปา สายโทรศัพท์ หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันผ่านที่ดินของบุคคลอื่น โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การวางสาธารณูปโภคดังกล่าวไม่ใช่เรื่องทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และมาตรา 1350 แต่เป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะตามมาตรา 1352 ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญว่าผู้ประสงค์จะวางท่อหรือสายต่าง ๆ ต้องยอมจ่ายค่าทดแทนตามสมควรแก่เจ้าของที่ดินก่อน หากยังไม่ได้เสนอค่าทดแทน เจ้าของที่ดินมีสิทธิปฏิเสธ และผู้ขอใช้สิทธิไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้เจ้าของที่ดินยอมให้ดำเนินการได้

คดียังมีประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับการจดทะเบียนทางจำเป็น โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสิทธิใช้ทางเดินและทางรถยนต์เป็นทางจำเป็นเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย แม้ที่ดินที่เป็นทางจำเป็นจะถูกโอนไปยังบุคคลอื่น ผู้มีสิทธิทางจำเป็นก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางดังกล่าวอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องบังคับให้เจ้าของที่ดินไปจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็นต่อเจ้าพนักงาน

สาระสำคัญที่สุดของคดี

สิทธิทางจำเป็นสำหรับทางเดินและทางรถยนต์กับสิทธิวางสาธารณูปโภคเป็นสิทธิที่ต้องพิจารณาแยกจากกัน

การวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ หรือสิ่งอื่นที่คล้ายกัน ไม่ถือเป็นทางจำเป็นตามมาตรา 1349 และมาตรา 1350

สิทธิดังกล่าวต้องพิจารณาตามมาตรา 1352

ผู้ประสงค์จะวางท่อหรือสายผ่านที่ดินผู้อื่นต้องยอมจ่ายค่าทดแทนตามสมควรแก่เจ้าของที่ดินก่อน

หากยังไม่ได้เสนอค่าทดแทน เจ้าของที่ดินมีสิทธิปฏิเสธ และผู้ขอใช้สิทธิไม่มีอำนาจฟ้องบังคับ

ส่วนทางเดินและทางรถยนต์ที่เป็นทางจำเป็นเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย แม้ที่ดินจะถูกโอนไปยังบุคคลอื่น สิทธิทางจำเป็นก็ยังคงอยู่และไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนเพื่อให้สิทธิดังกล่าวคงอยู่

คำถามที่น่าสนใจ

1. ทางจำเป็นสำหรับทางเดินและทางรถยนต์รวมถึงไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์และท่อระบายน้ำด้วยหรือไม่

2. ผู้ประสงค์จะวางท่อน้ำหรือสายไฟฟ้าผ่านที่ดินผู้อื่นต้องเสนอค่าทดแทนก่อนฟ้องหรือไม่

3. ทางจำเป็นที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งกฎหมายต้องจดทะเบียนไว้ในโฉนดที่ดินหรือไม่

ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท

จำเลยเดิมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงหนึ่ง ต่อมาจำเลยจดทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทน หลังจากนั้นจำเลยแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยหลายแปลง และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่โจทก์ ส่วนที่ดินแปลงอื่นยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย

ภายหลังการแบ่งแยก ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นที่แบ่งแยกออกมาปิดล้อมจนไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ ขณะที่จำเลยใช้ที่ดินอีกแปลงหนึ่งเป็นทางเดินและทางรถยนต์เพื่อออกสู่ถนนสาธารณะ

โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นสำหรับทางเดิน ทางรถยนต์ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำ และสาธารณูปโภคอื่น โดยขอให้จำเลยไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็น หากจำเลยไม่ดำเนินการก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นสำหรับทางเดิน ทางรถยนต์ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำและสาธารณูปโภคอื่น และให้จำเลยไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานตามคำขอของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ โดยยกคำขอของโจทก์ในส่วนไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์และสาธารณูปโภคอื่น รวมทั้งยกคำขอที่ให้จำเลยไปจดทะเบียนทางจำเป็นต่อเจ้าพนักงาน ส่วนสิทธิทางเดินและทางรถยนต์ยังคงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยเห็นว่าทางจำเป็นตามกฎหมายควรรวมถึงไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำและสาธารณูปโภคอื่น และเห็นว่าควรมีการจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็นไว้เพื่อให้บุคคลภายนอกทราบ

การวินิจฉัยเรื่องทางจำเป็นและสาธารณูปโภค

ศาลฎีกาแยกประเด็นสิทธิทางจำเป็นออกจากสิทธิในการวางสาธารณูปโภคอย่างชัดเจน

การวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ท่อประปา สายโทรศัพท์ หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันในที่ดินติดต่อ ไม่ใช่เรื่องทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และมาตรา 1350

สิทธิในเรื่องดังกล่าวอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 ซึ่งกำหนดหลักเกี่ยวกับการที่เจ้าของที่ดินต้องยอมให้เจ้าของที่ดินติดต่อวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อ ในกรณีที่หากไม่ยอมให้ผ่านก็ไม่มีทางวางได้ หรือถ้าจะวางได้ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเกินสมควร

เงื่อนไขสำคัญของสิทธิตามมาตรา 1352 คือเจ้าของที่ดินผู้ได้รับผลกระทบต้องได้รับค่าทดแทนตามสมควร

ดังนั้น ผู้ที่ประสงค์จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันผ่านที่ดินของผู้อื่นจึงต้องยอมจ่ายค่าทดแทนตามสมควรแก่เจ้าของที่ดินเสียก่อน

หากผู้ประสงค์จะวางท่อหรือสายต่าง ๆ ไม่จ่ายค่าทดแทนตามสมควร เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมให้วางท่อหรือสายดังกล่าวในที่ดินของตน

ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นหน้าที่ของโจทก์ซึ่งประสงค์จะวางท่อน้ำ สายไฟฟ้าและสาธารณูปโภคที่จะต้องบอกกล่าวและเสนอจำนวนค่าทดแทนแก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินก่อน

เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้าและสาธารณูปโภคผ่านที่ดินของจำเลย

ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ยกคำขอในส่วนนี้ชอบแล้ว และฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

หลักกฎหมายสำคัญจากประเด็นนี้จึงอยู่ที่การไม่อาจนำคำว่า “ทางจำเป็น” ไปครอบคลุมสิทธิในการใช้ที่ดินของผู้อื่นทุกลักษณะ แม้สิ่งที่จะดำเนินการนั้นจะเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อก็ตาม เมื่อกฎหมายมีบทบัญญัติเฉพาะสำหรับการวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นที่คล้ายกัน ก็ต้องใช้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามบทบัญญัตินั้น

มาตรา 1349 และมาตรา 1350 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับทางจำเป็น ส่วนมาตรา 1352 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นที่คล้ายกันเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อ โดยมีค่าทดแทนตามสมควรเป็นเงื่อนไขสำคัญ

การเสนอค่าทดแทนจึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนที่ผู้ประสงค์จะใช้สิทธิตามมาตรา 1352 จะฟ้องบังคับเจ้าของที่ดินได้ เมื่อยังไม่ได้เสนอค่าทดแทน เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิปฏิเสธ และผู้ประสงค์จะใช้สิทธิไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับเจ้าของที่ดินยอมให้วางท่อหรือสายดังกล่าว

การวินิจฉัยเรื่องการจดทะเบียนทางจำเป็น

โจทก์ยังฎีกาว่า แม้ทางพิพาทจะเป็นทางจำเป็นตามกฎหมาย แต่หากไม่มีการจดทะเบียนไว้ในโฉนดที่ดิน บุคคลภายนอกย่อมไม่อาจทราบถึงสิทธิดังกล่าว และอาจทำให้ผู้รับโอนที่ดินซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้รับความเสียหาย

ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งดังกล่าว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิใช้ทางเดินและทางรถยนต์ในที่ดินของจำเลยเป็นทางจำเป็นด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย

เมื่อสิทธิเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย แม้ต่อมาที่ดินแปลงที่เป็นทางจำเป็นจะถูกโอนไปเป็นของบุคคลอื่น โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางจำเป็นในที่ดินนั้นต่อไป

จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็นตามคำขอของโจทก์

ในคดีนี้ สิทธิทางจำเป็นที่โจทก์มีอยู่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย มิได้ขึ้นอยู่กับการที่จำเลยยินยอมก่อตั้งสิทธิให้แก่โจทก์

ด้วยเหตุนี้ การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เป็นทางจำเป็นไปยังบุคคลอื่นจึงไม่ทำให้สิทธิทางจำเป็นที่โจทก์มีอยู่ตามกฎหมายต้องสิ้นสุดลง

แนววินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างสิทธิทางจำเป็นที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งกฎหมายกับสิทธิในการวางสาธารณูปโภคตามมาตรา 1352 ซึ่งผู้ประสงค์จะใช้สิทธิต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเรื่องค่าทดแทนก่อน

หลักกฎหมายที่ได้จากคดี

ประการแรก ทางจำเป็นสำหรับทางเดินและทางรถยนต์กับสิทธิในการวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์และสิ่งอื่นที่คล้ายกันเป็นเรื่องที่ต้องแยกพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายคนละส่วน

แม้ที่ดินจะไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะและเจ้าของที่ดินมีสิทธิใช้ทางเดินหรือทางรถยนต์ผ่านที่ดินข้างเคียงเป็นทางจำเป็น ก็ไม่ได้หมายความว่าสิทธิดังกล่าวจะครอบคลุมถึงการวางระบบสาธารณูปโภคโดยอัตโนมัติ

ประการที่สอง การใช้สิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันผ่านที่ดินของบุคคลอื่น ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 1352 โดยผู้ขอใช้สิทธิต้องยอมจ่ายค่าทดแทนตามสมควรแก่เจ้าของที่ดิน

ประการที่สาม ก่อนนำคดีขึ้นฟ้องเพื่อขอให้ศาลบังคับเจ้าของที่ดินยอมให้วางท่อหรือสายต่าง ๆ ผู้ประสงค์จะใช้สิทธิต้องบอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินก่อน หากยังไม่มีการเสนอค่าทดแทน ผู้ฟ้องย่อมไม่มีอำนาจฟ้องบังคับในส่วนดังกล่าว

ประการที่สี่ สิทธิทางจำเป็นสำหรับทางเดินและทางรถยนต์ในคดีนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย แม้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เป็นทางจำเป็นจะเปลี่ยนมือ ผู้มีสิทธิทางจำเป็นก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางดังกล่าวตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัย จึงไม่จำเป็นต้องบังคับให้เจ้าของที่ดินไปจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็นเพื่อให้สิทธิดังกล่าวคงอยู่

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นสำหรับทางเดิน ทางรถยนต์ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำและสาธารณูปโภคอื่น และให้จำเลยไปจดทะเบียนทางจำเป็นต่อเจ้าพนักงาน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา พร้อมให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้ให้ยกคำขอในส่วนที่ขอให้เป็นทางจำเป็นสำหรับไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์และสาธารณูปโภคอื่น รวมทั้งยกคำขอให้จำเลยไปจดทะเบียนทางจำเป็นต่อเจ้าพนักงาน ส่วนสิทธิทางเดินและทางรถยนต์ยังคงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืน โดยเห็นว่าการวางท่อน้ำ สายไฟฟ้าและสาธารณูปโภคไม่ใช่ทางจำเป็นตามมาตรา 1349 และมาตรา 1350 แต่เป็นเรื่องตามมาตรา 1352 ซึ่งผู้ประสงค์จะใช้สิทธิต้องยอมจ่ายค่าทดแทนตามสมควรแก่เจ้าของที่ดิน เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนทางเดินและทางรถยนต์เป็นทางจำเป็นที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย แม้ที่ดินจะถูกโอนไปยังบุคคลอื่น โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางจำเป็น จึงไม่จำเป็นต้องให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็น

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงหลักสำคัญว่าการใช้สิทธิเหนือที่ดินของบุคคลอื่นต้องพิจารณาบทบัญญัติกฎหมายให้ตรงกับลักษณะของสิทธิที่ขอใช้ การที่เจ้าของที่ดินมีสิทธิใช้ทางเดินหรือทางรถยนต์เป็นทางจำเป็น ไม่ทำให้สิทธิขยายไปถึงการวางไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำหรือสาธารณูปโภคอื่นโดยอัตโนมัติ

หากประสงค์จะวางท่อหรือสายต่าง ๆ ผ่านที่ดินของผู้อื่น ต้องพิจารณาหลักตามมาตรา 1352 และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเรื่องค่าทดแทนก่อน ในคดีนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้าและสาธารณูปโภคผ่านที่ดินของจำเลย

ในส่วนทางจำเป็นสำหรับทางเดินและทางรถยนต์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิใช้ทางดังกล่าวด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย แม้ที่ดินที่เป็นทางจำเป็นจะถูกโอนไปยังบุคคลอื่น โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางจำเป็นอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็นต่อเจ้าพนักงาน

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 มาตรา 1350 และมาตรา 1352 โดยต้องแยกสิทธิทางจำเป็นสำหรับทางเดินและทางรถยนต์ออกจากสิทธิในการวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันผ่านที่ดินของบุคคลอื่น

สาระสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

ทางจำเป็น

สิทธิทางจำเป็นสำหรับทางเดินและทางรถยนต์ในคดีนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย แม้ที่ดินซึ่งใช้เป็นทางจำเป็นจะถูกโอนไปยังบุคคลอื่น ผู้มีสิทธิทางจำเป็นก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางดังกล่าว และไม่จำเป็นต้องบังคับให้เจ้าของที่ดินไปจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็นต่อเจ้าพนักงาน

ค่าทดแทนก่อนวางสาธารณูปโภค

การวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันผ่านที่ดินของผู้อื่นเป็นเรื่องตามมาตรา 1352 ผู้ประสงค์จะใช้สิทธิต้องยอมจ่ายค่าทดแทนตามสมควรแก่เจ้าของที่ดินก่อน หากยังไม่ได้เสนอค่าทดแทน เจ้าของที่ดินมีสิทธิปฏิเสธ และผู้ประสงค์จะใช้สิทธิไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้เจ้าของที่ดินยอมให้ดำเนินการดังกล่าว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

ทางจำเป็นสำหรับทางเดินและทางรถยนต์รวมถึงการวางไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์และท่อระบายน้ำด้วยหรือไม่

คำตอบ

ไม่รวมโดยอัตโนมัติ การวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า ท่อประปา สายโทรศัพท์หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันไม่ใช่เรื่องทางจำเป็นตามมาตรา 1349 และมาตรา 1350 แต่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามมาตรา 1352 ซึ่งมีหลักเกณฑ์เฉพาะเกี่ยวกับการวางสิ่งดังกล่าวผ่านที่ดินติดต่อ

2. คำถาม

ผู้ที่ต้องการวางท่อน้ำหรือสายไฟฟ้าผ่านที่ดินผู้อื่นต้องจ่ายค่าทดแทนหรือไม่

คำตอบ

ต้องยอมจ่ายค่าทดแทนตามสมควรแก่เจ้าของที่ดินตามเงื่อนไขของมาตรา 1352 หากผู้ประสงค์จะวางท่อหรือสายต่าง ๆ ไม่จ่ายค่าทดแทนตามสมควร เจ้าของที่ดินมีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมให้ดำเนินการผ่านที่ดินของตน

3. คำถาม

สามารถฟ้องศาลทันทีเพื่อบังคับให้เจ้าของที่ดินยอมให้วางไฟฟ้าหรือประปาได้หรือไม่

คำตอบ

ตามแนววินิจฉัยในคดีนี้ ผู้ประสงค์จะวางท่อน้ำ สายไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภคต้องบอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินก่อน เมื่อไม่ปรากฏว่าได้เสนอค่าทดแทน ผู้ฟ้องย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับเจ้าของที่ดินยินยอมให้ดำเนินการดังกล่าว

4. คำถาม

ทางจำเป็นต้องจดทะเบียนไว้ในโฉนดที่ดินจึงจะยังคงมีสิทธิเมื่อที่ดินถูกโอนไปยังบุคคลอื่นหรือไม่

คำตอบ

ตามแนววินิจฉัยในคดีนี้ สิทธิใช้ทางเดินและทางรถยนต์เป็นทางจำเป็นเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย แม้ที่ดินที่เป็นทางจำเป็นจะถูกโอนไปยังบุคคลอื่น ผู้มีสิทธิทางจำเป็นก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางนั้นอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดให้เจ้าของที่ดินไปจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็นต่อเจ้าพนักงาน

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

ข้อควรสังเกตของคดีนี้คือ สิทธิใช้ทางจำเป็นสำหรับทางเดินหรือทางรถยนต์กับสิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันผ่านที่ดินของผู้อื่น เป็นสิทธิที่ต้องพิจารณาแยกจากกัน การมีสิทธิใช้ทางจำเป็นตามมาตรา 1349 หรือมาตรา 1350 จึงไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิวางสาธารณูปโภคผ่านที่ดินนั้นโดยอัตโนมัติ

การวางท่อหรือสายสาธารณูปโภคต้องพิจารณาตามมาตรา 1352 โดยในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ประสงค์จะวางท่อน้ำ สายไฟฟ้าและสิ่งอื่นในลักษณะดังกล่าวต้องบอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินก่อน เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้ดำเนินการ

ส่วนสิทธิทางจำเป็นสำหรับทางเดินและทางรถยนต์ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นสิทธิที่โจทก์มีอยู่ด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย แม้ที่ดินที่ใช้เป็นทางจำเป็นจะถูกโอนไปยังบุคคลอื่น โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางดังกล่าวอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็นต่อเจ้าพนักงาน

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7775/2552 

การวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ท่อประปา สายโทรศัพท์ หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันในที่ดินติดต่อ หาใช่เป็นเรื่องทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และ 1350 ไม่ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของที่ดินจำต้องยอมให้เจ้าของที่ดินติดต่อวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกับผ่านที่ดินของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1352 การใช้สิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ในที่ดินของผู้อื่น ผู้ที่จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ จะต้องยอมจ่ายค่าทดแทนตามสมควรให้แก่เจ้าของที่ดินเสียก่อน หากผู้ที่จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ไม่จ่ายค่าทดแทนตามสมควรแล้ว เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมให้วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ในที่ดินของตนได้ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ที่จะต้องบอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินทราบก่อน มิฉะนั้นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ในที่ดินของจำเลย เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ในที่ดินของจำเลยได้

โจทก์มีสิทธิใช้ทางเดินและทางรถยนต์ในที่ดินเป็นทางจำเป็นด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย แม้มีการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวไปเป็นของผู้อื่น โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางจำเป็นในที่ดินดังกล่าวอยู่นั่นเอง จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็น

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ไฟฟา ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำ และสาธารณูปโภคอื่นๆ โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นในเรื่องดังกล่าว มีความกว้าง 4 เมตร ยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดแนวเขตที่ดินของโจทก์ออกไปสู่ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสามแยกริมคลองประปาไปคลองสะเทิน หมู่ที่ 1 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 เป็นทางจำเป็นเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำและสาธารณูปโภคอื่นๆ โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นในเรื่องดังกล่าว มีความกว้าง 4 เมตร และยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 62061 ตำบลบางใหญ่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรีของโจทก์ออกไปสู่ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสามแยกริมคลองประปาไปคลองสะเทินหมู่ที่ 1 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้เป็นทางจำเป็นเรื่องไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์และสาธารณูปโภคอื่น และในส่วนที่ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนทางจำเป็นต่อเจ้าพนักงาน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3812 ตำบลบางใหญ่ (บ้านใหญ่) อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ต่อมาปี 2543 จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทน ครั้นวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3812 ออกเป็นแปลงย่อยหลายแปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 62060, 62061, 62062 และ 62064 ตำบลบางใหญ่ (บ้านใหญ่) อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี โดยคงเหลือโฉนดเลขที่ 3812 อยู่และจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 62061 ให้โจทก์ในวันเดียวกัน ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ส่วนที่ดินแปลงอื่นที่แบ่งแยกยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยจำเลยใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 62060 ตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นทางเดินและทางรถยนต์เพื่อออกสู่ถนนสาธารณะสามแยกริมคลองประปาไปคลองสะเทิน หมู่ที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 62060 ของจำเลยอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 62061 ของโจทก์ จากการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3812 ของจำเลย ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 62061 ของโจทก์ถูกที่ดินที่แบ่งแยกแปลงอื่นๆ ปิดล้อมจนไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.4

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้เป็นทางจำเป็นเรื่องไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ และสาธารณูปโภคอื่นๆ ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้ทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 มิใช่โจทก์ได้ทางจำเป็นตามมาตรา 1349 โดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 โจทก์ย่อมได้ทางจำเป็นเรื่องไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำ และสาธารณูปโภคอื่นๆ ด้วยนั้น เห็นว่า การวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ท่อประปา สายโทรศัพท์ หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันในที่ดินติดต่อ หาใช่เป็นเรื่องทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และ 1350 ไม่ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของที่ดินจำต้องยอมให้เจ้าของที่ดินติดต่อวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของตนตามประมวลกฎหมายแห่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 ซึ่งบัญญัติว่า ...ถ้าเจ้าของที่ดินได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว ต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อ ซึ่งถ้าไม่ยอมให้ผ่านก็ไม่มีทางจะวางได้ หรือถ้าจะวางได้ก็เปลืองเงินมากเกินควร... ตามบทบัญญัติดังกล่าวการใช้สิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ในที่ดินของผู้อื่น ผู้ที่จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ จะต้องยอมจ่ายค่าทดแทนตามสมควรให้แก่เจ้าของที่ดินเสียก่อน หากผู้ที่จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ไม่จ่ายค่าทดแทนตามสมควรแล้ว เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมให้วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ในที่ดินของตนได้ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ที่จะวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ที่จะต้องบอกกล่าวเสนอจำนวณค่าทดแทนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินทราบก่อน มิฉะนั้นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ในที่ดินของจำเลยเมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เสนอค่าทดแทนแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ฯลฯ ในที่ดินของจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำขอข้อนี้ของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องจดทะเบียนทางจำเป็นตามคำขอของโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 แต่บุคคลภายนอกไม่อาจทราบได้หากไม่จดทะเบียนไว้ในโฉนดที่ดินเลขที่ 62060 จะทำให้ผู้รับโอนที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า โจทก์มีสิทธิใช้ทางเดินและทางรถยนต์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 62060 เป็นทางจำเป็นด้วยอำนาจแห่งกฎหมายแม้มีการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวไปเป็นของผู้อื่น โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางจำเป็นในที่ดินดังกล่าวอยู่นั่นเอง จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็นตามที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำขอของโจทก์ในข้อนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ทางจำเป็น, วางท่อน้ำ, สายไฟฟ้า, ท่อประปา, สายโทรศัพท์, ท่อระบายน้ำ  ทางจำเป็นครอบคลุมไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์หรือไม่ และเหตุใดต้องเสนอค่าทดแทนก่อนฟ้องขอวางสาธารณูปโภคผ่านที่ดินผู้อื่น  ที่ดินถูกปิดล้อมและมีสิทธิใช้ทางออกสู่ทางสาธารณะ ไม่ได้ทำให้เจ้าของที่ดินมีสิทธิวางระบบสาธารณูปโภคผ่านที่ดินข้างเคียงโดยอัตโนมัติ  คดีนี้ที่ดินเดิมถูกแบ่งแยกออกเป็นหลายแปลง




ครอบครองปรปักษ์/ภาระจำยอม/ทางจำเป็น

ครอบครองปรปักษ์ได้กรรมสิทธิ์จริงหรือไม่ เมื่อทุนทรัพย์ต่ำกว่า 50,000 บาท อุทธรณ์ข้อเท็จจริงทำได้หรือถูกห้ามตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ซื้อที่ดินในโครงการจัดสรรแล้วไม่ได้จดทะเบียนภาระจำยอม ฟ้องบังคับได้หรือไม่ ผู้ซื้อทอดตลาดมีสิทธิภาระจำยอมหรือไม่ และผู้จัดสรรมีหน้าที่ต้องดำเนินการเพียงใดตามกฎหมาย
ทางภาระจำยอมกับทางจำเป็น ศาลมีอำนาจวินิจฉัยต่างจากศาลชั้นต้นได้หรือไม่
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิทธิภารจำยอมตามข้อตกลงการใช้ถนนเข้าออกระหว่างคู่สัญญา
ข้อพิพาทภารจำยอมทางเดินและสิทธิใช้สาธารณูปโภคบนที่ดินระหว่างเจ้าของที่ดิน
ภารจำยอมโดยอายุความ การใช้ทางเกินสิบปีจนได้สิทธิภารจำยอม
มีทางออกสู่ทางสาธารณะอื่นทางจำเป็นที่สิ้นความจำเป็นแล้ว(ฎีกาที่ 5672/2546)
ร้องซ้ำจากการครอบครองปรปักษ์ในทรัพย์สินระหว่างสมรส การครอบครองปรปักษ์ในทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส
การใช้ทางภาระจำยอมเกินสิทธิและภาระเพิ่มตามกฎหมายผ,ป.พ.พ. มาตรา 1388,(ฎีกาที่ 4890/2566)
การขอเปิดทางจำเป็นต้องเลือกทางที่กระทบผู้อื่นน้อยที่สุด,ที่ดินตาบอด, ป.พ.พ. มาตรา 1349,(ฎีกาที่ 4907/2566)
ที่ดินติดแม่น้ำขอทางจำเป็นได้ไหม? กฎหมายว่าอย่างไรเมื่อยังมีทางน้ำเป็นทางออก วิเคราะห์สิทธิผ่านที่ดินผู้อื่นตามกฎหมายแพ่ง
เจ้าของบ้านรื้อรั้วหมู่บ้านผิดกฎหมายหรือไม่ ฟ้องบังคับให้สร้างคืนได้ไหม และต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ตามกฎหมายแพ่ง
ที่ดินไม่มีทางออกฟ้องเปิดทางจำเป็นได้หรือไม่ ศาลกำหนดเส้นทางอย่างไร และต้องจ่ายค่าทดแทนหรือไม่ตามกฎหมายแพ่ง
ครอบครองปรปักษ์, ขับไล่, ที่ดินพิพาท, มาตรา 1382
คดีครอบครองปรปักษ์ & ขับไล่,เจตนาเป็นเจ้าของ, การฟ้องแย้งสิทธิครอบครอง, (ฎีกา 956/2552)
(ฎีกา 891/2568)ภาระจำยอมที่ดินจัดสรร & สิทธิฟ้อง
(ฎีกา 1282/2568) คดีครอบครองปรปักษ์ & สิทธิฟ้องที่ดิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8003/2567 : สิทธิเปิดทางจำเป็นกรณีไม่มีทางออกสู่สาธารณะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และ 1350
ทางพิพาทในที่ดินตกเป็นทางสาธารณะโดยปริยาย: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3126/2536
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 891/2568: ภาระจำยอมตามประกาศคณะปฏิวัติ 286 ไม่สิ้นสุด แม้ไม่ได้ใช้งานนานกว่า 10 ปี
ทำให้สิทธิภาระจำยอมเสื่อมความสะดวก, บังคับคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง, การเพิกถอนภาระจำยอม,
สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนทางจำเป็น, อายุความฟ้องร้องค่าทดแทน 10 ปี, หลักเกณฑ์การเปิดทางจำเป็น,
การคัดค้านการรังวัดแนวเขตที่ดิน, ครอบครองปรปักษ์, ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์
ทางจำเป็นคืออะไร | เงินค่าทดแทนใช้ทาง
แม้ภาระจำยอมโดยนิติกรรมไม่บริบูรณ์แต่มีสิทธิได้โดยอายุความ
ภาระจำยอมไม่มีการใช้ประโยชน์เกินกว่า 10 ปีย่อมระงับสิ้นไป
โจทก์ฟ้องขอให้ชดใช้ค่าทดแทนที่ดินเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่ถูกฟ้องเปิดทางจำเป็น
การนับเวลาการครอบครองเป็นปรปักษ์ที่งอกริมตลิ่ง
ทางภาระจำยอมเกิดขึ้นได้อย่างไรในที่ดินมรดก ใช้ทางร่วมกันมาก่อนฟ้องได้ไหม ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องทางพิพาทและการรื้อสิ่งปลูกสร้าง
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม
ยกเลิกภาระจำยอมได้ไหม?
ที่ดินตาบอดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ขอเปิดทางจำเป็น
การครอบครองปรปักษ์ขาดตอนเมื่อเปลี่ยนเจ้าของ-การนับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์
การครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์-การครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ
ที่ดินแบ่งแยกเป็นเหตุให้ไม่มีทางออกมีสิทธิเรียกให้เปิดทางจำเป็น
สัญญาประนีประนอมยอมความเกิดจากคู่ความฉ้อฉล
ปรปักษ์ใช้ยันผู้ได้สิทธิมาโดยจ่ายค่าซื้อที่ดินและจดทะเบียนโอนแล้วไม่ได้
รับโอนที่ดินมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต
ตกลงยินยอมให้ใช้ทางเป็นการทำนิติกรรมก่อตั้งสิทธิภาระจำยอมระหว่างกัน
การครอบครองปรปักษ์กับการนับเวลาการครอบครองต่อเนื่องต่อจากเจ้าของเดิม
ผู้ขายสละการครอบครอง ผู้ซื้ออ้างครอบครองปรปักษ์ได้
ขอเปิดทางจำเป็นจากที่ดินแบ่งแยก
ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นแต่ระหว่างพิจารณาคดีได้สิทธิภาระจำยอมแปลงอื่น
กรรมสิทธิ์ครอบครองปรปักษ์ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของผู้ครอบครอง
ครอบครองอาศัยสิทธิไม่บอกเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ
ภาระจำยอมคืออะไร การใช้ทางโดยไม่มีใครห้ามและไม่ต้องรับอนุญาต
ได้กรรมสิทธิ์ปรปักษ์แล้วไม่ได้จดทะเบียนการได้มา
ต่อสู้คดีอ้างครอบครองปรปักษ์แต่ขาดเจตนาเป็นเจ้าของ10 ปี
การใช้ที่ดินข้างเคียงเป็นทางผ่านโดยถือวิสาสะไม่ได้ภาระจำยอม
อำนาจฟ้องคดี ครอบครองปรปักษ์ที่ดินของตนเองไม่ได้
ครอบครองที่ดินมรดกตกทอดหาใช่การครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของผู้อื่นไม่
นับเวลาซึ่งผู้โอนครอบครองอยู่ก่อนนั้นรวมเข้ากับเวลาครอบครองของตนก็ได้
ทางจำเป็นเกิดขึ้นได้กี่วิธี -ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
คลองสาธารณะไม่ได้ใช้สัญจรไม่ทำให้สิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะได้
การโอนกรรมสิทธิ์ในระยะที่ดินถูกครอบครองปรปักษ์กระทบสิทธิครอบครอง
อุทิศที่ดินให้กับทางราชการเพื่อสร้างถนนสาธารณะแล้วจะขอเรียกคืน
ทายาททำหนังสือยินยอมให้ใช้ทางไม่ได้สิทธิภาระจำยอม
ได้กรรมสิทธิ์ตาม มาตรา 1382 เพราะเจ้าของสละแล้ว
ความแตกต่างของทางจำเป็นกับภาระจำยอม
ทางออกมีที่ดินสูงชันขวางอยู่ขอให้เปิดทางจำเป็นได้
ค่าทดแทนการใช้ทางเดือนละเท่าไหร่เหมาะสม
ฟ้องขอให้เปิดทางจำแต่เจ้าของที่ดินแปลงอื่นตกลงจดภาระจำยอมให้
เจ้าของที่ดิน น.ส. 3 ก ออกเอกสารสิทธิทับที่ดินมีโฉนดอ้างครอบครองปรปักษ์
ใช้ทางโดยสำคัญผิดว่าทางนั้นอยู่ในที่ดินของตนกว่า10 ปีได้ภาระจำยอม
การใช้สิทธิวางท่อน้ำ,สายไฟฟ้าในที่ดินของผู้อื่น
ครอบครองโดยสำคัญผิดได้กรรมสิทธิ์โดยปรปักษ์หรือไม่?
ค่าทดแทนทางจำเป็นและท่อระบายน้ำสายไฟฟ้า
จดภาระจำยอมให้แค่เดินผ่านแต่ปลูกสร้างหลังคาและวางของขาย
เจ้าของที่ดินมีสิทธิสร้างแผงร้านค้าบนทางภาระจำยอมหรือไม่?
ภาระจำยอมที่เกิดจากการจัดสรรที่ดินขาย
ใช้ทางอย่างเป็นปรปักษ์กับใช้ทางเป็นการวิสาสะ
ยึดถือที่ดินเพื่อตนกับมีชื่อในทะเบียนสิทธิใดดีกว่า?
ตกเป็นภาระจำยอมแล้วจึงรับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่
ภาระจำยอมหมดประโยชน์หรือไม่?
คนต่างด้าวครอบครองปรปักษ์ห้องชุด
เพิกถอนโฉนดที่ดินออกทับที่ดินของผู้มีสิทธิครอบครอง
ภาระจำยอมเป็นสิทธิในประเภทรอนสิทธิ
ครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ซื้อมาไม่จดทะเบียน
ตกอยู่ในภาระจำยอมตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 3-(ต่อ)
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 2-(ต่อ)
เหตุตามกฎหมายทำให้ภาระจำยอมสิ้นไป