
คนสาบสูญ คืออะไร? หลักกฎหมาย การร้องต่อศาล และผลทางกฎหมายที่ควรรู้ คำว่า “คนสาบสูญ” ในทางกฎหมายมีความหมายเฉพาะ มิได้หมายความว่าเมื่อบุคคลหายออกจากบ้านหรือขาดการติดต่อกับครอบครัวแล้วจะกลายเป็นคนสาบสูญทันที แต่ต้องมีข้อเท็จจริงและเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด และต้องมีคำสั่งศาลให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญเสียก่อน จึงจะเกิดผลทางกฎหมายตามมา คนสาบสูญตามกฎหมายหมายถึงอะไร ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๑ กำหนดหลักไว้ว่า เมื่อบุคคลได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลา ๕ ปี ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการอาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งว่าบุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญได้ ดังนั้น การหายตัวไปเพียงอย่างเดียวยังไม่ทำให้บุคคลมีสถานะเป็น “คนสาบสูญ” โดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาระยะเวลาที่ขาดข่าวและต้องดำเนินกระบวนการทางศาลด้วย กรณีพิเศษที่กฎหมายกำหนดระยะเวลาเพียง ๒ ปี ในบางกรณีซึ่งมีเหตุอันตรายร้ายแรง กฎหมายกำหนดระยะเวลาสั้นลงเหลือ ๒ ปี เช่น บุคคลอยู่ในการรบหรือสงครามและหายไปในการรบหรือสงคราม หรืออยู่ในยานพาหนะที่อับปาง ถูกทำลาย หรือสูญหาย รวมถึงกรณีที่บุคคลตกอยู่ในอันตรายแก่ชีวิตประการอื่น และเมื่อพ้นกำหนด ๒ ปีนับแต่เหตุการณ์นั้นสิ้นสุดลงแล้วยังไม่มีข่าวคราวว่าบุคคลนั้นมีชีวิตอยู่หรือไม่ ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการอาจยื่นคำร้องต่อศาลได้ เหตุผลที่กฎหมายกำหนดระยะเวลาสั้นกว่ากรณีทั่วไป เพราะพฤติการณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อชีวิตสูงกว่าการขาดการติดต่อธรรมดา ใครมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนสาบสูญ ผู้ที่สามารถยื่นคำร้องได้ ได้แก่ “ผู้มีส่วนได้เสีย” หรือพนักงานอัยการ ผู้มีส่วนได้เสียอาจเป็นคู่สมรส ทายาท บุคคลที่มีสิทธิเกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน หรือบุคคลอื่นซึ่งสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายของตนอาจได้รับผลกระทบจากการที่บุคคลนั้นหายไป ผู้ร้องต้องแสดงข้อเท็จจริงให้ศาลเห็นว่า บุคคลดังกล่าวออกจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ ไม่มีผู้ใดทราบแน่ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดได้ผ่านพ้นไปแล้ว คนหายกับคนสาบสูญแตกต่างกันอย่างไร ประเด็นนี้มักเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน คนที่หายออกจากบ้านหรือไม่สามารถติดต่อได้อาจเรียกโดยทั่วไปว่า “คนหาย” แต่ยังไม่ใช่คนสาบสูญในความหมายทางกฎหมาย สถานะคนสาบสูญจะเกิดขึ้นเมื่อมีองค์ประกอบตามกฎหมายครบถ้วนและศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญแล้ว ดังนั้น แม้บุคคลหนึ่งจะหายไปหลายปี หากยังไม่มีคำสั่งศาล ก็ไม่ควรถือโดยอัตโนมัติว่าบุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผลของคำสั่งศาลให้เป็นคนสาบสูญ ผลสำคัญที่สุดอยู่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๒ ซึ่งวางหลักว่า บุคคลซึ่งศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญให้ถือว่าถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๖๑ ผลดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากต่อความสัมพันธ์ทางกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องมรดก เพราะเมื่อกฎหมายถือว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย ย่อมเกิดประเด็นเกี่ยวกับการตกทอดแห่งทรัพย์มรดก สิทธิของทายาท และการจัดการทรัพย์สินของบุคคลนั้น อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าใครเป็นทายาทและได้รับทรัพย์มรดกเพียงใด ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงในขณะที่กฎหมายถือว่าคนสาบสูญถึงแก่ความตาย รวมถึงพินัยกรรม หากมี และบทบัญญัติว่าด้วยมรดกประกอบกัน ถ้าคนสาบสูญกลับมา จะทำอย่างไร การที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะดังกล่าวได้ หากภายหลังพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือพิสูจน์ได้ว่าเสียชีวิตในเวลาอื่นซึ่งแตกต่างจากเวลาที่กฎหมายสันนิษฐาน ผู้มีส่วนได้เสียหรือบุคคลนั้นเองสามารถดำเนินการขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งแสดงความสาบสูญได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย การเพิกถอนคำสั่งอาจก่อให้เกิดผลต่อทรัพย์สินและสิทธิของบุคคลหลายฝ่าย จึงต้องพิจารณาบทบัญญัติที่คุ้มครองบุคคลซึ่งได้รับทรัพย์สินหรือใช้สิทธิไปโดยสุจริตประกอบด้วย ไม่อาจสรุปได้ว่าทรัพย์สินทุกอย่างจะต้องกลับคืนทั้งหมดในทุกกรณี เหตุใดกฎหมายจึงต้องมีเรื่องคนสาบสูญ หากบุคคลหายไปเป็นเวลานานโดยไม่ทราบว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตแล้ว จะเกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายหลายประการ เช่น ทรัพย์สินจะจัดการอย่างไร ใครมีสิทธิในมรดก หนี้สินและสิทธิต่าง ๆ จะดำเนินการอย่างไร หรือบุคคลในครอบครัวจะกำหนดสถานะทางกฎหมายของตนอย่างไร กฎหมายเรื่องคนสาบสูญจึงมีขึ้นเพื่อยุติความไม่แน่นอนดังกล่าว โดยกำหนดทั้งระยะเวลา ผู้มีสิทธิร้อง กระบวนการพิจารณาของศาล และผลของคำสั่งไว้อย่างเป็นระบบ สรุป “คนสาบสูญ” เป็นสถานะทางกฎหมายที่แตกต่างจาก “คนหาย” อย่างชัดเจน โดยหลักทั่วไปบุคคลต้องออกจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่และไม่มีใครทราบแน่ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่เป็นเวลา ๕ ปี ส่วนกรณีที่เกี่ยวข้องกับเหตุอันตรายร้ายแรงบางประเภท กฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้ ๒ ปี เมื่อครบเงื่อนไขแล้ว ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจึงสามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้ เมื่อศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ กฎหมายให้ถือว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจส่งผลสำคัญต่อมรดก ทรัพย์สิน และสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้อง และหากภายหลังปรากฏว่าคนสาบสูญยังมีชีวิตอยู่ ก็สามารถขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ ด้วยเหตุนี้ การดำเนินการเกี่ยวกับคนสาบสูญจึงไม่ควรพิจารณาเพียงว่าบุคคลนั้น “หายไปนานเท่าใด” แต่ต้องพิจารณาทั้งลักษณะการหายตัว ระยะเวลาตามกฎหมาย พยานหลักฐาน ผู้มีส่วนได้เสีย และผลทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งประกอบกัน |
![]() | มารดาได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยคำสั่งให้บุตรเป็นคนสาบสูญ(ฎีกา 4656/2566) |
|
หน้า 1/1 1 | [Go to top] |



