สำนักงานพีศิริ ทนายความ ตั้งอยู่เลขที่ 34/159 หมู่ 8 ซอยบางมดแลนด์ แยก 13 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 ติดต่อทนายความ 085-9604258 สำหรับแผนที่การเดินทาง กรุณาคลิ๊กที่ "ที่ตั้งสำนักงาน" ด้านบนสุด ทนายความ ทนาย สำนักงานกฎหมาย สำนักงานทนายความ ปรึกษากฎหมายกับทนายความลีนนท์ โทรเลย ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ

ภยันตรายจากการประทุษร้ายที่จะใช้อ้างเพื่อการป้องกันสิทธิ
-ปรึกษากฎหมาย ทนายความ (นายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ) โทร.085-9604258 -ติดต่อทางอีเมล : leenont0859604258@yahoo.co.th -ปรึกษากฎหมายผ่านทางไลน์ ไอดีไลน์ (5) ID line : (1) @leenont หรือ (2) @leenont1 หรือ (3) @peesirilaw หรือ (4) peesirilaw (5) leenont ภยันตรายจากการประทุษร้ายที่จะใช้อ้างเพื่อการป้องกันสิทธิ ผู้ตายทำร้ายจำเลยฝ่ายเดียวด้วยการชกต่อยและบีบคอ ถือว่าภยันตรายจากการประทุษร้ายได้เกิดขึ้นแล้ว แต่หลังจากเด็กชาย ช. เข้ามาดึงแยกจำเลยออกจากผู้ตายแล้ว จำเลยก็วิ่งเข้าไปในบ้าน ส่วนผู้ตายวิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ ถือได้ว่าภยันตรายที่มีต่อจำเลยได้หมดไปแล้ว จำเลยจึงไม่อาจอ้างเพื่อนำอาวุธปืนออกมายิงผู้ตายได้ แต่การกระทำของผู้ตายถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมย่อมก่อให้เกิดโทสะ เป็นความผิดโดยบันดาลโทสะ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6936/2562 แม้ก่อนเกิดเหตุผู้ตายทำร้ายจำเลยฝ่ายเดียว ด้วยการชกต่อยและบีบคอจำเลย อันถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้เกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่หลังจากเด็กชาย ช. วิ่งออกจากบ้านเข้ามาดึงแยกจำเลยออกจากผู้ตายแล้ว จำเลยก็วิ่งเข้าไปในบ้าน ส่วนผู้ตายวิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ ถือได้ว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าวที่มีต่อจำเลยได้หมดไปแล้ว จำเลยจะใช้อ้างเพื่อกระทำการป้องกันสิทธิของตนย่อมหมดไปด้วย แม้ขณะที่จำเลยวิ่งกลับเข้าไปภายในบ้านจะได้ยินผู้ตายตะโกนพูดว่า มึงตายแน่ และเมื่อกลับออกมาก็เห็นผู้ตายยืนเปิดเบาะล้วงเข้าไปหยิบของในกล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ก็ตาม แต่จำเลยกลับออกมาพร้อมถืออาวุธปืนมาด้วยแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด ทันที โดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้กระทำการใดเลย จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงโดยเข้าใจว่ากล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมีอาวุธปืนอยู่และผู้ตายล้วงลงไปเพื่อนำอาวุธปืนออกมายิงจำเลยได้ แต่การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจากการที่ถูกผู้ตายชกต่อยและบีบคอฝ่ายเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมย่อมก่อให้เกิดโทสะแก่จำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ตาม ป.อ. มาตรา 72 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 ริบอาวุธปืนยาวลูกซอง ลูกกระสุนปรายกระสุนปืนลูกซอง เศษหมอนกระสุนปืนลูกซองและปลอกกระสุนปืนลูกซองของกลาง จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ระหว่างพิจารณา นางเรียม ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชำนาญ ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 100,600 บาท ค่าขาดประโยชน์อันเนื่องมาจากขาดรายได้ 1,100,000 บาท และค่าเสียหายทางด้านจิตใจ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,700,600 บาท จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 9 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี ริบอาวุธปืนยาวลูกซอง ลูกกระสุนปรายกระสุนปืนลูกซอง เศษหมอนกระสุนปืนลูกซอง และปลอกกระสุนปืนลูกซองของกลาง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 270,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง นายชำนาญ ผู้ตาย กับจำเลยนั่งดื่มสุราร่วมกันที่โต๊ะหน้าบ้านของจำเลยที่เกิดเหตุ แล้วผู้ตายกับจำเลยโต้เถียงกัน ผู้ตายชกต่อยที่ใบหน้าและบีบคอจำเลย จำเลยตะโกนร้องขอให้เด็กชายชัชฐภูมิ หลานของจำเลยซึ่งอยู่ในบ้านออกมาช่วยห้ามผู้ตาย เด็กชายชัชฐภูมิจึงวิ่งออกจากบ้านเข้ามาดึงผู้ตายออกจากจำเลย แล้วผู้ตายวิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ของผู้ตายซึ่งจอดอยู่หน้าบ้านห่างจากโต๊ะที่จำเลยและผู้ตายนั่งดื่มสุรา 5 ถึง 6 เมตร พูดตะโกนว่า มึงตายแน่ ส่วนจำเลยวิ่งเข้าไปภายในบ้านและหยิบอาวุธปืนยาวลูกซอง ขนาด 12 ออกมายืนบริเวณโต๊ะที่นั่งดื่มสุรา ขณะที่ผู้ตายยืนข้างรถจักรยานยนต์แล้วเปิดเบาะเอามือล้วงเข้าไปในกล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ จำเลยใช้อาวุธปืนจ้องเล็งและยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณหน้าอกซ้ายและใต้สะบักขวาของผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุพันตำรวจโทวินัย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปางมะค่าเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุและรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย จัดทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและถ่ายรูปประกอบคดีไว้ นอกจากนี้พันตำรวจโทวินัยแจ้งให้พิสูจน์หลักฐานจังหวัดกำแพงเพชรไปร่วมตรวจสถานที่เกิดเหตุด้วย วันรุ่งขึ้นจำเลยเข้ามอบตัวต่อพันตำรวจโทวินัยแล้วถูกกล่าวหาเป็นคดีนี้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง หรือเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ และจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า แม้ก่อนเกิดเหตุผู้ตายทำร้ายจำเลยฝ่ายเดียว ด้วยการชกต่อยและบีบคอจำเลย อันถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้เกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่หลังจากเด็กชายชัชฐภูมิวิ่งออกจากบ้านเข้ามาดึงแยกจำเลยออกจากผู้ตายแล้ว จำเลยก็วิ่งเข้าไปในบ้าน ส่วนผู้ตายวิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ถือได้ว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าวที่มีต่อจำเลยได้หมดไปแล้ว เช่นนี้เหตุที่จำเลยจะใช้อ้างเพื่อกระทำการป้องกันสิทธิของตนย่อมหมดไปด้วย แม้ขณะที่จำเลยวิ่งกลับเข้าไปภายในบ้านจะได้ยินผู้ตายตะโกนพูดว่า มึงตายแน่ และเมื่อกลับออกมาก็เห็นผู้ตายยืนเปิดเบาะล้วงเข้าไปหยิบของในกล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ก็ตาม แต่ในการกลับออกมานี้จำเลยกลับออกมาพร้อมถืออาวุธปืนมาด้วยแล้วใช้อาวุธปืนจ้องเล็งยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด ทันที โดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้กระทำการใดเลย จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงโดยเข้าใจว่ากล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมีอาวุธปืนอยู่และผู้ตายล้วงลงไปเพื่อนำอาวุธปืนออกมายิงจำเลยได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาไม่ตรงกับข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่อาจนำมาเทียบเคียงกันได้ แต่โดยที่การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจากการที่ถูกผู้ตายชกต่อยและบีบคอฝ่ายเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ย่อมก่อให้เกิดโทสะแก่จำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 และการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ตาย จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาของผู้ตาย ทั้งค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้น ก็เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ตายจะเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อนก็ตาม แต่ผู้ตายเพียงชกต่อยและบีบคอจำเลยเท่านั้น การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงยิงผู้ตาย 1 นัด จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนับเป็นเรื่องร้ายแรงและแสดงให้เห็นถึงความไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายของจำเลย แม้จำเลยจะมีอายุมากถึง 70 ปี ประกอบอาชีพทำไร่มันสำปะหลังโดยสุจริต มีส่วนช่วยเหลือสังคม โดยเป็นประธานอาสาสมัครเกี่ยวกับสาธารณสุขของหมู่บ้านส่องตาแล (อ.ส.ม.) มาประมาณ 20 ปี เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีวุฒิภาวะต่ำ เป็นผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง หรือไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน รวมทั้งจำเลยโดยนางสาวสุกัญญา บุตรสาวของจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนเพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 100,000 บาท แต่ผู้ร้องไม่ยอมรับ เพราะผู้ร้องต้องการให้จำเลยชดใช้เงินมากกว่านี้ซึ่งเกินความสามารถและฐานานุรูปของจำเลย ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยก่อนลดโทษให้จำคุก 9 ปีนั้น หนักเกินไปเห็นควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 7 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา ป.อ. ม. 68, ม. 72 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
เหตุที่ไม่อาจอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ มีอะไรบ้าง จำเลยในฐานะภริยามีหนังสือร้องเรียนโจทก์ในเรื่องความประพฤติส่วนตัว เป็นสิทธิของจำเลยย่อมกระทำได้ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ การที่จำเลยฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก หญิงอื่นเป็นกระทำเพื่อรักษาสิทธิในครอบครัวเพื่อไม่ให้หญิงอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับโจทก์ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมาย พฤติกรรมของโจทก์ก็เป็นฝ่ายไปยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยละทิ้งร้างโจทก์ |