ReadyPlanet.com


ขอปรึกษาการใช้เงินประกันการทำงานและเงินเดือนที่นายจ้างค้างอยู่


 คือผมได้ใช้เงินประกันการทำงานจำนวน 100000 บาท ในวันเข้าทำงาน และตอนนี้ผมได้ลาออกเมื่อวันที่ 23 พ.ค 2557 โดยทางสำนักงานไม่สามารถจ่ายเงินเดือนให้ได้ (ค้างอยู่ประมาณเดือนกว่าเลยตัดสินใจลาออก) และหลังจากนั้นได้ทำหนังสือบันทึกข้อตกลงกัน ว่าทางสำนักงานจะจ่ายเงินประกันคืนทุกวันที่ 30 ของเดือน คือ งวดแรก 30 พ.ค 2557 งวด 2. วันที่ 30 มิ.ย 57 และงวดสุดท้าย 30 ก.ค. 57 (ที่ทำเพราะทางสำนักงานขาดทุน และตอนนี้ได้ปิดกิจการแล้ว) และได้จ่ายมาส่วนหนึ่ง เหลืออยู่คนละ 30000 บาทหากรวมเงินเดือนก็เกือบคนละ 50,000 บาท  ถ้าหากฟ้องเป็นคดีความขึ้นมา ผมมีโอกาสแพ้ไหมคับ แล้วค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายต้องใช้ไหมคับและขอคำปรึกษาจากท่านว่าผมควรทำยังไงดีครับ ขอบพระคุณมากครับ



ผู้ตั้งกระทู้ นัท :: วันที่ลงประกาศ 2014-09-06 20:31:39


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (3723533)

 กฎหมายกำหนดให้นายจ้างที่เรียกหรือรับเงินประกันการทำงานเพื่อชดใช้ความเสียหาย ต้องคือเงินประกันดังกล่าวภายใน 7 วัน ข้อตกลงว่า ให้นายจ้างคืนเงินประกันเป็นงวด ๆ ขัดต่อมาตรา 10 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะเมื่อนายจ้างไม่จ่ายแนะนำให้ไปร้องเรียนพนักงานตรวจแรงงานที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื่อที่ที่นายจ้างมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ครับ กรณีตามคำถามเป็นสิทธิของลูกจ้างไม่มีช่องทางแพ้คดีครับ

 มาตรา 10 ภายใต้บังคับ มาตรา 51 วรรคสอง ห้ามมิให้ นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความ เสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของ งานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สิน ของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับเงินประกันจากลูกจ้าง ได้ ตลอดจนจำนวนเงินและวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลัก เกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

 ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกัน หรือทำสัญญา ประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกัน สิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้าง ลาออกหรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี

 

ข้อตกลงว่าลูกจ้างไม่ขอรับเงินประกันทั้งหมดคืนขัดต่อมาตรา 10 วรรคสอง
 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะ

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  8029/2544

นางพิศมัย ----------                                           โจทก์
บริษัทโปร-เอ็กเซ็ล ----- จำกัด                        จำเลย
 
          พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10 วรรคสอง หมายความว่า เมื่อนายจ้างเลิกจ้างหรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ และลูกจ้างไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง นายจ้างจะต้องคืนเงินประกันทั้งหมด แก่ลูกจ้าง  เมื่อการผิดสัญญาของโจทก์(ลูกจ้าง) ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ แก่จำเลย(นายจ้าง) จำเลย(นายจ้าง)จะต้องคืนเงินประกันการทำงานทั้งหมดแก่โจทก์
 
________________________________
 
          โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินสะสมจำนวน ๔,๐๐๐ บาท เงินประกันการทำงานจำนวน ๒,๐๐๐ บาท และค่าจ้างค้างจำนวน ๒,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินสะสมและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินประกันการทำงานและค่าจ้างค้างนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์


          จำเลยให้การว่า จำเลยยังไม่ต้องคืนเงินสะสมให้แก่โจทก์ เนื่องจากขณะทำงานโจทก์ทำบัตรเครดิตของ นางสาวสุรีย์ ลูกค้าสูญหาย มีผู้นำบัตรเครดิตไปถอนเงินผ่านเครื่องอัตโนมัติ ทำให้ธนาคารตามบัตรฟ้องเรียกเงินจากนางสาวสุรีย์คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล และนางสาวสุรีย์ได้เรียกร้องให้จำเลยชดใช้เงินดังกล่าวแต่ยังไม่มี การฟ้องร้อง จำเลยจึงต้องยึดเงินสะสมของโจทก์ไว้ก่อน เพราะหากจำเลยต้องชดใช้เงินแก่นางสาวสุรีย์จะได้ หักเงินจำนวนนี้เป็นค่าเสียหาย สำหรับเงินประกันการทำงาน จำเลยมีสิทธิริบไม่ต้องคืนแก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์ ลาออกโดยไม่ยื่นใบลาออกล่วงหน้าตามระเบียบตามสัญญาจ้างงานข้อ ๙ ส่วนเงินค่าจ้างจำเลยค้างโจทก์อยู่เพียง ๒,๔๐๐ บาท เนื่องจากในช่วงเวลาตามที่โจทก์ฟ้องโจทก์ลาป่วยไป ๑ วัน จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันที่ลาป่วย ขอให้ยกฟ้อง


          ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินสะสมจำนวน ๔,๐๐๐ บาท เงินประกันการทำงาน จำนวน ๒,๐๐๐ บาท และค่าจ้างค้างจำนวน ๒,๔๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินสะสมและ อัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงินประกันการทำงานและค่าจ้างค้างดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์


          จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
          ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า กรณีที่โจทก์มิได้ยื่นใบลาออกล่วงหน้า ๑๕ วัน ตามระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานและข้อตกลงในสัญญาจ้างงานนั้น เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๐ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ยถ้ามีให้แก่ลูกจ้างฯ" ซึ่งหมายความว่า เมื่อนายจ้างเลิกจ้างหรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ และลูกจ้าง ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง นายจ้างจะต้องคืนเงินประกันทั้งหมดแก่ลูกจ้าง สัญญาจ้างงานระหว่างโจทก์และ จำเลยฉบับลงวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ข้อ ๙ ระบุว่า "เมื่อข้าพเจ้าประสงค์จะขอลาออกจากความเป็นพนักงานของบริษัท ข้าพเจ้าจะแจ้งให้บริษัททราบเป็นการล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน และอยู่ทำงานจนครบกำหนด หากข้าพเจ้าไม่อยู่ปฏิบัติตามระเบียบข้อนี้ ข้าพเจ้ายินยอมให้บริษัทตัดเงินต่าง ๆ ที่มีอยู่เป็นค่าเสียหายและจะไม่ขอ รับเงินค้ำประกันทั้งหมด ในกรณีที่ข้าพเจ้าฝ่าฝืนระเบียบข้อนี้อันเป็นเหตุให้บริษัทเสียหายใด ๆ ข้าพเจ้ายินยอม ให้บริษัทฟ้องเรียกค่าเสียหายได้อีกด้วย" ซึ่งหมายความว่า กรณีที่โจทก์ผิดสัญญาไม่ยื่นใบลาออกล่วงหน้าก่อน ๑๕ วัน โจทก์ยินยอมให้จำเลยตัดเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยหรือนำเงินของโจทก์ที่จำเลยยึดถือไว้ชดใช้ค่าเสียหาย กับยินยอมให้จำเลยฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ และยังไม่ขอรับเงินประกันทั้งหมดคืนอีกด้วย ซึ่งเป็นการยินยอมให้จำเลย มีสิทธิไม่ต้องคืนเงินประกันทั้งหมดแก่โจทก์แม้การผิดสัญญาไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย หรือก่อให้ เกิดความเสียหาย แต่ได้ตัดหรือนำเงินอื่นชดใช้ค่าเสียหายแล้ว ข้อตกลงในสัญญาจ้างเฉพาะข้อที่โจทก์ไม่ขอรับ เงินประกันทั้งหมดคืนจึงขัดต่อมาตรา ๑๐ วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงข้อนี้ตกเป็นโมฆะไม่มีผลใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่าการผิดสัญญาข้อ ๙ ของโจทก์ ไม่ก่อให้เกิด ความเสียหายใด ๆ แก่จำเลย จำเลยจะต้องคืนเงินประกันการทำงานทั้งหมดแก่โจทก์ คำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา
          พิพากษายืน.
 
 
( มงคล คุปต์กาญจนากุล - กมล เพียรพิทักษ์ - พูนศักดิ์ จงกลนี )
 
ศาลแรงงานกลาง - นายชูศักดิ์ โชติวานิช
 

คำพิพากษาศาลฎีกา 6636-6638/2547

เงินที่นายจ้างเรียกเก็บจากลูกจ้างที่ส่งไปฝึกอบรมที่กรุงเทพฯ  โดยมีข้อตกลงว่าจะต้องทำงานกับนายจ้างเป็นเวลา 2 ปี หากทำงานไม่ครบให้นายจ้างมีสิทธิริบเงินดังกล่าว ไม่ว่าจะเรียกว่าอย่างไร   ก็ยังเป็นเงินประกันการทำงาน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง ฯ มาตรา 10  ที่กฎหมายห้ามนายจ้างเรียก หรือรับเงินประกันการทำงานจากลูกจ้าง

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3304/2545

ลูกจ้างทำงานเป็นผู้จัดการสถานีบริการน้ำมัน มีหน้าที่ดูแลสินค้าในร้านสะดวกซื้อ นายจ้างมีสิทธิเรียกประกันการทำงานได้

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร. 0859604258 วันที่ตอบ 2014-10-19 15:54:16


ความคิดเห็นที่ 2 (3723550)

ข้อตกลงระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้างที่ว่าหากลาออกจากงานก่อน 24 เดือนขอสละสิทธิไม่รับเงินประกันคืนเป็นโมฆะ

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  8211/2547

ห้างหุ้นส่วนจำกัด พะเยารัตนชาติ            โจทก์
พนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพะเยา     จำเลย
 
          พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำเมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี ดังนี้ ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับ ส. ที่ว่า หาก ส. ลาออกจากงานก่อน 24 เดือน ส. ขอสละสิทธิไม่รับเงินประกัน แม้จะตกลงกันก่อนที่โจทก์จะจ้าง ส. แต่ก็เป็นข้อตกลงที่แตกต่างจากบทบัญญัติของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 151
 
________________________________
 
          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการบริการทางการเงิน (รับจัดไฟแนนซ์) ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 11/2546 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 เพิกถอนคำสั่งวางเงิน 10,000 บาท

          จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
          ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินประกันจำนวน 10,000 บาท ที่โจทก์เรียกเก็บจากนางสาวสุดารินทร์ (ลูกจ้าง) โดยมีข้อตกลงว่าลูกจ้างจะต้องทำงานกับโจทก์อย่าง 24  เดือน หากลูกจ้างออกจากงานก่อนครบ 24 เดือน ลูกจ้างจะไม่ได้รับเงินประกันคืน ข้อตกลงดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะหรือไม่นั้น คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2545 โจทก์จ้างนางสาวสุดารินทร์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานการเงินและสินเชื่อ โจทก์เรียกเก็บเงินประกันการทำงานและประกันความเสียหายในการทำงานจำนวน 10,000 บาท จากนางสาวสุดารินทร์โดยมีข้อตกลงว่าหากนางสาวสุดารินทร์ลาออกจากงานก่อน 24 เดือน นางสาวสุดารินทร์ขอสละสิทธิ์ไม่รับเงินจำนวนดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 นางสาวสุดารินทร์ยื่นหนังสือลาออกจากงานและไม่มาทำงานให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2546 นางสาวสุดารินทร์ซึ่งทำงานไม่ครบ 24 เดือน โจทก์จึงไม่คืนเงินประกันจำนวน 10,000 บาท ให้แก่นางสาวสุดารินทร์ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า “ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำเมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้าง หรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี” ดังนี้ ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับนางสาวสุดารินทร์ที่ว่า หากนางสาวสุดารินทร์ลาออกจากงานก่อน 24 เดือน นางสาวสุดารินทร์ขอสละสิทธิไม่รับเงินประกันแม้จะตกลงกันก่อนที่โจทก์จะจ้างนางสาวสุดารินทร์ แต่ก็เป็นข้อตกลงที่แตกต่างจากบทบัญญัติข้างต้นซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์คืนเงินประกันแก่นางสาวสุดารินทร์นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”
          พิพากษายืน
 
 
( วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ - อรพินท์ เศรษฐมานิต - หัสดี ไกรทองสุก )
 
 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น * วันที่ตอบ 2014-10-19 17:56:49


ความคิดเห็นที่ 3 (3723551)

เงินประกัน

(พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน  พ.ศ.2541   มาตรา  10 )     

                   มาตรา  10  ภายใต้บังคับมาตรา 51 วรรค 2  ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง  เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายจ้าง  ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้  ทั้งนี้  ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับเงินประกันจากลูกจ้างได้  ตลอดจนจำนวนเงินและวิธีเก็บรักษา  ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด  ดังนี้

                    เงินประกัน   หมายความว่า  เงินที่นายจ้างเรียกหรือรับจากลูกจ้างเพื่อประกันการทำงานของลูกจ้างหรือประกันความเสียหายในการทำงานที่ลูกจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้น                   
                    งานเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินที่นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้  ได้แก่
 (1)  งานสมุห์บัญชี
 (2)  งานพนักงานเก็บและหรือจ่ายเงิน
 (3)  งานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินของนายจ้างหรือที่อยู่ในความรับผิดชอบของนายจ้าง               
 (4)  งานติดตามหรือเร่งรัดหนี้สิน
 (5)  งานควบคุมหรือรับผิดชอบยานพาหนะ
 (6)  งานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการซื้อขาย  แลกเปลี่ยน  ให้เช่าทรัพย์  ให้เช่าซื้อ  ให้กู้ยืม  รับฝากทรัพย์  รับจำนำ  เก็บของในคลังสินค้า  รับประกันภัย  รับโอนหรือรับจัดส่งเงินหรือการธนาคาร  ทั้งนี้  เฉพาะลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ควบคุมเงินหรือทรัพย์สินเพื่อการที่ว่านั้น

                    ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกัน--จำนวนเงินหรือรับได้ จะต้องไม่เกิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับอยู่ในวันนายจ้างรับเงินประกัน

                    ในกรณีที่เงินประกันซึ่งนายจ้างเรียกหรือรับไว้  ลดลง  เนื่องจากนำไปชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างตามเงื่อนไขของการเรียกหรือรับเงินประกัน  หรือตามข้อตกลงหรือได้รับความยินยอมจากลูกจ้างแล้ว  นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันเพิ่มได้ไม่เกิน60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับอยู่ในวันนายจ้างรับเงินประกัน  เท่านั้น

                    ให้นายจ้างนำเงินฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น  โดยจัดให้มีบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคน  และให้แจ้งชื่อธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น  ชื่อบัญชี  และเลขที่บัญชีให้ลูกจ้างทราบเป็นหนังสือภายใน  7  วันนับแต่วันที่รับเงินประกัน  ทั้งนี้  นายจ้างจะเก็บรักษาเงินประกันโดยวิธีอื่นหรือนำไปจัดหาผลประโยชน์อื่นใดนอกจากที่กำหนดไว้มิได้

                    ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกัน  หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ  เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง  หรือลูกจ้างลาออก  หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ  ให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย  ถ้ามี  ให้แก่ลูกจ้างภายใน  7  วัน  นับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก  หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ  แล้วแต่กรณี

                                                    

ผู้แสดงความคิดเห็น * วันที่ตอบ 2014-10-19 18:58:55



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล