
| ความรับผิดฐานควบคุมสัตว์ดุร้ายตาม ป.อ. มาตรา 377 และกฎหมายโรคระบาดสัตว์(ฎีกาที่ 8040/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรับผิดของเจ้าของสุนัขในกรณีที่สัตว์เลี้ยงก่อความเสียหาย โดยโจทก์ฟ้องว่าจำเลยปล่อยปละละเลยให้สุนัขกัดแกะของผู้อื่นจนตาย อ้างความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 และพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยเป็นเจ้าของสุนัข แต่ในขณะเกิดเหตุไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ควบคุมสัตว์ตามความหมายของกฎหมาย จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 377 อย่างไรก็ดี จำเลยยังคงมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามระบบควบคุมโรคระบาดสัตว์ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว ⚖ หลักกฎหมายสำคัญ – ป.อ. มาตรา 377 ผู้ใดควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้าย แล้วปล่อยปละละเลยให้สัตว์เที่ยวไปโดยลำพังในลักษณะที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ มีความผิด จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การเป็น “ผู้ควบคุม” ต้องอยู่ใกล้และสามารถบังคับหรือสั่งการสัตว์ได้จริงในขณะเกิดเหตุ สรุปข้อเท็จจริง 1.คู่ความและข้อหา – โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาตาม ป.อ. มาตรา 377 และ พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ฯ มาตรา 4, 5, 7, 55 2.เหตุเกิด – จำเลยป่วยโควิด-19 เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล จึงมอบหมายให้ผู้อื่นดูแลสุนัขแทน 3.เหตุการณ์ – สุนัขของจำเลยร่วมกับสุนัขผู้อื่นกัดแกะของผู้เสียหายจนตาย 4.ศาลชั้นต้น – ลงโทษตามมาตรา 377 และ พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ฯ ปรับ 10,000 บาท 5.ศาลอุทธรณ์ – ยกฟ้องข้อหาตามมาตรา 377 ลงโทษเฉพาะตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ฯ ปรับ 2,000 บาท 6.ฎีกา – โจทก์ฎีกาเฉพาะข้อหาตามมาตรา 377 คำวินิจฉัยของศาลฎีกา •ประเด็นปัญหา – จำเลยเข้าข่าย “ผู้ควบคุมสัตว์ดุร้าย” ตาม ป.อ. มาตรา 377 หรือไม่ •หลักเกณฑ์กฎหมาย – ผู้ควบคุมสัตว์ดุต้องอยู่ใกล้ชิดและสามารถควบคุมพฤติกรรมสัตว์ได้ เช่น ใช้แรงกาย อุปกรณ์ ออกคำสั่ง หรือการลงโทษ เพื่อป้องกันอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์ •ข้อเท็จจริง – จำเลยอยู่โรงพยาบาล ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดสุนัข จึงไม่สามารถควบคุมหรือป้องกันเหตุได้ •ผลวินิจฉัย – จำเลยไม่ใช่ผู้ควบคุมสัตว์ในขณะเกิดเหตุ การกระทำไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 377 •คำพิพากษา – พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องมาตรา 377 ลงโทษเฉพาะความผิดตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ฯ การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1.องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 377 oต้องเป็นผู้ควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้าย oต้องปล่อยปละละเลยให้สัตว์ไปทำอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์ oต้องอยู่ในฐานะที่สามารถควบคุมสัตว์ได้ขณะเกิดเหตุ ในคดีนี้ แม้จำเลยเป็นเจ้าของสุนัข แต่ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ควบคุมขณะเกิดเหตุ จึงขาดองค์ประกอบข้อแรก 2.ความรับผิดตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ฯ oเจ้าของสัตว์ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยการป้องกันและควบคุมโรค oจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว จึงมีความผิดแม้ไม่เข้าข่ายมาตรา 377 3.หลักการตีความในคดีอาญา oต้องตีความองค์ประกอบความผิดอย่างเคร่งครัด oหากข้อเท็จจริงไม่เข้าองค์ประกอบครบทุกส่วน ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 บัญญัติว่า “ผู้ใดควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้าย แล้วปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพัง ในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ” กฎหมายมาตรานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนจากอันตรายที่อาจเกิดจากสัตว์ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวหรืออันตรายโดยธรรมชาติ เช่น สุนัขดุ เสือ วัวกระทิง หรือสัตว์อื่นที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ คำว่า “สัตว์ดุหรือสัตว์ร้าย” ในทางกฎหมายมิได้จำกัดเฉพาะสัตว์ป่าหรือสัตว์ใหญ่เท่านั้น แต่รวมถึงสัตว์เลี้ยงที่โดยสภาพหรือลักษณะเฉพาะตัวมีพฤติกรรมดุร้าย หรือมีศักยภาพที่จะทำอันตรายได้ เช่น สุนัขพันธุ์ดุ แม้โดยทั่วไปสุนัขจะเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดกับคน แต่ก็ยังมีสัญชาตญาณดิบและพฤติกรรมก้าวร้าวได้ในบางสถานการณ์ การจะพิจารณาว่าเป็นสัตว์ดุหรือไม่ จึงต้องดูตามข้อเท็จจริงเป็นกรณีไป เช่น ประวัติการกัดคน หรือการขู่ทำร้าย องค์ประกอบสำคัญของความผิดตามมาตรานี้คือ ผู้กระทำต้องอยู่ในฐานะ “ผู้ควบคุม” สัตว์ดุหรือสัตว์ร้าย หมายถึง บุคคลที่มีหน้าที่หรืออำนาจควบคุมพฤติกรรมของสัตว์ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งต่างจาก “เจ้าของ” เพราะแม้จะเป็นเจ้าของ แต่ถ้าไม่ได้อยู่ในฐานะควบคุมสัตว์ในเวลานั้น ก็อาจไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ตัวอย่างเช่น เจ้าของมอบสุนัขให้เพื่อนเลี้ยงในช่วงไปต่างจังหวัด หากสุนัขก่อเหตุในขณะอยู่กับเพื่อน เจ้าของอาจไม่เป็นผู้ควบคุมในขณะเกิดเหตุ แต่จะเป็นเพื่อนที่อยู่กับสุนัข ณ เวลานั้นที่ถือเป็นผู้ควบคุม คำว่า “ปล่อยปละละเลย” หมายถึง การไม่ใช้ความระมัดระวังหรือไม่จัดการควบคุมสัตว์อย่างเพียงพอจนสัตว์สามารถเที่ยวไปโดยลำพังในลักษณะที่เสี่ยงจะก่ออันตราย การปล่อยสัตว์ไว้ในพื้นที่ที่ไม่มีรั้วรอบขอบชิด หรือปล่อยให้วิ่งไปในถนนสาธารณะจนเกิดอุบัติเหตุ ก็เข้าข่ายปล่อยปละละเลยได้ การ “อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์” เป็นองค์ประกอบด้านผล ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอันตรายจริง เพียงแค่สัตว์นั้นอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการทำร้าย เช่น สุนัขพันธุ์ดุวิ่งไล่คน หรือวิ่งเข้าใกล้ฝูงสัตว์เลี้ยงของผู้อื่นในท่าทีคุกคาม ก็เพียงพอให้ความผิดสำเร็จแล้ว ในทางปฏิบัติ การตีความคำว่า “ผู้ควบคุม” ต้องดูตามความเป็นจริงว่าบุคคลนั้นมีความสามารถและโอกาสในการควบคุมสัตว์หรือไม่ เช่น อยู่ใกล้พอที่จะใช้แรงกาย อุปกรณ์ หรือคำสั่งหยุดยั้งสัตว์ได้ และสามารถป้องกันไม่ให้สัตว์ก่ออันตรายได้ หากบุคคลนั้นไม่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ หรืออยู่ไกลจนไม่สามารถควบคุมสัตว์ได้จริง ก็จะไม่ถือว่าเป็นผู้ควบคุมในขณะเกิดเหตุ ตัวอย่างประกอบ เช่น 1.นาย ก. จูงสุนัขพันธุ์พิทบูลเดินเล่นโดยไม่มีสายจูง สุนัขกระโจนกัดคนที่เดินผ่าน – นาย ก. เป็นผู้ควบคุมและปล่อยปละละเลย จึงมีความผิด 2.นาง ข. ฝากสุนัขพันธุ์ดุให้เพื่อนเลี้ยงหนึ่งสัปดาห์ ขณะเพื่อนเลี้ยง สุนัขหลุดไปกัดไก่เพื่อนบ้าน – นาง ข. ไม่ใช่ผู้ควบคุมในขณะเกิดเหตุ แต่เพื่อนที่รับฝากถือเป็นผู้ควบคุม 3.นาย ค. ขี่ม้าพยศในงานแสดงแล้วปล่อยม้าให้วิ่งไปในฝูงชน – นาย ค. เข้าข่ายผู้ควบคุมสัตว์ร้ายและปล่อยปละละเลย จากหลักการนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8040/2567 จึงตีความว่า แม้จำเลยจะเป็นเจ้าของสุนัข แต่ขณะเกิดเหตุป่วยอยู่โรงพยาบาล และได้มอบหมายให้ผู้อื่นดูแลแทน ทำให้จำเลยไม่อยู่ในสถานะผู้ควบคุมสัตว์ตามมาตรา 377 จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด แต่ยังคงมีความผิดตามกฎหมายอื่น คือ พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ฯ เพราะเป็นเจ้าของที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดการป้องกันและควบคุมโรคของสัตว์ ข้อคิดทางกฎหมาย •เจ้าของสัตว์ไม่จำเป็นต้องมีความผิดตามมาตรา 377 เสมอไป หากในขณะเกิดเหตุไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ควบคุมสัตว์ •อย่างไรก็ดี ความรับผิดตามกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ฯ อาจยังคงมีอยู่ •การฝากสัตว์เลี้ยงให้ผู้อื่นดูแล ควรมีการกำชับและจัดมาตรการควบคุมอย่างเพียงพอ เพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหาย สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นเจ้าของสุนัขที่รุมกัดแกะผู้อื่นจนตาย แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยป่วยโควิดและอยู่โรงพยาบาล มอบหมายให้ผู้อื่นดูแลแทน ความผิดตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษและคู่ความไม่ฎีกา จึงเป็นที่สุด ส่วนข้อหาตาม ป.อ. มาตรา 377 ต้องเป็นผู้ควบคุมสัตว์ดุโดยอยู่ใกล้ชิดและสามารถควบคุมพฤติกรรมสัตว์ได้ แต่จำเลยไม่ได้อยู่ในสถานะดังกล่าว จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด ศาลฎีกายืนยกฟ้องข้อหานี้ IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) Issue: จำเลยในฐานะเจ้าของสุนัขที่ก่อเหตุทำร้ายทรัพย์สินของผู้อื่น เข้าข่ายเป็น “ผู้ควบคุมสัตว์ดุ” ตาม ป.อ. มาตรา 377 หรือไม่ Rule: ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 – ผู้ใดควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายแล้วปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพังในลักษณะที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 55 – เจ้าของสัตว์ต้องปฏิบัติตามระบบป้องกันและควบคุมโรค มิฉะนั้นมีโทษปรับ Application: •จำเลยอยู่โรงพยาบาลขณะเกิดเหตุ จึงไม่อยู่ใกล้ชิดและไม่สามารถควบคุมสุนัขได้ •การมอบหมายให้ผู้อื่นเลี้ยงดู ไม่ทำให้จำเลยเป็นผู้ควบคุมในขณะนั้น •จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 377 •แต่การไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคระบาดสัตว์ทำให้จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ฯ Conclusion: ศาลฎีกายกฟ้องข้อหาตามมาตรา 377 และลงโทษจำเลยเฉพาะความผิดตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ฯ สรุปภาษาอังกฤษ Supreme Court Judgment No. 8040/2567 Summary:
The Court ruled that although the defendant owned the dog that attacked and killed a sheep, he was not in a position to control the animal at the time of the incident, as he was hospitalized with COVID-19 and had entrusted the dog to another person. Therefore, the offence under Section 377 of the Penal Code was not established. However, the defendant was still liable under the Animal Epidemics Act B.E. 2558 for failing to comply with disease prevention and control measures. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8040/2567 การกระทำอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 377 ต้องได้ความว่า ผู้กระทำความผิดต้องเป็นผู้ควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายแล้วปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพังในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ ซึ่งการควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายมีวิธีการควบคุมที่แตกต่างกันไปตามสภาพและประเภทของสัตว์ สำหรับสุนัขแม้เป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์แต่ก็อาจมีนิสัยดุร้ายได้โดยธรรมชาติ เนื่องจากสุนัขเลี้ยงมีต้นกำเนิดมาจากสุนัขป่าจึงยังคงมีสัญชาตญาณดิบในการเป็นนักล่าและนักต่อสู้อยู่ในตัวทำให้บางครั้งสุนัขมีพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรง การจะควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรงของสุนัขได้นั้น ผู้ควบคุมจึงต้องอยู่ใกล้ชิดตัวสุนัขจนสามารถควบคุมสิ่งที่มากระตุ้นพฤติกรรมของสุนัข ช่วยลดทอนความก้าวร้าวของสุนัข และแยกสุนัขออกจากเหยื่อ ไม่ว่าด้วยการใช้แรงกายหรืออุปกรณ์ในการบังคับตัวสุนัข การออกคำสั่ง หรือการลงโทษ ดังนั้น ผู้ควบคุมสัตว์ดุตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 377 ต้องถือตามความเป็นจริง โดยผู้ควบคุมต้องอยู่ในสถานะที่สามารถควบคุมสุนัขได้ในขณะสุนัขออกเที่ยวไปแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรงในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล จึงมอบหมายให้ ส. เลี้ยงและดูแลสุนัขของจำเลยแทน แม้จำเลยเพียงแต่ฝากให้ ส. เลี้ยงดูสุนัขเป็นการชั่วคราวโดยมิได้กำชับให้ ส. ใช้ความระมัดระวังในการควบคุมดูแลสุนัขไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่นก็ตาม ก็ถือเป็นความบกพร่องในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าของสุนัขเท่านั้น แต่ในฐานะผู้ควบคุมสุนัขแล้ว จำเลยไม่ได้อยู่ใกล้ชิดตัวสุนัขของจำเลยจนสามารถใช้แรงกายหรืออุปกรณ์ในการบังคับตัวสุนัข ออกคำสั่ง หรือลงโทษสุนัขเพื่อป้องกันหรือห้ามปรามมิให้สุนัขเที่ยวไปแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรงกัดแกะของผู้เสียหายจนถึงแก่ความตายได้ จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ควบคุมสัตว์ในขณะเกิดเหตุ การกระทำของจำเลยตามฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 377 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 4, 5, 7, 55 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 (ที่ถูก มาตรา 7 วรรคหนึ่ง (2)), 55 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 (ที่ถูกคือ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 55 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) ปรับ 10,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 (ที่ถูก มาตรา 7 วรรคหนึ่ง (2)), 55 ปรับ 2,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าของสุนัขพันธุ์ไทยชื่อ "ขาว" ขณะเกิดเหตุจำเลยป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลจึงมอบหมายให้นายสมิงเลี้ยงและดูแลสุนัขของจำเลยแทน นายสมิงเลี้ยงดูสุนัขของจำเลยร่วมกับสุนัขของนายสมิงอีก 3 ตัว ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง สุนัขของจำเลยและสุนัขของนายสมิงรุมกัดแกะของนายสายเพชร ผู้เสียหาย จนถึงแก่ความตาย สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าของสุนัขไม่ปฏิบัติตามระบบการป้องกันและควบคุมโรคระบาดในสุนัขตามกฎกระทรวงซึ่งออกตามความในมาตรา 7 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลย คู่ความไม่ฎีกา ความผิดฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 หรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 ต้องได้ความว่า ผู้กระทำความผิดต้องเป็นผู้ควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายแล้วปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพังในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ ซึ่งการควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายมีวิธีการควบคุมที่แตกต่างกันไปตามสภาพและประเภทของสัตว์ สำหรับสุนัขแม้เป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์แต่ก็อาจมีนิสัยดุร้ายได้โดยธรรมชาติ เนื่องจากสุนัขเลี้ยงมีต้นกำเนิดมาจากสุนัขป่าจึงยังคงมีสัญชาตญาณดิบในการเป็นนักล่าและนักต่อสู้อยู่ในตัวทำให้บางครั้งสุนัขมีพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรง การจะควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรงของสุนัขได้นั้นผู้ควบคุมจึงต้องอยู่ใกล้ชิดตัวสุนัขจนสามารถควบคุมสิ่งที่มากระตุ้นพฤติกรรมของสุนัข ช่วยลดทอนความก้าวร้าวของสุนัข และแยกสุนัขออกจากเหยื่อ ไม่ว่าด้วยการใช้แรงกายหรืออุปกรณ์ในการบังคับตัวสุนัข การออกคำสั่ง หรือการลงโทษ ดังนั้น ผู้ควบคุมสัตว์ดุตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 ต้องถือตามความเป็นจริงโดยผู้ควบคุมต้องอยู่ในสถานะที่สามารถควบคุมสุนัขได้ในขณะสุนัขออกเที่ยวไปแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรงในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล จึงมอบหมายให้นายสมิงเลี้ยงและดูแลสุนัขของจำเลยแทน แม้จำเลยเพียงแต่ฝากให้นายสมิงเลี้ยงดูสุนัขเป็นการชั่วคราวโดยมิได้กำชับให้นายสมิงใช้ความระมัดระวังในการควบคุมดูแลสุนัขไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่นก็ตาม ก็ถือเป็นความบกพร่องในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าของสุนัขเท่านั้น แต่ในฐานะผู้ควบคุมสุนัขแล้วจำเลยไม่ได้อยู่ใกล้ชิดตัวสุนัขของจำเลยจนสามารถใช้แรงกายหรืออุปกรณ์ในการบังคับตัวสุนัข ออกคำสั่ง หรือลงโทษสุนัขเพื่อป้องกันหรือห้ามปรามมิให้สุนัขเที่ยวไปแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรงกัดแกะของผู้เสียหายจนถึงแก่ความตายได้ จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ควบคุมสัตว์ในขณะเกิดเหตุ การกระทำของจำเลยตามฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน แนวคำถาม - ธงคำตอบ คำถามที่ 1 ในกรณีที่จำเลยเป็นเจ้าของสุนัขซึ่งได้มอบหมายให้บุคคลอื่นเลี้ยงและดูแลชั่วคราวระหว่างที่ตนป่วยรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แล้วสุนัขของจำเลยได้ออกไปกัดแกะของผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย จำเลยจะต้องรับผิดฐานเป็น “ผู้ควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้าย” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 หรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า การจะเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 นั้น ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้กระทำความผิดเป็น “ผู้ควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้าย” แล้วปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพังในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ การเป็น “ผู้ควบคุม” ต้องพิจารณาตามสภาพความเป็นจริงว่าผู้นั้นอยู่ในสถานะที่สามารถควบคุมสัตว์ได้ในขณะเกิดเหตุ เช่น สามารถใช้แรงกาย อุปกรณ์ หรือคำสั่ง เพื่อห้ามปรามมิให้สัตว์แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงได้ ในคดีนี้ จำเลยแม้เป็นเจ้าของสุนัข แต่ในขณะเกิดเหตุจำเลยป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและมอบหมายให้ผู้อื่นเลี้ยงดูแทน จึงไม่ได้อยู่ใกล้ชิดตัวสุนัขหรืออยู่ในฐานะที่จะควบคุมพฤติกรรมของสุนัขได้ การที่สุนัขของจำเลยไปกัดแกะของผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 377 เพราะจำเลยไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ควบคุมสัตว์ขณะเกิดเหตุ ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้องในความผิดตามมาตรานี้ คำถามที่ 2 หากจำเลยในฐานะเจ้าของสุนัขไม่ได้อยู่ควบคุมสุนัขในขณะเกิดเหตุ แต่ไม่ได้กำชับผู้ที่รับดูแลแทนให้ใช้ความระมัดระวังเพื่อป้องกันมิให้สุนัขไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น การขาดความระมัดระวังดังกล่าวเพียงพอหรือไม่ที่จะถือว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่า การไม่กำชับผู้ที่รับดูแลสุนัขให้ใช้ความระมัดระวัง แม้จะเป็นการบกพร่องของจำเลยในฐานะ “เจ้าของสุนัข” ที่อาจมีผลในทางแพ่งหรือทางกฎหมายอื่น แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้จำเลยมีความผิดในฐานะ “ผู้ควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้าย” ตามมาตรา 377 เนื่องจากองค์ประกอบของความผิดนี้เน้นที่ “ผู้ควบคุมสัตว์” ต้องอยู่ในสถานะที่สามารถควบคุมพฤติกรรมของสัตว์ได้จริงในขณะเกิดเหตุ ซึ่งในกรณีนี้จำเลยอยู่ในโรงพยาบาล ไม่อาจใช้แรงกาย อุปกรณ์ หรือคำสั่งใด ๆ เพื่อยับยั้งสุนัขได้ ดังนั้น การไม่กำชับผู้อื่นให้ใช้ความระมัดระวังถือเป็นเพียงความบกพร่องในฐานะเจ้าของสัตว์ ไม่ถึงขั้นเป็นการปล่อยปละละเลยของผู้ควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายตามมาตรา 377 ศาลจึงยืนยันคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ คำถามที่ 3 การแยกความรับผิดระหว่าง “เจ้าของสัตว์” กับ “ผู้ควบคุมสัตว์” มีผลทางกฎหมายอย่างไร โดยเฉพาะในกรณีที่เจ้าของสัตว์ไม่ใช่ผู้ควบคุมสัตว์ในขณะเกิดเหตุ แต่สัตว์นั้นก่อความเสียหายต่อบุคคลอื่น คำตอบ ศาลฎีกาได้วางแนวทางที่สำคัญในคดีนี้ว่า “เจ้าของสัตว์” และ “ผู้ควบคุมสัตว์” เป็นบุคคลที่อาจแตกต่างกันได้ในทางกฎหมาย “เจ้าของสัตว์” เป็นผู้มีสิทธิและหน้าที่ในทรัพย์สินนั้น ส่วน “ผู้ควบคุมสัตว์” คือบุคคลซึ่งในขณะเกิดเหตุอยู่ในสถานะที่สามารถควบคุมสัตว์ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของหรือผู้อื่นก็ตาม ดังนั้น การพิจารณาความผิดตามมาตรา 377 ต้องพิจารณาว่าผู้ใดเป็น “ผู้ควบคุมสัตว์” ณ เวลาที่เกิดเหตุ มิใช่เพียงผู้เป็นเจ้าของทางทะเบียนหรือผู้เลี้ยงดูตามปกติ เช่น ในกรณีนี้ จำเลยเป็นเจ้าของสุนัขแต่ไม่ได้อยู่ควบคุมสุนัขในขณะเกิดเหตุ จึงไม่เป็นผู้ควบคุมสัตว์ ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 377 อย่างไรก็ดี เจ้าของสัตว์ยังอาจต้องรับผิดตามกฎหมายอื่น เช่น พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 และมาตรา 55 ซึ่งบัญญัติถึงหน้าที่ของเจ้าของสัตว์ในการควบคุมและป้องกันโรคระบาด รวมถึงอาจมีความรับผิดทางแพ่งตามมาตรา 433 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากสัตว์ของตนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น คำถามที่ 4 การที่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยในความผิดตามมาตรา 377 แต่ยังคงลงโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 แสดงให้เห็นถึงหลักการตีความกฎหมายอาญาอย่างไร และมีนัยสำคัญอย่างไรต่อผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายและประชาชนทั่วไป คำตอบ การวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายอาญาว่า “จะลงโทษผู้ใดมิได้ เว้นแต่การกระทำนั้นจะเป็นความผิดตามกฎหมายและครบองค์ประกอบความผิดทุกประการ” ศาลจึงตีความบทบัญญัติมาตรา 377 อย่างเคร่งครัด โดยพิจารณาจากสถานะของจำเลยในขณะเกิดเหตุว่ามีคุณสมบัติเป็น “ผู้ควบคุมสัตว์” หรือไม่ หากไม่ ก็ไม่อาจลงโทษได้ แม้จะเป็นเจ้าของสุนัขก็ตาม อย่างไรก็ดี ศาลยังคงลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ซึ่งมีลักษณะเป็นความผิดลหุโทษเกี่ยวกับหน้าที่ของเจ้าของสัตว์ที่ไม่ปฏิบัติตามระบบควบคุมและป้องกันโรคในสัตว์ สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายอาญาแต่ละบทมีวัตถุประสงค์ต่างกัน และการตีความต้องสอดคล้องกับหลัก “ตีความโดยเคร่งครัด” เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาและสร้างความมั่นใจในหลักนิติธรรม ในเชิงนิติวิชาชีพ คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาที่ควรค่าแก่การศึกษาเพราะวางแนวจำแนกอย่างชัดเจนระหว่างความรับผิดของ “เจ้าของสัตว์” และ “ผู้ควบคุมสัตว์” และเตือนให้ประชาชนทั่วไปทราบถึงหน้าที่ในการควบคุมสัตว์เลี้ยงอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางอาญาและทางแพ่งที่อาจเกิดขึ้น สรุปภาพรวม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8040/2567 เป็นแนวคำวินิจฉัยสำคัญที่ชี้ชัดว่า ความผิดฐานปล่อยปละละเลยสัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายตามมาตรา 377 ต้องพิจารณาจาก “สถานะการควบคุมได้จริง” มิใช่เพียง “ความเป็นเจ้าของสัตว์” เท่านั้น ซึ่งถือเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการตีความกฎหมายอาญาเพื่อป้องกันการลงโทษผู้ที่ไม่มีความผิดโดยแท้จริง และยังเป็นบทเรียนสำหรับประชาชนในการเลี้ยงและควบคุมสัตว์ให้เหมาะสมตามกฎหมาย
|






