
| ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท-ศาลชี้ขาดเจตนากับการกระทำโดยสุจริต
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อหาความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามได้ร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐโดยมีข้อความพาดพิงโจทก์ในลักษณะละเว้นปฏิบัติหน้าที่ แต่ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยมีเหตุผลอันควรเชื่อโดยสุจริตเพื่อปกป้องสิทธิในสัมปทานดูดทราย มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือใส่ความให้ต้องรับโทษทางอาญา จึงพิพากษายืนยกฟ้อง ข้อเท็จจริงของคดี •โจทก์เป็นนักวิชาการศุลกากร หัวหน้าฝ่ายสืบสวนและปราบปราม •จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด, จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ, จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับมอบอำนาจ •วันที่ 3 เม.ย. 2563 จำเลยร้องเรียนต่ออำเภอและด่านศุลกากรนครพนมให้ตรวจสอบกรณีเรือดูดทรายของห้างอื่นรุกล้ำพื้นที่สัมปทาน •ผลตรวจของเจ้าหน้าที่: ไม่พบสินค้า ไม่พบการยื่นใบขนสินค้านำเข้า •จำเลยมีหนังสือร้องเรียนถึงหลายหน่วยงาน รวมถึงขอให้สอบสวนทางวินัยเจ้าหน้าที่ศุลกากร •โจทก์มองว่าข้อความบางส่วนเป็นเท็จและเป็นการหมิ่นประมาท •ศาลชั้นต้นลงโทษปรับและจำคุก (ลดโทษตามมาตรา 78) •ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กลับคำพิพากษา ยกฟ้อง •ศาลฎีกาพิพากษายืน ประเด็นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5796/2567 อยู่ที่การตีความและบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173 และ 326 ซึ่งว่าด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยศาลฎีกาเน้นพิจารณาประเด็นเรื่อง “เจตนา” และ “ความสุจริต” ของผู้ร้องเรียนว่า หากผู้กระทำเชื่อโดยสุจริตว่าข้อความที่แจ้งเป็นจริงและทำไปเพื่อคุ้มครองสิทธิของตน ย่อมไม่เป็นความผิดอาญา 1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานโดยทั่วไป ศาลใช้บทนี้ในการพิจารณาว่าการร้องเรียนของจำเลยเป็นการใช้สิทธิทางกฎหมายโดยสุจริต มิใช่การแจ้งข้อความเท็จเพื่อกลั่นแกล้ง 2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และ 173 เป็นบทเฉพาะเกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จในกระบวนการยุติธรรม ศาลชี้ว่า การร้องเรียนของจำเลยเป็นเพียงการเสนอเรื่องให้ตรวจสอบต่อหน่วยงานปกครอง มิใช่การแจ้งความเท็จในทางยุติธรรม จึงไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรานี้ 3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยศาลพิเคราะห์ว่า ข้อความที่จำเลยเขียนในหนังสือร้องเรียนแม้จะพาดพิงถึงโจทก์ แต่ทำโดยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงและมุ่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ได้มีเจตนาใส่ร้ายให้เสียชื่อเสียง 4. หลักเรื่อง “ความสุจริต” ของผู้ร้องเรียน เป็นประเด็นสำคัญที่ศาลใช้เป็นเกณฑ์พิจารณา โดยถือว่าหากการร้องเรียนทำด้วยเจตนาดี เพื่อป้องกันส่วนได้เสียของตน และมีเหตุอันควรเชื่อว่าข้อเท็จจริงที่ร้องเรียนเป็นความจริง การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด แม้ข้อความบางส่วนจะคลาดเคลื่อนไปบ้างก็ตาม 5. สิทธิในการร้องเรียนตามรัฐธรรมนูญ ศาลยืนยันหลักการว่าประชาชนมีสิทธิร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐหากเห็นว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง ตราบใดที่ใช้สิทธิโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองและไม่ต้องรับผิดในทางอาญา โดยสรุป แก่นของคดีนี้คือ ศาลฎีกายืนยันหลัก “ความสุจริตย่อมคุ้มครองผู้ร้องเรียน” และการร้องเรียนเพื่อให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบโดยสุจริต ไม่เป็นความผิดฐานแจ้งข้อความเท็จหรือหมิ่นประมาท แม้ข้อความบางส่วนจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทั้งหมดก็ตาม. คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า •มาตรา 137, 172, 173, 326 เป็นความผิดที่ต้องมี "เจตนา" •จำเลยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่ามีการละเมิดสิทธิในสัมปทาน จึงร้องเรียนโดยสุจริต •ข้อความพาดพิงโจทก์มีเพียงบางส่วนและเป็นข้อเท็จจริงที่อาจคลาดเคลื่อนจากความเข้าใจ •จุดประสงค์คือให้มีการตรวจสอบทางวินัย มิใช่ให้โจทก์รับโทษอาญา •ไม่มีหลักฐานเพียงพอว่ามีเจตนากลั่นแกล้งหรือหมิ่นประมาท การวิเคราะห์ข้อกฎหมาย 1. ประเด็นเจตนาในความผิดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ •มาตรา 137: แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ต้องพิสูจน์ว่าผู้แจ้งรู้ว่าเป็นเท็จ •มาตรา 172, 173: เป็นบทเฉพาะเกี่ยวกับการแจ้งข้อความเท็จในคดีอาญา ซึ่งโทษร้ายแรงกว่า •หากมี "เหตุผลอันควรเชื่อ" ว่าเป็นความจริง แม้ข้อความไม่ถูกต้องทั้งหมด ก็ไม่ถือว่ามีเจตนาผิด 2. ความแตกต่างระหว่าง “ข้อเท็จจริงเท็จ” กับ “ข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน” •ข้อเท็จจริงเท็จ: ผู้กล่าวรู้ว่าไม่เป็นความจริง •ข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน: เกิดจากความเข้าใจผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน แต่ไม่มีเจตนาหลอกลวง 3. การใช้สิทธิร้องเรียนโดยสุจริต •เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อปกป้องผลประโยชน์ •ต้องมีเหตุผลรองรับและช่องทางร้องเรียนที่เหมาะสม •หากใช้สิทธิโดยสุจริต ย่อมเป็นข้อยกเว้นต่อความผิดหมิ่นประมาท (มาตรา 329) IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา) จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและหมิ่นประมาทหรือไม่ เมื่อมีการร้องเรียนพาดพิงเจ้าหน้าที่ศุลกากร Rule (กฎเกณฑ์กฎหมาย) •ป.อ. มาตรา 137: แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน •ป.อ. มาตรา 172, 173: แจ้งข้อความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา •ป.อ. มาตรา 326: หมิ่นประมาท •ป.อ. มาตรา 329(1): ข้อยกเว้นหมิ่นประมาท หากแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อป้องกันส่วนได้เสีย Application (การปรับใช้ข้อกฎหมาย) •จำเลยร้องเรียนเพราะเชื่อว่ามีการละเมิดสิทธิในสัมปทาน •ข้อความที่พาดพิงเจ้าหน้าที่เกิดจากความเข้าใจตามเหตุการณ์และข้อมูลที่มี •จุดประสงค์เพื่อให้ตรวจสอบทางวินัย มิใช่เพื่อให้รับโทษอาญา •จึงเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตามมาตรา 329 Conclusion (ข้อสรุป) จำเลยไม่มีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องทั้งหมด ข้อคิดทางกฎหมาย •การร้องเรียนหน่วยงานรัฐต้องระบุข้อเท็จจริงตามที่เชื่อโดยสุจริตและมีหลักฐานรองรับ •แม้ข้อมูลบางส่วนจะคลาดเคลื่อน หากไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง ก็อาจไม่เป็นความผิด •ข้อยกเว้นหมิ่นประมาทตามมาตรา 329 คุ้มครองการใช้สิทธิร้องเรียนที่สุจริตและเป็นธรรม สรุปภาษาอังกฤษ The Supreme Court Judgment No. 5796/2567 involves charges of making false statements to public officials and defamation. The defendants reported alleged misconduct by customs officers related to sand concession rights. The Court ruled that the defendants acted in good faith, based on reasonable belief, to protect their lawful interests, with no intent to cause criminal prosecution. The case highlights the legal protection for bona fide complaints under Thai law. สรุปย่อฎีกา จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นนิติบุคคลและผู้จัดการ/ผู้รับมอบอำนาจ ร้องเรียนต่อหลายหน่วยงานว่ามีเรือดูดทรายของห้างอื่นรุกล้ำพื้นที่สัมปทานและอาจนำเข้าทรายผิดกฎหมาย ศุลกากรตรวจแล้วไม่พบการนำเข้า แต่จำเลยยังทำหนังสือถึงหน่วยงานระดับสูง ขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเจ้าหน้าที่รวมถึงโจทก์ โจทก์ฟ้องว่าข้อความบางส่วนเป็นเท็จและหมิ่นประมาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริง กระทำโดยสุจริตเพื่อปกป้องสิทธิในสัมปทาน มิได้มุ่งกลั่นแกล้งให้รับโทษอาญา จึงไม่มีความผิด พิพากษายืนยกฟ้อง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5796/2567 ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตาม ป.อ. มาตรา 137 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานอันเป็นบททั่วไป ส่วนความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่... ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย และความผิดฐานรู้ว่าไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่... ว่าได้มีการกระทำความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 172 และ 173 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมอันเป็นบทเฉพาะเกี่ยวกับความผิดอาญา สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม ป.อ. มาตรา 326 ต้องเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียหาย โดยความผิดทั้งหมดดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดนั้น จะต้องกระทำไปโดยเจตนาโดยรู้สำนึกในการที่กระทำไม่ว่าประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล คดีนี้จำเลยทั้งสามเพียงเพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในสัมปทานการดูดทราย เพื่อป้องกันส่วนได้เสียเพื่อความชอบธรรมตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมาย ข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือร้องเรียนจึงเป็นการแจ้งข้อเท็จจริงตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเข้าใจ โดยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงโดยสุจริต แม้ว่าจะมีข้อเท็จจริงบางส่วนที่พาดพิงเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และการปฏิบัติงานของโจทก์กับเจ้าพนักงานศุลกากรนครพนมนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงที่มีเหตุอันควรสงสัยและคลาดเคลื่อนไปบ้างตามควร โดยมีจุดประสงค์ที่แท้จริงเพื่อต้องการให้มีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดำเนินการทางวินัยเท่านั้น มิได้มุ่งประสงค์ต้องการให้มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันในความผิดเพื่อให้ต้องรับโทษทางอาญาแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามทำหนังสือร้องเรียนแม้มีข้อความบางส่วนกล่าวพาดพิงถึงการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ ก็ยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์เกี่ยวกับความผิดอาญา และใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ ฎีกรย่อ โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีมูลบางข้อหาและพิพากษาลงโทษจำเลย โดยถือว่าการกระทำเป็นกรรมเดียวผิดหลายบท ก่อนลดโทษตามกฎหมาย ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐเนื่องจากเชื่อว่ามีการกระทำที่กระทบต่อสิทธิในสัมปทานของตน และได้ดำเนินการตามขั้นตอนโดยอาศัยข้อมูลที่มีอยู่ แม้ข้อเท็จจริงบางส่วนในหนังสือร้องเรียนจะคลาดเคลื่อนหรือพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่ แต่เป็นการกล่าวตามความเข้าใจและมีเหตุอันควรเชื่อโดยสุจริต ศาลเห็นว่า ความผิดตามมาตรา 137, 172, 173 และ 326 ต้องมีเจตนาเป็นสำคัญ กล่าวคือ ต้องรู้ว่าข้อความเป็นเท็จหรือมุ่งหมายให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา ซึ่งในคดีนี้ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอว่าจำเลยมีเจตนาดังกล่าว การร้องเรียนมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการทางวินัย มิใช่เพื่อกลั่นแกล้งหรือใส่ความโจทก์ จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์และพิพากษายืนยกฟ้ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 173, 174, 326, 328 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา และข้อหาหมิ่นประมาท ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 236 (ที่ถูก 326) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด ให้ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 26,666.67 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 8 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์รับราชการในตำแหน่งนักวิชาการศุลกากร ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าฝ่ายสืบสวนปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบหรือพื้นที่อื่นที่พบเห็นการกระทำความผิด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563 จำเลยทั้งสามได้มีหนังสือถึงนายอำเภอท่าอุเทน ขอให้ตรวจห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เนื่องจากจำเลยทั้งสามทราบว่าเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563 เวลา 13 นาฬิกา เรือดูดทรายจำนวน 2 ลำ ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. รุกล้ำเข้ามาดูดทรายในรัศมีน่านน้ำของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับสัมปทาน กับได้มีหนังสือถึงนายด่านศุลกากรนครพนม ขอให้ตรวจการนำเข้าทรายของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของอำเภอท่าอุเทนตรวจสอบแล้วปรากฏว่ามีการดูดทรายในฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงขอให้ตรวจสอบห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ว่าได้ยื่นขอนำเข้าหรือไม่ ต่อมาวันที่ 7 เมษายน 2563 อำเภอท่าอุเทนมีหนังสือแจ้งต่อจำเลยที่ 2 ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ามีเรือดูดทรายได้ทำการดูดทรายบริเวณฝั่งตรงข้ามกับพื้นที่ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาต (ฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของด่านศุลกากรจังหวัดนครพนมในการพิจารณาอนุญาตให้นำเข้าสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร จึงขอให้ติดต่อร้องเรียนต่อด่านศุลกากรจังหวัดนครพนมให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ต่อมาด่านศุลกากรจังหวัดนครพนมมีบันทึกข้อความลงวันที่ 10 เมษายน 2563 ระบุว่าคณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกับตัวแทนห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ลงพื้นที่ตรวจสอบตามคำร้องของจำเลยทั้งสามแล้วเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2563 ผลการตรวจสอบไม่พบสินค้าและไม่มีการยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อนำสินค้าเข้าประเทศไทย ทั้งไม่มีการทำกิจกรรมใด ๆ หลังจากนั้นด่านศุลกากรนครพนมมีหนังสือลงวันที่ 20 เมษายน 2563 ถึงจำเลยที่ 3 แจ้งให้จำเลยที่ 3 ส่งเอกสารหนังสือรับรองการจดทะเบียนของจำเลยที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่มเติม เพื่อจะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จากนั้นจำเลยทั้งสามจึงมีหนังสือลงวันที่ 8 มิถุนายน 2563 ร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี เลขานุการกรมศุลกากร เลขานุการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พลตำรวจเอกจักรทิพย์ (ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ) ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พลตำรวจตรีธนชาติ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ขอให้ตรวจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุที่จำเลยทั้งสามร้องเรียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. โดยให้มีคณะกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากศุลกากรมิได้ดำเนินการใด ๆ กับผู้กระทำความผิด ก็ขอให้คณะกรรมการสอบสวนเอาผิดทางวินัยร้ายแรง รายละเอียดปรากฏตามหนังสือร้องเรียน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ข้อความบางส่วนในหนังสือร้องเรียนของจำเลยทั้งสามเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับพวกพบเห็นการกระทำความผิดแต่ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย อันเป็นการละเว้นหน้าที่ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นเท็จไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม จำเลยทั้งสามจึงมีความผิด เห็นว่า ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานอันเป็นบททั่วไป ส่วนความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่... ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย และความผิดฐานรู้ว่าไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่... ว่าได้มีการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และ 173 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมอันเป็นบทเฉพาะเกี่ยวกับความผิดอาญา สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ต้องเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียหาย โดยความผิดทั้งหมดดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดนั้น จะต้องกระทำไปโดยเจตนาโดยรู้สำนึกในการที่กระทำไม่ว่าประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ปัญหาในคดีนี้มีมูลเหตุสืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสามทราบเหตุที่น่าเชื่อว่ามีเรือของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เข้าไปดูดทรายในน่านน้ำสัมปทานของจำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งขอให้นายอำเภอท่าอุเทนออกไปตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบว่ามีการดูดทรายบริเวณฝั่งตรงข้ามพื้นที่สัมปทานของจำเลยที่ 1 ฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำเลยทั้งสามได้รับแจ้งว่าต้องให้ด่านศุลกากรนครพนมตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไปว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ได้รับอนุญาตให้นำเข้ากรวด หิน และทรายตามกฎหมายศุลกากรหรือไม่ จำเลยทั้งสามจึงมีหนังสือแจ้งขอให้ด่านศุลกากรนครพนมตรวจสอบให้ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามมีหนังสือแจ้งให้มีการตรวจสอบห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. นั้น เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามที่ได้รับสัมปทาน ทั้งเหตุที่ต้องมีหนังสือขอให้ด่านศุลกากรนครพนมตรวจสอบเพิ่มเติมให้อีก ก็เป็นไปตามคำแนะนำชี้แจงของอำเภอท่าอุเทน โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าคณะเจ้าหน้าที่ของด่านศุลกากรนครพนมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. แล้ว ปรากฏว่าไม่มีการทำกิจกรรมใด ๆ ไม่พบสินค้า และไม่มีการยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อนำสินค้าเข้าประเทศไทย ซึ่งทางด่านศุลกากรนครพนมก็มิได้แจ้งเหตุและผลการตรวจสอบให้จำเลยทั้งสามทราบแต่อย่างใด แต่กลับมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสามส่งเอกสารหนังสือรับรองการจดทะเบียนของจำเลยที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจในการร้องเรียนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่มเติมเพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป จากนั้นจำเลยทั้งสามจึงมีหนังสือร้องเรียนขอให้มีการตรวจสอบและแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดทางวินัยแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรนครพนมซึ่งรวมถึงโจทก์ด้วย โดยเมื่อพิเคราะห์ถึงข้อความที่ปรากฏในหนังสือร้องเรียน อันเป็นปัญหาในคดีนี้โดยตลอดแล้ว เห็นได้ว่ากรณีเป็นการบอกกล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอันมีผลกระทบต่อสิทธิในสัมปทานการดูดทรายของจำเลยที่ 1 โดยมีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับสถานที่และบุคคลตลอดจนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เป็นไปตามลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์ที่ปรากฏ แม้จะมีข้อความระบุพาดพิงถึงโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานศุลกากรนครพนมในทำนองว่า ด่านศุลกากรโดยโจทก์ตรวจสอบพบมีเรือดูดทรายฝั่งตรงข้ามติดชายฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่โจทก์มิได้ดำเนินการสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดทั้งที่เป็นการกระทำผิดซึ่งหน้าเกี่ยวกับการนำเข้าตามกฎหมายศุลกากร ซึ่งข้อความดังกล่าวนี้โจทก์อ้างว่าเป็นข้อความอันเป็นเท็จ ความจริงแล้วอำเภอท่าอุเทนเป็นผู้ตรวจสอบพบว่ามีเรือดูดทรายดังกล่าวมิใช่โจทก์เป็นผู้ตรวจสอบพบว่ามีเรือดูดทราย หนังสือร้องเรียนของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ กลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษทางอาญาและใส่ความโจทก์ แต่อย่างไรก็ตามโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนท้ายของหนังสือร้องเรียนก็มีข้อความระบุไว้อย่างแจ้งชัดว่า ขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการสอบสวนเอาผิดทางวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรนครพนมที่มิได้ดำเนินการใด ๆ กับห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. โดยจำเลยทั้งสามได้ร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ไว้แล้ว เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับการกระทำของจำเลยทั้งสามตั้งแต่เริ่มต้นเกิดเหตุการณ์จนกระทั่งเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามต้องมีหนังสือร้องเรียนนั้น ย่อมส่อแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสามเพียงเพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในสัมปทานการดูดทราย เพื่อป้องกันส่วนได้เสียเพื่อความชอบธรรมตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมาย ข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือร้องเรียนจึงเป็นการแจ้งข้อเท็จจริงตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเข้าใจ โดยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงโดยสุจริต แม้ว่าจะมีข้อเท็จจริงบางส่วนที่พาดพิงเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และการปฏิบัติงานของโจทก์กับเจ้าพนักงานศุลกากรนครพนมนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงที่มีเหตุอันควรสงสัยและคลาดเคลื่อนไปบ้างตามควร โดยมีจุดประสงค์ที่แท้จริงเพื่อต้องการให้มีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดำเนินการทางวินัยเท่านั้น มิได้มุ่งประสงค์ต้องการให้มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันในความผิดเพื่อให้ต้องรับโทษทางอาญาแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามทำหนังสือร้องเรียน แม้มีข้อความบางส่วนกล่าวพาดพิงถึงการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ ก็ยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์เกี่ยวกับความผิดอาญา และใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามไม่มีความผิดแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ศุลกากรปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าฝ่ายสืบสวนปราบปราม ได้รับหนังสือร้องเรียนจากจำเลยทั้งสามกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยระบุว่าโจทก์ไม่ดำเนินการใด ๆ กับผู้กระทำผิดที่ดูดทรายรุกล้ำพื้นที่สัมปทาน ทั้งที่เป็นการกระทำผิดซึ่งหน้า จำเลยทั้งสามอ้างว่าการร้องเรียนดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้หน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษทางอาญา โจทก์ฟ้องฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173 และ 326 ให้วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือหมิ่นประมาทหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การร้องเรียนของจำเลยทั้งสามมีวัตถุประสงค์เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและป้องกันผลประโยชน์ในสัมปทานของตน มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ให้ต้องรับโทษอาญา แม้ข้อความบางส่วนในหนังสือร้องเรียนจะพาดพิงถึงโจทก์ แต่จำเลยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงและได้ร้องเรียนด้วยความสุจริต จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 137, 172, 173 หรือมาตรา 326 เพราะขาดเจตนาในการแจ้งข้อความเท็จและใส่ความ ข้อ 2 จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานดูดทรายเห็นว่า มีเรือของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. รุกล้ำเข้าไปในเขตสัมปทานของตน จึงทำหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยงานหลายแห่ง รวมถึงนายกรัฐมนตรีและกรมศุลกากร โดยในหนังสือมีข้อความกล่าวพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่ศุลกากรว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิด ต่อมาปรากฏว่าข้อเท็จจริงบางส่วนไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ให้วินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสามใช้ข้อมูลคลาดเคลื่อนบางส่วนในหนังสือร้องเรียนถือเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความเท็จหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อความบางส่วนในหนังสือร้องเรียนจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่จำเลยทั้งสามได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและมีเหตุอันควรสงสัยว่าเกิดการละเมิดสัมปทานจริง การแจ้งข้อความดังกล่าวเป็นเพียงการเล่าตามความเข้าใจของจำเลยที่ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง มิได้มีเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเพื่อให้ผู้อื่นเสียหาย จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 172 ข้อ 3 ในหนังสือร้องเรียนที่จำเลยทั้งสามทำถึงหน่วยงานรัฐ มีข้อความระบุในทำนองว่า “เจ้าหน้าที่ศุลกากรไม่ดำเนินการใด ๆ ทั้งที่ตรวจพบการกระทำผิดซึ่งหน้าเกี่ยวกับการนำเข้าทรายจากต่างประเทศ” ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นข้อความใส่ความให้ตนเสียหายแก่ชื่อเสียง จึงฟ้องฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 ให้พิจารณาว่าการระบุข้อความลักษณะนี้ถือเป็นการหมิ่นประมาทหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่า การใส่ความตามมาตรา 326 ต้องเป็นการแสดงข้อความโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จและโดยมุ่งให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง แต่ในกรณีนี้จำเลยทั้งสามมีเจตนาเพียงขอให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มิได้มุ่งกล่าวหาโจทก์ว่ากระทำผิดอาญา และมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าข้อความนั้นอาจเป็นความจริง การกระทำจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท เพราะเป็นการใช้สิทธิร้องเรียนโดยสุจริตซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ข้อ 4 ประเด็นสำคัญของคดีคือ การร้องเรียนของจำเลยทั้งสามต่อเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงาน ถือว่าเป็นการแจ้งข้อความเท็จในทางยุติธรรมหรือเป็นเพียงการใช้สิทธิร้องเรียนทั่วไป ให้พิจารณาว่าการกระทำของจำเลยอยู่ในขอบเขตของบทบัญญัติมาตราใด ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดตามมาตรา 172 และ 173 ว่าด้วยการแจ้งข้อความเท็จในทางยุติธรรม หมายถึงการแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่มีอำนาจสอบสวนหรือดำเนินคดีอาญาโดยตรง ในคดีนี้จำเลยร้องเรียนต่อหน่วยงานฝ่ายปกครอง เช่น นายอำเภอและกรมศุลกากร มิได้แจ้งข้อความในกระบวนการยุติธรรมโดยตรง จึงไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว การร้องเรียนของจำเลยเป็นเพียงการใช้สิทธิร้องทุกข์ทั่วไปเพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของตน ซึ่งเป็นการกระทำโดยสุจริต ข้อ 5 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร้องเรียนโดยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริง แต่ผลการตรวจสอบภายหลังไม่พบการกระทำผิด การกระทำของจำเลยจะถือว่ามี “เจตนา” ตามองค์ประกอบของความผิดอาญาหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดอาญาตามมาตรา 137, 172, 173 และ 326 ต้องเป็นการกระทำโดยเจตนา คือผู้กระทำรู้สำนึกในการที่กระทำ ไม่ว่าประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล หากจำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าข้อความที่ร้องเรียนเป็นจริง และมีเหตุผลอันควรเชื่อว่ามีการกระทำผิด การกระทำย่อมขาดเจตนาในทางอาญา การร้องเรียนดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิด เพราะเป็นการกระทำด้วยเจตนาดีเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง มิใช่การกลั่นแกล้งผู้อื่นให้เสียหาย ทั้งยังเป็นการใช้สิทธิร้องเรียนโดยสุจริตซึ่งกฎหมายคุ้มครอง สรุปโดยภาพรวม ศาลฎีกายืนยันหลักการว่า การร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐโดยสุจริตเพื่อป้องกันหรือคุ้มครองสิทธิของตน แม้จะมีข้อความบางส่วนที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่หากไม่มีเจตนาใส่ความหรือแจ้งข้อความเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเสียหาย ย่อมไม่เป็นความผิดอาญาตามมาตรา 137, 172, 173 หรือมาตรา 326 แห่งประมวลกฎหมายอาญา. |




