
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4770/2567: ผู้เสียหายโดยตรงในคดีลักทรัพย์จากบัญชีเงินฝากและสิทธิฟ้องคดีอาญา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสิทธิของลูกค้าธนาคารในการฟ้องคดีลักทรัพย์กรณีเงินถูกถอนจากบัญชีโดยทุจริต โดยศาลเห็นว่าเงินฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารตั้งแต่รับฝาก ทำให้ผู้เสียหายโดยตรงคือธนาคารไม่ใช่ลูกค้า ส่งผลให้ลูกค้าไม่มีอำนาจฟ้องคดีลักทรัพย์และเรียกเงินคืน พร้อมขยายความหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4)
สรุปข้อเท็จจริง โจทก์ฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากประจำกับธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) ต่อมาจำเลยใช้ใบถอนเงินที่ปลอมขึ้นถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวแล้วโอนเข้าบัญชีของตนเป็นจำนวนกว่า 51 ล้านบาท โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม ลักทรัพย์ และความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกให้ชำระเงินคืนกว่า 63 ล้านบาท ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม แต่ไม่รับฟังความผิดฐานลักทรัพย์ ให้จำคุกจำเลยรวม 240 เดือน และให้ชำระเงินตามคำฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ ลดโทษจำคุกเหลือ 192 เดือน และยกคำขอในส่วนคดีแพ่งและข้อหาลักทรัพย์ โจทก์ฎีกาขอให้รับฟังว่าเป็นผู้เสียหายในคดีลักทรัพย์
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 เมื่อมีการฝากเงินกับธนาคาร เงินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ธนาคารมีหน้าที่คืนเงินตามจำนวนที่รับฝาก ไม่จำเป็นต้องคืนธนบัตรหรือเหรียญชุดเดียวกับที่ลูกค้าฝากไว้ ดังนั้น เมื่อจำเลยถอนเงินออกโดยใช้ใบถอนเงินปลอม เงินที่ถูกถอนออกจึงเป็นของธนาคาร ไม่ใช่ของโจทก์ ธนาคารจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีลักทรัพย์ และไม่อาจเรียกเงินคืนตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. กรรมสิทธิ์เงินฝาก • ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 เงินที่ฝากเข้าธนาคารถือเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ให้ธนาคาร • ลูกค้าธนาคารมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาฝากเงิน ธนาคารเป็นลูกหนี้ ต้องคืนเงินตามจำนวน ไม่จำเป็นต้องคืนเงินชุดเดิม 2. ความหมายของ “ผู้เสียหายโดยตรง” • ป.วิ.อ. มาตรา 2(4) กำหนดว่าผู้เสียหายคือตัวผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำผิด • ในกรณีนี้ ธนาคารเป็นผู้สูญเสียกรรมสิทธิ์เงินไป จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง ไม่ใช่เจ้าของบัญชีเงินฝาก 3. สิทธิฟ้องคดีอาญา • บุคคลจะฟ้องคดีอาญาได้ ต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง • การที่โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงทำให้ขาดอำนาจฟ้องในข้อหาลักทรัพย์
IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา) ลูกค้าธนาคารซึ่งมีเงินฝากถูกถอนออกโดยทุจริต มีสิทธิฟ้องคดีลักทรัพย์ในฐานะผู้เสียหายโดยตรงหรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ) • ป.พ.พ. มาตรา 672: เงินฝากเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร • ป.วิ.อ. มาตรา 2(4): ผู้เสียหายคือตัวผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง • หลักกฎหมายว่าด้วยสิทธิฟ้องคดีอาญาต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง Application (การวิเคราะห์ข้อเท็จจริง) เงินที่ฝากกับธนาคารถือเป็นของธนาคารทันทีที่รับฝาก ลูกค้ามีเพียงสิทธิเรียกร้องให้คืนตามจำนวนที่ฝากไว้ เมื่อมีการถอนเงินออกโดยใช้ใบถอนเงินปลอม ความเสียหายเกิดกับธนาคารในฐานะเจ้าของเงิน ไม่ใช่เจ้าของบัญชีเงินฝาก ลูกค้าจึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยตรง และขาดอำนาจฟ้องคดีลักทรัพย์ Conclusion (ข้อสรุป) ลูกค้าธนาคารไม่มีสิทธิฟ้องคดีลักทรัพย์ในกรณีเงินฝากถูกถอนโดยทุจริต ผู้เสียหายที่แท้จริงคือธนาคารเท่านั้น
ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจสถานะทางกฎหมายของเงินฝากในธนาคาร ซึ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ให้ธนาคารทันที ผู้ฝากเป็นเพียงเจ้าหนี้ตามสัญญาฝากเงิน หากเกิดการถอนเงินโดยทุจริต ความเสียหายโดยตรงจะเกิดแก่ธนาคารเท่านั้น การฟ้องคดีอาญาจึงต้องเป็นสิทธิของธนาคาร
สรุปภาษาอังกฤษ The Supreme Court Judgment No. 4770/2567 clarifies that money deposited in a bank becomes the bank’s property under Section 672 of the Civil and Commercial Code. If funds are fraudulently withdrawn, the direct victim is the bank, not the account holder. As a result, the depositor has no legal standing to file a theft case under Section 2(4) of the Criminal Procedure Code, and only the bank can initiate such proceedings.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4770/2567
เงินที่โจทก์นำมาฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. อยู่ในความครอบครองของธนาคาร ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ท. ซึ่งธนาคารผู้รับฝากย่อมมีสิทธิในการบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าว ธนาคารผู้รับฝากคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินตามจำนวนที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น ธนาคารผู้รับฝากไม่จำเป็นต้องคืนเงินเป็นจำนวนอันเดียวกับที่โจทก์ฝากไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 เงินจำนวนดังกล่าวที่จำเลยรับไปจึงเป็นเงินของธนาคาร ท. ผู้รับฝาก มิใช่เงินของโจทก์ การที่จำเลยทำใบถอนเงินที่ปลอมขึ้นมาเบิกถอนจากบัญชีเงินฝากของโจทก์แล้วเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย ธนาคาร ท. ผู้รับฝากจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงในความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 264, 265, 268, 334, 352 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 41, 42 และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 106/2565 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 63,035,748.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 52,093,189.29 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 334 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 41, 42 ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ อยู่ระหว่างสืบพยานจำเลย จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นให้การรับสารภาพตามฟ้องและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จำเลยไม่ได้ให้การในคดีส่วนแพ่ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 334 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม และฐานลักทรัพย์เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 80 กระทง เป็นจำคุก 480 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 240 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 106/2565 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 63,035,748.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 51,833,234.67 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (ที่ถูก เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก เดิม) แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 64 กระทง เป็นจำคุก 384 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 192 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยชำระเงิน 63,035,748.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 52,093,189.29 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 41, 42 ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด โจทก์ไม่อุทธรณ์ ส่วนความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานดังกล่าว โดยจำเลยไม่ฎีกา ความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) อันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์และเรียกให้จำเลยคืนเงินจำนวน 63,035,748.50 บาท หรือไม่ เห็นว่า เงินที่โจทก์นำมาฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) สาขาบางนาทาวเวอร์ บัญชีเลขที่ 331 231xxx -x ของโจทก์อยู่ในความครอบครองของธนาคารตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งธนาคารผู้รับฝากย่อมมีสิทธิในการบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าว ธนาคารผู้รับฝากคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น ธนาคารผู้รับฝากไม่จำต้องคืนเงินเป็นจำนวนอันเดียวกับที่โจทก์ฝากไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 การที่จำเลยปลอมใบถอนเงิน แล้วนำไปถอนเงินออกจากบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารผู้รับฝากและธนาคารผู้รับฝากได้เบิกถอนเงินจำนวน 51,833,234.67 บาท ให้จำเลยไป เงินจำนวนดังกล่าวที่จำเลยรับไปจึงเป็นเงินของธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) สาขาบางนาทาวเวอร์ผู้รับฝาก มิใช่เงินของโจทก์ การที่จำเลยทำใบถอนเงินที่ปลอมขึ้นมาเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์แล้วเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย ธนาคาร ท.จำกัด (มหาชน) สาขาบางนาทาวเวอร์ ผู้รับฝากจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง หาใช่เป็นการเอาเงินของโจทก์ไปดังที่โจทก์ฎีกา โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานลักทรัพย์และขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 63,035,748.99 บาท ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
|





.png)