
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567: คดีช่วยซ่อนเร้นสินค้านำเข้าไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและภาษีสรรพสามิต ศาลฎีกายกฎีกาจำเลย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีช่วยซ่อนเร้นและจำหน่ายสินค้านำเข้าโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิต ซึ่งจำเลยรับสารภาพและถูกปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาสินค้า ศาลฎีกายกฎีกาของจำเลยเนื่องจากเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 และชี้ว่าการขอผ่อนชำระค่าปรับต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นก่อน
สรุปข้อเท็จจริงของคดี 1. ข้อกล่าวหาและการฟ้อง o โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง และความผิดเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต o จำเลยถูกกล่าวหาว่าช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย หรือรับไว้สินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร และมีไว้เพื่อขายโดยไม่เสียภาษีสรรพสามิต 2. การพิจารณาของศาลชั้นต้น o พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดจริง ลงโทษปรับ สี่เท่าของราคาสินค้า (รวมค่าอากรแล้ว) เป็นเงิน 2,743,672 บาท o ลดโทษกึ่งหนึ่งตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เหลือ 1,371,836 บาท o ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนแก่ผู้แจ้งความนำจับ o ข้อหาอื่นให้ยก 3. การอุทธรณ์และฎีกา o ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น o จำเลยฎีกาขอลดโทษปรับและขอผ่อนชำระค่าปรับ
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • การขอลดโทษปรับ: เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง • การขอผ่อนชำระค่าปรับ: เป็นขั้นตอนในกระบวนการบังคับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น จำเลยยังไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้น จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลฎีกาที่จะวินิจฉัย • ผลของคำพิพากษา: ศาลฎีกายกฎีกาของจำเลย
วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. ความผิดตามกฎหมายศุลกากร • พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง กำหนดโทษแก่ผู้ช่วยซ่อนเร้นหรือจำหน่ายสินค้านำเข้าโดยผิดกฎหมาย แม้ไม่ได้เป็นผู้นำเข้าโดยตรง แต่หากรู้ว่าสินค้าไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร ก็มีความผิดเช่นกัน 2. หลักการต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง • ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับ จำเลยไม่สามารถฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ • การขอลดโทษปรับจึงไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมาย แต่เป็นข้อเท็จจริง 3. ขั้นตอนการบังคับชำระค่าปรับ • การขอผ่อนชำระค่าปรับต้องยื่นต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งในกระบวนการบังคับคดี • ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยหากยังไม่ดำเนินการในขั้นตอนดังกล่าว
ข้อคิดทางกฎหมาย • การกระทำผิดเกี่ยวกับการซ่อนเร้นและจำหน่ายสินค้านำเข้าโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร แม้ไม่ใช่ผู้นำเข้าโดยตรงก็มีโทษหนัก • คดีที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง • การขอผ่อนชำระค่าปรับต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นก่อนเข้าสู่ชั้นฎีกา
IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา) • จำเลยมีสิทธฎีกาขอลดโทษปรับและขอผ่อนชำระค่าปรับต่อศาลฎีกาหรือไม่ ในเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น Rule (บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง) • พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง • ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง – ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในคดีที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับ • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 – การกักขังแทนค่าปรับ • มาตรา 78 – ลดโทษเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ Application (การปรับบทกฎหมายกับข้อเท็จจริง) • คำขอลดโทษปรับของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกา • คำขอผ่อนชำระค่าปรับยังไม่ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจพิจารณา Conclusion (ข้อสรุป) • ศาลฎีกายกฎีกาของจำเลย เนื่องจากเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและยังไม่ดำเนินการตามขั้นตอนการขอผ่อนชำระค่าปรับในศาลชั้นต้น
English Summary The Supreme Court Judgment No. 4447/2567 concerns a defendant convicted of concealing and distributing imported goods without customs clearance and evading excise tax. The trial court imposed a fine equal to four times the value of the goods, reduced by half due to a guilty plea. The Court of Appeal upheld the decision. The Supreme Court dismissed the defendant’s appeal, ruling that the request to reduce the fine was a factual matter prohibited under Section 218 of the Criminal Procedure Code, and that the installment payment request must first be submitted to the trial court.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567
คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง โดยปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรแล้ว จำนวน 2,743,672 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,371,836 บาท ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงเป็นคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลล่างให้จำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับ ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษปรับนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอผ่อนชำระค่าปรับนั้น เห็นว่า การบังคับชำระค่าปรับเป็นกระบวนการในการบังคับคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยยังมิได้มีคำขอให้ศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่ง จึงยังไม่มีเหตุที่จะฎีกาในเรื่องนี้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 4, 13, 19, 242, 246, 254, 255 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 3, 4, 5, 159, 167, 196, 204, 207 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตของกลาง จ่ายเงินสินบนและรางวัลแก่ผู้แจ้งความนำจับและเจ้าพนักงานผู้จับกุมตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร และมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิตโดยผิดกฎหมาย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 204 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรแล้ว จำนวน 2,743,672 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,371,836 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบของกลาง ให้จ่ายเงินสินบนและรางวัลแก่ผู้แจ้งความนำจับและเจ้าพนักงานผู้จับกุมตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง โดยปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรแล้ว จำนวน 2,743,672 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,371,836 บาท ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงเป็นคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลล่างให้จำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับ ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษปรับนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอผ่อนชำระค่าปรับนั้น เห็นว่า การบังคับชำระค่าปรับเป็นกระบวนการในการบังคับคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยยังมิได้มีคำขอให้ศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่ง จึงยังไม่มีเหตุที่จะฎีกาในเรื่องนี้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
พิพากษายกฎีกาของจำเลย
|





