
| ผู้จัดการมรดกทวงโฉนดที่ดินจากทายาท แต่ไม่ส่งคืนเป็นคดีอาญาหรือไม่? วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานเอาเอกสารของผู้อื่น
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความความผิดฐานเอาเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ในกรณีที่เอกสารนั้นเป็นโฉนดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย และอยู่ในระหว่างการจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกที่ศาลแต่งตั้ง ปัญหาสำคัญของคดีคือ เมื่อทายาทคนหนึ่งครอบครองโฉนดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดก และไม่ยอมส่งมอบให้ผู้จัดการมรดกเพื่อนำไปดำเนินการแบ่งปันตามพินัยกรรม การกระทำดังกล่าวจะถือเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นอันเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่ คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของทายาท และขอบเขตการใช้กฎหมายอาญาในการคุ้มครองเอกสารสิทธิ โดยศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อทรัพย์มรดกยังอยู่ระหว่างการจัดการ ทายาทและผู้รับพินัยกรรมย่อมมีสถานะเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์นั้น รวมถึงเอกสารสิทธิที่เกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น การที่ทายาทคนหนึ่งถือครองโฉนดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการเอาเอกสารของ “ผู้อื่น” ตามองค์ประกอบความผิดของกฎหมายอาญา คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการแยกแยะข้อพิพาททางแพ่งเกี่ยวกับการจัดการมรดกออกจากความรับผิดทางอาญา และย้ำหลักการว่าคดีที่เกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์มรดกระหว่างทายาทควรได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการทางแพ่ง มิใช่การใช้กฎหมายอาญาเป็นเครื่องมือในการบังคับสิทธิ ข้อเท็จจริงของคดี ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง โดยกำหนดให้จำหน่ายทรัพย์มรดกบางส่วนและนำเงินไปแบ่งให้แก่ผู้รับพินัยกรรมหลายคน รวมถึงโจทก์และจำเลย ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์มรดกของผู้ตายประกอบด้วยที่ดินหลายแปลง หนึ่งในนั้นคือที่ดินโฉนดเลขที่ 19395 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องนำไปจำหน่ายและแบ่งเงินให้แก่ผู้รับพินัยกรรมตามพินัยกรรม อย่างไรก็ตาม จำเลยเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าว เมื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกทวงถามเพื่อจะนำไปดำเนินการแบ่งมรดก จำเลยไม่ยอมส่งมอบโฉนดให้ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเป็นคดีอาญา โดยกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ประเด็นปัญหาทางกฎหมาย ประเด็นสำคัญของคดีมีเพียงประเด็นเดียว คือ การที่ทายาทผู้รับพินัยกรรมครอบครองโฉนดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดก และไม่ยอมส่งมอบให้ผู้จัดการมรดก จะถือเป็นการ “เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 หรือไม่ การวินิจฉัยประเด็นนี้จำเป็นต้องพิจารณาก่อนว่า โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็น “เอกสารของผู้อื่น” หรือไม่ หลักกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดกและกรรมสิทธิ์รวม ศาลฎีกาอธิบายหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับมรดกว่า เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตาย มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกแก่ทายาททันที ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1603 ในกรณีที่มีทายาทหลายคน หรือมีผู้รับพินัยกรรมหลายคน ทรัพย์มรดกย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์รวมของบุคคลเหล่านั้น จนกว่าจะมีการแบ่งมรดกเสร็จสิ้น ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีการแบ่งมรดก ทายาททุกคนจึงมีสถานะเป็น “เจ้าของรวม” ในทรัพย์มรดกนั้น รวมถึงเอกสารสิทธิที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน เช่น โฉนดที่ดินด้วย การตีความองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 188 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 กำหนดความผิดเกี่ยวกับการทำลาย ซ่อนเร้น หรือเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น องค์ประกอบสำคัญของความผิดคือ เอกสารนั้นต้องเป็น “เอกสารของผู้อื่น” หากผู้กระทำเป็นเจ้าของเอกสารนั้นด้วย ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นเอกสารของผู้อื่น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีนี้โฉนดที่ดินเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์มรดก ซึ่งยังอยู่ระหว่างการจัดการ และยังไม่ได้แบ่งให้แก่ผู้รับพินัยกรรม ดังนั้น โจทก์ จำเลย และผู้รับพินัยกรรมคนอื่น จึงยังคงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินดังกล่าว เมื่อจำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดิน และโฉนดที่ดินเป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงไม่อาจถือได้ว่าโฉนดที่ดินเป็น “เอกสารของผู้อื่น” การที่จำเลยครอบครองโฉนดดังกล่าวจึงไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 188 แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง คำพิพากษานี้สะท้อนแนวคิดสำคัญในกฎหมายอาญาไทย คือ กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด หากองค์ประกอบความผิดไม่ครบถ้วน ศาลไม่อาจลงโทษได้ นอกจากนี้ ศาลฎีกายังย้ำหลักการสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างทายาทควรได้รับการแก้ไขในทางแพ่ง หากการครอบครองทรัพย์สินของทายาททำให้การจัดการมรดกเกิดความเสียหาย ผู้จัดการมรดกสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องในทางแพ่งเพื่อบังคับสิทธิได้ แต่ไม่อาจนำคดีอาญามาใช้เป็นเครื่องมือในการบังคับสิทธิในทรัพย์สินได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสามคงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 188 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยวินิจฉัยว่าโฉนดที่ดินเป็นทรัพย์มรดกซึ่งทายาทหลายคนเป็นเจ้าของรวม จำเลยจึงมิได้เอาเอกสารของผู้อื่น การกระทำจึงไม่เป็นความผิดอาญา สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักกฎหมายสำคัญว่า การพิจารณาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 จำเป็นต้องตรวจสอบก่อนว่าเอกสารที่ถูกกล่าวอ้างนั้นเป็น “เอกสารของผู้อื่น” หรือไม่ หากผู้กระทำมีฐานะเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินหรือเอกสารดังกล่าว ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ในคดีมรดก เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกย่อมตกเป็นของทายาททันที และหากยังไม่มีการแบ่งมรดก ทายาททุกคนย่อมมีสถานะเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์สินนั้น การครอบครองเอกสารสิทธิที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกจึงไม่อาจถือเป็นการเอาเอกสารของผู้อื่นได้ แนวคำพิพากษานี้ยังสะท้อนหลักการสำคัญในกฎหมายอาญาว่า กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด และไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขข้อพิพาททางแพ่งระหว่างคู่กรณี โดยเฉพาะข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินหรือมรดก ซึ่งควรได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการทางแพ่งตามกฎหมาย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า การที่ทายาทผู้รับพินัยกรรมครอบครองโฉนดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกและไม่ยอมส่งมอบให้ผู้จัดการมรดก จะเป็นความผิดฐาน “เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อทรัพย์มรดยังไม่ได้แบ่ง ทายาททุกคนยังเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์และเอกสารสิทธิ จึงไม่ถือว่าเป็นเอกสารของผู้อื่น การไม่ส่งมอบโฉนดจึงไม่เป็นความผิดอาญา แต่เป็นข้อพิพาททางแพ่งเกี่ยวกับการจัดการมรดก มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188) องค์ประกอบสำคัญของความผิดตามมาตรานี้คือ เอกสารต้องเป็น “เอกสารของผู้อื่น” หากผู้กระทำมีสิทธิหรือมีฐานะเป็นเจ้าของเอกสารนั้นร่วมด้วย ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโฉนดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกยังอยู่ในกรรมสิทธิ์รวมของทายาท จำเลยจึงไม่อาจถือว่าเอาเอกสารของผู้อื่นไปเสียได้ 2. กรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของทายาท (ป.พ.พ. มาตรา 1599 และ 1603) เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกย่อมตกแก่ทายาทหรือผู้รับพินัยกรรมทันที และหากยังไม่ได้แบ่งมรดก ทายาททุกคนย่อมเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์สินนั้น รวมถึงเอกสารสิทธิในทรัพย์ด้วย ดังนั้นข้อพิพาทเกี่ยวกับการครอบครองโฉนดที่ดินในระหว่างการจัดการมรดกจึงเป็นเรื่องสิทธิทางแพ่ง มิใช่ความผิดทางอาญา คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. การที่ทายาทถือโฉนดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกไว้คนเดียว ถือเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่ คำตอบ การที่ทายาทคนหนึ่งถือครองโฉนดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกไว้เพียงคนเดียว มิได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าจะเป็นความผิดทางอาญา เพราะตามกฎหมายมรดก เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกย่อมตกแก่ทายาททันที หากมีทายาทหลายคน ทรัพย์นั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทายาททุกคน ดังนั้น โฉนดที่ดินซึ่งเป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมเป็นเอกสารที่ทายาททุกคนมีสิทธิร่วมกัน หากทายาทคนหนึ่งครอบครองโฉนดไว้ แม้อาจทำให้การจัดการมรดกล่าช้าหรือเกิดข้อขัดข้อง แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นการเอาเอกสารของผู้อื่นตามกฎหมายอาญา อย่างไรก็ตาม หากการครอบครองดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทายาทคนอื่น ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องในทางแพ่งเพื่อบังคับให้ส่งมอบเอกสารหรือแบ่งมรดกได้ คำถาม 2. ผู้จัดการมรดกมีอำนาจเรียกคืนโฉนดที่ดินจากทายาทหรือไม่ คำตอบ ผู้จัดการมรดกที่ศาลแต่งตั้งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการรวบรวม ดูแล และจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย เพื่อให้เป็นไปตามพินัยกรรมหรือกฎหมายมรดก ดังนั้น ผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจในการเรียกให้ทายาทหรือบุคคลที่ครอบครองทรัพย์มรดกส่งมอบทรัพย์สินหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกเพื่อใช้ในการจัดการมรดก อย่างไรก็ตาม หากทายาทไม่ยอมส่งมอบทรัพย์สินหรือเอกสารดังกล่าว ผู้จัดการมรดกต้องใช้สิทธิฟ้องร้องหรือดำเนินคดีในทางแพ่งเพื่อให้ศาลมีคำสั่งบังคับ มิใช่ดำเนินคดีอาญา เว้นแต่จะปรากฏพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดอาญาอื่นโดยชัดแจ้ง คำถาม 3. ความผิดฐานเอาเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ต้องมีองค์ประกอบอย่างไร คำตอบ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 เป็นความผิดเกี่ยวกับเอกสาร โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ใดทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารของผู้อื่นในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องรับโทษทางอาญา องค์ประกอบสำคัญของความผิดคือ เอกสารนั้นต้องเป็น “เอกสารของผู้อื่น” หากผู้กระทำมีสิทธิหรือเป็นเจ้าของเอกสารนั้นร่วมด้วย ก็ไม่อาจถือว่าเป็นเอกสารของผู้อื่นได้ ดังนั้น การตีความบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องพิจารณาสถานะความเป็นเจ้าของของเอกสารนั้นอย่างรอบคอบ คำถาม 4. เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าคดีนี้ไม่เป็นความผิดทางอาญา คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าโฉนดที่ดินที่เป็นข้อพิพาทในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์มรดกของผู้ตาย ซึ่งตามพินัยกรรมต้องนำไปจำหน่ายแล้วแบ่งเงินให้แก่ผู้รับพินัยกรรมหลายคน รวมทั้งโจทก์และจำเลย เมื่อการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น ทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงยังตกเป็นกรรมสิทธิ์รวมของผู้รับพินัยกรรมทุกคน รวมถึงจำเลยด้วย ดังนั้น โฉนดที่ดินซึ่งเป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงไม่ใช่เอกสารของผู้อื่นแต่เพียงฝ่ายเดียว การที่จำเลยครอบครองโฉนดดังกล่าวจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 188 คำถาม 5. หากทายาทไม่ยอมส่งมอบเอกสารสิทธิให้ผู้จัดการมรดก ควรดำเนินการอย่างไร คำตอบ ในกรณีที่ทายาทคนหนึ่งครอบครองเอกสารสิทธิ เช่น โฉนดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดก และไม่ยอมส่งมอบให้ผู้จัดการมรดก ผู้จัดการมรดกสามารถดำเนินการตามกฎหมายแพ่งได้ เช่น การฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ส่งมอบเอกสารหรือทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคน ดังนั้น หากมีการขัดขวางการจัดการมรดก ผู้จัดการมรดกสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายได้ คำถาม 6. ผู้จัดการมรดกสามารถใช้คดีอาญาเป็นเครื่องมือในการจัดการมรดกได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว การจัดการมรดกเป็นเรื่องของสิทธิทางแพ่งระหว่างทายาทหรือผู้รับพินัยกรรม การใช้กฎหมายอาญาจึงไม่ใช่วิธีการหลักในการแก้ไขข้อพิพาทดังกล่าว เว้นแต่จะมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดทางอาญาโดยชัดเจน เช่น การปลอมเอกสาร การยักยอกทรัพย์ หรือการทำลายเอกสารของผู้อื่น หากเป็นเพียงข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์มรดก ศาลมักเห็นว่าควรใช้กระบวนการทางแพ่งในการแก้ไขปัญหา คำถาม 7. ทรัพย์มรดกถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทายาทเมื่อใด คำตอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตาย มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกแก่ทายาททันที หากมีทายาทหลายคน ทรัพย์มรดกย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทายาทเหล่านั้นจนกว่าจะมีการแบ่งมรดกเสร็จสิ้น ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ทายาททุกคนย่อมมีสิทธิร่วมกันในทรัพย์สินนั้น และไม่อาจถือว่าทรัพย์หรือเอกสารสิทธิดังกล่าวเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว คำถาม 8. แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อคดีมรดกอย่างไร คำตอบ แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีมรดก เนื่องจากเป็นการวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญาในกรณีที่เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดก ศาลฎีกายืนยันว่า การครอบครองทรัพย์หรือเอกสารสิทธิของทายาทคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของรวม ไม่อาจถือเป็นความผิดทางอาญาได้ หากยังไม่มีการแบ่งมรดก แนวคำพิพากษานี้จึงช่วยป้องกันไม่ให้มีการใช้กฎหมายอาญาเป็นเครื่องมือกดดันหรือบังคับสิทธิในข้อพิพาททางแพ่งระหว่างทายาท และส่งเสริมให้ข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการทางแพ่งอย่างเหมาะสม. ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842/2568 การที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188 ต้องเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เมื่อโฉนดที่ดินทรัพย์มรดกอันเป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของ ฉ. ที่ต้องนำไปจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งปันระหว่างผู้รับพินัยกรรมด้วยกัน โดยมีโจทก์และจำเลยรวมอยู่ด้วย เมื่อการจัดการมรดกดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ จำเลยและผู้รับพินัยกรรมอื่นจึงยังคงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินและโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ด้วยจึงถือไม่ได้ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารของผู้อื่น ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายทวงถามเพื่อจะแบ่งปันที่ดินแก่ผู้รับพินัยกรรม แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดก็ตามทำให้การจัดการมรดกเกิดข้อขัดข้องหรือได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ศาลชั้นต้นรับฟ้องและภายหลังพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท ลดโทษเหลือจำคุก 4 เดือน ปรับ 10,000 บาท และรอการลงโทษไว้ 2 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์จึงฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 19395 เป็นทรัพย์มรดกของนางเฉลียวซึ่งต้องนำไปจำหน่ายและแบ่งเงินแก่ผู้รับพินัยกรรม 6 คน รวมทั้งโจทก์และจำเลย เมื่อการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น ผู้รับพินัยกรรมทุกคนจึงยังเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกและโฉนดที่ดินดังกล่าว โฉนดจึงไม่ใช่เอกสารของผู้อื่นสำหรับจำเลย การที่จำเลยไม่ส่งมอบโฉนดให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก แม้อาจทำให้การจัดการมรดกขัดข้อง ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้สิทธิทางแพ่ง ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 188 พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ยกฟ้อง ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 จำคุก 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า พันตำรวจโทลออ กับนางเฉลียว มีบุตรด้วยกันรวม 7 คน ได้แก่ นายธนกร นายวรพุฒ นางสาววรนุช นายวรพันธ์ (ตายเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2558) โจทก์ จำเลย และพันตำรวจโทวรเอก เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2551 นางเฉลียวทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองระบุให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 12167 ออกจำหน่ายแล้วนำเงินที่ได้ไปเลี้ยงดูนางสาวฉลวย จนกว่านางสาวฉลวยจะถึงแก่ความตาย ส่วนทรัพย์สินอื่น ๆ ให้นำออกจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างผู้รับพินัยกรรม 6 คน คือ นายธนกร นางสาววรนุช นายวรพันธ์ โจทก์ จำเลย และพันตำรวจโทวรเอก กับแต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางเฉลียว ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 นางเฉลียวถึงแก่ความตาย ศาลแพ่งมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ พ 4909/2560 แต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินจำนวนหลายแปลง ที่ดินโฉนดเลขที่ 19395 เป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของผู้ตายที่ต้องนำมาจำหน่ายแล้วนำเงินแบ่งกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม จำเลยเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 บัญญัติว่า "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษ..." การที่จะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องได้ความว่า เป็นการเอาไปซึ่งเอกสารของผู้อื่น กรณีจึงต้องวินิจฉัยก่อนว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 19395 เป็นเอกสารของผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกแก่ทายาท อันได้แก่ทายาทโดยธรรม และผู้รับพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1603 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 19395 เป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของนางเฉลียวที่ต้องนำไปจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างผู้รับพินัยกรรมด้วยกันจำนวน 6 คน อันมีโจทก์และจำเลยรวมอยู่ด้วย เมื่อการจัดการมรดกดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ จำเลย และผู้รับพินัยกรรมอื่นอีก 4 คน จึงยังคงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าว ซึ่งหมายรวมถึงโฉนดที่ดินอันเป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินด้วย เช่นนี้ แม้โจทก์และผู้รับพินัยกรรมคนอื่นจะเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยก็ถือไม่ได้ว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 19395 เป็นเอกสารของผู้อื่นเพราะจำเลยเป็นเจ้าของอยู่ด้วย ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายทวงถามโฉนดที่ดินดังกล่าว เพื่อจะแบ่งปันที่ดินแก่ผู้รับพินัยกรรม แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม ทำให้การจัดการมรดกเกิดข้อขัดข้องหรือได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |




