
| ป้องกันเกินกว่าเหตุเพราะสำคัญผิด ยิงผู้อื่นโดยเข้าใจว่าเป็นคนร้าย ศาลชี้ต้องรับผิดแม้ไม่มีเจตนา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมโดยสำคัญผิดคิดว่าเป็นคนร้าย ขณะพกปืนไปช่วยภริยาในสวนยาง ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการป้องกันเกินกว่าเหตุ และเกิดจากความประมาทที่ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบคอบ จึงมีความผิดตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 69 และ 390 พร้อมทั้งต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหาย สรุปข้อเท็จจริง •โจทก์ร่วมกับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปทวงหนี้ลูกหนี้รายหนึ่งในหมู่บ้าน ผ่านบริเวณสวนยางของจำเลย •จำเลยเข้าใจผิดว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นคนร้าย จึงกลับบ้านแล้วให้บุตรชายขับรถพาไปช่วยภริยาที่ซ่อนตัวอยู่ •ระหว่างทางพบโจทก์ร่วม จำเลยใช้อาวุธปืนยิง 2 นัด กระสุนถูกบริเวณสะโพกและต้นขา ได้รับบาดเจ็บ •จำเลยอ้างเหตุป้องกันโดยสำคัญผิด แต่ศาลเห็นว่าไม่มีภยันตรายร้ายแรงจนต้องยิง และสามารถใช้วิธีข่มขู่อื่นได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5893/2567 ใช้กฎหมายหลักในการอธิบายคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, มาตรา 80, มาตรา 69, มาตรา 62 วรรคสอง และมาตรา 390 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการฆ่าผู้อื่น การพยายามฆ่า การป้องกันเกินกว่าเหตุ การสำคัญผิดในข้อเท็จจริง และการกระทำโดยประมาท คำสำคัญ (Key Words) ที่เป็นแก่นของคดีนี้มี 5 ประเด็น ดังนี้ 1. ป้องกันเกินกว่าเหตุ (มาตรา 69) ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิป้องกันตัว แต่การใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 2 นัดติดต่อกันเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตแห่งความจำเป็น ไม่อยู่ในเกณฑ์ “พอสมควรแก่เหตุ” ตามที่กฎหมายกำหนด 2. สำคัญผิดในข้อเท็จจริง (มาตรา 62 วรรคสอง) จำเลยเข้าใจผิดว่าโจทก์ร่วมเป็นคนร้าย จึงยิงไปโดยเข้าใจว่าเป็นการป้องกันตน แต่ศาลเห็นว่าความเข้าใจผิดนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยเอง ไม่ได้ตรวจสอบให้รอบคอบ จึงไม่ได้รับยกเว้นโทษทั้งหมด 3. พยายามฆ่าผู้อื่น (มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80) แม้ผู้เสียหายไม่ถึงแก่ชีวิต แต่การใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้อื่นโดยตรงย่อมเป็นการพยายามฆ่า ศาลลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยมีเหตุบรรเทาโทษจากการสำคัญผิด 4. การกระทำโดยประมาท (มาตรา 390) เนื่องจากจำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังเพียงพอในการตรวจสอบสถานการณ์ก่อนยิง ศาลจึงเห็นว่าการสำคัญผิดของจำเลยมีลักษณะเป็นการกระทำโดยประมาทที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น 5. การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (มาตรา 46 ป.วิ.อาญา) เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด การกระทำนั้นเป็นละเมิดต่อผู้เสียหาย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนที่ศาลกำหนด ถือเป็นการเยียวยาความเสียหายในทางแพ่งที่เกิดจากคดีอาญา สรุปโดยรวม คดีนี้เน้นให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า “สิทธิป้องกันตัวต้องพอสมควรแก่เหตุ หากเกินกว่านั้นจะกลายเป็นความผิดอาญาได้” และยังเป็นตัวอย่างของการใช้หลักสำคัญผิดในข้อเท็จจริงและความประมาทมาประกอบการลดโทษในทางอาญาอย่างเหมาะสม. คำวินิจฉัยของศาล 1.ปัญหาสำคัญ — จำเลยอ้างป้องกันตัวโดยสำคัญผิด แต่พฤติการณ์ไม่เป็นภยันตรายร้ายแรง 2.ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ — โจทก์ร่วมเพียงตะโกนถามและขับรถตาม ไม่มีท่าทางทำร้ายรุนแรง 3.ข้อกฎหมายที่นำมาใช้ — oมาตรา 288 (ฆ่าผู้อื่น) ประกอบ มาตรา 80 (พยายามกระทำ) และ มาตรา 69 (ป้องกันเกินกว่าเหตุ) oมาตรา 390 (กระทำโดยประมาท) ประกอบ มาตรา 62 วรรคสอง (โทษเบาลงกรณีสำคัญผิด) 4.คำพิพากษา — ลดโทษจำคุกเหลือ 1 ปี 4 เดือน และให้ชดใช้ค่าสินไหมตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนด วิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย 1. ป้องกันเกินกว่าเหตุ •กฎหมายให้สิทธิในการป้องกันเมื่อมีภยันตรายใกล้จะถึง แต่ต้องมีความจำเป็นพอสมควรแก่เหตุ •ในคดีนี้ แม้จำเลยจะเข้าใจผิดว่าเป็นคนร้าย แต่โจทก์ร่วมไม่ได้มีพฤติการณ์ทำร้ายจนจำเป็นต้องยิง 2. ความสำคัญผิดในข้อเท็จจริง •มาตรา 62 วรรคสอง ระบุว่าถ้าสำคัญผิดโดยประมาท ต้องรับผิดในความผิดฐานประมาท •ศาลเห็นว่าจำเลยควรตรวจสอบให้รอบคอบก่อนยิง แต่ไม่ได้ทำ จึงเป็นความประมาท 3. การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน •ตามมาตรา 46 ป.วิ.อาญา ศาลสามารถกำหนดค่าสินไหมในคดีอาญาได้ •ศาลเห็นว่าจำนวนที่กำหนดโดยศาลอุทธรณ์เหมาะสมแล้ว ข้อคิดทางกฎหมาย •การใช้สิทธิป้องกันตัวต้องอยู่ในขอบเขตที่จำเป็นและพอสมควรแก่เหตุ •หากสำคัญผิดและลงมือโดยไม่ตรวจสอบให้ชัด อาจถูกลงโทษทั้งฐานป้องกันเกินกว่าเหตุและฐานประมาท •ผู้ครอบครองอาวุธปืนต้องมีความระมัดระวังสูง เพราะผลของการใช้ปืนอาจร้ายแรงและกระทบสิทธิของผู้อื่น IRAC Analysis Issue จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นโดยอ้างป้องกันตัวและสำคัญผิดว่าเป็นคนร้าย การกระทำเข้าข่ายป้องกันเกินกว่าเหตุหรือไม่ และต้องรับโทษเพียงใด Rule •ป.อ. มาตรา 288: ฆ่าผู้อื่น •มาตรา 80: พยายามกระทำ •มาตรา 69: ป้องกันเกินกว่าเหตุ •มาตรา 62: สำคัญผิดในข้อเท็จจริง •มาตรา 390: กระทำโดยประมาท Application จากพยานหลักฐาน โจทก์ร่วมไม่ได้มีท่าทีคุกคามร้ายแรง จำเลยสามารถใช้วิธีข่มขู่อื่นได้ การยิงสองนัดติดต่อกันจึงเกินความจำเป็น การสำคัญผิดของจำเลยเกิดจากความประมาท ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจน ศาลจึงลงโทษในข้อหาพยายามฆ่าโดยป้องกันเกินกว่าเหตุและกระทำโดยประมาท พร้อมลดโทษตามเหตุบรรเทา Conclusion จำเลยมีความผิดตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 69 และ 390 ลงโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ English Summary The Supreme Court Decision No. 5893/2024 involves a defendant who shot the co-plaintiff twice, mistakenly believing he was a criminal. The court found the act exceeded the limits of lawful self-defense and was based on negligent mistaken belief. The defendant was convicted under Sections 288, 80, 69, and 390 of the Penal Code, sentenced to 1 year and 4 months in prison, and ordered to pay compensation. สรุปย่อฎีกา จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม 2 นัด ได้รับบาดเจ็บไม่ถึงแก่ชีวิต อ้างว่าป้องกันตัวเพราะสำคัญผิดคิดว่าเป็นคนร้ายจากพฤติการณ์ขับรถจักรยานยนต์วนใกล้สวนยาง ศาลเห็นว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมไม่มีพฤติการณ์เป็นภยันตรายร้ายแรง สามารถข่มขู่ได้โดยไม่ต้องยิง การกระทำจึงเป็นการป้องกันเกินกว่าเหตุ และความสำคัญผิดเกิดจากความประมาท มีความผิดตาม ป.อ. ม.288, 80, 69 และ 390 ให้โทษตามบทหนักสุดตาม ม.90 ลดโทษตาม ม.78 เหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน และให้ชดใช้ค่าสินไหมตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนด ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5893/2567 พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยเป็น ห. จึงร้องถามว่าใช่ ห. หรือไม่ ผิดวิสัยของคนร้ายที่จะไม่ส่งเสียงให้เหยื่อรู้ตัวก่อนลงมือกระทำผิด ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยพบกันอีกครั้งก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีพฤติการณ์ใดอันจะเป็นภยันตรายร้ายแรงต่อจำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์บุตรชายแล่นสวนทางมา จำเลยย่อมสามารถใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าหรือยิงไปทางอื่นเพื่อข่มขู่โจทก์มิให้ทำร้ายจำเลยได้ ไม่มีความจำเป็นที่จำเลยจะต้องใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม 2 นัด ติดต่อกัน การกระทำของจำเลยจึงเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 69 ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมเห็นได้ว่าความสำคัญผิดของจำเลยดังกล่าวเกิดขึ้นโดยความประมาทของจำเลย เนื่องจากจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังพิจารณาให้รอบคอบก่อนลงมือยิงว่าโจทก์ร่วมเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ จำเลยย่อมมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 390 โดยผลของมาตรา 62 วรรคสองด้วย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ฎีกาย่อ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม โดยจำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าและความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน พร้อมให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะเข้าใจว่าโจทก์ร่วมเป็นคนร้าย แต่พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมมิได้เป็นภยันตรายร้ายแรงถึงขั้นจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนยิง โดยเฉพาะสามารถใช้วิธีอื่นที่เบากว่า เช่น การหลบหนีหรือข่มขู่ได้ การยิง 2 นัดจึงเป็นการกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องป้องกัน นอกจากนี้ ความสำคัญผิดของจำเลยเกิดจากความประมาท เนื่องจากมิได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบคอบก่อนใช้อาวุธปืน จึงต้องรับผิดฐานกระทำโดยประมาทด้วย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด คือพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินกว่าเหตุ และลดโทษตามเหตุบรรเทา เหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน พร้อมคงคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ระหว่างพิจารณา นายโอภาสผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 80,000 บาท ค่าเจ็บป่วยทนทุกขเวทนา 100,000 บาท ค่าเสียอวัยวะหรือความสามารถอื่น 300,000 บาท และค่าเสื่อมเสรีภาพ เสื่อมเสียชื่อเสียง และค่าเสียหายทางจิตใจ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 580,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำละเมิดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน และปรับ 2,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 150,000 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนพกออโตเมติก RUGER ขนาด 9 มม. หมายเลขทะเบียน กท xxxxxxx ของจำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายยิงนายโอภาสโจทก์ร่วม 2 นัด กระสุนปืนถูกที่สะโพกขวา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร และที่ต้นขาขวาด้านหน้า ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ใช้เวลารักษาประมาณ 2 สัปดาห์ บาดแผลยังไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำไปโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเพราะขณะจำเลยกับภริยากำลังกรีดยางอยู่ในสวนยางพาราได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ 3 ถึง 4 คัน ขับวนไปวนมาบริเวณถนนหน้าสวนยางพารา จำเลยคิดว่าคนขับรถจักรยานยนต์พวกนั้นเป็นคนร้ายจะเข้ามาในสวนยางพารา จึงบอกให้ภริยาดับไฟฉายที่คาดศีรษะและหลบซ่อนตัว ส่วนจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากสวนยางพารากลับไปบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ระหว่างทางพบโจทก์ร่วมกับพวก 1 คน จอดรถจักรยานยนต์อยู่ข้างทาง เมื่อจำเลยขับรถผ่านได้ยินเสียงตะโกนว่า "เห้ยหยุด ไอ้เหมียใช่ไหม" แล้วโจทก์ร่วมกับพวกขับรถไล่ตาม จำเลยเข้าใจว่าโจทก์ร่วมกับพวกเป็นคนร้ายจึงขับรถหลบหนีจนรถล้มลงในสวนยางพาราข้างทาง จำเลยทิ้งรถไว้แล้ววิ่งหนีเข้าไปในบ้านและบอกบุตรชายให้ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยนั่งซ้อนท้ายเพื่อไปรับภริยาที่หลบซ่อนตัวอยู่ในสวนยางพาราโดยจำเลยพกอาวุธปืนติดตัวไปด้วย ระหว่างทางพบโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาและเห็นโจทก์ร่วมวกรถกลับพร้อมทำท่าเหมือนจะชักอะไรออกจากเอว จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงไป 2 นัด เพื่อป้องกันตนและบุตรชายอันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมกับพวกเป็นคนร้าย แม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลชั้นต้น แต่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ซึ่งในข้อนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมกับพวกอีก 3 คน ประกอบด้วยนายต้น นายแก้ว และนายเข็ม ไม่ทราบชื่อจริงและชื่อสกุล ขับรถจักรยานยนต์ 4 คัน มาตามถนนภายในหมู่บ้านทุ่งจังซึ่งสองข้างทางเป็นสวนยางพาราเพื่อจะไปทวงหนี้ 6,000 บาท จากนายเหมีย ไม่ทราบชื่อจริงและชื่อสกุล ลูกหนี้ของโจทก์ร่วม เมื่อไปถึงบ้านนายเหมีย ไม่พบนายเหมีย โจทก์ร่วมกับพวกพากันขับรถไปหานายดือ ไม่ทราบชื่อจริงและชื่อสกุล ซึ่งมีบ้านอยู่ห่างจากบ้านนายเหมียประมาณ 500 เมตร เมื่อพบนายดือ โจทก์ร่วมสอบถามถึงนายเหมีย นายดือแจ้งว่าไม่ทราบว่านายเหมียไปไหน โจทก์ร่วมคุยกับนายดืออยู่พักหนึ่งแล้วนายแก้วและนายเข็มขับรถแยกกลับไป ส่วนโจทก์ร่วมและนายต้นขับรถออกจากบ้านนายดือแล้วโจทก์ร่วมแวะจอดรถข้างทางเพื่อปัสสาวะ โดยนายต้นจอดรถรออยู่ใกล้ ๆ ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยเป็นนายเหมียจึงตะโกนเรียก แต่จำเลยไม่พูดอะไร โจทก์ร่วมและนายต้นพากันขับรถย้อนไปหานายดือ จากนั้นโจทก์ร่วมและนายต้นขับรถออกจากบ้านนายดือเพื่อไปบ้านนายเหมียโดยนายดือนั่งซ้อนท้ายรถโจทก์ร่วม ระหว่างทางพบรถจักรยานยนต์ 1 คัน ล้มอยู่ในสวนยางพาราข้างทาง นายดือบอกว่าเป็นรถของจำเลยซึ่งเป็นพี่ชายนายดือแล้วนายดือลงจากรถเดินเข้าไปในสวนยางพารา โจทก์ร่วมนั่งคร่อมรถรอนายดือ ส่วนนายต้นขับรถแยกกลับไป ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมเห็นรถจักรยานยนต์ 1 คัน มีคนขับและคนนั่งซ้อนท้ายแล่นสวนทางมาแล้วจำเลยซึ่งเป็นคนนั่งซ้อนท้ายและคาดไฟฉายที่ศีรษะใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม 2 นัด เห็นว่า พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมกับพวกรวม 4 คน ขับรถจักรยานยนต์ 4 คัน พากันไปตามหานายเหมียที่บ้านในเวลา 4.30 นาฬิกา เมื่อไม่พบก็พากันขับรถไปบ้านนายดือซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านนายเหมีย เมื่อโจทก์ร่วมพบนายดือได้สอบถามถึงนายเหมีย แต่นายดือไม่ทราบว่านายเหมียไปไหน โจทก์ร่วมกับพวกก็ยังไม่ไปไหนคงขับรถวนไปวนมาบริเวณถนนที่เกิดเหตุใกล้สวนยางพาราขณะจำเลยกับภริยากำลังกรีดยางอยู่ซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจผิดว่าโจทก์ร่วมกับพวกเป็นคนร้าย จำเลยจึงบอกให้ภริยาดับไฟฉายที่คาดศีรษะแล้วหลบซ่อนอยู่ในสวนยางพารา ส่วนจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากสวนยางพาราเพื่อไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ระหว่างทางจำเลยเห็นโจทก์ร่วมกับนายต้น และรถจักรยานยนต์ 2 คัน โจทก์ร่วมก็เห็นจำเลยแล้วเข้าใจไปว่าจำเลยเป็นนายเหมียจึงตะโกนเรียกแล้วขับรถไล่ตาม จำเลยขับรถหนีจนรถจำเลยล้มลง จำเลยต้องทิ้งรถและวิ่งเข้าบ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่รถล้ม จากนั้นจำเลยให้บุตรชายขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยนั่งซ้อนท้ายเพื่อไปรับภริยาที่หลบซ่อนอยู่ในสวนยางพารา เมื่อจำเลยได้พบกับโจทก์ร่วมในเวลาที่ต่อเนื่องกัน จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมทันที เชื่อว่าจำเลยเข้าใจว่าโจทก์ร่วมเป็นคนร้ายนั่นเอง หลังจากจำเลยยิงโจทก์ร่วมแล้วก็ไม่ได้หลบหนีหรือมีพฤติการณ์ปกปิดการกระทำดังกล่าว เพราะเมื่อพันตำรวจตรีธัชนนท์ สารวัตรสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจภูธรทุ่งลุงกับพวกเจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปสอบถามจำเลยที่บ้าน จำเลยก็ให้การยอมรับว่าใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมพร้อมนำอาวุธปืน แมกกาซีน กระสุนปืน และซองพกในมามอบให้ยึดเป็นของกลาง โดยให้การถึงสาเหตุที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม นอกจากนั้นยังไปเยี่ยมโจทก์ร่วมขณะพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แต่ที่จำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่า ขณะจำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่บุตรชายขับได้พบโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาและเห็นโจทก์ร่วมวกรถกลับพร้อมทำท่าเหมือนจะชักอะไรออกจากเอว จึงใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม 2 นัด นั้น ขัดแย้งกับสภาพบาดแผลของโจทก์ร่วมที่แพทย์ตรวจพบบาดแผลจากกระสุนปืนที่บริเวณสะโพกขวาและต้นขาขวา หากโจทก์ร่วมวกรถกลับมาที่จำเลยดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ร่องรอยบาดแผลจากกระสุนปืนจะอยู่ที่บริเวณสะโพกซ้ายและต้นขาซ้ายข้อต่อสู้ของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่า ในคืนเกิดเหตุโจทก์ร่วมกับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปตามหานายเหมีย แต่ไม่พบ จึงไปหานายดือ เมื่อนายดือแจ้งว่าไม่ทราบว่านายเหมียไปไหน โจทก์ร่วมจึงขับรถออกจากบ้านนายดือไปแวะจอดรถเพื่อปัสสาวะแล้วโจทก์ร่วมเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาพอดี โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยเป็นนายเหมียจึงร้องถามและขับรถไล่ตามไป แต่ไม่ทัน โจทก์ร่วมจึงขับรถกลับไปหานายดือ และให้นายดือนั่งซ้อนท้ายเพื่อตามหานายเหมียแล้วไปพบรถของจำเลยล้มอยู่ในสวนยางพาราข้างทาง นายดือลงจากรถเดินเข้าไปในสวนยางพารา ส่วนโจทก์ร่วมนั่งคร่อมรถรอนายดือ โจทก์ร่วมจึงมิใช่คนร้าย ประกอบเมื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยพบกันครั้งแรกโจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยเป็นนายเหมียจึงร้องถามว่าใช่นายเหมียหรือไม่ ผิดวิสัยของคนร้ายที่จะไม่ส่งเสียงให้เหยื่อรู้ตัวก่อนลงมือกระทำผิด ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยพบกันอีกครั้งก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีพฤติการณ์ใดอันจะเป็นภยันตรายร้ายแรงต่อจำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์บุตรชายแล่นสวนทางมา จำเลยย่อมสามารถใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าหรือยิงไปทางอื่นเพื่อข่มขู่โจทก์มิให้ทำร้ายจำเลยได้ ไม่มีความจำเป็นที่จำเลยจะต้องใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมขณะนั่งคร่อมรถรอนายดือ 2 นัด ติดต่อกัน การกระทำของจำเลยจึงเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 69 ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมเห็นได้ว่าความสำคัญผิดของจำเลยดังกล่าวเกิดขึ้นโดยความประมาทของจำเลย เนื่องจากจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังพิจารณาให้รอบคอบก่อนลงมือยิงว่าโจทก์ร่วมเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ จำเลยย่อมมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 โดยผลของมาตรา 62 วรรคสองด้วย ซึ่งแม้จะเป็นข้อแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่ต่างกันระหว่างการกระทำความผิดโดยเจตนากับประมาท ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 และกรณีนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำโดยสำคัญผิด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และเมื่อฟังว่าจำเลยกระทำความผิด ถือว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยอันเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ซึ่งค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดให้ชดใช้นั้นเป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่ความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มาตรา 69 และมาตรา 62 วรรคแรก และมาตรา 390 ประกอบมาตรา 62 วรรคสอง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มาตรา 69 และมาตรา 62 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำถาม -ธงคำตอบ
ข้อ 1
เมื่อจำเลยอ้างเหตุป้องกันตัวโดยเข้าใจผิดว่าโจทก์ร่วมเป็นคนร้ายที่จะเข้ามาทำร้ายในสวนยางพารา จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงใส่โจทก์ร่วม 2 นัดติดต่อกัน ถูกสะโพกขวาและต้นขาขวา การกระทำดังกล่าวจะถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 และ 69 หรือเป็นการป้องกันเกินกว่าเหตุ และจะมีผลทางกฎหมายอย่างไร
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะมีสิทธิป้องกันตัวได้เมื่อเห็นว่าอาจถูกทำร้าย แต่การใช้อาวุธปืนยิงใส่โจทก์ร่วมถึง 2 นัด โดยที่โจทก์ร่วมเพียงขับรถสวนทางมาและไม่มีท่าทีจะทำร้ายจำเลย ถือว่าเกินความจำเป็นในการป้องกันตนเอง จึงเป็นการป้องกันเกินกว่าเหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 การกระทำของจำเลยจึงไม่อยู่ในขอบเขตของสิทธิในการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องรับโทษแต่ศาลอาจลดหย่อนโทษได้ตามพฤติการณ์
ข้อ 2
จำเลยอ้างว่ากระทำไปโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง เพราะเข้าใจว่าโจทก์ร่วมกับพวกเป็นคนร้ายที่จะเข้ามาทำร้าย จำเลยจึงยิงไปเพื่อป้องกันตน การสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเช่นนี้จะมีผลให้จำเลยพ้นความผิดหรือไม่ และศาลใช้บทกฎหมายใดในการวินิจฉัย
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาเห็นว่า ความสำคัญผิดของจำเลยเกิดจากความประมาท เนื่องจากจำเลยมิได้ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนยิงว่าโจทก์ร่วมเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ จึงไม่เป็นการสำคัญผิดโดยสุจริตที่จะยกเว้นความผิดได้ การกระทำของจำเลยเป็นการสำคัญผิดโดยประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคสอง ประกอบมาตรา 390 ศาลจึงถือว่าจำเลยยังคงมีความผิด แต่สามารถใช้เหตุลดโทษได้บางส่วนเนื่องจากเข้าใจผิดโดยมิได้มีเจตนาฆ่าโดยตรง
ข้อ 3
เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการใช้อาวุธปืนยิงใส่โจทก์ร่วมโดยตรงถึง 2 นัด แม้ผู้เสียหายไม่ถึงแก่ชีวิต การกระทำนี้จะเป็นความผิดฐานใดตามกฎหมาย และศาลใช้บทบัญญัติใดเป็นหลักในการลงโทษ
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นโดยตรงถือเป็นการกระทำที่มุ่งหมายจะให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แม้ผู้เสียหายไม่ตายก็เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 การที่จำเลยเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงเป็นเหตุให้ศาลลดโทษได้ตามมาตรา 62 วรรคสอง และเมื่อรวมความผิดหลายบทเป็นกรรมเดียว ศาลจึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด คือ มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 69
ข้อ 4
จำเลยยิงโจทก์ร่วมโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่าโจทก์ร่วมเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ การไม่ใช้ความระมัดระวังเช่นนี้ ศาลถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่ และมีผลทางกฎหมายอย่างไร
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโดยไม่ไตร่ตรองและตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่าโจทก์ร่วมเป็นคนร้ายหรือไม่ เป็นการขาดความระมัดระวังในสถานการณ์ที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ประกอบมาตรา 62 วรรคสอง การประมาทนี้ทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท แต่ให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด
ข้อ 5
เมื่อศาลวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดและการกระทำนั้นเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วม ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้หรือไม่ และอาศัยหลักกฎหมายใดเป็นพื้นฐาน
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาอ้างอิงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ว่า เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดอาญา และความผิดนั้นเป็นการละเมิดต่อผู้เสียหาย ศาลสามารถมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ในคดีนี้ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมจากการยิงผิดตัว จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตรากฎหมาย เพื่อเยียวยาความเสียหายแก่กายและจิตใจของโจทก์ร่วม ทั้งนี้ศาลฎีกาเห็นว่าจำนวนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดนั้นเหมาะสมแล้ว จึงไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาในส่วนนี้
|




