
| ใช้รถยนต์ซ่อนเร้นบุหรี่เถื่อนต้องริบหรือไม่ ศาลวินิจฉัยหลักการริบทรัพย์ตามกฎหมายศุลกากรและบทบาทของพาหนะในการกระทำความผิด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่เถื่อนโดยใช้รถยนต์เป็นพาหนะ ศาลวินิจฉัยว่าการใช้รถยนต์ที่ดัดแปลงเพื่อซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่จากนอกราชอาณาจักร ถือเป็นการใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร มาตรา 165 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งให้ริบรถยนต์ของกลาง แม้บุหรี่จะมีจำนวนไม่มาก แต่การกระทำมีเจตนาชัดเจนและใช้วิธีซ่อนเร้นเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ สรุปข้อเท็จจริง •จำเลยถูกฟ้องว่าช่วยซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่เถื่อนจำนวน 200 ซอง ซึ่งยังไม่ได้เสียภาษีและไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร •จำเลยใช้รถยนต์ของกลางที่ดัดแปลงติดตั้งตู้ลำโพงเพื่อซ่อนบุหรี่เถื่อน •ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับ 6,400 บาท ริบบุหรี่ของกลาง แต่ไม่ริบรถยนต์ •ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ให้ริบรถยนต์ของกลาง •จำเลยฎีกาโต้แย้งการริบรถยนต์ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความและการใช้บังคับ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วย “การริบยานพาหนะหรือทรัพย์สินที่ใช้ในการขนย้ายหรือซ่อนเร้นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร” โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่ารถยนต์ของกลางในคดีนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่ของกลาง จึงต้องริบตามบทบัญญัติดังกล่าว Key Words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. มาตรา 165 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 เป็นบทกฎหมายหลักที่ใช้ตัดสินให้ริบรถยนต์ของกลาง เนื่องจากถือว่าเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการซ่อนเร้นและขนย้ายของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร 2. การใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิด ศาลเห็นว่าจำเลยไม่ได้ใช้รถยนต์เพื่อการเดินทางทั่วไป แต่ใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดโดยดัดแปลงเพื่อซ่อนเร้นบุหรี่เถื่อนในตู้ลำโพง 3. ของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีและไม่ผ่านพิธีการศุลกากร บุหรี่ของกลางจำนวน 200 ซองเป็นสินค้าที่นำเข้ามาโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรและมิได้เสียภาษี จึงเข้าข่ายของต้องริบตามกฎหมายศุลกากร 4. การริบทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิด รถยนต์ที่ใช้ซ่อนเร้นหรือขนย้ายของผิดกฎหมายถือเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวพันกับการกระทำความผิดและสามารถถูกริบได้ แม้จะเป็นทรัพย์ของจำเลยเอง 5. เจตนาและพฤติการณ์ของจำเลย จำเลยมีเจตนาใช้รถยนต์ขนย้ายบุหรี่เถื่อนโดยซ่อนในตู้ลำโพงที่ดัดแปลงขึ้นเพื่อปกปิดของกลาง แสดงให้เห็นว่าการกระทำมีความมุ่งหมายหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ สรุปสาระสำคัญของคดีนี้คือ ศาลฎีกายืนยันว่าการใช้รถยนต์เพื่อซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่ที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ถือเป็นการใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิดตามมาตรา 165 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 และทรัพย์สินดังกล่าวต้องริบตามกฎหมาย. คำวินิจฉัยของศาลฎีกา •ศาลพิเคราะห์ว่าจำเลยใช้รถยนต์เป็นพาหนะในการซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่เถื่อน •หากไม่มีรถยนต์ การขนย้ายบุหรี่จำนวนมากให้รอดพ้นจากการตรวจสอบแทบเป็นไปไม่ได้ •การใช้รถยนต์ในลักษณะนี้ไม่ใช่การใช้เพื่อสัญจรทั่วไป แต่ใช้เพื่อกระทำความผิด จึงเข้าเกณฑ์ริบตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง •พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ริบรถยนต์ของกลาง วิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย 1.การตีความ "ยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิด" oศาลยึดแนวทางว่าหากพาหนะมีบทบาทสำคัญต่อการสำเร็จความผิด เช่น ใช้ซ่อนเร้นหรือขนย้ายของกลาง ย่อมอยู่ในข่ายริบ oอ้างอิง พ.ร.บ. ศุลกากร มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้ริบยานพาหนะที่ใช้กระทำความผิด 2.การพิจารณาจำนวนของกลาง oแม้บุหรี่จะมีเพียง 200 ซอง แต่ศาลมองพฤติการณ์และเจตนาเป็นหลัก ไม่ได้ใช้ปริมาณของกลางเป็นเงื่อนไขตัดสินหลัก 3.นโยบายคดีศุลกากรและภาษีสรรพสามิต oการริบพาหนะเป็นมาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเถื่อน oเป็นการตอกย้ำว่าการกระทำในลักษณะช่วยซ่อนเร้น แม้มีปริมาณไม่มาก ก็ถือว่ามีความร้ายแรง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย •การใช้ยานพาหนะใด ๆ เพื่อซ่อนเร้นหรือขนย้ายสินค้าลักลอบนำเข้า ถือเป็นเหตุให้ริบพาหนะตามกฎหมาย •ปริมาณของกลางไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินริบพาหนะ แต่พฤติการณ์และบทบาทของยานพาหนะสำคัญกว่า •คดีนี้ตอกย้ำให้ผู้ครอบครองพาหนะระมัดระวังการนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย IRAC วิเคราะห์คดี Issue (ประเด็นปัญหา) การใช้รถยนต์ซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่เถื่อนจำนวน 200 ซอง เข้าข่ายต้องริบรถยนต์ของกลางตาม พ.ร.บ. ศุลกากร มาตรา 165 วรรคหนึ่ง หรือไม่ Rule (บทกฎหมาย) •พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง: กำหนดให้ริบยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร •ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และ 78 ว่าด้วยการลงโทษกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทและการบรรเทาโทษ Application (การประยุกต์ใช้กฎหมาย) •จำเลยใช้รถยนต์ดัดแปลงติดตั้งตู้ลำโพงเพื่อซ่อนเร้นบุหรี่เถื่อน •พฤติการณ์แสดงถึงการใช้พาหนะเป็นส่วนสำคัญของการกระทำความผิด ไม่ใช่เพียงการสัญจรทั่วไป •การกระทำเข้าข่ายมาตรา 165 วรรคหนึ่ง จึงมีเหตุให้ริบรถยนต์ของกลาง Conclusion (ข้อสรุป) รถยนต์ของจำเลยเข้าข่ายเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิด ต้องริบตาม พ.ร.บ. ศุลกากร มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 2 สรุปภาษาอังกฤษ The Supreme Court Decision No. 5854/2567 concerns the use of a modified vehicle to conceal and transport 200 packs of untaxed cigarettes illegally imported into Thailand. The Court ruled that the vehicle played a crucial role in committing the offense, thus subject to confiscation under Section 165 paragraph one of the Customs Act B.E. 2560. The judgment emphasizes that the significance of the vehicle’s use, rather than the quantity of contraband, determines confiscation. สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยใช้รถยนต์ดัดแปลงซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่เถื่อน 200 ซองที่ยังมิได้เสียภาษีและไม่ผ่านพิธีการศุลกากร การใช้รถยนต์ดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญให้หลีกเลี่ยงการตรวจจับได้ ถือเป็นการใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด ต้องริบตาม พ.ร.บ. ศุลกากร มาตรา 165 วรรคหนึ่ง จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ริบรถยนต์ของกลาง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5854/2567 คดีนี้ฟ้องโจทก์บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งบุหรี่ของกลางอันเป็นสินค้าที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร และบรรยายฟ้องตอนท้ายว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางดังกล่าวในการบรรทุกซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่ของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีและมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพทั้งจำเลยฎีกายอมรับว่าเก็บบุหรี่ของกลางไว้ภายในตู้ลำโพงภายในห้องโดยสารรถยนต์ที่จำเลยตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อการประกวดแข่งขันเครื่องเสียงติดรถยนต์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางในการซ่อนเร้นขนย้ายบุหรี่ของกลาง ประกอบกับการขนย้ายบุหรี่ของกลาง 200 ซอง จากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือมีบุหรี่ของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีไว้ในครอบครองดังกล่าว หากไม่มีรถยนต์ของกลางบรรทุกบุหรี่ของกลางจำนวนมากถึง 200 ซอง ย่อมไม่สามารถขนย้ายบุหรี่ของกลางจำนวนดังกล่าวให้รอดพ้นจากการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ได้สำเร็จ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยมิใช่เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการสัญจรตามปกติโดยทั่วไป แต่เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดโดยใช้ซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่ของกลางอันพึงต้องริบตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ฎีกาย่อ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้นและครอบครองบุหรี่เถื่อนที่ยังมิได้เสียภาษีและไม่ผ่านพิธีการศุลกากร โดยจำเลยใช้รถยนต์ดัดแปลงติดตั้งตู้ลำโพงเพื่อซ่อนบุหรี่จำนวน 200 ซอง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต และ พ.ร.บ. ศุลกากร โดยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทที่หนักที่สุด ปรับ 12,800 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 6,400 บาท ริบบุหรี่ของกลาง และกำหนดให้จ่ายสินบนและเงินรางวัลแก่เจ้าหน้าที่ แต่ไม่ริบรถยนต์เนื่องจากเห็นว่าจำนวนของกลางไม่มาก ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่ารถยนต์ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระทำความผิด จึงพิพากษาแก้ให้ริบรถยนต์ของกลาง พร้อมปรับอัตราเงินรางวัลใหม่ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยใช้รถยนต์ดัดแปลงเพื่อซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่เถื่อนโดยตรง หากไม่มีรถยนต์ย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงการตรวจจับได้สำเร็จ การใช้รถในลักษณะดังกล่าวจึงมิใช่การใช้งานทั่วไป แต่เป็นการใช้เป็นเครื่องมือกระทำความผิด อันเข้าหลักเกณฑ์ต้องริบตาม พ.ร.บ. ศุลกากร มาตรา 165 วรรคหนึ่ง จึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 และพิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 17, 136, 159, 165, 203, 206, 207 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 165, 166, 242, 246 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลางทั้งหมด จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 203 (1) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 (ที่ถูกต้องระบุ วรรคหนึ่ง ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 12,800 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 6,400 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบบุหรี่ของกลางทั้งหมด ให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับในอัตราร้อยละ 30 และให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดอัตราร้อยละ 15 ของเงินที่ได้จากการขายของกลาง หากขายของกลางไม่ได้ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่จำเลยชำระต่อศาล ส่วนรถยนต์ของกลาง พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำนวนบุหรี่ของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองแล้วมีจำนวนไม่มาก จึงเห็นสมควรไม่ริบทรัพย์ดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์ของกลางและให้จ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบห้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้ริบรถยนต์ของกลาง ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ฟ้องโจทก์บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งบุหรี่ของกลางอันเป็นสินค้าที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร และบรรยายฟ้องตอนท้ายว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางดังกล่าวในการบรรทุกซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่ของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีและมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพทั้งจำเลยฎีกายอมรับว่าเก็บบุหรี่ของกลางไว้ภายในตู้ลำโพงภายในห้องโดยสารรถยนต์ที่จำเลยตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อการประกวดแข่งขันเครื่องเสียงติดรถยนต์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางในการซ่อนเร้นขนย้ายบุหรี่ของกลาง ประกอบกับการขนย้ายบุหรี่ของกลาง 200 ซอง จากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือมีบุหรี่ของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีไว้ในครอบครองดังกล่าว หากไม่มีรถยนต์ของกลางบรรทุกบุหรี่ของกลางจำนวนมากถึง 200 ซอง ย่อมไม่สามารถขนย้ายบุหรี่ของกลางจำนวนดังกล่าวให้รอดพ้นจากการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ได้สำเร็จ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยมิใช่เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการสัญจรตามปกติโดยทั่วไป แต่เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดโดยใช้ซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่ของกลางอันพึงต้องริบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน แนวคำถาม -ธงคำตอบ
ข้อ 1
โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานศุลกากรจับกุมจำเลยขณะใช้รถยนต์ส่วนตัวบรรทุกบุหรี่ต่างประเทศจำนวน 200 ซอง โดยไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรและไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิต ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องว่าจำเลยมีความผิดฐานช่วยซ่อนเร้นและช่วยขนย้ายของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ประเด็นให้วินิจฉัยคือ การที่จำเลยใช้รถยนต์ของตนในการบรรทุกและซ่อนเร้นบุหรี่ของกลางดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 165 วรรคหนึ่ง หรือไม่ และรถยนต์ของกลางจะต้องถูกริบหรือไม่
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า รถยนต์ของกลางถูกนำมาใช้ในการซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่เถื่อนที่ยังมิได้เสียภาษีและมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ซึ่งเป็นการใช้ยานพาหนะเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด มิใช่การใช้เพื่อการสัญจรทั่วไป จึงเข้าลักษณะ “ยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิด” ตามมาตรา 165 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ให้ริบรถยนต์ของกลางตามกฎหมาย
ข้อ 2
ในคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพว่ามีบุหรี่ต่างประเทศจำนวนมากเก็บไว้ในตู้ลำโพงภายในรถยนต์ที่ตนตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อการประกวดเครื่องเสียงติดรถยนต์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำนวนของกลางมีเพียง 200 ซอง จึงไม่ริบรถยนต์ของกลาง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ให้ริบรถยนต์ของกลาง ประเด็นคือ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางนั้น ชอบด้วยหลักกฎหมายและพฤติการณ์คดีหรือไม่
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำนวนบุหรี่ของกลางจะไม่มากนัก แต่ลักษณะการกระทำของจำเลยแสดงให้เห็นว่ารถยนต์ถูกใช้โดยตรงเพื่อซ่อนเร้นและขนย้ายของกลางให้พ้นการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ เป็นพฤติการณ์ที่เข้าข่ายใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิด การตีความตามมาตรา 165 วรรคหนึ่ง ไม่ได้พิจารณาจากจำนวนของกลาง แต่พิจารณาจากการใช้ยานพาหนะเป็นเครื่องมือในทางผิดกฎหมาย ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้ริบรถยนต์ของกลางจึงชอบด้วยกฎหมาย
ข้อ 3
จำเลยฎีกาอ้างว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ส่วนตัวที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ใช้เพื่อกระทำความผิดโดยเจตนา อีกทั้งจำนวนบุหรี่ของกลางมีน้อย จึงไม่สมควรถูกริบ ประเด็นคือ ศาลจะพิจารณาอย่างไรในการวินิจฉัยว่าทรัพย์สินของจำเลยที่ใช้ในการขนย้ายสินค้าหนีภาษีควรถูกริบหรือไม่
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิจารณาว่าทรัพย์สินของจำเลยจะถูกริบหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ส่วนตัวหรือมีมูลค่าเพียงใด แต่ขึ้นอยู่กับบทบาทของทรัพย์นั้นในฐานะ “เครื่องมือแห่งการกระทำความผิด” หากยานพาหนะหรือทรัพย์สินถูกใช้เพื่อซ่อนเร้น ขนย้าย หรือช่วยให้ของผิดกฎหมายพ้นจากการตรวจสอบ ย่อมเข้าข่ายต้องริบตามมาตรา 165 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 รถยนต์ของจำเลยในคดีนี้ถูกใช้โดยตรงเพื่อซ่อนเร้นบุหรี่เถื่อนในตู้ลำโพง จึงต้องริบโดยชอบ
ข้อ 4
ในคดีนี้ จำเลยถูกฟ้องในหลายบทกฎหมาย ทั้งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 และพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 203 (1) รวมถึงบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมาตรา 78 ประเด็นให้วินิจฉัยคือ เมื่อการกระทำเดียวกันผิดกฎหมายหลายบท ศาลควรลงโทษตามบทใด และจะใช้หลักใดในการพิจารณาโทษจำคุกหรือโทษปรับ
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ศาลต้องลงโทษเพียงบทที่มีโทษหนักที่สุด ในคดีนี้บทที่มีโทษหนักที่สุดคือ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดโทษปรับ จึงให้ลงโทษตามบทนี้เพียงบทเดียว ส่วนการให้การรับสารภาพของจำเลยถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือค่าปรับ 6,400 บาท
ข้อ 5
การกระทำของจำเลยที่นำบุหรี่ของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร และมีไว้ในครอบครองเพื่อขายหรือแจกจ่ายต่อ ถือเป็นการกระทำที่มีลักษณะอย่างไรในทางกฎหมาย และมีนัยสำคัญอย่างไรต่อการบังคับใช้กฎหมายภาษีและศุลกากรในประเทศไทย
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาเห็นว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรและยังมิได้เสียภาษี ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 โดยตรง เพราะเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้และเป็นการละเมิดระบบศุลกากรอย่างชัดเจน กรณีนี้ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญว่า การใช้ยานพาหนะหรือเครื่องมือใด ๆ เพื่อช่วยในการขนย้ายหรือซ่อนเร้นสินค้าหนีภาษี ย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำผิด และสามารถถูกริบตามกฎหมายได้ แนวคำพิพากษานี้จึงตอกย้ำการบังคับใช้มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นแนวทางให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถดำเนินการริบทรัพย์สินของกลางที่ใช้ในการกระทำผิดได้อย่างชัดเจน.
|




