
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567: การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีทำร้ายร่างกายซึ่งจำเลยอ้างสิทธิป้องกันภริยาจากการถูกทำร้าย โดยศาลวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 จึงไม่เป็นความผิด อีกทั้งยังอธิบายข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 219 ตรี และมาตรา 221 ซึ่งศาลเห็นว่าการอนุญาตให้ฎีกาโดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นในกรณีนี้ไม่ชอบ
สรุปข้อเท็จจริง 1. โจทก์ฟ้องจำเลย ฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 2. จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างว่าการกระทำเป็นการป้องกันภริยาจากการถูกรุมทำร้าย 3. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด จำคุก 1 เดือน ลดโทษเป็นกักขัง 1 เดือน 4. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน 5. จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาศาลชั้นต้นให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง 6. ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้เสียหายและพวกได้รุมทำร้ายภริยาจำเลย จำเลยจึงเข้าไปชกผู้เสียหาย 1 ครั้ง เพื่อหยุดการทำร้าย 7. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เป็นการป้องกันโดยชอบ ไม่เป็นความผิด และยกฟ้อง
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • ประเด็นข้อกฎหมาย: คดีที่มีโทษกักขังแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ถือเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 • การอนุญาตฎีกาโดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้น: ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้อนุญาตได้ • สิทธิในการป้องกัน: ศาลฎีกานำพยานหลักฐานทั้งหมดมาวินิจฉัยและเห็นว่าจำเลยกระทำไปเพื่อป้องกันภริยาจากภยันตรายโดยพอสมควรแก่เหตุ จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 • ผลคำพิพากษา: กลับคำพิพากษาศาลล่าง และยกฟ้องจำเลย
การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. ข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง • มาตรา 219 ตรี ป.วิ.อ. กำหนดห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน • การฎีกาโดยอ้างข้อเท็จจริง เช่น การกระทำเป็นการป้องกัน หรือขอลดโทษ ถือเป็นฎีกาข้อเท็จจริง จึงต้องห้าม • การอนุญาตให้ฎีกาโดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นในกรณีนี้ ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย 2. สิทธิในการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย • มาตรา 68 ประมวลกฎหมายอาญา ให้สิทธิแก่บุคคลที่จะป้องกันตนเองหรือผู้อื่นจากภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย • การป้องกันต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ • กรณีนี้จำเลยใช้กำลังเพียงครั้งเดียวเพื่อหยุดการทำร้าย และหยุดทันทีเมื่อผู้เสียหายล้ม จึงเข้าเกณฑ์ “พอสมควรแก่เหตุ”
IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา) การที่จำเลยใช้กำลังชกผู้เสียหายเพื่อหยุดการรุมทำร้ายภริยา ถือเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 68 หรือไม่ และการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในกรณีนี้ทำได้หรือไม่ Rule (กฎกฎหมาย) • ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี: ห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่มีโทษกักขังแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน • ป.วิ.อ. มาตรา 221: ไม่ให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ในกรณีดังกล่าว • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68: การกระทำเพื่อป้องกันตนเองหรือผู้อื่นโดยพอสมควรแก่เหตุ ไม่เป็นความผิด Application (การประยุกต์ใช้) ศาลฎีกาพิจารณาจากพยานหลักฐานและรายงานประจำวัน เห็นว่าผู้เสียหายและพวกได้รุมทำร้ายภริยาจำเลย การที่จำเลยชกเพียงครั้งเดียวและหยุดทันทีเมื่อเหตุสิ้นสุด จึงเป็นการป้องกันโดยชอบ อีกทั้งการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในคดีนี้ขัดต่อมาตรา 219 ตรี และการอนุญาตฎีกาโดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบ Conclusion (ข้อสรุป) การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นความผิด และคดีนี้ไม่อาจฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาพิพากษากลับและยกฟ้อง
ข้อคิดทางกฎหมาย • สิทธิในการป้องกันตนเองและผู้อื่นเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรอง แต่ต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและไม่เกินสมควรแก่เหตุ • ข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในคดีบางประเภท เป็นการป้องกันไม่ให้กระบวนการยุติธรรมล่าช้าและใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น • การอนุญาตให้ฎีกาต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย
English Summary The Supreme Court Decision No. 4292/2567 involved a defendant charged with assault under Section 295 of the Criminal Code. The defendant argued that he struck the victim only once to protect his wife from being attacked, which the Court found to be lawful self-defense under Section 68. The Court also clarified that, under Section 219/3 of the Criminal Procedure Code, factual appeals in cases involving substitution of imprisonment with detention and affirmed by the Court of Appeal are prohibited. The Supreme Court overturned the lower court’s decision and dismissed the case.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567
คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และในกรณีนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ
เมื่อมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาก็ชอบที่จะหยิบยกพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวนขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่จำเลยฎีกาว่า นาง ร. และผู้เสียหายร่วมกันใช้มือทำร้ายนางสาว ฐ. หลายครั้ง จำเลยเข้าไปห้ามและใช้มือผลักผู้เสียหายเพื่อไม่ให้ทำร้ายร่างกายนางสาว ฐ. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นการป้องกันอันตรายที่ใกล้จะถึงตัวนางสาว ฐ. และพอสมควรแก่เหตุ กับที่ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือกักขังจำเลยที่ในที่อยู่อาศัยของจำเลย ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้างและเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และในกรณีนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตามแม้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาว่า จำเลยใช้มือชกต่อยผู้เสียหายที่บริเวณจมูกจนได้รับอันตรายแก่กาย แต่เมื่อพิจารณารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ปรากฏว่า นาง ร. และผู้เสียหายใช้มือของบุคคลทั้งสองทำร้ายใบหน้านางสาว ฐ. ภริยาของจำเลย โดยนางสาว ฐ. ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน แสดงว่าวันเกิดเหตุ นาง ร. และผู้เสียหายได้ร่วมกันรุมทำร้ายใบหน้าของนางสาว ฐ. ด้วยกัน พฤติการณ์ดังกล่าวนับเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายถึงแก่นางสาว ฐ. แล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิเข้าไปป้องกันนางสาว ฐ. ซึ่งเป็นภริยาจำเลยให้พ้นจากภยันตรายดังกล่าวได้ แม้จำเลยชกผู้เสียหายไปโดยแรงแต่ก็เป็นการชกเพียงครั้งเดียว และเมื่อจำเลยชกผู้เสียหายล้มลงจำเลยก็ไม่ได้ชกผู้เสียหายซ้ำอีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุและไม่เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ซึ่งแม้พฤติการณ์ที่ว่านาง ร. และผู้เสียหายได้ร่วมกันรุมทำร้ายนางสาว ฐ. จนเป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันหรือไม่จะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกา แต่เมื่อมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาก็ชอบที่จะหยิบยกพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวนขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
|





.png)