
| ฎีกา 1044/2568 คดีฟอกเงิน & นับโทษจำคุกต่อ
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินที่จำเลยหลายคนถูกดำเนินคดี และมีประเด็นสำคัญเรื่องการนับโทษจำคุกต่อจากคดีก่อนหน้า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมีคำพิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้แล้ว ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจนับโทษต่อให้ได้ และพิพากษาแก้คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อจากคดีเดิม ถือเป็นแนวทางสำคัญในกฎหมายอาญาเรื่องการบังคับโทษหลายคดีต่อเนื่อง
ข้อเท็จจริงของคดี • คดีนี้เกี่ยวข้องกับการฟ้องจำเลยหลายรายในความผิดตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 • จำเลยที่ 1 และที่ 7 เดิมให้การปฏิเสธ แต่ภายหลังเปลี่ยนเป็น รับสารภาพ ก่อนการสืบพยาน • ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 20 ปี และจำเลยที่ 7 รวม 24 เดือน พร้อมลดโทษตามมาตรา 78 • ศาลชั้นต้น ไม่อนุญาตให้นับโทษต่อ โดยเห็นว่ายังไม่มีคำพิพากษาคดีที่เกี่ยวข้อง • ต่อมา โจทก์ยื่นอุทธรณ์และฎีกา โดยยืนยันว่ามีคำพิพากษาศาลจังหวัดเวียงสระมาก่อนแล้ว
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์บรรยายฟ้องชัดเจนว่า จำเลยในคดีนี้เป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีก่อนหน้า และมีคำพิพากษาลงโทษไปก่อนแล้ว • ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมมีอำนาจนับโทษจำคุกต่อได้ แต่กลับไม่นับโทษ ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ถูกต้อง • พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระ
การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. หลักการนับโทษต่อ (มาตรา 91 ป.อ.) o ใช้เมื่อจำเลยกระทำความผิดหลายคดีและถูกพิพากษาจำคุกในแต่ละคดี o ศาลต้องกำหนดว่าจะให้นับโทษจำคุกต่อหรือไม่ 2. ประเด็นเรื่องการรับสารภาพ (มาตรา 78 ป.อ.) o จำเลยที่ 1 และ 7 รับสารภาพในชั้นพิจารณา ศาลจึงลดโทษกึ่งหนึ่ง o แสดงให้เห็นถึงการใช้เหตุบรรเทาโทษตามกฎหมาย 3. การใช้กฎหมายพิเศษ (พ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ. 2542) o การกระทำของจำเลยเข้าข่ายฟอกเงินหลายกรรม ศาลจึงลงโทษเป็นกระทงตามจำนวนความผิด o สะท้อนถึงความเข้มงวดของกฎหมายฟอกเงิน
IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา): ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีอำนาจและควรนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และ 7 ต่อจากคดีก่อนหน้าหรือไม่ Rule (กฎเกณฑ์): • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91: ว่าด้วยการนับโทษจำคุกต่อเนื่อง • มาตรา 78: รับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษ • พ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5, 60 Application (การปรับใช้): • เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์พร้อมแนบคำพิพากษาคดีก่อน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมมีอำนาจนับโทษจำคุกต่อ • การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้นับโทษต่อ จึงเป็นความผิดพลาดในการใช้ดุลพินิจ • ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาให้นับโทษจำคุกต่อเนื่องตามหลักกฎหมาย Conclusion (ข้อสรุป): ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 และ 7 ต้องนับโทษจำคุกต่อจากคดีก่อนหน้า เพื่อให้การลงโทษเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมาย
ข้อคิดทางกฎหมาย • คดีนี้ชี้ให้เห็นถึง ความสำคัญของการบรรยายฟ้องที่ชัดเจน และการยืนยันตัวบุคคลจำเลยที่ซ้ำกันในหลายคดี • การนับโทษต่อเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันไม่ให้จำเลยหลบเลี่ยงโทษจากการทำผิดหลายกรรม • แนวทางของศาลฎีกาในคดีนี้เป็นบรรทัดฐานที่ชัดเจนต่อการใช้มาตรา 91 ป.อ. ในการบังคับโทษจำคุก
English Summary The Supreme Court Decision No. 1044/2025 concerns a money laundering case involving multiple defendants. The key issue was whether prison sentences should be counted consecutively with previous convictions. The Court ruled that since prior judgments already existed, the defendants’ sentences must be added consecutively under Section 91 of the Penal Code. This ruling highlights the importance of consecutive sentencing in cases with multiple convictions.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2568 โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ แม้ในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 7 ฟังและสอบคำให้การจำเลยที่ 1 และที่ 7 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 จำเลยที่ 1 และที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกคำให้การไว้ และได้ความว่าขณะที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น โจทก์แถลงข้อเท็จจริงให้ปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 นั้น ศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาไปก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2565 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินสำนวนคดีนี้ ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนาคำพิพากษาของศาลจังหวัดเวียนสระมาพร้อมอุทธรณ์ด้วย ดังนั้น เมื่อได้ความว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้นศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 ไปก่อนแล้วเป็นคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 โดยที่จำเลยที่ 1 และที่ 7 มิได้ยื่นคำแถลงหรือยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น ถือได้ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏต่อศาลแล้ว เช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมมีอำนาจในการใช้ดุลพินิจนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อได้ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 9
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 6, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 123/2565 ของศาลชั้นต้น และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 124/2565 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 746/2564 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 และที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 เข้ามาใหม่ภายใน 7 วัน และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ออกจากสารบบความ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 7 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1), 60 (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 7 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด 66 กระทง จำเลยที่ 7 เป็นความผิด 4 กระทง ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 7 กระทงละ 1 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 กระทงละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 396 เดือน แต่เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) รวมจำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 24 เดือน ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 นั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ยกคำขอในส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ แม้ในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 7 ฟังและสอบคำให้การจำเลยที่ 1 และที่ 7 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 จำเลยที่ 1 และที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกคำให้การไว้ และได้ความว่าขณะที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น โจทก์แถลงข้อเท็จจริงให้ปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 นั้น ศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาไปก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2565 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินสำนวนคดีนี้ ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนาคำพิพากษาของศาลจังหวัดเวียงสระมาพร้อมอุทธรณ์ด้วย ดังนั้น เมื่อได้ความว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 ไปก่อนแล้วเป็นคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 โดยที่จำเลยที่ 1 และที่ 7 มิได้ยื่นคำแถลงหรือยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น ถือได้ว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏต่อศาลแล้ว เช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมมีอำนาจในการใช้ดุลพินิจนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 และที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 7 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ![]() |





.jpg)
.jpg)