ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คดีรื้อถอนกุฏิวัดและอำนาจเจ้าหน้าที่ป่าไม้(ฎีกา 599/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2567, การวินิจฉัยอำนาจเจ้าหน้าที่ป่าไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พศ 2484, การใช้พื้นที่ป่าเพื่อกิจการสงฆ์และสิทธิของวัด, การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างโดยเจ้าหน้าที่รัฐ, หลักกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ มาตรา 358, การกระทำโดยเจตนาร่วมตามมาตรา 83, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินป่า, การตีความหนังสืออนุญาตใช้พื้นที่ของทางราชการ, ขอบเขตอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการยึดหรือทำลายสิ่งปลูกสร้าง

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ป่า การตีความอำนาจตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พศ 2484 ตลอดจนการพิจารณาว่าวัดได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อกิจการสงฆ์โดยชอบหรือไม่ ซึ่งส่งผลต่อสถานะของสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์ได้สร้างไว้ในพื้นที่ดังกล่าว โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่จำเลยทั้งหลายร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของโจทก์โดยมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย แม้อ้างว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อคุ้มครองป่าไม้ ก็ยังถือว่าเป็นการทำให้เสียทรัพย์ และเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา ศาลจึงวางหลักสำคัญเกี่ยวกับเขตอำนาจของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และการใช้สิทธิในที่ดินป่าเพื่อกิจการทางศาสนาอย่างละเอียด

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์ปลูกสร้างกุฏิ 2 หลัง ห้องน้ำ 1 หลัง และศาลาปฏิบัติธรรม 1 หลัง บนพื้นที่เขาลำปะ ซึ่งแต่เดิมเป็นพื้นที่ป่า แต่มีหนังสือราชการระบุว่าทางราชการอนุญาตให้วัดเขาลำปะใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อกิจการสงฆ์จำนวนประมาณ 200 ไร่ และไม่ปรากฏว่ามีการเพิกถอนสิทธิดังกล่าว

ต่อมา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ ทั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ได้ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของโจทก์โดยอ้างว่าเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พศ 2484 เนื่องจากเห็นว่าเป็นการบุกรุกป่า

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ฐานทำให้เสียทรัพย์ และมาตรา 83, 84 ฐานร่วมกันกระทำผิด

ศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ โดยรอการกำหนดโทษจำคุกหนึ่งปี ต่อมาจำเลยฎีกา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ป่า การตีความขอบเขตอำนาจตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และการวินิจฉัยว่าการรื้อถอนดังกล่าวเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 หรือไม่ โดยศาลฎีกาย้ำว่าการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ต้องอยู่ภายใต้ขั้นตอนของกฎหมาย แม้มีเจตนาคุ้มครองป่าก็ตาม หากกระทำเกินขอบเขตอำนาจย่อมเป็นความผิดอาญา

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 มาตรา 64 ทวิ และมาตรา 72 ตรี รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 358

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้

หัวใจของคดีนี้คือ ศาลวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติป่าไม้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่เพียงจับกุมและยึดเครื่องมือ ไม่ได้ให้อำนาจรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างโดยพลการ การกระทำต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม

2 สิทธิการใช้พื้นที่เพื่อกิจการสงฆ์

ศาลเห็นว่ามีหนังสือราชการอนุญาตให้วัดใช้พื้นที่ประมาณ 200 ไร่เพื่อกิจการสงฆ์ และไม่ปรากฏการเพิกถอนสิทธิ การปลูกสร้างของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิในพื้นที่โดยชอบ

3 ข้อจำกัดของการเข้าไปดำเนินการแทนศาล

แม้เจ้าหน้าที่จะเห็นว่ามีการใช้พื้นที่ไม่ถูกต้อง แต่ไม่มีอำนาจรื้อถอนเอง ต้องให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 72 ตรี เท่านั้น การกระทำเกินอำนาจจึงเป็นการละเมิดสิทธิผู้อื่น

4 การกระทำร่วมกันทำให้เสียทรัพย์

ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คาดหมายได้ว่าการรื้อถอนจะทำให้สิ่งปลูกสร้างเสียหาย จึงเป็นเจตนาในการทำให้เสียทรัพย์ และเข้าลักษณะความผิดร่วมตามมาตรา 83

5 การคุ้มครองทรัพย์สินแม้อยู่ในเขตป่า

แม้ทรัพย์อยู่ในพื้นที่ป่า แต่เมื่อมีสิทธิใช้พื้นที่โดยชอบ ทรัพย์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย การรื้อถอนโดยไม่มีอำนาจและไม่ผ่านกระบวนการทางศาล จึงเป็นการละเมิดและเป็นความผิดอาญา

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

1 การใช้พื้นที่ของวัดเขาลำปะได้รับอนุญาตจากทางราชการจริง พยานโจทก์และคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 สอดคล้องกันว่ามีหนังสืออนุญาตจากกรมที่ดิน ไม่ปรากฏการเพิกถอนสิทธิดังกล่าว

2 หากเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีการใช้พื้นที่ผิดกฎหมาย ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติป่าไม้ พศ 2484 ซึ่งให้เพียงอำนาจจับกุมและยึดเครื่องมือ มิได้ให้อำนาจรื้อถอนหรือทำลายสิ่งปลูกสร้างด้วยตนเอง

3 จำเลยทั้งสี่ไม่ใช่ผู้มีอำนาจสั่งรื้อถอน และการรื้อถอนย่อมคาดหมายได้ว่าจะทำให้ทรัพย์สินเสียหาย จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาตามความหมายของความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 8 และให้รอการกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเวลา 1 ปี

การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

1 อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พศ 2484

มาตรา 54 ห้ามผู้ใดก่อสร้างหรือครอบครองพื้นที่ป่า

มาตรา 64 ทวิ ให้อำนาจจับกุมและยึดเครื่องมือ

มาตรา 72 ตรี ระบุโทษและอำนาจศาลในการสั่งให้ออกจากพื้นที่หลังมีคำพิพากษา

ศาลชี้ชัดว่ากฎหมายไม่ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างด้วยตนเอง

การกระทำเช่นนั้นต้องเป็นผลจากกระบวนการพิจารณาและคำสั่งของศาลเท่านั้น

2 การพิสูจน์สิทธิการใช้ที่ดินของวัด

แม้โจทก์มีเพียงสำเนาหนังสือ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความยอมรับและยืนยันว่า

ทางราชการได้อนุญาตให้วัดใช้พื้นที่เพื่อกิจการสงฆ์จริง จึงถือว่ามีสิทธิโดยชอบ

3 ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358

หากผู้กระทำรู้ว่าทรัพย์เป็นของผู้อื่น และเจตนาทำให้เสียหาย ถือเป็นความผิด

จำเลยทั้งสี่ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐย่อมทราบว่าทรัพย์ดังกล่าวไม่ใช่ของรัฐ และเป็นสิ่งปลูกสร้างที่วัดได้รับอนุญาตให้สร้าง

4 การกระทำร่วมกันของเจ้าหน้าที่

การร่วมกันวางแผนและดำเนินการรื้อถอนในลักษณะเป็นทีม

เข้าลักษณะความผิดร่วมตามมาตรา 83

IRAC 

Issue

จำเลยทั้งสี่มีอำนาจตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พศ 2484 ที่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของโจทก์หรือไม่ และการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358 ประกอบมาตรา 83 หรือไม่

Rule

พระราชบัญญัติป่าไม้ พศ 2484

มาตรา 54 ห้ามก่อสร้างหรือครอบครองป่า

มาตรา 64 ทวิ อำนาจยึดเครื่องมือและจับกุม

มาตรา 72 ตรี อำนาจศาลสั่งให้ออกจากป่าเมื่อมีคำพิพากษา

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 358 ทำให้เสียทรัพย์

มาตรา 83 ผู้กระทำร่วมรับผิดเสมือนเป็นผู้กระทำเอง

Application

เอกสารราชการแสดงว่าวัดเขาลำปะได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ดังกล่าว และไม่ปรากฏการเพิกถอน เจ้าหน้าที่ทราบถึงการอนุญาตนี้จากคำเบิกความของจำเลยเอง แต่กลับร่วมกันรื้อถอนโดยไม่ผ่านกระบวนการทางศาล อีกทั้งอำนาจตามมาตรา 64 ทวิ จำกัดเพียงการจับกุมและยึดเครื่องมือ ไม่รวมถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง

ดังนั้น การรื้อถอนย่อมเป็นการทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายโดยเจตนา และมีลักษณะร่วมกันกระทำผิดตามมาตรา 83

Conclusion

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่มีอำนาจรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ศาลฎีกาพิพากษายืนให้รอการกำหนดโทษจำคุกหนึ่งปี

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ย้ำชัดว่า

แม้การพิทักษ์รักษาป่าไม้จะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐ แต่การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเองโดยไม่มีคำสั่งศาล แม้อ้างว่าเพื่อคุ้มครองป่าก็ตาม หากกระทำเกินกว่าอำนาจย่อมเป็นความผิดทางอาญาได้ และในทางกลับกัน ผู้ถือสิทธิใช้พื้นที่ซึ่งได้รับอนุญาตจากรัฐ แม้เป็นพื้นที่ป่า ก็ได้รับความคุ้มครองของกฎหมายเช่นเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2567 

บทบัญญัติ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุม ดำเนินคดีและมีอำนาจ ยึดบรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ที่ได้ใช้หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำความผิด แต่การใช้อำนาจดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม แม้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะเชื่อว่าตนเป็นเจ้าพนักงานของรัฐมีอำนาจหน้าที่ที่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้สภาพป่าคืนดังเดิมก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทั้งผู้ใหญ่บ้านและกำนันท้องที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายอำเภอทราบว่าวัด ข. ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ใช้พื้นที่เพื่อกิจการสงฆ์ ซึ่งโจทก์ได้ก่อสร้างกุฎิ ห้องน้ำ และศาลาปฏิบัติธรรมในพื้นที่ดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าทางราชการได้เพิกถอนสิทธิการใช้พื้นที่แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คาดหมายได้ว่าการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 358

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายสำเริง บุตรของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 83 ให้รอการกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ปลูกสร้างกุฏิ 2 หลัง ห้องน้ำ 1 หลัง และศาลาปฏิบัติธรรม 1 หลัง บริเวณพื้นที่ที่เกิดเหตุตามฟ้อง ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีกลุ่มบุคคลร่วมกันรื้อถอนทำลายทรัพย์สินที่โจทก์เป็นผู้ปลูกสร้างบริเวณที่เกิดเหตุ ในขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ทั้งยังดำรงตำแหน่งกำนันตำบลเขาพระทองด้วย จำเลยที่ 2 เป็นนายอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานป่าไม้ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานป่าไม้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ชะอวด ได้อยู่ด้วยในขณะที่เกิดเหตุ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในประการแรกว่า โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือมีสิทธิปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างในที่ดินเกิดเหตุ การเข้าครอบครองและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างเป็นการบุกรุกที่ป่านั้น เห็นว่า แม้ว่าโจทก์มีเพียงสำเนาหนังสือเรื่องวัดลำปะขอบิณฑบาตที่ดินยอดเขาเพื่อสร้างเสนาสนะ และสำเนาหนังสือเรื่องขอบิณฑบาตที่เขาเพื่อสร้างเสนาสนะก็ตาม แต่จากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทั้งผู้ใหญ่บ้านและกำนันในตำบลที่เกิดเหตุที่เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านโดยรับว่า เจ้าอาวาสคนเก่าเคยมีหนังสือขอใช้พื้นที่บริเวณดังกล่าวทำกิจการสงฆ์ ซึ่งรวมถึงพื้นที่ที่โจทก์เข้าไปปลูกสร้างอาคารและห้องน้ำในคดีนี้ด้วย ซึ่งต่อมาทางราชการได้อนุญาตให้วัดเขาลำปะสามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อกิจการสงฆ์ได้ ทั้งจำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายอำเภอชะอวดในขณะนั้นซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ เบิกความรับว่าเลขาธิการกรมที่ดินได้มีหนังสืออนุญาตให้วัดเขาลำปะดูแลที่ดินที่เกิดเหตุ ซึ่งตรงตามที่โจทก์อ้างเอกสารที่ออกโดยนายอำเภอชะอวดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2524 ถึงเจ้าอาวาสวัดเขาลำปะ อ้างอิงสำเนาเอกสารหนังสือจังหวัด ลงวันที่ 16 มีนาคม 2524 ว่า ตามที่พระคุณเจ้าขอบิณฑบาตที่ดินยอดเขาลำปะเพื่อสร้างเสนาสนะให้พระภิกษุสงฆ์ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม มีเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ นั้น บัดนี้จังหวัดได้แจ้งผลการพิจารณาเรื่องนี้ของกรมที่ดินได้พิจารณาอนุญาตให้วัดใช้ที่ดินยอดเขาลำปะได้ กรณีหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือของทางราชการที่อนุญาตให้วัดเขาลำปะเข้าใช้พื้นที่เนื้อที่ถึง 200 ไร่ พยานหลักฐานโจทก์ประกอบคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 น่าเชื่อว่ามีการอนุญาตให้ใช้ที่ดินดังกล่าวจริง เมื่อไม่ปรากฏว่าทางราชการได้มีการเพิกถอนสิทธิการใช้ที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด หากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เห็นว่ามีการใช้ที่ดินหรือใช้พื้นที่ป่านั้นไม่ถูกต้อง ก็ชอบที่จะพิจารณาเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้กระทำไปตามอำนาจหน้าที่เพื่อยับยั้งไม่ให้โจทก์กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ ความชำรุดเสียหายเกิดขึ้นมิใช่เกิดเพราะกระทำโดยเจตนาทำให้เสียทรัพย์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่มีเจตนาทำให้เสียทรัพย์ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 เป็นบทบัญญัติ ห้ามไม่ให้ผู้ใด ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครอง... มาตรา 64 ทวิ เป็นบทบัญญัติให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมผู้กระทำความผิดและมีอำนาจยึด เครื่องมือเครื่องใช้ที่บุคคลได้ใช้หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำความผิด มาตรา 72 ตรี วรรคแรก บัญญัติว่า ผู้ใดขัดขืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 54 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 72 ตรี วรรคท้าย บัญญัติว่า ในกรณีที่มีคำพิพากษาชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ถ้าปรากฏว่าบุคคลนั้นได้ยึดถือครอบครองป่าที่ตนได้กระทำผิด ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ ผู้กระทำผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของผู้กระทำผิด ออกไปจากป่านั้นได้ด้วย จะเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายบทบัญญัติดังกล่าว มุ่งหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุม ดำเนินคดีและมีอำนาจ ยึดบรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ที่ได้ใช้หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำความผิด แต่การใช้อำนาจดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม แม้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะเชื่อว่าตนเป็นเจ้าพนักงานของรัฐมีอำนาจหน้าที่ที่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้สภาพป่าคืนดังเดิมก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คาดหมายได้ว่าการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น แต่เห็นสมควรให้รอการกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา

พิพากษายืน แต่ให้รอการกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฟัง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้นเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่ทำให้รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหาย การรื้อถอนเกิดจากความเข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อคุ้มครองป่าไม้ จึงพิพากษายกฟ้อง

2 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่ามีหนังสือราชการอนุญาตให้วัดใช้พื้นที่เพื่อกิจการสงฆ์โดยชอบ และการรื้อถอนของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำที่คาดหมายได้ว่าจะทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย จึงพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ให้รอการกำหนดโทษจำคุกหนึ่งปี

3 ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าจำเลยทั้งสี่ไม่มีอำนาจรื้อถอนเอง แม้อ้างปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายป่าไม้ก็ตาม เพราะกฎหมายมิได้ให้อำนาจรื้อถอนโดยพลการ การกระทำจึงเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ และให้รอการกำหนดโทษจำคุกหนึ่งปีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ปลูกสร้างกุฏิ ห้องน้ำ และศาลาปฏิบัติธรรมในพื้นที่ป่าซึ่งต่อมามีเจ้าหน้าที่รัฐหลายฝ่าย ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เข้าดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดโดยอ้างว่าเป็นการใช้มาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 เพื่อป้องกันการบุกรุกและคืนสภาพป่า ทั้งที่มีหนังสือทางราชการระบุว่าวัดได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อกิจการสงฆ์มาเป็นเวลานาน ควรพิจารณาว่าการรื้อถอนของเจ้าหน้าที่ทั้งหลายเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 หรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายตามอำนาจเจ้าหน้าที่ป่าไม้

ธงคำตอบ

มาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 เป็นบทห้าม มิได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างโดยพลการ มาตรา 64 ทวิ ให้อำนาจเพียงจับกุมหรือยึดเครื่องมือ ส่วนมาตรา 72 ตรี ให้อำนาจศาลสั่งให้ออกจากพื้นที่หลังพิพากษาว่ามีความผิด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทางราชการเคยอนุญาตให้วัดใช้พื้นที่เพื่อกิจการสงฆ์ และไม่ปรากฏการเพิกถอน การปลูกสร้างจึงไม่ใช่ความผิดที่เจ้าหน้าที่จะรื้อถอนเองได้ การรื้อถอนที่คาดหมายได้ว่าจะทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหาย จึงเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358 ประกอบมาตรา 83

ข้อ 2

ในกรณีที่จำเลยอ้างว่าแม้จะทราบการอนุญาตให้วัดใช้พื้นที่ แต่การใช้พื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นการใช้ผิดวัตถุประสงค์หรืออาจเป็นการบุกรุกใหม่ จึงเห็นจำเป็นต้องรื้อถอนเพื่อป้องกันความเสียหายต่อสภาพป่า การกล่าวอ้างดังกล่าวเพียงพอให้ถือว่าจำเลยไม่มีเจตนาทำให้เสียทรัพย์หรือไม่ และคำให้การดังกล่าวมีผลต่อองค์ประกอบเจตนาของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 อย่างไร

ธงคำตอบ

องค์ประกอบเจตนาของความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ให้พิจารณาว่าผู้กระทำคาดหมายผลแห่งการทำลายหรือทำให้ทรัพย์ผู้อื่นเสียหายหรือไม่ ในคดีนี้การรื้อถอนกุฏิ ห้องน้ำ และศาลาปฏิบัติธรรมย่อมคาดหมายได้โดยสามัญสำนึกว่าจะทำให้ทรัพย์บุคคลอื่นเสียหาย อีกทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความรับว่าทราบหนังสืออนุญาตของรัฐให้วัดใช้พื้นที่ การอ้างว่าต้องการคุ้มครองป่าไม่ลบล้างเจตนา เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจรื้อถอน การรู้ถึงผลเสียหายแต่ยังร่วมกันดำเนินการจึงเป็นเจตนาทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358

ข้อ 3

เมื่อโจทก์มีเพียงสำเนาหนังสือของทางราชการเกี่ยวกับการอนุญาตให้วัดใช้พื้นที่ป่าเพื่อกิจการสงฆ์ แต่จำเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐกลับเบิกความยอมรับว่ามีหนังสืออนุญาตจริง ควรพิจารณาว่าหลักฐานดังกล่าวเพียงพอให้ศาลรับฟังได้ว่าการใช้พื้นที่ของโจทก์เป็นการใช้สิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีผลต่อการวินิจฉัยความผิดของจำเลยอย่างไร

ธงคำตอบ

แม้โจทก์มีเพียงสำเนา แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในท้องที่รับรองตรงกันว่าทางราชการเคยอนุญาตให้วัดใช้พื้นที่ประมาณ 200 ไร่เพื่อกิจการสงฆ์ และไม่ปรากฏว่าถูกเพิกถอน หนังสือดังกล่าวเป็นหลักฐานราชการที่มีน้ำหนักทางกฎหมาย การรับฟังว่าการปลูกสร้างของโจทก์อยู่ภายใต้สิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายย่อมทำให้การรื้อถอนของจำเลยไม่มีฐานอำนาจตามกฎหมายป่าไม้ การกระทำที่ทำให้ทรัพย์โจทก์เสียหายจึงเป็นความผิดตามมาตรา 358

ข้อ 4

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายร่วมกันเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ในวันเวลาเดียวกันโดยมีการเตรียมการและปฏิบัติการร่วมกัน ควรพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าลักษณะความผิดร่วมกันตามมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ และความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐมีผลลดทอนความรับผิดของจำเลยหรือไม่

ธงคำตอบ

การเข้ารื้อถอนในลักษณะเป็นกลุ่ม มีการร่วมตัดสินใจและร่วมปฏิบัติการ เป็นการกระทำร่วมกันทั้งโดยการกระทำทางกายและการสนับสนุนทางจิตใจ ย่อมเข้าลักษณะผู้กระทำร่วมตามมาตรา 83 ส่วนการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐมิใช่ข้อยกเว้นความรับผิด เพราะการใช้อำนาจต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เมื่อรื้อถอนโดยไม่มีอำนาจตามมาตรา 54 และมาตรา 64 ทวิ การเป็นเจ้าหน้าที่ไม่ทำให้พ้นความรับผิด แต่เป็นเพียงเหตุให้ศาลพิจารณารอการกำหนดโทษได้ตามพฤติการณ์

ข้อ 5

เมื่อกฎหมายป่าไม้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่เพียงจับกุม ยึดเครื่องมือ หรือดำเนินคดี แต่การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต้องเป็นผลจากคำสั่งศาลภายใต้มาตรา 72 ตรี ควรพิจารณาว่าการที่จำเลยรื้อถอนโดยไม่ผ่านศาลเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่ และการกระทำดังกล่าวส่งผลทางกฎหมายต่อสถานะของจำเลยอย่างไร

ธงคำตอบ

เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 กำหนดให้กระบวนการรื้อถอนหรือสั่งให้ออกจากพื้นที่ต้องเกิดขึ้นหลังมีคำพิพากษาชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำผิดตามมาตรา 72 ตรี การเข้ารื้อถอนก่อนคำพิพากษาจึงเป็นการใช้อำนาจที่เกินขอบเขต ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจเช่นนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการทำให้เสียทรัพย์และละเมิดสิทธิของผู้อาศัยที่มีสิทธิใช้พื้นที่โดยชอบ ศาลจึงวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 358 และต้องรับผิดร่วมกันตามมาตรา 83 โดยศาลใช้ดุลพินิจรอการกำหนดโทษจำคุกหนึ่งปีตามพฤติการณ์

 



เกี่ยวกับคดีอาญา

คดีล่วงละเมิดเด็กในความดูแล ความผิดทางเพศเด็ก, กระทำชำเราเด็ก, ป.อ. มาตรา 285 (ฎีกา 5524/2567)
ขอคืนรถของกลาง & เงื่อนไขริบและคืน,ริบทรัพย์, เจ้าของทรัพย์, (ฎีกา 9090/2549)
คดีโฆษณาแอลกอฮอล์ & เครื่องหมายการค้า, โฆษณาผิดกฎหมาย, (ฎีกา 3139/2568)
คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว & การยกฟ้อง ตรวจสอบคุณภาพข้าว, (ฎีกา 3555/2568)
ลูกจ้างลักทรัพย์นายจ้าง & การบรรเทาโทษ,มาตรา 335, มาตรา 352, (ฎีกา 5658/2567)
คดีโฉนดมรดก & ป.อ. มาตรา 188, ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, (ฎีกา 842/2568)
คดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ & ค่าเสียหายสิ่งแวดล้อม (ฎีกา 6009/2567)
คดีพยายามฆ่า, คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย,(ฎีกา 2813/2568, )
คดีพยายามฆ่า & บุกรุกทำร้ายร่างกาย, บุกรุกเคหสถาน (ฎีกา 2813/2568)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ, ป.อ. มาตรา 364, (ฎีกาที่ 5613/2550)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ,มาตรา 364, (ฎีกา 5613/2550)
ฎีกา 1044/2568 – คดีฟอกเงิน & นับโทษจำคุกต่อ
(ฎีกาที่ 3710/2567): คดีพยายามฆ่า การวินิจฉัยเจตนาและข้อจำกัดในการยกฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567: การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567: คดีช่วยซ่อนเร้นสินค้านำเข้าไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและภาษีสรรพสามิต ศาลฎีกายกฎีกาจำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4770/2567: ผู้เสียหายโดยตรงในคดีลักทรัพย์จากบัญชีเงินฝากและสิทธิฟ้องคดีอาญา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5492/2567: คดีพยายามฆ่าโดยใช้อาวุธปืน บุกรุกเคหสถานกลางคืน และการห้ามฎีกาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2567: คดีลักทรัพย์และการเพิ่มโทษตามมาตรา 93 พร้อมข้อจำกัดการฎีกาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5796/2567 ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท — ศาลชี้ขาดเจตนากับการกระทำโดยสุจริต
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5854/2567: ริบรถยนต์ใช้ซ่อนเร้นบุหรี่เถื่อนตาม พ.ร.บ. ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5893/2567 ป้องกันเกินกว่าเหตุและสำคัญผิดจนยิงผู้อื่น ศาลปรับโทษเหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6190/2567 ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ไม่เป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน และไม่เข้าข่ายฆ่าโดยทารุณโหดร้าย
ความรับผิดฐานควบคุมสัตว์ดุร้ายตาม ป.อ. มาตรา 377 และกฎหมายโรคระบาดสัตว์(ฎีกาที่ 8040/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2567 – พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารและสิทธิของผู้ปกครองตามกฎหมาย
ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ลักทรัพย์โดยสุจริต, ความผิดลักทรัพย์ vs การเข้าใจผิด, คดีลักทรัพย์ในเครือญาติ,
การกระทำของจำเลยเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน, ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมาตรา 289 (4), โทษประหารชีวิตในคดีอาญา
ป.อ. มาตรา 54 ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง
คดีอั้งยี่พนันออนไลน์ & ฟ้องครบองค์ประกอบ (ฎีกา 980/2567)
กระทำชำเราผู้เยาว์ในบ้านไม่ถือว่าแยกเด็กจากอำนาจปกครองดูแล
จำเลยไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี
ผู้ปกครองอนุญาตให้ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยเท่านั้น
การกระทำโดยพลาด
รอการลงโทษ,ให้การรับสารภาพ
รถยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะซุกซ่อนและขนส่งบุหรี่ซิกาแรตในการกระทำความผิด
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้นั้นสภาพความเป็นลูกหนี้เจ้าหนี้เกิดขึ้นทันที
ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ปฏิบัติหรือละเว้นตามมาตรา 157
การกระทำความผิดระหว่างผู้บุพการีต่อผู้สืบสันดานหรือผู้สืบสันดานต่อผู้บุพการี
พาไปเพื่อการอนาจาร -บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี
ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน
จำเลยฉ้อโกงหลอกลวงเอาทรัพย์ขณะที่ผู้เสียหายป่วยทางจิต
รอการกำหนดโทษ | รอการลงโทษ | พรบ.ล้างมลทิน
เบิกความอันเป็นเท็จในศาล
จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาใดไม่แน่ชัด
ป้องกันพอสมควรแก่เหตุ-ป้องกันเกินกว่าเหตุ
บันดาลโทสะเพราะเหตุยั่วยุให้โมโห
หมิ่นประมาท | เข้าใจโดยสุจริต
ความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้
เป็นอันตรายแก่จิตใจ - ใช้ยาสลบใส่กาแฟ
บันดาลโทสะต้องถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง
หมิ่นประมาท | หนังสือพิมพ์ลงพิมพ์โฆษณา
วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนต้องห้ามฎีกา
ผู้เสียหายด่าจำเลย(บิดา)หยาบคายกรณีจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
เจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร
การริบทรัพย์สิน | ใช้ในการกระทำความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คำว่า-วิชาชีพ-ในคดีอาญา
หลบหนีไปจากความควบคุมตามอำนาจของพนักงานสอบสวน
สเปรย์พริกไทยไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ
พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร | รับส่งเด็กนักเรียน
ลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ
กระทำอนาจารต่อศิษย์นอกเวลาเรียน
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ยังคงเป็นป่าตาม พ.ร.บ. ป่าไม้
เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต
ลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว 7 คน
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อาญา มาตรา 188
ผู้สนับสนุนให้จำเลยกระทำความผิด
ทวงหนี้ลักษณะข่มขู่ว่าไม่จ่ายจะเดือดร้อนจำคุก 3 ปี
การทำนากุ้งไม่ใช่การประกอบอาชีพกสิกรรม
ลักทรัพย์นายจ้าง, ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
การจับกุมมิชอบกับการฟ้องคดีอาญา
คำขอในส่วนแพ่งเนื่องความผิดอาญา
แม้ผู้ตายยิงจำเลยก่อนอ้างเหตุป้องกันตัวไม่ได้
ทำร้ายร่างกายกับการป้องกันตัว
พรากเด็กต่ำ15 ปี ไปเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี
ซื้อเสียงเลือกตั้งไม่รอลงอาญา
ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบ
การเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
กระทำชำเราต่างวันต่างเวลาและต่างสถานที่ผิดหลายกรรม
เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล
การพรากเด็กไม่ว่าเด็กจะออกจากบ้านเองก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น
ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมและฐานฉ้อโกง
พิพากษาจำคุกจำเลยศาลฎีกายกฟ้องเพราะคำฟ้องไม่ได้ลงชื่อ
หมิ่นประมาทกับดูหมิ่นซึ่งหน้า-ความผิดอาญามีโทษหนักเบาแตกต่างกัน
พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย
พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิต
บันดาลโทสะหรือพยายามฆ่า
ความผิดอันยอมความได้ | คดีหมิ่นประมาท | ร้องทุกข์ภายในสามเดือน
พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
การสมรสในต่างประเทศระหว่างหญิงไทยกับหญิงไทย
การกระทำชำเราที่ไม่ต้องรับโทษ
การสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายอิสลามจำเลยไม่ต้องรับโทษ
กระทำโดยประมาทไม่อาจอ้างเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีอำนาจสอบสวนไม่มีอำนาจฟ้อง
ให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราถูกจำคุก 48 เดือน
ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุดคดีอาญาระงับ
บุตรติดมารดาไม่อยู่ในความปกครองของบิดาเลี้ยง
การชวนเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีเข้าไปในห้องนอนไม่ผิดพรากผู้เยาว์
กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจำคุก 50 ปี