
| เด็กอายุ 13 ปีกระทำความผิดต้องรับโทษหรือไม่ ศาลใช้วิธีการสำหรับเด็กเสมอหรือยกฟ้องได้ตามดุลพินิจของศาล
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักความรับผิดทางอาญาของเด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 และขอบเขตอำนาจของศาลในการพิจารณาว่าจะใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยหรือไม่ ประเด็นสำคัญมิได้อยู่เพียงว่าเด็กได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อกฎหมายกำหนดให้เด็กในช่วงอายุดังกล่าวไม่ต้องรับโทษแล้ว ศาลจำเป็นต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กในทุกกรณีหรือศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่ใช้วิธีการดังกล่าวและพิพากษายกฟ้องได้ คดีนี้จำเลยเป็นคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทย เดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 13 ปีเศษ และจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณารายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเป็นครั้งแรก การถูกดำเนินคดีคงพอให้รู้สำนึกในการกระทำความผิดและอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขได้ จึงให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกฟ้อง เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีเพียงว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 เป็นบทบังคับให้ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยเสมอไปหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจ มิใช่บทบังคับเด็ดขาด ศาลต้องพิเคราะห์ความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการสำหรับเด็กมาใช้แก่จำเลย หากเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง สาระสำคัญที่สุดของคดี เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีที่กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 มาตรา 74 มิได้บังคับให้ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กในทุกคดี ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจโดยพิจารณาความร้ายแรง พฤติการณ์ในการกระทำความผิด และความจำเป็นในการใช้วิธีการสำหรับเด็ก หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตามมาตรา 74 ตามที่เห็นสมควร โดยจะไม่พิพากษายกฟ้อง หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง การพิพากษายกฟ้องในกรณีดังกล่าวถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการให้มารับโทษทางอาญา คำถามที่น่าสนใจ 1. เด็กอายุ 13 ปีกระทำความผิดต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่ 2. ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 ทุกคดีหรือไม่ 3. หากศาลไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็ก ศาลสามารถพิพากษายกฟ้องได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงและประเด็นพิพาท โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 18 มาตรา 58 มาตรา 62 และมาตรา 81 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 13 ปีเศษ ศาลชั้นต้นพิจารณารายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเป็นครั้งแรก การที่จำเลยถูกดำเนินคดีนี้คงพอให้รู้สำนึกในการกระทำความผิดและอยู่ในวิสัยพอที่จะแก้ไขได้ จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นคนดี โดยให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์จึงฎีกา ประเด็นที่ขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกามีเพียงประการเดียวว่า เมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 กำหนดว่าเด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดแล้วไม่ต้องรับโทษ ศาลจะต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยเสมอไปหรือไม่ หรือศาลมีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ คำวินิจฉัยเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 กำหนดว่า เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาพิจารณาถ้อยคำของบทบัญญัติดังกล่าวแล้วเห็นว่า เป็นกรณีที่กฎหมายให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย มิใช่บทบังคับเด็ดขาดที่กำหนดให้ศาลต้องใช้วิธีการดังกล่าวแก่จำเลยในทุกกรณี การพิจารณาว่าจะนำวิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 มาใช้แก่จำเลยหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล โดยต้องพิเคราะห์จากความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แก่จำเลย หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตามมาตรา 74 (1) ถึง (3) ตามที่เห็นสมควร โดยจะไม่พิพากษายกฟ้อง แต่หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย ย่อมชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ในการคุ้มครองเด็ก หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างผลเรื่องการไม่ต้องรับโทษกับการใช้วิธีการสำหรับเด็ก กล่าวคือ เมื่อเด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด กฎหมายกำหนดว่าเด็กไม่ต้องรับโทษ ส่วนการใช้วิธีการสำหรับเด็กเป็นเรื่องที่กฎหมายให้อำนาจศาลพิจารณาตามความเหมาะสมแห่งคดี ดังนั้น การที่เด็กไม่ต้องรับโทษจึงมิได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า ศาลต้องกำหนดวิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยทุกคดี ศาลยังต้องพิจารณาความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด รวมถึงความจำเป็นที่จะใช้วิธีการดังกล่าวแก่จำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่า หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กและพิพากษายกฟ้อง การยกฟ้องดังกล่าวถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มากกว่าจะให้มารับโทษทางอาญา การพิพากษายกฟ้องในลักษณะดังกล่าวจึงไม่ขัดกับเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119 แนวคำพิพากษาและผลของการใช้ดุลพินิจในคดีนี้ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยและพิพากษายกฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมาย เพราะมาตรา 74 มิได้บังคับให้ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กในทุกกรณี ลำดับการพิจารณาตามหลักที่ศาลฎีกาวางไว้จึงเริ่มจากการพิจารณาว่า จำเลยอยู่ในช่วงอายุตามมาตรา 74 หรือไม่ เมื่อจำเลยเป็นเด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีและกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กไม่ต้องรับโทษ จากนั้นศาลจึงพิจารณาต่อไปว่ามีความจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยหรือไม่ หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ย่อมเลือกใช้วิธีการตามมาตรา 74 ตามที่เห็นสมควร แต่หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการดังกล่าว ย่อมพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่งได้ สาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่า กฎหมายมิได้กำหนดผลแบบเดียวกันในทุกคดี แต่ให้อำนาจศาลพิจารณาความร้ายแรง พฤติการณ์ในการกระทำความผิด และความจำเป็นในการใช้วิธีการสำหรับเด็กเป็นรายกรณี เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษใช้ดุลพินิจไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยและพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และพิพากษายืน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11 มาตรา 12 (1) มาตรา 18 วรรคสอง มาตรา 58 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง และมาตรา 81 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดเป็นครั้งแรก การถูกดำเนินคดีคงพอให้รู้สำนึกและอยู่ในวิสัยพอที่จะแก้ไขได้ จึงให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี และให้พนักงานสอบสวนรับตัวจำเลยไปมอบแก่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินการต่อไป 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ยกฟ้อง 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 เป็นบทให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจ มิใช่บทบังคับให้ต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กทุกกรณี หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ต้องพิจารณาแยกผลทางกฎหมายออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือผลเรื่องโทษ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีที่กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไม่ต้องรับโทษ ส่วนที่สองคืออำนาจของศาลในการพิจารณาว่าจะใช้วิธีการสำหรับเด็กหรือไม่ ซึ่งกฎหมายเปิดให้ศาลใช้ดุลพินิจ มิใช่บทบังคับที่ต้องใช้ในทุกคดี การใช้ดุลพินิจดังกล่าวต้องพิจารณาความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะใช้วิธีการสำหรับเด็ก หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ย่อมเลือกใช้วิธีการตามที่กฎหมายกำหนด แต่หากเห็นว่าไม่สมควรใช้ ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง หลักกฎหมายตามคำพิพากษานี้จึงแสดงให้เห็นว่า การคุ้มครองเด็กในกระบวนการยุติธรรมมิได้หมายความว่าศาลต้องกำหนดวิธีการสำหรับเด็กทุกกรณี การไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กและพิพากษายกฟ้องก็อาจเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพและให้โอกาสเด็กปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ เมื่อศาลพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้วิธีการดังกล่าว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ว่า เมื่อเด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและไม่ต้องรับโทษแล้ว ศาลจำเป็นต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กเสมอไปหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 74 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจ มิใช่บทบังคับเด็ดขาด หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. ดุลพินิจในการใช้วิธีการสำหรับเด็ก มาตรา 74 มิได้บังคับให้ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กในทุกคดี ศาลต้องพิจารณาความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการสำหรับเด็กมาใช้แก่จำเลย หากเห็นสมควรจึงเลือกใช้วิธีการตามที่กฎหมายกำหนด 2. ยกฟ้องเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง การยกฟ้องในกรณีนี้ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพและให้โอกาสจำเลยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการให้มารับโทษทางอาญา คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม เด็กอายุ 13 ปีกระทำความผิดต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่ คำตอบ เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีที่กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 แต่ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าจะใช้วิธีการสำหรับเด็กตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยต้องพิจารณาความร้ายแรง พฤติการณ์ในการกระทำความผิด และความจำเป็นในการใช้วิธีการดังกล่าวประกอบกัน 2. คำถาม ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 ทุกคดีหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 74 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจ มิใช่บทบังคับเด็ดขาดให้ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กในทุกกรณี การจะใช้วิธีการสำหรับเด็กหรือไม่ต้องพิจารณาความร้ายแรง พฤติการณ์ในการกระทำความผิด และความจำเป็นเป็นรายกรณี 3. คำถาม หากศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการสำหรับเด็ก ศาลยกฟ้องได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และการยกฟ้องในกรณีดังกล่าวไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 4. คำถาม การยกฟ้องเด็กในกรณีนี้ขัดต่อหลักการคุ้มครองเด็กหรือไม่ คำตอบ ไม่ขัด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิพากษายกฟ้องเมื่อศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการให้มารับโทษทางอาญา และไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 หรือพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119 หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย สาระสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การแยกผลทางกฎหมายออกเป็นสองประการ ประการแรก เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ประการที่สอง แม้เด็กจะไม่ต้องรับโทษ แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลจะต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 ในทุกกรณี เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจ โดยต้องพิจารณาความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการสำหรับเด็กมาใช้แก่จำเลย หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตามมาตรา 74 ตามที่เห็นสมควร แต่หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการดังกล่าว ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง การพิพากษายกฟ้องในกรณีดังกล่าวมิได้ขัดต่อหลักการคุ้มครองเด็ก แต่ศาลฎีกาถือว่าเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพและให้โอกาสเด็กได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มากกว่าการให้เด็กมารับโทษทางอาญา หมายเหตุการแก้ไขกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ได้รับการแก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 29 พ.ศ. 2565 โดยเปลี่ยนช่วงอายุจากเดิมเด็กอายุกว่าสิบปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นเด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขมาตรา 73 ซึ่งยกเกณฑ์อายุเด็กที่ไม่ต้องรับโทษทางอาญาจากอายุไม่เกินสิบปีเป็นอายุไม่เกินสิบสองปี การยกเกณฑ์อายุขั้นต่ำจากสิบปีเป็นสิบสองปี มิได้มีเจตนาให้เด็กที่กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดถูกปล่อยไว้โดยไม่มีมาตรการใดรองรับ แต่เป็นการปรับแนวทางทางกฎหมายให้เหมาะสมกับอายุ วุฒิภาวะ และพัฒนาการของเด็ก โดยมุ่งให้เด็กที่ยังมีวุฒิภาวะไม่เพียงพอได้รับการคุ้มครอง ฟื้นฟู และแก้ไขพฤติกรรม แทนการนำเข้าสู่กระบวนการลงโทษทางอาญาตั้งแต่อายุยังน้อย แนวคิดดังกล่าวมุ่งให้ความสำคัญกับการแก้ไขและพัฒนาเด็กให้สามารถกลับไปดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กและประโยชน์ของสังคมในระยะยาว ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1696/2569 ป.อ. มาตรา 74 บัญญัติว่า "เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (1)...... ฯลฯ" จึงเห็นได้ว่า เป็นกรณีกฎหมายให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย มิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดที่กำหนดให้ศาลจะต้องใช้วิธีการดังกล่าวแก่จำเลยในทุกกรณี ดังนั้นการจะนำวิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 มาใช้แก่จำเลยหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่จะพิเคราะห์จากความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แก่จำเลย หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตาม (1) ถึง (3) ตามที่เห็นสมควร โดยจะไม่พิพากษายกฟ้อง แต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่สมควรจะใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ย่อมชอบที่จะยกฟ้องโดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ซึ่งการพิพากษายกฟ้องในกรณีนี้ ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าจะมารับโทษทางอาญา หาได้ขัดกับเจตนารมณ์ของ ป.อ. มาตรา 74 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119 แต่อย่างใดไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 58, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 12 (1), 18 วรรคสอง, 58, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุไม่เกินสิบแปดปี พิเคราะห์รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเป็นครั้งแรก การที่จำเลยถูกดำเนินคดีนี้คงพอให้รู้สำนึกในการกระทำความผิดและอยู่ในวิสัยพอที่จะแก้ไขได้ จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นคนดีสักครั้งอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จึงให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี ให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่รับตัวจำเลยเพื่อไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินการต่อไป โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยเป็นคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 13 ปีเศษ คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ต้องวินิจฉัยเพียงประการเดียวว่า กรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 เมื่อจำเลยไม่ต้องรับโทษแล้ว ศาลจะต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยเสมอไปหรือไม่ หรือศาลมีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 บัญญัติว่า "เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (1)...... ฯลฯ" จึงเห็นได้ว่า เป็นกรณีกฎหมายให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย มิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดที่กำหนดให้ศาลจะต้องใช้วิธีการดังกล่าวแก่จำเลยในทุกกรณี ดังนั้นการจะนำวิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 มาใช้แก่จำเลยหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่จะพิเคราะห์จากความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แก่จำเลย หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตาม (1) ถึง (3) ตามที่เห็นสมควร โดยจะไม่พิพากษายกฟ้อง แต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่สมควรจะใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ย่อมชอบที่จะยกฟ้องโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ซึ่งการพิพากษายกฟ้องในกรณีนี้ ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าจะมารับโทษทางอาญา หาได้ขัดกับเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119 แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยและพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
|




