ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




เด็กอายุ 13 ปีกระทำความผิดต้องรับโทษหรือไม่ ศาลใช้วิธีการสำหรับเด็กเสมอหรือยกฟ้องได้ตามดุลพินิจของศาล

เด็กอายุ 13 ปีกระทำความผิดต้องรับโทษหรือไม่, เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ไม่เกินสิบห้าปีทำผิดกฎหมาย, ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กทุกคดีหรือไม่, ศาลมีอำนาจยกฟ้องเด็กตามกฎหมายหรือไม่, การใช้ดุลพินิจของศาลตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 74, หลักกฎหมายเกี่ยวกับเด็กที่ไม่ต้องรับโทษทางอาญา, การพิพากษายกฟ้องเด็กตามมาตรา 185 วรรคหนึ่ง, วิธีการสำหรับเด็กในคดีอาญา, การคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กในคดีอาญา, เด็กต่างด้าวกระทำความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมือง, เด็กอายุ 13 ปี, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักความรับผิดทางอาญาของเด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 และขอบเขตอำนาจของศาลในการพิจารณาว่าจะใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยหรือไม่ ประเด็นสำคัญมิได้อยู่เพียงว่าเด็กได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อกฎหมายกำหนดให้เด็กในช่วงอายุดังกล่าวไม่ต้องรับโทษแล้ว ศาลจำเป็นต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กในทุกกรณีหรือศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่ใช้วิธีการดังกล่าวและพิพากษายกฟ้องได้

คดีนี้จำเลยเป็นคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทย เดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 13 ปีเศษ และจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณารายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเป็นครั้งแรก การถูกดำเนินคดีคงพอให้รู้สำนึกในการกระทำความผิดและอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขได้ จึงให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีเพียงว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 เป็นบทบังคับให้ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยเสมอไปหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจ มิใช่บทบังคับเด็ดขาด ศาลต้องพิเคราะห์ความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการสำหรับเด็กมาใช้แก่จำเลย หากเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

สาระสำคัญที่สุดของคดี

เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีที่กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74

มาตรา 74 มิได้บังคับให้ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กในทุกคดี

ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจโดยพิจารณาความร้ายแรง พฤติการณ์ในการกระทำความผิด และความจำเป็นในการใช้วิธีการสำหรับเด็ก

หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตามมาตรา 74 ตามที่เห็นสมควร โดยจะไม่พิพากษายกฟ้อง

หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

การพิพากษายกฟ้องในกรณีดังกล่าวถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการให้มารับโทษทางอาญา

คำถามที่น่าสนใจ

1. เด็กอายุ 13 ปีกระทำความผิดต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่

2. ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 ทุกคดีหรือไม่

3. หากศาลไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็ก ศาลสามารถพิพากษายกฟ้องได้หรือไม่

ข้อเท็จจริงและประเด็นพิพาท

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 18 มาตรา 58 มาตรา 62 และมาตรา 81 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การรับสารภาพ

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 13 ปีเศษ

ศาลชั้นต้นพิจารณารายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเป็นครั้งแรก การที่จำเลยถูกดำเนินคดีนี้คงพอให้รู้สำนึกในการกระทำความผิดและอยู่ในวิสัยพอที่จะแก้ไขได้ จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นคนดี โดยให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์จึงฎีกา

ประเด็นที่ขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกามีเพียงประการเดียวว่า เมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 กำหนดว่าเด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดแล้วไม่ต้องรับโทษ ศาลจะต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยเสมอไปหรือไม่ หรือศาลมีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 กำหนดว่า เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด

ศาลฎีกาพิจารณาถ้อยคำของบทบัญญัติดังกล่าวแล้วเห็นว่า เป็นกรณีที่กฎหมายให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย มิใช่บทบังคับเด็ดขาดที่กำหนดให้ศาลต้องใช้วิธีการดังกล่าวแก่จำเลยในทุกกรณี

การพิจารณาว่าจะนำวิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 มาใช้แก่จำเลยหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล โดยต้องพิเคราะห์จากความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แก่จำเลย

หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตามมาตรา 74 (1) ถึง (3) ตามที่เห็นสมควร โดยจะไม่พิพากษายกฟ้อง

แต่หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย ย่อมชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ในการคุ้มครองเด็ก

หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างผลเรื่องการไม่ต้องรับโทษกับการใช้วิธีการสำหรับเด็ก กล่าวคือ เมื่อเด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด กฎหมายกำหนดว่าเด็กไม่ต้องรับโทษ ส่วนการใช้วิธีการสำหรับเด็กเป็นเรื่องที่กฎหมายให้อำนาจศาลพิจารณาตามความเหมาะสมแห่งคดี

ดังนั้น การที่เด็กไม่ต้องรับโทษจึงมิได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า ศาลต้องกำหนดวิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยทุกคดี ศาลยังต้องพิจารณาความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด รวมถึงความจำเป็นที่จะใช้วิธีการดังกล่าวแก่จำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่า หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กและพิพากษายกฟ้อง การยกฟ้องดังกล่าวถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มากกว่าจะให้มารับโทษทางอาญา

การพิพากษายกฟ้องในลักษณะดังกล่าวจึงไม่ขัดกับเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119

แนวคำพิพากษาและผลของการใช้ดุลพินิจในคดีนี้

ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยและพิพากษายกฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมาย เพราะมาตรา 74 มิได้บังคับให้ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กในทุกกรณี

ลำดับการพิจารณาตามหลักที่ศาลฎีกาวางไว้จึงเริ่มจากการพิจารณาว่า จำเลยอยู่ในช่วงอายุตามมาตรา 74 หรือไม่ เมื่อจำเลยเป็นเด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีและกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กไม่ต้องรับโทษ จากนั้นศาลจึงพิจารณาต่อไปว่ามีความจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยหรือไม่

หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ย่อมเลือกใช้วิธีการตามมาตรา 74 ตามที่เห็นสมควร แต่หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการดังกล่าว ย่อมพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่งได้

สาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่า กฎหมายมิได้กำหนดผลแบบเดียวกันในทุกคดี แต่ให้อำนาจศาลพิจารณาความร้ายแรง พฤติการณ์ในการกระทำความผิด และความจำเป็นในการใช้วิธีการสำหรับเด็กเป็นรายกรณี

เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษใช้ดุลพินิจไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยและพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และพิพากษายืน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11 มาตรา 12 (1) มาตรา 18 วรรคสอง มาตรา 58 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง และมาตรา 81 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดเป็นครั้งแรก การถูกดำเนินคดีคงพอให้รู้สำนึกและอยู่ในวิสัยพอที่จะแก้ไขได้ จึงให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี และให้พนักงานสอบสวนรับตัวจำเลยไปมอบแก่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินการต่อไป

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ยกฟ้อง

3. ศาลฎีกา

วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 เป็นบทให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจ มิใช่บทบังคับให้ต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กทุกกรณี หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายืน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ต้องพิจารณาแยกผลทางกฎหมายออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือผลเรื่องโทษ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีที่กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไม่ต้องรับโทษ ส่วนที่สองคืออำนาจของศาลในการพิจารณาว่าจะใช้วิธีการสำหรับเด็กหรือไม่ ซึ่งกฎหมายเปิดให้ศาลใช้ดุลพินิจ มิใช่บทบังคับที่ต้องใช้ในทุกคดี

การใช้ดุลพินิจดังกล่าวต้องพิจารณาความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะใช้วิธีการสำหรับเด็ก หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ย่อมเลือกใช้วิธีการตามที่กฎหมายกำหนด แต่หากเห็นว่าไม่สมควรใช้ ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

หลักกฎหมายตามคำพิพากษานี้จึงแสดงให้เห็นว่า การคุ้มครองเด็กในกระบวนการยุติธรรมมิได้หมายความว่าศาลต้องกำหนดวิธีการสำหรับเด็กทุกกรณี การไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กและพิพากษายกฟ้องก็อาจเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพและให้โอกาสเด็กปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ เมื่อศาลพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้วิธีการดังกล่าว

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ว่า เมื่อเด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและไม่ต้องรับโทษแล้ว ศาลจำเป็นต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กเสมอไปหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 74 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจ มิใช่บทบังคับเด็ดขาด หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้

1. ดุลพินิจในการใช้วิธีการสำหรับเด็ก

มาตรา 74 มิได้บังคับให้ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กในทุกคดี ศาลต้องพิจารณาความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการสำหรับเด็กมาใช้แก่จำเลย หากเห็นสมควรจึงเลือกใช้วิธีการตามที่กฎหมายกำหนด

2. ยกฟ้องเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก

หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง การยกฟ้องในกรณีนี้ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพและให้โอกาสจำเลยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการให้มารับโทษทางอาญา

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

เด็กอายุ 13 ปีกระทำความผิดต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่

คำตอบ

เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีที่กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 แต่ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าจะใช้วิธีการสำหรับเด็กตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยต้องพิจารณาความร้ายแรง พฤติการณ์ในการกระทำความผิด และความจำเป็นในการใช้วิธีการดังกล่าวประกอบกัน

2. คำถาม

ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 ทุกคดีหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 74 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจ มิใช่บทบังคับเด็ดขาดให้ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กในทุกกรณี การจะใช้วิธีการสำหรับเด็กหรือไม่ต้องพิจารณาความร้ายแรง พฤติการณ์ในการกระทำความผิด และความจำเป็นเป็นรายกรณี

3. คำถาม

หากศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการสำหรับเด็ก ศาลยกฟ้องได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และการยกฟ้องในกรณีดังกล่าวไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74

4. คำถาม

การยกฟ้องเด็กในกรณีนี้ขัดต่อหลักการคุ้มครองเด็กหรือไม่

คำตอบ

ไม่ขัด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิพากษายกฟ้องเมื่อศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการให้มารับโทษทางอาญา และไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 หรือพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

สาระสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การแยกผลทางกฎหมายออกเป็นสองประการ

ประการแรก เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74

ประการที่สอง แม้เด็กจะไม่ต้องรับโทษ แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลจะต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 ในทุกกรณี เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจ โดยต้องพิจารณาความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการสำหรับเด็กมาใช้แก่จำเลย

หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็ก ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตามมาตรา 74 ตามที่เห็นสมควร แต่หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้วิธีการดังกล่าว ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

การพิพากษายกฟ้องในกรณีดังกล่าวมิได้ขัดต่อหลักการคุ้มครองเด็ก แต่ศาลฎีกาถือว่าเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพและให้โอกาสเด็กได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มากกว่าการให้เด็กมารับโทษทางอาญา

หมายเหตุการแก้ไขกฎหมาย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ได้รับการแก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 29 พ.ศ. 2565 โดยเปลี่ยนช่วงอายุจากเดิมเด็กอายุกว่าสิบปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นเด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขมาตรา 73 ซึ่งยกเกณฑ์อายุเด็กที่ไม่ต้องรับโทษทางอาญาจากอายุไม่เกินสิบปีเป็นอายุไม่เกินสิบสองปี

การยกเกณฑ์อายุขั้นต่ำจากสิบปีเป็นสิบสองปี มิได้มีเจตนาให้เด็กที่กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดถูกปล่อยไว้โดยไม่มีมาตรการใดรองรับ แต่เป็นการปรับแนวทางทางกฎหมายให้เหมาะสมกับอายุ วุฒิภาวะ และพัฒนาการของเด็ก โดยมุ่งให้เด็กที่ยังมีวุฒิภาวะไม่เพียงพอได้รับการคุ้มครอง ฟื้นฟู และแก้ไขพฤติกรรม แทนการนำเข้าสู่กระบวนการลงโทษทางอาญาตั้งแต่อายุยังน้อย

แนวคิดดังกล่าวมุ่งให้ความสำคัญกับการแก้ไขและพัฒนาเด็กให้สามารถกลับไปดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กและประโยชน์ของสังคมในระยะยาว

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1696/2569

ป.อ. มาตรา 74 บัญญัติว่า "เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (1)...... ฯลฯ" จึงเห็นได้ว่า เป็นกรณีกฎหมายให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย มิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดที่กำหนดให้ศาลจะต้องใช้วิธีการดังกล่าวแก่จำเลยในทุกกรณี ดังนั้นการจะนำวิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 มาใช้แก่จำเลยหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่จะพิเคราะห์จากความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แก่จำเลย หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตาม (1) ถึง (3) ตามที่เห็นสมควร โดยจะไม่พิพากษายกฟ้อง แต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่สมควรจะใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ย่อมชอบที่จะยกฟ้องโดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ซึ่งการพิพากษายกฟ้องในกรณีนี้ ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าจะมารับโทษทางอาญา หาได้ขัดกับเจตนารมณ์ของ ป.อ. มาตรา 74 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119 แต่อย่างใดไม่

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 58, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 12 (1), 18 วรรคสอง, 58, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุไม่เกินสิบแปดปี พิเคราะห์รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเป็นครั้งแรก การที่จำเลยถูกดำเนินคดีนี้คงพอให้รู้สำนึกในการกระทำความผิดและอยู่ในวิสัยพอที่จะแก้ไขได้ จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นคนดีสักครั้งอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จึงให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี ให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่รับตัวจำเลยเพื่อไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินการต่อไป

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยเป็นคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 13 ปีเศษ คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ต้องวินิจฉัยเพียงประการเดียวว่า กรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 เมื่อจำเลยไม่ต้องรับโทษแล้ว ศาลจะต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยเสมอไปหรือไม่ หรือศาลมีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 บัญญัติว่า "เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(1)...... ฯลฯ" จึงเห็นได้ว่า เป็นกรณีกฎหมายให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย มิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดที่กำหนดให้ศาลจะต้องใช้วิธีการดังกล่าวแก่จำเลยในทุกกรณี ดังนั้นการจะนำวิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 มาใช้แก่จำเลยหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่จะพิเคราะห์จากความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แก่จำเลย หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตาม (1) ถึง (3) ตามที่เห็นสมควร โดยจะไม่พิพากษายกฟ้อง แต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่สมควรจะใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ย่อมชอบที่จะยกฟ้องโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ซึ่งการพิพากษายกฟ้องในกรณีนี้ ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าจะมารับโทษทางอาญา หาได้ขัดกับเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119 แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยและพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

เด็กกระทำความผิด, เด็กอายุ 13 ปี, เด็กไม่ต้องรับโทษ,  เด็กอายุ 13 ปีกระทำความผิดไม่ได้หมายความว่าศาลต้องกำหนดวิธีการสำหรับเด็กทุกคดี  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 กำหนดให้เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีที่กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษ แต่การใช้วิธีการสำหรับเด็กเป็นอำนาจที่ศาลต้องใช้ดุลพินิจ




เกี่ยวกับคดีอาญา

ขับรถชนแล้วใช้ปืนยิง เป็นพยายามฆ่าหรือไม่ ผู้ร่วมส่งปืนและผู้ตะโกนยุยงต้องรับผิดฐานใดตามกฎหมายอาญา
การกักกันรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาได้หรือไม่ หลักวิธีการเพื่อความปลอดภัยและข้อจำกัดสิทธิฎีกาในคดีอาญา
ลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์แล้วนำไปถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม เป็นความผิดกี่กรรม และต้องลงโทษอย่างไรตามกฎหมายอาญา
คำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยืนถือเป็นการยกคำร้องและเป็นที่สุด ผู้ร้องยังมีสิทธิฎีกาต่อหรือไม่
คำร้องทุกข์ไม่สมบูรณ์ในความผิดหมิ่นประมาทและผลต่ออำนาจฟ้องคดีอาญา
มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแต่จำเลยหลบหนีขาดอายุความอย่างไร
ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ปฏิบัติหรือละเว้นตามมาตรา 157(ฎีกา 4639/2566)
เจ้าหน้าที่รัฐรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินป่าได้หรือไม่? การใช้อำนาจเกินขอบเขตผิดฐานทำให้เสียทรัพย์หรือไม่
“ไม่ใช่พ่อก็ผิดหนัก! ศาลฎีกาชี้ ผู้เลี้ยงดูเด็กย่อมมีอำนาจตามกฎหมาย หากล่วงละเมิดเข้าข่ายมาตรา 285 ต้องรับโทษเพิ่ม”
ขอคืนรถของกลาง & เงื่อนไขริบและคืน,ริบทรัพย์, เจ้าของทรัพย์, (ฎีกา 9090/2549)
คดีโฆษณาแอลกอฮอล์ & เครื่องหมายการค้า, โฆษณาผิดกฎหมาย, (ฎีกา 3139/2568)
คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว & การยกฟ้อง ตรวจสอบคุณภาพข้าว, (ฎีกา 3555/2568)
ลูกจ้างเอาสินค้านายจ้างไปขายเข้าข่ายลักทรัพย์หรือยักยอก ศาลชี้ชัดสิทธิครอบครองเป็นของใคร พร้อมแนววินิจฉัยลดโทษ
ผู้จัดการมรดกทวงโฉนดที่ดินจากทายาท แต่ไม่ส่งคืนเป็นคดีอาญาหรือไม่? วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานเอาเอกสารของผู้อื่น
บุกรุกป่าสงวนผิดหรือไม่ ศาลให้รอการลงโทษได้อย่างไร วิเคราะห์คดีสิ่งแวดล้อมและค่าเสียหายที่ศาลไม่อาจแก้ไขได้
คดีพยายามฆ่า, คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย,(ฎีกา 2813/2568, )
คดีพยายามฆ่า & บุกรุกทำร้ายร่างกาย, บุกรุกเคหสถาน (ฎีกา 2813/2568)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ, ป.อ. มาตรา 364, (ฎีกาที่ 5613/2550)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ,มาตรา 364, (ฎีกา 5613/2550)
ฎีกา 1044/2568 – คดีฟอกเงิน & นับโทษจำคุกต่อ
(ฎีกาที่ 3710/2567): คดีพยายามฆ่า การวินิจฉัยเจตนาและข้อจำกัดในการยกฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567: การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567: คดีช่วยซ่อนเร้นสินค้านำเข้าไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและภาษีสรรพสามิต ศาลฎีกายกฎีกาจำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4770/2567: ผู้เสียหายโดยตรงในคดีลักทรัพย์จากบัญชีเงินฝากและสิทธิฟ้องคดีอาญา
ฎีกาห้ามยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา! คดีพยายามฆ่าใช้อาวุธปืน บวกโทษจากคดีเดิมและไม่รอการลงโทษจำคุก
ฎีกาไม่ได้เพราะยื่นผิดขั้นตอน! วิเคราะห์คดีลักทรัพย์ เพิ่มโทษ กักกัน และข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามกฎหมายอาญา
ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท-ศาลชี้ขาดเจตนากับการกระทำโดยสุจริต
ใช้รถยนต์ซ่อนเร้นบุหรี่เถื่อนต้องริบหรือไม่ ศาลวินิจฉัยหลักการริบทรัพย์ตามกฎหมายศุลกากรและบทบาทของพาหนะในการกระทำความผิด
ป้องกันเกินกว่าเหตุเพราะสำคัญผิด ยิงผู้อื่นโดยเข้าใจว่าเป็นคนร้าย ศาลชี้ต้องรับผิดแม้ไม่มีเจตนา
ฆ่าเพราะอารมณ์หรือวางแผนล่วงหน้า ศาลฎีกาชี้ขาดหลักแยก “ไตร่ตรองไว้ก่อน” กับ “โทสะฉับพลัน” และเกณฑ์ความโหดร้าย
ความรับผิดฐานควบคุมสัตว์ดุร้ายตาม ป.อ. มาตรา 377 และกฎหมายโรคระบาดสัตว์(ฎีกาที่ 8040/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2567 – พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารและสิทธิของผู้ปกครองตามกฎหมาย
ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ลักทรัพย์โดยสุจริต, ความผิดลักทรัพย์ vs การเข้าใจผิด, คดีลักทรัพย์ในเครือญาติ,
การกระทำของจำเลยเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน, ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมาตรา 289 (4), โทษประหารชีวิตในคดีอาญา
ป.อ. มาตรา 54 ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง
คดีอั้งยี่พนันออนไลน์ & ฟ้องครบองค์ประกอบ (ฎีกา 980/2567)
กระทำชำเราผู้เยาว์ในบ้านไม่ถือว่าแยกเด็กจากอำนาจปกครองดูแล
จำเลยไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี
ผู้ปกครองอนุญาตให้ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยเท่านั้น
การกระทำโดยพลาด
รอการลงโทษ,ให้การรับสารภาพ
นำบุหรี่หนีภาษีผิดไหม รถที่ใช้ขนจะถูกริบหรือไม่ กฎหมายศุลกากรตอบชัดเรื่องการริบของกลางและยานพาหนะ
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้นั้นสภาพความเป็นลูกหนี้เจ้าหนี้เกิดขึ้นทันที
การกระทำความผิดระหว่างผู้บุพการีต่อผู้สืบสันดานหรือผู้สืบสันดานต่อผู้บุพการี
พาไปเพื่อการอนาจาร -บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี
ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน
จำเลยฉ้อโกงหลอกลวงเอาทรัพย์ขณะที่ผู้เสียหายป่วยทางจิต
รอการกำหนดโทษ | รอการลงโทษ | พรบ.ล้างมลทิน
เบิกความอันเป็นเท็จในศาล
จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาใดไม่แน่ชัด
ป้องกันพอสมควรแก่เหตุ-ป้องกันเกินกว่าเหตุ
บันดาลโทสะเพราะเหตุยั่วยุให้โมโห
หมิ่นประมาท | เข้าใจโดยสุจริต
ความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้
เป็นอันตรายแก่จิตใจ - ใช้ยาสลบใส่กาแฟ
บันดาลโทสะต้องถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง
หมิ่นประมาท | หนังสือพิมพ์ลงพิมพ์โฆษณา
วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนต้องห้ามฎีกา
ผู้เสียหายด่าจำเลย(บิดา)หยาบคายกรณีจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
เจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร
การริบทรัพย์สิน | ใช้ในการกระทำความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คำว่า-วิชาชีพ-ในคดีอาญา
หลบหนีไปจากความควบคุมตามอำนาจของพนักงานสอบสวน
สเปรย์พริกไทยไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ
พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร | รับส่งเด็กนักเรียน
ลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ
กระทำอนาจารต่อศิษย์นอกเวลาเรียน
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ยังคงเป็นป่าตาม พ.ร.บ. ป่าไม้
เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต
ลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว 7 คน
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อาญา มาตรา 188
ผู้สนับสนุนให้จำเลยกระทำความผิด
ทวงหนี้ลักษณะข่มขู่ว่าไม่จ่ายจะเดือดร้อนจำคุก 3 ปี
การทำนากุ้งไม่ใช่การประกอบอาชีพกสิกรรม
ลักทรัพย์นายจ้าง, ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
การจับกุมมิชอบกับการฟ้องคดีอาญา
คำขอในส่วนแพ่งเนื่องความผิดอาญา
แม้ผู้ตายยิงจำเลยก่อนอ้างเหตุป้องกันตัวไม่ได้
ทำร้ายร่างกายกับการป้องกันตัว
พรากเด็กต่ำ15 ปี ไปเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี
ซื้อเสียงเลือกตั้งไม่รอลงอาญา
ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบ
การเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
กระทำชำเราต่างวันต่างเวลาและต่างสถานที่ผิดหลายกรรม
เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล
การพรากเด็กไม่ว่าเด็กจะออกจากบ้านเองก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น
ปลอมหนังสือรับรองที่ดินขององค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อกู้เงิน เป็นปลอมเอกสารราชการ ใช้เอกสารราชการปลอม และฉ้อโกงหรือไม่
พิพากษาจำคุกจำเลยศาลฎีกายกฟ้องเพราะคำฟ้องไม่ได้ลงชื่อ
หมิ่นประมาทกับดูหมิ่นซึ่งหน้า-ความผิดอาญามีโทษหนักเบาแตกต่างกัน
พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย
พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิต
บันดาลโทสะหรือพยายามฆ่า
ความผิดอันยอมความได้ | คดีหมิ่นประมาท | ร้องทุกข์ภายในสามเดือน
พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
การสมรสในต่างประเทศระหว่างหญิงไทยกับหญิงไทย
การกระทำชำเราที่ไม่ต้องรับโทษ
การสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายอิสลามจำเลยไม่ต้องรับโทษ