ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คำร้องทุกข์ไม่สมบูรณ์ในความผิดหมิ่นประมาทและผลต่ออำนาจฟ้องคดีอาญา

คำร้องทุกข์ไม่สมบูรณ์ในคดีหมิ่นประมาท, การสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย, ปัญหาอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการ, รายงานประจำวันรับแจ้งไม่ใช่คำร้องทุกข์, การแจ้งความเพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน, ความผิดหมิ่นประมาทอันยอมความได้, เจตนาในการร้องทุกข์ตามกฎหมาย, การล่ารายชื่อขับไล่ครู, การแจ้งหลักฐานต่อผู้บังคับบัญชา, การฟ้องคดีโดยปราศจากอำนาจ, หลักกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อย, การยกฟ้องในชั้นศาลฎีกา, การวินิจฉัยอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ มาตรา 120, คำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยความสมบูรณ์ของ “คำร้องทุกข์” ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นความผิดอาญาอันยอมความได้และต้องอาศัยการร้องทุกข์ของผู้เสียหายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการใช้อำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน และอำนาจฟ้องคดีของพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลฎีกาได้พิจารณาเอกสารรายงานประจำวันรับแจ้งของผู้เสียหายทั้งสาม ซึ่งปรากฏว่าเป็นเพียงการ “แจ้งไว้เป็นหลักฐาน” เพื่อส่งต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูง มิได้มีถ้อยคำแสดงเจตนาร้องทุกข์เพื่อให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด จึงไม่อาจถือเป็น “คำร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย” ตามมาตรา 2 (7) ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง ส่งผลให้กระบวนการสอบสวนภายหลังเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขาดอำนาจสอบสวน และย่อมทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล ตามบทบัญญัติมาตรา 120

ศาลฎีกายังได้เน้นย้ำถึงหลักกฎหมายสำคัญว่า ปัญหาเรื่อง “อำนาจฟ้องคดีอาญา” เป็นกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นดังกล่าวก็ตาม และเมื่อข้อเท็จจริงแสดงชัดว่าผู้เสียหายเพียงแจ้งเหตุเพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน การสอบสวนที่เกิดขึ้นภายหลังก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ยกฟ้องจำเลย

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับเกณฑ์การตีความความหมายของ “คำร้องทุกข์” ที่ชอบด้วยกฎหมาย การเริ่มต้นกระบวนการสอบสวนในคดีอาญายอมความได้ และผลกระทบต่อความชอบด้วยอำนาจของพนักงานอัยการในการยื่นฟ้องต่อศาล โดยสะท้อนหลักประกันสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาและความเคร่งครัดของกระบวนการยุติธรรมในการเริ่มคดีอาญาที่ต้องอาศัยคำร้องทุกข์เป็นเงื่อนไขตามกฎหมาย

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้เกิดจากเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายทั้งสาม พร้อมบุคคลอื่นรวม 10 คน เข้าไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อ “แจ้งเหตุไว้เป็นหลักฐาน” เกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลย ซึ่งกล่าวหาว่าจำเลยไปขอให้บุคคลหนึ่งช่วยล่ารายชื่อชาวบ้านให้ได้มากที่สุด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องให้ผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครูย้ายไปจากพื้นที่ โดยอ้างว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายเห็นว่าถูกพาดพิงเสียหายต่อชื่อเสียง จึงนำเอกสารบันทึกข้อความเกี่ยวกับพฤติกรรมดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบ

ในรายงานประจำวันของพนักงานสอบสวน หน้าแรกและหน้าที่สอง มีข้อความระบุชัดว่า ผู้เสียหาย “มาแจ้งไว้เป็นหลักฐาน” เพื่อเสนอต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้พิจารณาต่อไป มิได้แสดงเจตนามอบคดีให้ดำเนินคดีอาญากับจำเลย จึงเป็นเพียงการแจ้งเบาะแสหรือแจ้งเหตุ ไม่ใช่การร้องทุกข์

แม้ต่อมาพนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวน และพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 และ 328 แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเริ่มต้นกระบวนการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้เสียหายไม่เคยร้องทุกข์ตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้

คำวินิจฉัย

1 ความหมายของ “คำร้องทุกข์” และลักษณะการแสดงเจตนาขอให้ดำเนินคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแจ้งเหตุเพื่อ “บันทึกไว้เป็นหลักฐาน” ไม่ใช่คำร้องทุกข์ เพราะไม่มีเจตนาให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามมาตรา 2 (7) แห่ง ป.วิ.อ. คำร้องทุกข์ต้องมี เจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ และต้องแสดงเจตนาดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนโดยชัดแจ้ง

กรณีนี้ ผู้เสียหายทั้งสามแจ้งเหตุไว้เพียงครั้งเดียว โดยมีถ้อยคำว่า

“แจ้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะนำเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาต่อไป”

ซึ่งไม่มีเนื้อความใดแสดงว่าประสงค์ให้ดำเนินคดีอาญา

2 ความผิดหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้

มาตรา 333 ประมวลกฎหมายอาญากำหนดว่า ความผิดตามมาตรา 326 และ 328 เป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องมีคำร้องทุกข์ตามมาตรา 121 วรรคสอง หากผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน ไม่อาจดำเนินกระบวนการได้เลย

3 การสอบสวนที่เกิดขึ้นภายหลังเป็นการมิชอบ

เมื่อไม่มีคำร้องทุกข์

→ ไม่มีอำนาจสอบสวน

→ การสอบสวนทั้งหมดเป็นโมฆะ

→ พนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ตามมาตรา 120

ศาลย้ำว่า “อำนาจฟ้องคดีอาญา” เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

ศาลจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองแม้คู่ความมิได้อุทธรณ์หรือฎีกา

4 ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง

เมื่อพบว่าการฟ้องคดีไม่มีอำนาจตั้งแต่ต้น ศาลฎีกาไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในฎีกาของจำเลยต่อไป พิพากษายกฟ้อง

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1 หลักการของ “ความผิดอันยอมความได้”

ความผิดอันยอมความได้มีลักษณะเฉพาะ คือ

กระบวนการอาญาเริ่มต้นไม่ได้หากผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์

เจตนาของผู้เสียหายเป็น “หัวใจสำคัญที่สุด”

กฎหมายกำหนดเช่นนี้เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อย ลดภาระรัฐ และคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลไม่ให้ถูกดำเนินคดีอาญาเกินจำเป็นในเรื่องที่กระทบต่อชื่อเสียงเป็นสำคัญ

2 คำร้องทุกข์ต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) และมาตรา 121 วรรคสอง

องค์ประกอบของคำร้องทุกข์คือ

1. ต้องเป็นคำกล่าวของผู้เสียหาย

2. ต้องกล่าวหาว่ามีบุคคลกระทำความผิด

3. ต้องมีเจตนาให้ผู้กระทำถูกลงโทษ

4. ต้องยื่นภายในกำหนดเวลา

กรณีนี้ไม่เข้าองค์ประกอบข้อ 3 อย่างชัดเจน

3 รายงานประจำวันรับแจ้ง ≠ คำร้องทุกข์

ศาลฎีกาย้ำว่า รายงานประจำวันทำได้หลายวัตถุประสงค์ เช่น

บันทึกเหตุ

ใช้เป็นหลักฐานส่งผู้บังคับบัญชา

การแจ้งทางปกครอง

แต่ไม่จำเป็นต้องมีเจตนาร้องทุกข์เสมอไป

ข้อความเพียงว่า “แจ้งไว้เป็นหลักฐาน” จึงไม่ใช่คำร้องทุกข์

4 ผลทางกฎหมายของการสอบสวนมิชอบ

เมื่อการสอบสวนมิชอบ

= พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง

= คดีต้องถูกยกฟ้องทันที

แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์หรือฎีกาประเด็นนี้

เจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1 เจตนารมณ์มาตรา 2 (7) และมาตรา 121 วรรคสอง ป.วิ.อ.

เจตนารมณ์คือ คุ้มครองผู้ต้องสงสัยจากการถูกดำเนินคดีโดยปราศจากความประสงค์ของผู้เสียหาย ให้กระบวนการยุติธรรมไม่ละเมิดสิทธิบุคคลเกินความจำเป็น และป้องกันการใช้กระบวนการอาญาเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกัน

2 เจตนารมณ์มาตรา 120 – อำนาจฟ้อง

กฎหมายกำหนดให้พนักงานอัยการฟ้องคดีได้ต่อเมื่อ

การสอบสวนเริ่มต้นโดยชอบ

ต้องมีคำร้องทุกข์ในคดีที่ยอมความได้

เพื่อป้องกันการฟ้องคดีที่ไม่มีมูลทางกฎหมายและคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหา

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาฎีกาหลายฉบับยึดแนวเดียวกัน เช่น

หากผู้เสียหายเพียงแจ้งเหตุหรือแจ้งไว้เป็นหลักฐาน ไม่ใช่คำร้องทุกข์

กระบวนการสอบสวนที่เกิดจากการแจ้งเหตุเช่นนี้เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ

อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นอุทธรณ์หรือฎีกา

ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง เพราะเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

คำพิพากษาที่ 6644/2549 จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของหลักการนี้ โดยยืนยันว่าความชอบด้วยอำนาจเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าการพิจารณาเนื้อหาของคดี

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ลงโทษจำคุก 2 เดือน ปรับ 5,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุก 1 ปี พร้อมกำหนดมาตรการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56

2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยเห็นว่าพยานหลักฐานฟังได้ว่าจำเลยแสดงถ้อยคำอันเป็นการหมิ่นประมาทผู้เสียหาย

3. ศาลฎีกา กลับคำพิพากษาทั้งสองศาล โดยเห็นว่า ผู้เสียหายแจ้งเหตุไว้เพียงเพื่อบันทึกเป็นหลักฐาน มิใช่คำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง จึงถือว่าการสอบสวนไม่ชอบ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 

การวินิจฉัยในคดีนี้ย้ำให้เห็นถึง “หลักความชอบด้วยอำนาจ” ในการเริ่มกระบวนพิจารณาคดีอาญาที่มีลักษณะเป็นความผิดอันยอมความได้ โดยเฉพาะความผิดฐานหมิ่นประมาทซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องมีคำร้องทุกข์ที่สมบูรณ์ตามองค์ประกอบแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) และมาตรา 121 วรรคสอง เจตนารมณ์คือให้ความคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลมิให้ถูกดำเนินคดีโดยปราศจากความประสงค์ของผู้เสียหาย คำร้องทุกข์จึงต้องมีถ้อยคำแสดงเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษโดยชัดแจ้ง หาใช่เพียงการแจ้งเหตุไว้เป็นหลักฐานเพื่อดำเนินการทางปกครองหรือเพื่อเสนอต่อผู้บังคับบัญชามิได้

ศาลฎีกาได้ย้ำว่าปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องคดีอาญาเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความถูกต้องชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรม และเป็นการรับประกันมิให้ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีโดยปราศจากฐานอำนาจทางกฎหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย ผลแห่งคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญต่อการตีความคำร้องทุกข์และการเริ่มต้นของกระบวนการสอบสวนในคดีอาญาอันยอมความได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

คำร้องทุกข์ในคดีหมิ่นประมาทต้องมีลักษณะอย่างไรจึงถือว่าชอบด้วยกฎหมาย

คำตอบ

ต้องเป็นคำกล่าวของผู้เสียหายที่แสดงเจตนาให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิดอย่างชัดแจ้ง โดยต้องมีความประสงค์ให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย มิใช่เพียงการแจ้งเหตุเพื่อบันทึกเป็นหลักฐานหรือเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา

2. คำถาม

หากผู้เสียหายแจ้งเหตุเพียง “เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน” จะถือเป็นคำร้องทุกข์หรือไม่

คำตอบ

ไม่ถือเป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) เนื่องจากขาดเจตนาให้ดำเนินคดีอาญา การแจ้งเช่นนี้ไม่ทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน และไม่อาจนำไปสู่การฟ้องคดีโดยพนักงานอัยการได้

3. คำถาม

หากการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลต่อคดีอาญาจะเป็นอย่างไร

คำตอบ

การสอบสวนที่ไม่ชอบย่อมทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดี ผลคือศาลต้องพิพากษายกฟ้อง แม้เนื้อหาคดีจะมีมูลหรือแม้จำเลยมิได้ยกประเด็นนี้โต้แย้ง เพราะเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อยที่ศาลต้องพิจารณาเองได้

4. คำถาม

คดีหมิ่นประมาทเป็นคดีอาญาประเภทใดและมีเงื่อนไขอย่างไร

คำตอบ

คดีหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 และ 328 เป็นความผิดอาญาอันยอมความได้ ต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหายภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย มิฉะนั้นพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการจะไม่มีอำนาจเริ่มกระบวนการและฟ้องคดีได้

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6644/2549

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 326 และมาตรา 328 เป็นความผิดอันยอมความได้ ตาม ป.อ. มาตรา 333 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง แต่ปรากฏจากสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานในหน้าแรกว่า ผู้เสียหายทั้งสามรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 7 คน ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งไว้เป็นหลักฐานว่าในวันเกิดเหตุจำเลยไปหา ส. และขอร้องให้ ส. ไปขอล่าลายมือชื่อชาวบ้านให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นหลักฐานร่วมกันขับไล่ผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครู ซึ่งมีผู้เสียหายทั้งสามรวมอยู่ด้วยให้ย้ายไปที่อื่นโดยบอกว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และผู้เสียหายทั้งสามได้นำเอกสารเป็นบันทึกข้อความเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบ และในหน้าที่สองระบุว่าจึงมาแจ้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้นำเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาต่อไป ซึ่งกรณีเชื่อได้ว่าผู้เสียหายทั้งสามไปแจ้งความเพียงครั้งเดียวตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานฉบับดังกล่าวเท่านั้น เมื่อข้อความในสำเนารายงานประจำวันดังกล่าวระบุแต่เพียงว่าผู้เสียหายทั้งสามมาแจ้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้นำเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาต่อไป จึงมิใช่เป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) เพราะขณะแจ้งยังมิได้มีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ การสอบสวนความผิดฐานนี้ต่อมาภายหลังจึงเป็นการไม่ชอบ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานความผิดดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา หลายมาตรา ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 326 ลงโทษจำคุก 2 เดือน ปรับ 5,000 บาท โดยรอการลงโทษ 1 ปี ส่วนศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องมีคำร้องทุกข์ก่อนพนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน แต่จากเอกสารรายงานประจำวันพบว่าผู้เสียหายและชาวบ้านเพียงมาแจ้งเหตุไว้เป็นหลักฐานเพื่อเสนอต่อผู้บังคับบัญชา มิได้แสดงเจตนาให้ดำเนินคดีกับจำเลย จึงไม่ใช่คำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) การสอบสวนที่เกิดขึ้นภายหลังจึงเป็นการไม่ชอบ ส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120

ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นนี้ จึงพิพากษากลับและให้ยกฟ้องจำเลย




เกี่ยวกับคดีอาญา

มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแต่จำเลยหลบหนีขาดอายุความอย่างไร
ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ปฏิบัติหรือละเว้นตามมาตรา 157(ฎีกา 4639/2566)
คดีรื้อถอนกุฏิวัดและอำนาจเจ้าหน้าที่ป่าไม้(ฎีกา 599/2567)
คดีล่วงละเมิดเด็กในความดูแล ความผิดทางเพศเด็ก, กระทำชำเราเด็ก, ป.อ. มาตรา 285 (ฎีกา 5524/2567)
ขอคืนรถของกลาง & เงื่อนไขริบและคืน,ริบทรัพย์, เจ้าของทรัพย์, (ฎีกา 9090/2549)
คดีโฆษณาแอลกอฮอล์ & เครื่องหมายการค้า, โฆษณาผิดกฎหมาย, (ฎีกา 3139/2568)
คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว & การยกฟ้อง ตรวจสอบคุณภาพข้าว, (ฎีกา 3555/2568)
ลูกจ้างลักทรัพย์นายจ้าง & การบรรเทาโทษ,มาตรา 335, มาตรา 352, (ฎีกา 5658/2567)
คดีโฉนดมรดก & ป.อ. มาตรา 188, ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, (ฎีกา 842/2568)
คดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ & ค่าเสียหายสิ่งแวดล้อม (ฎีกา 6009/2567)
คดีพยายามฆ่า, คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย,(ฎีกา 2813/2568, )
คดีพยายามฆ่า & บุกรุกทำร้ายร่างกาย, บุกรุกเคหสถาน (ฎีกา 2813/2568)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ, ป.อ. มาตรา 364, (ฎีกาที่ 5613/2550)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ,มาตรา 364, (ฎีกา 5613/2550)
ฎีกา 1044/2568 – คดีฟอกเงิน & นับโทษจำคุกต่อ
(ฎีกาที่ 3710/2567): คดีพยายามฆ่า การวินิจฉัยเจตนาและข้อจำกัดในการยกฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567: การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567: คดีช่วยซ่อนเร้นสินค้านำเข้าไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและภาษีสรรพสามิต ศาลฎีกายกฎีกาจำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4770/2567: ผู้เสียหายโดยตรงในคดีลักทรัพย์จากบัญชีเงินฝากและสิทธิฟ้องคดีอาญา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5492/2567: คดีพยายามฆ่าโดยใช้อาวุธปืน บุกรุกเคหสถานกลางคืน และการห้ามฎีกาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2567: คดีลักทรัพย์และการเพิ่มโทษตามมาตรา 93 พร้อมข้อจำกัดการฎีกาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5796/2567 ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท — ศาลชี้ขาดเจตนากับการกระทำโดยสุจริต
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5854/2567: ริบรถยนต์ใช้ซ่อนเร้นบุหรี่เถื่อนตาม พ.ร.บ. ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5893/2567 ป้องกันเกินกว่าเหตุและสำคัญผิดจนยิงผู้อื่น ศาลปรับโทษเหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6190/2567 ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ไม่เป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน และไม่เข้าข่ายฆ่าโดยทารุณโหดร้าย
ความรับผิดฐานควบคุมสัตว์ดุร้ายตาม ป.อ. มาตรา 377 และกฎหมายโรคระบาดสัตว์(ฎีกาที่ 8040/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2567 – พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารและสิทธิของผู้ปกครองตามกฎหมาย
ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ลักทรัพย์โดยสุจริต, ความผิดลักทรัพย์ vs การเข้าใจผิด, คดีลักทรัพย์ในเครือญาติ,
การกระทำของจำเลยเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน, ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมาตรา 289 (4), โทษประหารชีวิตในคดีอาญา
ป.อ. มาตรา 54 ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง
คดีอั้งยี่พนันออนไลน์ & ฟ้องครบองค์ประกอบ (ฎีกา 980/2567)
กระทำชำเราผู้เยาว์ในบ้านไม่ถือว่าแยกเด็กจากอำนาจปกครองดูแล
จำเลยไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี
ผู้ปกครองอนุญาตให้ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยเท่านั้น
การกระทำโดยพลาด
รอการลงโทษ,ให้การรับสารภาพ
รถยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะซุกซ่อนและขนส่งบุหรี่ซิกาแรตในการกระทำความผิด(ฎีกา 5155/2566)
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้นั้นสภาพความเป็นลูกหนี้เจ้าหนี้เกิดขึ้นทันที
การกระทำความผิดระหว่างผู้บุพการีต่อผู้สืบสันดานหรือผู้สืบสันดานต่อผู้บุพการี
พาไปเพื่อการอนาจาร -บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี
ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน
จำเลยฉ้อโกงหลอกลวงเอาทรัพย์ขณะที่ผู้เสียหายป่วยทางจิต
รอการกำหนดโทษ | รอการลงโทษ | พรบ.ล้างมลทิน
เบิกความอันเป็นเท็จในศาล
จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาใดไม่แน่ชัด
ป้องกันพอสมควรแก่เหตุ-ป้องกันเกินกว่าเหตุ
บันดาลโทสะเพราะเหตุยั่วยุให้โมโห
หมิ่นประมาท | เข้าใจโดยสุจริต
ความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้
เป็นอันตรายแก่จิตใจ - ใช้ยาสลบใส่กาแฟ
บันดาลโทสะต้องถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง
หมิ่นประมาท | หนังสือพิมพ์ลงพิมพ์โฆษณา
วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนต้องห้ามฎีกา
ผู้เสียหายด่าจำเลย(บิดา)หยาบคายกรณีจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
เจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร
การริบทรัพย์สิน | ใช้ในการกระทำความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คำว่า-วิชาชีพ-ในคดีอาญา
หลบหนีไปจากความควบคุมตามอำนาจของพนักงานสอบสวน
สเปรย์พริกไทยไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ
พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร | รับส่งเด็กนักเรียน
ลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ
กระทำอนาจารต่อศิษย์นอกเวลาเรียน
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ยังคงเป็นป่าตาม พ.ร.บ. ป่าไม้
เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต
ลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว 7 คน
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อาญา มาตรา 188
ผู้สนับสนุนให้จำเลยกระทำความผิด
ทวงหนี้ลักษณะข่มขู่ว่าไม่จ่ายจะเดือดร้อนจำคุก 3 ปี
การทำนากุ้งไม่ใช่การประกอบอาชีพกสิกรรม
ลักทรัพย์นายจ้าง, ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
การจับกุมมิชอบกับการฟ้องคดีอาญา
คำขอในส่วนแพ่งเนื่องความผิดอาญา
แม้ผู้ตายยิงจำเลยก่อนอ้างเหตุป้องกันตัวไม่ได้
ทำร้ายร่างกายกับการป้องกันตัว
พรากเด็กต่ำ15 ปี ไปเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี
ซื้อเสียงเลือกตั้งไม่รอลงอาญา
ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบ
การเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
กระทำชำเราต่างวันต่างเวลาและต่างสถานที่ผิดหลายกรรม
เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล
การพรากเด็กไม่ว่าเด็กจะออกจากบ้านเองก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น
ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมและฐานฉ้อโกง
พิพากษาจำคุกจำเลยศาลฎีกายกฟ้องเพราะคำฟ้องไม่ได้ลงชื่อ
หมิ่นประมาทกับดูหมิ่นซึ่งหน้า-ความผิดอาญามีโทษหนักเบาแตกต่างกัน
พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย
พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิต
บันดาลโทสะหรือพยายามฆ่า
ความผิดอันยอมความได้ | คดีหมิ่นประมาท | ร้องทุกข์ภายในสามเดือน
พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
การสมรสในต่างประเทศระหว่างหญิงไทยกับหญิงไทย
การกระทำชำเราที่ไม่ต้องรับโทษ
การสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายอิสลามจำเลยไม่ต้องรับโทษ
กระทำโดยประมาทไม่อาจอ้างเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีอำนาจสอบสวนไม่มีอำนาจฟ้อง
ให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราถูกจำคุก 48 เดือน
ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุดคดีอาญาระงับ
บุตรติดมารดาไม่อยู่ในความปกครองของบิดาเลี้ยง