
| คำร้องทุกข์ไม่สมบูรณ์ในความผิดหมิ่นประมาทและผลต่ออำนาจฟ้องคดีอาญา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยความสมบูรณ์ของ “คำร้องทุกข์” ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นความผิดอาญาอันยอมความได้และต้องอาศัยการร้องทุกข์ของผู้เสียหายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการใช้อำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน และอำนาจฟ้องคดีของพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลฎีกาได้พิจารณาเอกสารรายงานประจำวันรับแจ้งของผู้เสียหายทั้งสาม ซึ่งปรากฏว่าเป็นเพียงการ “แจ้งไว้เป็นหลักฐาน” เพื่อส่งต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูง มิได้มีถ้อยคำแสดงเจตนาร้องทุกข์เพื่อให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด จึงไม่อาจถือเป็น “คำร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย” ตามมาตรา 2 (7) ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง ส่งผลให้กระบวนการสอบสวนภายหลังเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขาดอำนาจสอบสวน และย่อมทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล ตามบทบัญญัติมาตรา 120 ศาลฎีกายังได้เน้นย้ำถึงหลักกฎหมายสำคัญว่า ปัญหาเรื่อง “อำนาจฟ้องคดีอาญา” เป็นกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นดังกล่าวก็ตาม และเมื่อข้อเท็จจริงแสดงชัดว่าผู้เสียหายเพียงแจ้งเหตุเพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน การสอบสวนที่เกิดขึ้นภายหลังก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ยกฟ้องจำเลย คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับเกณฑ์การตีความความหมายของ “คำร้องทุกข์” ที่ชอบด้วยกฎหมาย การเริ่มต้นกระบวนการสอบสวนในคดีอาญายอมความได้ และผลกระทบต่อความชอบด้วยอำนาจของพนักงานอัยการในการยื่นฟ้องต่อศาล โดยสะท้อนหลักประกันสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาและความเคร่งครัดของกระบวนการยุติธรรมในการเริ่มคดีอาญาที่ต้องอาศัยคำร้องทุกข์เป็นเงื่อนไขตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เกิดจากเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายทั้งสาม พร้อมบุคคลอื่นรวม 10 คน เข้าไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อ “แจ้งเหตุไว้เป็นหลักฐาน” เกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลย ซึ่งกล่าวหาว่าจำเลยไปขอให้บุคคลหนึ่งช่วยล่ารายชื่อชาวบ้านให้ได้มากที่สุด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องให้ผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครูย้ายไปจากพื้นที่ โดยอ้างว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายเห็นว่าถูกพาดพิงเสียหายต่อชื่อเสียง จึงนำเอกสารบันทึกข้อความเกี่ยวกับพฤติกรรมดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบ ในรายงานประจำวันของพนักงานสอบสวน หน้าแรกและหน้าที่สอง มีข้อความระบุชัดว่า ผู้เสียหาย “มาแจ้งไว้เป็นหลักฐาน” เพื่อเสนอต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้พิจารณาต่อไป มิได้แสดงเจตนามอบคดีให้ดำเนินคดีอาญากับจำเลย จึงเป็นเพียงการแจ้งเบาะแสหรือแจ้งเหตุ ไม่ใช่การร้องทุกข์ แม้ต่อมาพนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวน และพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 และ 328 แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเริ่มต้นกระบวนการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้เสียหายไม่เคยร้องทุกข์ตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ คำวินิจฉัย 1 ความหมายของ “คำร้องทุกข์” และลักษณะการแสดงเจตนาขอให้ดำเนินคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแจ้งเหตุเพื่อ “บันทึกไว้เป็นหลักฐาน” ไม่ใช่คำร้องทุกข์ เพราะไม่มีเจตนาให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามมาตรา 2 (7) แห่ง ป.วิ.อ. คำร้องทุกข์ต้องมี เจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ และต้องแสดงเจตนาดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนโดยชัดแจ้ง กรณีนี้ ผู้เสียหายทั้งสามแจ้งเหตุไว้เพียงครั้งเดียว โดยมีถ้อยคำว่า “แจ้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะนำเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาต่อไป” ซึ่งไม่มีเนื้อความใดแสดงว่าประสงค์ให้ดำเนินคดีอาญา 2 ความผิดหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ มาตรา 333 ประมวลกฎหมายอาญากำหนดว่า ความผิดตามมาตรา 326 และ 328 เป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องมีคำร้องทุกข์ตามมาตรา 121 วรรคสอง หากผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน ไม่อาจดำเนินกระบวนการได้เลย 3 การสอบสวนที่เกิดขึ้นภายหลังเป็นการมิชอบ เมื่อไม่มีคำร้องทุกข์ → ไม่มีอำนาจสอบสวน → การสอบสวนทั้งหมดเป็นโมฆะ → พนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ตามมาตรา 120 ศาลย้ำว่า “อำนาจฟ้องคดีอาญา” เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองแม้คู่ความมิได้อุทธรณ์หรือฎีกา 4 ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง เมื่อพบว่าการฟ้องคดีไม่มีอำนาจตั้งแต่ต้น ศาลฎีกาไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในฎีกาของจำเลยต่อไป พิพากษายกฟ้อง วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1 หลักการของ “ความผิดอันยอมความได้” ความผิดอันยอมความได้มีลักษณะเฉพาะ คือ • กระบวนการอาญาเริ่มต้นไม่ได้หากผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ • เจตนาของผู้เสียหายเป็น “หัวใจสำคัญที่สุด” กฎหมายกำหนดเช่นนี้เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อย ลดภาระรัฐ และคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลไม่ให้ถูกดำเนินคดีอาญาเกินจำเป็นในเรื่องที่กระทบต่อชื่อเสียงเป็นสำคัญ 2 คำร้องทุกข์ต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) และมาตรา 121 วรรคสอง องค์ประกอบของคำร้องทุกข์คือ 1. ต้องเป็นคำกล่าวของผู้เสียหาย 2. ต้องกล่าวหาว่ามีบุคคลกระทำความผิด 3. ต้องมีเจตนาให้ผู้กระทำถูกลงโทษ 4. ต้องยื่นภายในกำหนดเวลา กรณีนี้ไม่เข้าองค์ประกอบข้อ 3 อย่างชัดเจน 3 รายงานประจำวันรับแจ้ง ≠ คำร้องทุกข์ ศาลฎีกาย้ำว่า รายงานประจำวันทำได้หลายวัตถุประสงค์ เช่น • บันทึกเหตุ • ใช้เป็นหลักฐานส่งผู้บังคับบัญชา • การแจ้งทางปกครอง แต่ไม่จำเป็นต้องมีเจตนาร้องทุกข์เสมอไป ข้อความเพียงว่า “แจ้งไว้เป็นหลักฐาน” จึงไม่ใช่คำร้องทุกข์ 4 ผลทางกฎหมายของการสอบสวนมิชอบ เมื่อการสอบสวนมิชอบ = พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง = คดีต้องถูกยกฟ้องทันที แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์หรือฎีกาประเด็นนี้ เจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1 เจตนารมณ์มาตรา 2 (7) และมาตรา 121 วรรคสอง ป.วิ.อ. เจตนารมณ์คือ คุ้มครองผู้ต้องสงสัยจากการถูกดำเนินคดีโดยปราศจากความประสงค์ของผู้เสียหาย ให้กระบวนการยุติธรรมไม่ละเมิดสิทธิบุคคลเกินความจำเป็น และป้องกันการใช้กระบวนการอาญาเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกัน 2 เจตนารมณ์มาตรา 120 – อำนาจฟ้อง กฎหมายกำหนดให้พนักงานอัยการฟ้องคดีได้ต่อเมื่อ • การสอบสวนเริ่มต้นโดยชอบ • ต้องมีคำร้องทุกข์ในคดีที่ยอมความได้ เพื่อป้องกันการฟ้องคดีที่ไม่มีมูลทางกฎหมายและคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหา วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง คำพิพากษาฎีกาหลายฉบับยึดแนวเดียวกัน เช่น • หากผู้เสียหายเพียงแจ้งเหตุหรือแจ้งไว้เป็นหลักฐาน ไม่ใช่คำร้องทุกข์ • กระบวนการสอบสวนที่เกิดจากการแจ้งเหตุเช่นนี้เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ • อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นอุทธรณ์หรือฎีกา • ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง เพราะเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย คำพิพากษาที่ 6644/2549 จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของหลักการนี้ โดยยืนยันว่าความชอบด้วยอำนาจเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าการพิจารณาเนื้อหาของคดี สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ลงโทษจำคุก 2 เดือน ปรับ 5,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุก 1 ปี พร้อมกำหนดมาตรการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยเห็นว่าพยานหลักฐานฟังได้ว่าจำเลยแสดงถ้อยคำอันเป็นการหมิ่นประมาทผู้เสียหาย 3. ศาลฎีกา กลับคำพิพากษาทั้งสองศาล โดยเห็นว่า ผู้เสียหายแจ้งเหตุไว้เพียงเพื่อบันทึกเป็นหลักฐาน มิใช่คำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง จึงถือว่าการสอบสวนไม่ชอบ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การวินิจฉัยในคดีนี้ย้ำให้เห็นถึง “หลักความชอบด้วยอำนาจ” ในการเริ่มกระบวนพิจารณาคดีอาญาที่มีลักษณะเป็นความผิดอันยอมความได้ โดยเฉพาะความผิดฐานหมิ่นประมาทซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องมีคำร้องทุกข์ที่สมบูรณ์ตามองค์ประกอบแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) และมาตรา 121 วรรคสอง เจตนารมณ์คือให้ความคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลมิให้ถูกดำเนินคดีโดยปราศจากความประสงค์ของผู้เสียหาย คำร้องทุกข์จึงต้องมีถ้อยคำแสดงเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษโดยชัดแจ้ง หาใช่เพียงการแจ้งเหตุไว้เป็นหลักฐานเพื่อดำเนินการทางปกครองหรือเพื่อเสนอต่อผู้บังคับบัญชามิได้ ศาลฎีกาได้ย้ำว่าปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องคดีอาญาเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความถูกต้องชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรม และเป็นการรับประกันมิให้ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีโดยปราศจากฐานอำนาจทางกฎหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย ผลแห่งคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญต่อการตีความคำร้องทุกข์และการเริ่มต้นของกระบวนการสอบสวนในคดีอาญาอันยอมความได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม คำร้องทุกข์ในคดีหมิ่นประมาทต้องมีลักษณะอย่างไรจึงถือว่าชอบด้วยกฎหมาย คำตอบ ต้องเป็นคำกล่าวของผู้เสียหายที่แสดงเจตนาให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิดอย่างชัดแจ้ง โดยต้องมีความประสงค์ให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย มิใช่เพียงการแจ้งเหตุเพื่อบันทึกเป็นหลักฐานหรือเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา 2. คำถาม หากผู้เสียหายแจ้งเหตุเพียง “เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน” จะถือเป็นคำร้องทุกข์หรือไม่ คำตอบ ไม่ถือเป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) เนื่องจากขาดเจตนาให้ดำเนินคดีอาญา การแจ้งเช่นนี้ไม่ทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน และไม่อาจนำไปสู่การฟ้องคดีโดยพนักงานอัยการได้ 3. คำถาม หากการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลต่อคดีอาญาจะเป็นอย่างไร คำตอบ การสอบสวนที่ไม่ชอบย่อมทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดี ผลคือศาลต้องพิพากษายกฟ้อง แม้เนื้อหาคดีจะมีมูลหรือแม้จำเลยมิได้ยกประเด็นนี้โต้แย้ง เพราะเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อยที่ศาลต้องพิจารณาเองได้ 4. คำถาม คดีหมิ่นประมาทเป็นคดีอาญาประเภทใดและมีเงื่อนไขอย่างไร คำตอบ คดีหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 และ 328 เป็นความผิดอาญาอันยอมความได้ ต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหายภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย มิฉะนั้นพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการจะไม่มีอำนาจเริ่มกระบวนการและฟ้องคดีได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6644/2549 ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 326 และมาตรา 328 เป็นความผิดอันยอมความได้ ตาม ป.อ. มาตรา 333 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง แต่ปรากฏจากสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานในหน้าแรกว่า ผู้เสียหายทั้งสามรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 7 คน ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งไว้เป็นหลักฐานว่าในวันเกิดเหตุจำเลยไปหา ส. และขอร้องให้ ส. ไปขอล่าลายมือชื่อชาวบ้านให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นหลักฐานร่วมกันขับไล่ผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครู ซึ่งมีผู้เสียหายทั้งสามรวมอยู่ด้วยให้ย้ายไปที่อื่นโดยบอกว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และผู้เสียหายทั้งสามได้นำเอกสารเป็นบันทึกข้อความเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบ และในหน้าที่สองระบุว่าจึงมาแจ้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้นำเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาต่อไป ซึ่งกรณีเชื่อได้ว่าผู้เสียหายทั้งสามไปแจ้งความเพียงครั้งเดียวตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานฉบับดังกล่าวเท่านั้น เมื่อข้อความในสำเนารายงานประจำวันดังกล่าวระบุแต่เพียงว่าผู้เสียหายทั้งสามมาแจ้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้นำเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาต่อไป จึงมิใช่เป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) เพราะขณะแจ้งยังมิได้มีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ การสอบสวนความผิดฐานนี้ต่อมาภายหลังจึงเป็นการไม่ชอบ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานความผิดดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา หลายมาตรา ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 326 ลงโทษจำคุก 2 เดือน ปรับ 5,000 บาท โดยรอการลงโทษ 1 ปี ส่วนศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องมีคำร้องทุกข์ก่อนพนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน แต่จากเอกสารรายงานประจำวันพบว่าผู้เสียหายและชาวบ้านเพียงมาแจ้งเหตุไว้เป็นหลักฐานเพื่อเสนอต่อผู้บังคับบัญชา มิได้แสดงเจตนาให้ดำเนินคดีกับจำเลย จึงไม่ใช่คำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) การสอบสวนที่เกิดขึ้นภายหลังจึงเป็นการไม่ชอบ ส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120 ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นนี้ จึงพิพากษากลับและให้ยกฟ้องจำเลย |




