
| มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแต่จำเลยหลบหนีขาดอายุความอย่างไร
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญว่าการนับอายุความในการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 จะเริ่มนับเมื่อใดในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาในทุกชั้นศาล และศาลต้องอ่านคำพิพากษาลับหลังโดยชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นข้อพิพาทสำคัญไม่ได้อยู่ที่เพียงการหลบหนีเท่านั้น แต่รวมถึงการตีความคำว่า “คดีถึงที่สุด” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการนับอายุความลงโทษว่าต้องยึดตามวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลัง หรือยึดตามวันที่ศาลออกหมายจับครั้งแรก ทั้งนี้คดีได้สะท้อนหลักกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับโทษจำคุกในกรณีหลบหนี การตีความมาตรา 98 และผลผูกพันของการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 ซึ่งศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์ไว้อย่างเป็นระบบชัดเจน ข้อเท็จจริงโดยสรุป คดีนี้เริ่มจากการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาฐานประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31(1), 33 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 โดยลงโทษจำคุก 6 เดือน ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และเมื่อฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นจำคุก 3 เดือน ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไม่มาฟังคำสั่งศาลชั้นต้น ไม่มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และไม่มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลฎีการะหว่างคู่ความลับหลังผู้ถูกกล่าวหาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 และออกหมายจับเพื่อตามตัว ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ผู้ถูกกล่าวหาถูกจับกุมและนำส่งศาล ผู้ถูกกล่าวหาแถลงว่าคดีขาดอายุความลงโทษตามมาตรา 98 ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาว่าศาลยังมีอำนาจออกหมายจำคุกหรือไม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีถึงที่สุดในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา (24 เมษายน 2555) เมื่อนับถึงวันได้ตัวผู้ถูกกล่าวหา (4 พฤศจิกายน 2557) ยังไม่เกิน 5 ปี จึงสั่งออกหมายจำคุก ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์และฎีกา แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเห็นพ้องว่ายังไม่พ้นกำหนดอายุความลงโทษ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัย 1. อำนาจของศาลชั้นต้นในการออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว 2. การตีความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 กรณีผู้ถูกกล่าวหาหลบหนี 3. จุดเริ่มต้นของการนับอายุความลงโทษ คือวันที่ออกหมายจับครั้งแรก หรือวันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด 4. ผลของการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแยกประเด็น 1 การตีความมาตรา 98—มีความหมาย 2 กรณี ศาลฎีกายืนยันว่า มาตรา 98 แบ่งเป็น 2 ประเภทชัดเจน กรณีที่ 1 ผู้กระทำผิดยังไม่ได้รับโทษเลยเพราะหลบหนี กรณีที่ 2 ผู้กระทำผิดได้รับโทษแล้วแต่ยังไม่ครบถ้วนและหลบหนีระหว่างต้องโทษ คดีนี้อยู่ใน กรณีที่ 1 ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีตั้งแต่ต้นจนไม่เคยมารับโทษ 2 จุดเริ่มต้นการนับอายุความต้องเป็น “วันคดีถึงที่สุด” ศาลชี้ว่า วันที่คดีถึงที่สุดคือวันที่ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง แม้จำเลยไม่อยู่ก็ถือว่าถึงที่สุดโดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 3 เหตุผลที่ไม่อาจนับจากวันออกหมายจับครั้งแรก ผู้ถูกกล่าวหาอ้างให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ออกหมายจับครั้งแรก (8 เมษายน 2551) แต่ศาลฎีกาไม่รับฟัง เพราะ “การออกหมายจับ” ไม่ทำให้คดีถึงที่สุด และไม่ใช่วันที่กฎหมายกำหนดให้เริ่มนับอายุความลงโทษ 4 การอ่านคำพิพากษาลับหลังทำให้คดีถึงที่สุดโดยสมบูรณ์ ศาลฎีกายืนยันว่า การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังจำเลยเป็นการทำให้คดีถึงที่สุดโดยชอบตามกฎหมาย และเป็นจุดเริ่มต้นของการนับอายุความ วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ 1 ความมุ่งหมายของมาตรา 98 เพื่อไม่ให้ผู้กระทำความผิดหลบหนีจนพ้นโทษโดยง่าย แต่ยังต้องคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องโทษไม่ให้ถูกบังคับโทษเมื่อพ้นระยะเวลายาวนานเกินควร จึงต้องมีจุดเริ่มนับอายุความที่แน่นอน 2 เหตุที่ต้องยึดวันคดีถึงที่สุดเป็นหลัก เพื่อความมั่นคงทางกฎหมาย (legal certainty) และเพื่อป้องกันมิให้จำเลยหลบหนีและกล่าวอ้างอายุความโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ตนสร้างขึ้นเอง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวชัดเจนของศาลฎีกาในหลายคดี ได้แก่ • หลักว่าคดีถึงที่สุดในวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แม้จำเลยไม่มาฟัง • การหลบหนีไม่กระทบต่อการถึงที่สุดของคดี • อายุความลงโทษเริ่มนับจากวันที่คดีถึงที่สุดเท่านั้น คดีนี้สอดคล้องกับแนวฎีกาที่วางไว้ก่อนหน้าอย่างมีเสถียรภาพ วิเคราะห์กฎหมายเชิงลึก 1 การตีความคำว่า "คดีถึงที่สุด" ศาลฎีกาเน้นว่า “คดีถึงที่สุด” ต้องหมายถึงวันที่คำพิพากษาศาลฎีกาได้รับการอ่านให้คู่ความฟังตามกระบวนวิธีพิจารณา แม้จำเลยจะไม่ปรากฏตัวก็ไม่ทำให้การอ่านคำพิพากษาเป็นโมฆะ หากเป็นการอ่านอย่างถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 โดยศาลมีอำนาจอ่านลับหลังในกรณีหลบหนี การอ่านดังกล่าวจึงทำให้คดีถึงที่สุดทันที การตีความเช่นนี้ยึดหลักความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษา และป้องกันมิให้จำเลยควบคุมเส้นตายอายุความด้วยการหลบหนี ซึ่งจะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายโดยตรง 2 ความแตกต่างระหว่าง "อายุความฟ้องร้อง" กับ "อายุความลงโทษ" ในมาตรา 98 กล่าวถึง "อายุความลงโทษ" ซึ่งต่างจาก "อายุความฟ้องร้อง" ตามมาตรา 95–96 อย่างชัดเจน เพราะอายุความลงโทษนับตั้งแต่คดีถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่นับตั้งแต่วันกระทำความผิด การตีความที่ถูกต้องต้องยึดองค์ประกอบ 2 ประการ ได้แก่ 1. มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ 2. ผู้กระทำผิดยังมิได้รับโทษหรือได้รับแล้วแต่ยังไม่ครบเพราะหลบหนี คดีนี้เข้าลักษณะข้อแรก ผู้ถูกกล่าวหาไม่เคยเริ่มรับโทษเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นการนับอายุความต้องเริ่มวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา 3 การหลบหนีไม่ใช่เหตุเริ่มต้นการนับอายุความ ผู้ถูกกล่าวหายกเหตุว่า ตนหลบหนีตั้งแต่ปี 2551 จึงต้องนับอายุความมาตั้งแต่วันออกหมายจับครั้งแรก ศาลฎีกาไม่รับฟังเพราะ • การหลบหนีไม่ทำให้ “คดีถึงที่สุด” • การออกหมายจับมีวัตถุประสงค์เพื่อจับกุมตัวมาในระหว่างกระบวนพิจารณา ไม่ใช่เพื่อกำหนดอายุความลงโทษ • กฎหมายมุ่งหมายให้เริ่มนับจากวันที่คดีอยู่ในสถานะที่เด็ดขาดแล้วเท่านั้น หากยอมรับเหตุนี้ ผู้ถูกกล่าวหาที่หลบหนีกลับจะได้ประโยชน์จากการกระทำผิดของตนเอง ซึ่งเป็นผลที่กฎหมายไม่อาจยอมรับ 4 ความชอบด้วยกฎหมายของการอ่านคำพิพากษาลับหลัง ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังในวันที่ 24 เมษายน 2555 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 ซึ่งบัญญัติให้ศาลมีอำนาจอ่านคำพิพากษาเมื่อจำเลยไม่มาปรากฏตัว โดยไม่ทำให้คำพิพากษาไร้ผล เจตนารมณ์ของบทบัญญัติคือ • ป้องกันมิให้กระบวนพิจารณาต้องหยุดชะงักเพราะการหลบหนี • เพื่อให้คดีเดินหน้าและถึงที่สุดได้ตามกระบวนกฎหมาย • เพื่อให้เกิดความมั่นคงในคำพิพากษาและความสงบเรียบร้อยในทางราชการศาล ดังนั้น การอ่านลับหลังจึงมีผลสมบูรณ์และเป็นจุดเริ่มนับอายุความลงโทษ 5 เหตุที่อายุความยังไม่ล่วงเลย เมื่อนับจาก • วันที่คดีถึงที่สุด: 24 เมษายน 2555 • วันที่จับกุมได้: 4 พฤศจิกายน 2557 ระยะเวลาเพียง 2 ปี 6 เดือนเศษ ซึ่ง ไม่ถึง 5 ปี ตามมาตรา 98(4) ดังนั้น ผู้ถูกกล่าวหาไม่อาจอ้างว่าอายุความล่วงเลยแล้ว 6 การบังคับโทษจำคุกหลังจับกุม เมื่อยังไม่พ้นอายุความลงโทษ ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจออกหมายจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้โดยชอบ คำร้องของผู้ถูกกล่าวหาที่ขอให้ศาลวินิจฉัยว่าอายุความล่วงเลยแล้วจึงไม่มีมูล คำวินิจฉัยของศาลฎีกาชี้ว่าการบังคับโทษต้องดำเนินไปโดยไม่ให้จำเลยหลบหนีจนพ้นผิด ซึ่งสอดคล้องกับหลักการยุติธรรมทางอาญา สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาฐานละเมิดอำนาจศาลและเมื่อคดีถึงที่สุดได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังในวันที่ 24 เมษายน 2555 เมื่อจับผู้ถูกกล่าวหาได้ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 พิจารณาว่ายังไม่พ้นอายุความลงโทษ 5 ปี จึงออกหมายจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการนับอายุความต้องยึดวันที่คดีถึงที่สุด ไม่ใช่วันออกหมายจับครั้งแรก 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าคดีถึงที่สุดในวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีการะหว่างคู่ความ แม้จำเลยไม่อยู่ เมื่อยังไม่เกิน 5 ปีตามมาตรา 98(4) ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจออกหมายจำคุกได้โดยชอบ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การหลบหนีไม่ทำให้คดีไม่ถึงที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะอยู่หรือไม่ คดีย่อมถึงที่สุดโดยสมบูรณ์ และเป็นจุดเริ่มนับอายุความลงโทษตามมาตรา 98 2. วันออกหมายจับไม่ใช่เหตุเริ่มต้นการนับอายุความลงโทษ การออกหมายจับเป็นเพียงมาตรการติดตามตัวผู้กระทำความผิด ไม่ใช่จุดเริ่มนับเวลาตามมาตรา 98 การนับอายุความต้องยึดวันที่คดีถึงที่สุดเท่านั้น 3. ผู้กระทำความผิดไม่อาจอ้างประโยชน์จากการหลบหนีของตนเอง ศาลฎีกายืนยันหลักว่าบุคคลไม่อาจใช้เหตุที่ตนเองเป็นผู้ก่อเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากการรับโทษ การหลบหนีไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือข้อยกเว้นในการพ้นผิด 4. อายุความลงโทษมีเจตนารมณ์ป้องกันความล่าช้าของรัฐ ไม่ใช่ให้ผู้กระทำผิดพ้นโทษง่าย มาตรา 98 กำหนดอายุความลงโทษเพื่อกำกับการใช้ดุลพินิจของรัฐ มิใช่เพื่อให้ผู้หลบหนีสามารถควบคุมเวลาให้พ้นโทษโดยการหลบหนีเป็นระยะเวลานาน 5. การอ่านคำพิพากษาลับหลังเป็นกลไกสำคัญในการคงไว้ซึ่งความมั่นคงของกระบวนยุติธรรม บทบัญญัตินี้ช่วยป้องกันมิให้กระบวนการพิจารณาและการถึงที่สุดของคดีถูกชะลอโดยจงใจจากฝ่ายผู้ต้องโทษ และสร้างความเด็ดขาดแน่นอนให้แก่คำพิพากษา 6. ระบบอายุความลงโทษต้องตีความในลักษณะรักษาประโยชน์สาธารณะและเสถียรภาพของกฎหมาย ศาลฎีกาวางหลักการตีความให้เกิดผลสอดคล้องกับความสงบเรียบร้อยของสังคม มิให้กระบวนการบังคับโทษเสียหายเพราะผู้กระทำความผิดหลบหนีเป็นเวลานาน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม คดีถึงที่สุดในกรณีผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาถือว่าวันใด? คำตอบ คดีถึงที่สุดในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะไม่มาปรากฏตัวก็ตาม ถือเป็นวันเริ่มนับอายุความลงโทษตามมาตรา 98 2. คำถาม การออกหมายจับครั้งแรกสามารถถือเป็นจุดเริ่มต้นการนับอายุความลงโทษได้หรือไม่? คำตอบ ไม่ได้ การออกหมายจับเป็นเพียงมาตรการติดตามตัวผู้กระทำผิด ไม่ใช่วันที่กฎหมายกำหนดให้เริ่มนับอายุความลงโทษ การนับต้องเริ่มจากวันที่คดีถึงที่สุดเท่านั้น 3. คำถาม ผู้ถูกกล่าวหาที่หลบหนีสามารถอ้างว่าคดีขาดอายุความลงโทษได้หรือไม่? คำตอบ ไม่ได้ หากการนับอายุความยังไม่พ้นกำหนดตามมาตรา 98 และคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาย่อมไม่สามารถนำการหลบหนีของตนมาเป็นประโยชน์เพื่อให้พ้นการบังคับโทษได้ 4. คำถาม มาตรา 98 ประมวลกฎหมายอาญาใช้บังคับแก่กรณีใด? คำตอบ มาตรา 98 ใช้บังคับเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด และผู้นั้นยังมิได้รับโทษ หรือได้รับโทษแล้วแต่ยังไม่ครบถ้วนเพราะหลบหนี กฎหมายกำหนดระยะเวลาอายุความสำหรับการบังคับโทษในแต่ละกรณี 5. คำถาม เหตุใดศาลจึงถือว่าการอ่านคำพิพากษาลับหลังมีผลสมบูรณ์? คำตอบ เพราะมาตรา 182 ป.วิ.อ. ให้อำนาจศาลอ่านคำพิพากษาได้แม้คู่ความไม่อยู่ในศาล เพื่อคงไว้ซึ่งความเด็ดขาดของกระบวนพิจารณา ทำให้คดีถึงที่สุดโดยชอบตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10494/2558 บทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 98 มีความหมาย 2 กรณี คือเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด กรณีแรก ถ้าผู้กระทำความผิดยังมิได้รับโทษ ซึ่งหมายถึงหลบหนีไปก่อนศาลมีคำพิพากษาลงโทษ หรือหลบหนีไปเมื่อศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้วและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษ นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด เกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ กรณีที่สอง ถ้าผู้กระทำความผิดได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีไป ซึ่งหมายถึงหลบหนีไประหว่างต้องโทษและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษ นับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนีเกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไปไม่มาฟังคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลฎีกา จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษา การนับระยะเวลาว่าจะลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้หรือไม่ จึงต้องนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหา เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังวันที่ 24 เมษายน 2555 คดีจึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหามาจึงไม่เกินห้าปีอันล่วงเลยการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 98 (4) คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาว่า ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้จำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำคุก 3 เดือน คดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังผู้ถูกกล่าวหา เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 และออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหา ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 เจ้าพนักงานตำรวจจับผู้ถูกกล่าวหาได้นำตัวส่งศาลชั้นต้น ผู้ถูกกล่าวหาแถลงว่าคดีของผู้ถูกกล่าวหาขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ถูกกล่าวหาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน อายุความที่ผู้ถูกกล่าวหาต้องรับผิดคือภายในห้าปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (4) ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 24 เมษายน 2555 ถือว่าคำพิพากษาถึงที่สุดในวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นับถึงวันนี้ (4 พฤศจิกายน 2557) ยังไม่เกินห้าปีคดีจึงไม่เกินกำหนดเวลาการลงโทษ จึงให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดชอบหรือไม่ ที่ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด ผู้นั้นยังมิได้รับโทษก็ดี ได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีก็ดี ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หรือนับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนี... เมื่อผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไม่ไปฟังคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลฎีกา อายุความจึงยังคงเดินอยู่ จึงต้องนับอายุความตั้งแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีนับแต่วันที่ 8 เมษายน 2551 ที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหา เมื่อนับถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 จึงเกินกว่า 5 ปี แล้วนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด ผู้นั้นยังมิได้รับโทษก็ดี ได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีก็ดี ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือนับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนี แล้วแต่กรณีเกินกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ เป็นอันล่วงเลยการลงโทษ จะลงโทษผู้นั้นมิได้... บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมาย 2 กรณี กล่าวคือ เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด กรณีแรก ถ้าผู้กระทำความผิดยังมิได้รับโทษซึ่งหมายถึงหลบหนีไปก่อนศาลมีคำพิพากษาลงโทษ หรือหลบหนีไปเมื่อศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้วและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษ นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดเกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ และกรณีที่สอง ถ้าผู้กระทำความผิดได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีไปซึ่งหมายถึงหลบหนีไประหว่างต้องโทษและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนี เกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ คดีนี้ ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไม่มาฟังคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลฎีกา และเพิ่งได้ตัวผู้ถูกกล่าวหามารับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษา การนับระยะเวลาว่าจะลงโทษผู้ถูกกกล่าวหาได้หรือไม่ จึงต้องนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหา เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังวันที่ 24 เมษายน 2555 คดีจึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหามาจึงยังไม่เกินห้าปี อันจะล่วงเลยการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (4) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |




