ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแต่จำเลยหลบหนีขาดอายุความอย่างไร

อายุความลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98, หลักเกณฑ์การนับอายุความเมื่อจำเลยหลบหนี, การอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยตาม ป.วิ.อ., คดีถึงที่สุดเมื่ออ่านคำพิพากษาศาลฎีกา, การออกหมายจับกรณีไม่มาฟังคำพิพากษา, การบังคับโทษเมื่อผู้ถูกกล่าวหาหลบหนี, อายุความห้าปีตามมาตรา 98(4), เจตนารมณ์เรื่องการล่วงเลยการลงโทษ, หลักกฎหมายว่าด้วยการได้รับโทษไม่ครบถ้วน, คดีละเมิดอำนาจศาลและการลงโทษจำคุก, ข้อพิพาทเกี่ยวกับวันเริ่มนับอายุความ, แนวฎีกาว่าด้วยการหลบหนี,

          ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญว่าการนับอายุความในการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 จะเริ่มนับเมื่อใดในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาในทุกชั้นศาล และศาลต้องอ่านคำพิพากษาลับหลังโดยชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นข้อพิพาทสำคัญไม่ได้อยู่ที่เพียงการหลบหนีเท่านั้น แต่รวมถึงการตีความคำว่า “คดีถึงที่สุด” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการนับอายุความลงโทษว่าต้องยึดตามวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลัง หรือยึดตามวันที่ศาลออกหมายจับครั้งแรก ทั้งนี้คดีได้สะท้อนหลักกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับโทษจำคุกในกรณีหลบหนี การตีความมาตรา 98 และผลผูกพันของการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 ซึ่งศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์ไว้อย่างเป็นระบบชัดเจน

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

คดีนี้เริ่มจากการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาฐานประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31(1), 33 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 โดยลงโทษจำคุก 6 เดือน ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และเมื่อฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นจำคุก 3 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไม่มาฟังคำสั่งศาลชั้นต้น ไม่มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และไม่มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลฎีการะหว่างคู่ความลับหลังผู้ถูกกล่าวหาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 และออกหมายจับเพื่อตามตัว

ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ผู้ถูกกล่าวหาถูกจับกุมและนำส่งศาล ผู้ถูกกล่าวหาแถลงว่าคดีขาดอายุความลงโทษตามมาตรา 98 ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาว่าศาลยังมีอำนาจออกหมายจำคุกหรือไม่

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีถึงที่สุดในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา (24 เมษายน 2555) เมื่อนับถึงวันได้ตัวผู้ถูกกล่าวหา (4 พฤศจิกายน 2557) ยังไม่เกิน 5 ปี จึงสั่งออกหมายจำคุก ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์และฎีกา แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเห็นพ้องว่ายังไม่พ้นกำหนดอายุความลงโทษ

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัย

1. อำนาจของศาลชั้นต้นในการออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว

2. การตีความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 กรณีผู้ถูกกล่าวหาหลบหนี

3. จุดเริ่มต้นของการนับอายุความลงโทษ คือวันที่ออกหมายจับครั้งแรก หรือวันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

4. ผลของการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแยกประเด็น

1 การตีความมาตรา 98—มีความหมาย 2 กรณี

ศาลฎีกายืนยันว่า มาตรา 98 แบ่งเป็น 2 ประเภทชัดเจน

กรณีที่ 1 ผู้กระทำผิดยังไม่ได้รับโทษเลยเพราะหลบหนี

กรณีที่ 2 ผู้กระทำผิดได้รับโทษแล้วแต่ยังไม่ครบถ้วนและหลบหนีระหว่างต้องโทษ

คดีนี้อยู่ใน กรณีที่ 1 ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีตั้งแต่ต้นจนไม่เคยมารับโทษ

2 จุดเริ่มต้นการนับอายุความต้องเป็น “วันคดีถึงที่สุด”

ศาลชี้ว่า วันที่คดีถึงที่สุดคือวันที่ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง แม้จำเลยไม่อยู่ก็ถือว่าถึงที่สุดโดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182

3 เหตุผลที่ไม่อาจนับจากวันออกหมายจับครั้งแรก

ผู้ถูกกล่าวหาอ้างให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ออกหมายจับครั้งแรก (8 เมษายน 2551) แต่ศาลฎีกาไม่รับฟัง

เพราะ “การออกหมายจับ” ไม่ทำให้คดีถึงที่สุด และไม่ใช่วันที่กฎหมายกำหนดให้เริ่มนับอายุความลงโทษ

4 การอ่านคำพิพากษาลับหลังทำให้คดีถึงที่สุดโดยสมบูรณ์

ศาลฎีกายืนยันว่า การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังจำเลยเป็นการทำให้คดีถึงที่สุดโดยชอบตามกฎหมาย และเป็นจุดเริ่มต้นของการนับอายุความ

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์

1 ความมุ่งหมายของมาตรา 98

เพื่อไม่ให้ผู้กระทำความผิดหลบหนีจนพ้นโทษโดยง่าย แต่ยังต้องคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องโทษไม่ให้ถูกบังคับโทษเมื่อพ้นระยะเวลายาวนานเกินควร จึงต้องมีจุดเริ่มนับอายุความที่แน่นอน

2 เหตุที่ต้องยึดวันคดีถึงที่สุดเป็นหลัก

เพื่อความมั่นคงทางกฎหมาย (legal certainty)

และเพื่อป้องกันมิให้จำเลยหลบหนีและกล่าวอ้างอายุความโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ตนสร้างขึ้นเอง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวชัดเจนของศาลฎีกาในหลายคดี ได้แก่

หลักว่าคดีถึงที่สุดในวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แม้จำเลยไม่มาฟัง

การหลบหนีไม่กระทบต่อการถึงที่สุดของคดี

อายุความลงโทษเริ่มนับจากวันที่คดีถึงที่สุดเท่านั้น

คดีนี้สอดคล้องกับแนวฎีกาที่วางไว้ก่อนหน้าอย่างมีเสถียรภาพ

วิเคราะห์กฎหมายเชิงลึก

1 การตีความคำว่า "คดีถึงที่สุด"

ศาลฎีกาเน้นว่า “คดีถึงที่สุด” ต้องหมายถึงวันที่คำพิพากษาศาลฎีกาได้รับการอ่านให้คู่ความฟังตามกระบวนวิธีพิจารณา แม้จำเลยจะไม่ปรากฏตัวก็ไม่ทำให้การอ่านคำพิพากษาเป็นโมฆะ หากเป็นการอ่านอย่างถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 โดยศาลมีอำนาจอ่านลับหลังในกรณีหลบหนี การอ่านดังกล่าวจึงทำให้คดีถึงที่สุดทันที

การตีความเช่นนี้ยึดหลักความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษา และป้องกันมิให้จำเลยควบคุมเส้นตายอายุความด้วยการหลบหนี ซึ่งจะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายโดยตรง

2 ความแตกต่างระหว่าง "อายุความฟ้องร้อง" กับ "อายุความลงโทษ"

ในมาตรา 98 กล่าวถึง "อายุความลงโทษ" ซึ่งต่างจาก "อายุความฟ้องร้อง" ตามมาตรา 95–96 อย่างชัดเจน เพราะอายุความลงโทษนับตั้งแต่คดีถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่นับตั้งแต่วันกระทำความผิด

การตีความที่ถูกต้องต้องยึดองค์ประกอบ 2 ประการ ได้แก่

1. มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ

2. ผู้กระทำผิดยังมิได้รับโทษหรือได้รับแล้วแต่ยังไม่ครบเพราะหลบหนี

คดีนี้เข้าลักษณะข้อแรก ผู้ถูกกล่าวหาไม่เคยเริ่มรับโทษเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นการนับอายุความต้องเริ่มวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา

3 การหลบหนีไม่ใช่เหตุเริ่มต้นการนับอายุความ

ผู้ถูกกล่าวหายกเหตุว่า ตนหลบหนีตั้งแต่ปี 2551 จึงต้องนับอายุความมาตั้งแต่วันออกหมายจับครั้งแรก

ศาลฎีกาไม่รับฟังเพราะ

การหลบหนีไม่ทำให้ “คดีถึงที่สุด”

การออกหมายจับมีวัตถุประสงค์เพื่อจับกุมตัวมาในระหว่างกระบวนพิจารณา ไม่ใช่เพื่อกำหนดอายุความลงโทษ

กฎหมายมุ่งหมายให้เริ่มนับจากวันที่คดีอยู่ในสถานะที่เด็ดขาดแล้วเท่านั้น

หากยอมรับเหตุนี้ ผู้ถูกกล่าวหาที่หลบหนีกลับจะได้ประโยชน์จากการกระทำผิดของตนเอง ซึ่งเป็นผลที่กฎหมายไม่อาจยอมรับ

4 ความชอบด้วยกฎหมายของการอ่านคำพิพากษาลับหลัง

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังในวันที่ 24 เมษายน 2555 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 ซึ่งบัญญัติให้ศาลมีอำนาจอ่านคำพิพากษาเมื่อจำเลยไม่มาปรากฏตัว โดยไม่ทำให้คำพิพากษาไร้ผล

เจตนารมณ์ของบทบัญญัติคือ

ป้องกันมิให้กระบวนพิจารณาต้องหยุดชะงักเพราะการหลบหนี

เพื่อให้คดีเดินหน้าและถึงที่สุดได้ตามกระบวนกฎหมาย

เพื่อให้เกิดความมั่นคงในคำพิพากษาและความสงบเรียบร้อยในทางราชการศาล

ดังนั้น การอ่านลับหลังจึงมีผลสมบูรณ์และเป็นจุดเริ่มนับอายุความลงโทษ

5 เหตุที่อายุความยังไม่ล่วงเลย

เมื่อนับจาก

วันที่คดีถึงที่สุด: 24 เมษายน 2555

วันที่จับกุมได้: 4 พฤศจิกายน 2557

ระยะเวลาเพียง 2 ปี 6 เดือนเศษ ซึ่ง ไม่ถึง 5 ปี ตามมาตรา 98(4)

ดังนั้น ผู้ถูกกล่าวหาไม่อาจอ้างว่าอายุความล่วงเลยแล้ว

6 การบังคับโทษจำคุกหลังจับกุม

เมื่อยังไม่พ้นอายุความลงโทษ ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจออกหมายจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้โดยชอบ

คำร้องของผู้ถูกกล่าวหาที่ขอให้ศาลวินิจฉัยว่าอายุความล่วงเลยแล้วจึงไม่มีมูล

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาชี้ว่าการบังคับโทษต้องดำเนินไปโดยไม่ให้จำเลยหลบหนีจนพ้นผิด ซึ่งสอดคล้องกับหลักการยุติธรรมทางอาญา

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาฐานละเมิดอำนาจศาลและเมื่อคดีถึงที่สุดได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังในวันที่ 24 เมษายน 2555 เมื่อจับผู้ถูกกล่าวหาได้ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 พิจารณาว่ายังไม่พ้นอายุความลงโทษ 5 ปี จึงออกหมายจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด

2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการนับอายุความต้องยึดวันที่คดีถึงที่สุด ไม่ใช่วันออกหมายจับครั้งแรก

3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าคดีถึงที่สุดในวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีการะหว่างคู่ความ แม้จำเลยไม่อยู่ เมื่อยังไม่เกิน 5 ปีตามมาตรา 98(4) ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจออกหมายจำคุกได้โดยชอบ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 

1. การหลบหนีไม่ทำให้คดีไม่ถึงที่สุด

เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะอยู่หรือไม่ คดีย่อมถึงที่สุดโดยสมบูรณ์ และเป็นจุดเริ่มนับอายุความลงโทษตามมาตรา 98

2. วันออกหมายจับไม่ใช่เหตุเริ่มต้นการนับอายุความลงโทษ

การออกหมายจับเป็นเพียงมาตรการติดตามตัวผู้กระทำความผิด ไม่ใช่จุดเริ่มนับเวลาตามมาตรา 98 การนับอายุความต้องยึดวันที่คดีถึงที่สุดเท่านั้น

3. ผู้กระทำความผิดไม่อาจอ้างประโยชน์จากการหลบหนีของตนเอง

ศาลฎีกายืนยันหลักว่าบุคคลไม่อาจใช้เหตุที่ตนเองเป็นผู้ก่อเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากการรับโทษ การหลบหนีไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือข้อยกเว้นในการพ้นผิด

4. อายุความลงโทษมีเจตนารมณ์ป้องกันความล่าช้าของรัฐ ไม่ใช่ให้ผู้กระทำผิดพ้นโทษง่าย

มาตรา 98 กำหนดอายุความลงโทษเพื่อกำกับการใช้ดุลพินิจของรัฐ มิใช่เพื่อให้ผู้หลบหนีสามารถควบคุมเวลาให้พ้นโทษโดยการหลบหนีเป็นระยะเวลานาน

5. การอ่านคำพิพากษาลับหลังเป็นกลไกสำคัญในการคงไว้ซึ่งความมั่นคงของกระบวนยุติธรรม

บทบัญญัตินี้ช่วยป้องกันมิให้กระบวนการพิจารณาและการถึงที่สุดของคดีถูกชะลอโดยจงใจจากฝ่ายผู้ต้องโทษ และสร้างความเด็ดขาดแน่นอนให้แก่คำพิพากษา

6. ระบบอายุความลงโทษต้องตีความในลักษณะรักษาประโยชน์สาธารณะและเสถียรภาพของกฎหมาย

ศาลฎีกาวางหลักการตีความให้เกิดผลสอดคล้องกับความสงบเรียบร้อยของสังคม มิให้กระบวนการบังคับโทษเสียหายเพราะผู้กระทำความผิดหลบหนีเป็นเวลานาน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

คดีถึงที่สุดในกรณีผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาถือว่าวันใด?

คำตอบ

คดีถึงที่สุดในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะไม่มาปรากฏตัวก็ตาม ถือเป็นวันเริ่มนับอายุความลงโทษตามมาตรา 98

2. คำถาม

การออกหมายจับครั้งแรกสามารถถือเป็นจุดเริ่มต้นการนับอายุความลงโทษได้หรือไม่?

คำตอบ

ไม่ได้ การออกหมายจับเป็นเพียงมาตรการติดตามตัวผู้กระทำผิด ไม่ใช่วันที่กฎหมายกำหนดให้เริ่มนับอายุความลงโทษ การนับต้องเริ่มจากวันที่คดีถึงที่สุดเท่านั้น

3. คำถาม

ผู้ถูกกล่าวหาที่หลบหนีสามารถอ้างว่าคดีขาดอายุความลงโทษได้หรือไม่?

คำตอบ

ไม่ได้ หากการนับอายุความยังไม่พ้นกำหนดตามมาตรา 98 และคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาย่อมไม่สามารถนำการหลบหนีของตนมาเป็นประโยชน์เพื่อให้พ้นการบังคับโทษได้

4. คำถาม

มาตรา 98 ประมวลกฎหมายอาญาใช้บังคับแก่กรณีใด?

คำตอบ

มาตรา 98 ใช้บังคับเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด และผู้นั้นยังมิได้รับโทษ หรือได้รับโทษแล้วแต่ยังไม่ครบถ้วนเพราะหลบหนี กฎหมายกำหนดระยะเวลาอายุความสำหรับการบังคับโทษในแต่ละกรณี

5. คำถาม

เหตุใดศาลจึงถือว่าการอ่านคำพิพากษาลับหลังมีผลสมบูรณ์?

คำตอบ

เพราะมาตรา 182 ป.วิ.อ. ให้อำนาจศาลอ่านคำพิพากษาได้แม้คู่ความไม่อยู่ในศาล เพื่อคงไว้ซึ่งความเด็ดขาดของกระบวนพิจารณา ทำให้คดีถึงที่สุดโดยชอบตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10494/2558 

บทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 98 มีความหมาย 2 กรณี คือเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด กรณีแรก ถ้าผู้กระทำความผิดยังมิได้รับโทษ ซึ่งหมายถึงหลบหนีไปก่อนศาลมีคำพิพากษาลงโทษ หรือหลบหนีไปเมื่อศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้วและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษ นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด เกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ กรณีที่สอง ถ้าผู้กระทำความผิดได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีไป ซึ่งหมายถึงหลบหนีไประหว่างต้องโทษและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษ นับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนีเกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไปไม่มาฟังคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลฎีกา จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษา การนับระยะเวลาว่าจะลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้หรือไม่ จึงต้องนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหา เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังวันที่ 24 เมษายน 2555 คดีจึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหามาจึงไม่เกินห้าปีอันล่วงเลยการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 98 (4)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาว่า ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้จำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำคุก 3 เดือน คดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังผู้ถูกกล่าวหา เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 และออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหา ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 เจ้าพนักงานตำรวจจับผู้ถูกกล่าวหาได้นำตัวส่งศาลชั้นต้น ผู้ถูกกล่าวหาแถลงว่าคดีของผู้ถูกกล่าวหาขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ถูกกล่าวหาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน อายุความที่ผู้ถูกกล่าวหาต้องรับผิดคือภายในห้าปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (4) ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 24 เมษายน 2555 ถือว่าคำพิพากษาถึงที่สุดในวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นับถึงวันนี้ (4 พฤศจิกายน 2557) ยังไม่เกินห้าปีคดีจึงไม่เกินกำหนดเวลาการลงโทษ จึงให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดชอบหรือไม่ ที่ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด ผู้นั้นยังมิได้รับโทษก็ดี ได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีก็ดี ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หรือนับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนี... เมื่อผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไม่ไปฟังคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลฎีกา อายุความจึงยังคงเดินอยู่ จึงต้องนับอายุความตั้งแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีนับแต่วันที่ 8 เมษายน 2551 ที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหา เมื่อนับถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 จึงเกินกว่า 5 ปี แล้วนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด ผู้นั้นยังมิได้รับโทษก็ดี ได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีก็ดี ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือนับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนี แล้วแต่กรณีเกินกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ เป็นอันล่วงเลยการลงโทษ จะลงโทษผู้นั้นมิได้... บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมาย 2 กรณี กล่าวคือ เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด กรณีแรก ถ้าผู้กระทำความผิดยังมิได้รับโทษซึ่งหมายถึงหลบหนีไปก่อนศาลมีคำพิพากษาลงโทษ หรือหลบหนีไปเมื่อศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้วและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษ นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดเกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ และกรณีที่สอง ถ้าผู้กระทำความผิดได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีไปซึ่งหมายถึงหลบหนีไประหว่างต้องโทษและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนี เกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ คดีนี้ ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไม่มาฟังคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลฎีกา และเพิ่งได้ตัวผู้ถูกกล่าวหามารับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษา การนับระยะเวลาว่าจะลงโทษผู้ถูกกกล่าวหาได้หรือไม่ จึงต้องนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหา เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังวันที่ 24 เมษายน 2555 คดีจึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหามาจึงยังไม่เกินห้าปี อันจะล่วงเลยการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (4) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน




เกี่ยวกับคดีอาญา

คำร้องทุกข์ไม่สมบูรณ์ในความผิดหมิ่นประมาทและผลต่ออำนาจฟ้องคดีอาญา
ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ปฏิบัติหรือละเว้นตามมาตรา 157(ฎีกา 4639/2566)
คดีรื้อถอนกุฏิวัดและอำนาจเจ้าหน้าที่ป่าไม้(ฎีกา 599/2567)
คดีล่วงละเมิดเด็กในความดูแล ความผิดทางเพศเด็ก, กระทำชำเราเด็ก, ป.อ. มาตรา 285 (ฎีกา 5524/2567)
ขอคืนรถของกลาง & เงื่อนไขริบและคืน,ริบทรัพย์, เจ้าของทรัพย์, (ฎีกา 9090/2549)
คดีโฆษณาแอลกอฮอล์ & เครื่องหมายการค้า, โฆษณาผิดกฎหมาย, (ฎีกา 3139/2568)
คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว & การยกฟ้อง ตรวจสอบคุณภาพข้าว, (ฎีกา 3555/2568)
ลูกจ้างลักทรัพย์นายจ้าง & การบรรเทาโทษ,มาตรา 335, มาตรา 352, (ฎีกา 5658/2567)
คดีโฉนดมรดก & ป.อ. มาตรา 188, ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, (ฎีกา 842/2568)
คดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ & ค่าเสียหายสิ่งแวดล้อม (ฎีกา 6009/2567)
คดีพยายามฆ่า, คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย,(ฎีกา 2813/2568, )
คดีพยายามฆ่า & บุกรุกทำร้ายร่างกาย, บุกรุกเคหสถาน (ฎีกา 2813/2568)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ, ป.อ. มาตรา 364, (ฎีกาที่ 5613/2550)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ,มาตรา 364, (ฎีกา 5613/2550)
ฎีกา 1044/2568 – คดีฟอกเงิน & นับโทษจำคุกต่อ
(ฎีกาที่ 3710/2567): คดีพยายามฆ่า การวินิจฉัยเจตนาและข้อจำกัดในการยกฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567: การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567: คดีช่วยซ่อนเร้นสินค้านำเข้าไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและภาษีสรรพสามิต ศาลฎีกายกฎีกาจำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4770/2567: ผู้เสียหายโดยตรงในคดีลักทรัพย์จากบัญชีเงินฝากและสิทธิฟ้องคดีอาญา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5492/2567: คดีพยายามฆ่าโดยใช้อาวุธปืน บุกรุกเคหสถานกลางคืน และการห้ามฎีกาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2567: คดีลักทรัพย์และการเพิ่มโทษตามมาตรา 93 พร้อมข้อจำกัดการฎีกาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5796/2567 ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท — ศาลชี้ขาดเจตนากับการกระทำโดยสุจริต
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5854/2567: ริบรถยนต์ใช้ซ่อนเร้นบุหรี่เถื่อนตาม พ.ร.บ. ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5893/2567 ป้องกันเกินกว่าเหตุและสำคัญผิดจนยิงผู้อื่น ศาลปรับโทษเหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6190/2567 ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ไม่เป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน และไม่เข้าข่ายฆ่าโดยทารุณโหดร้าย
ความรับผิดฐานควบคุมสัตว์ดุร้ายตาม ป.อ. มาตรา 377 และกฎหมายโรคระบาดสัตว์(ฎีกาที่ 8040/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2567 – พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารและสิทธิของผู้ปกครองตามกฎหมาย
ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ลักทรัพย์โดยสุจริต, ความผิดลักทรัพย์ vs การเข้าใจผิด, คดีลักทรัพย์ในเครือญาติ,
การกระทำของจำเลยเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน, ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมาตรา 289 (4), โทษประหารชีวิตในคดีอาญา
ป.อ. มาตรา 54 ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง
คดีอั้งยี่พนันออนไลน์ & ฟ้องครบองค์ประกอบ (ฎีกา 980/2567)
กระทำชำเราผู้เยาว์ในบ้านไม่ถือว่าแยกเด็กจากอำนาจปกครองดูแล
จำเลยไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี
ผู้ปกครองอนุญาตให้ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยเท่านั้น
การกระทำโดยพลาด
รอการลงโทษ,ให้การรับสารภาพ
รถยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะซุกซ่อนและขนส่งบุหรี่ซิกาแรตในการกระทำความผิด(ฎีกา 5155/2566)
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้นั้นสภาพความเป็นลูกหนี้เจ้าหนี้เกิดขึ้นทันที
การกระทำความผิดระหว่างผู้บุพการีต่อผู้สืบสันดานหรือผู้สืบสันดานต่อผู้บุพการี
พาไปเพื่อการอนาจาร -บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี
ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน
จำเลยฉ้อโกงหลอกลวงเอาทรัพย์ขณะที่ผู้เสียหายป่วยทางจิต
รอการกำหนดโทษ | รอการลงโทษ | พรบ.ล้างมลทิน
เบิกความอันเป็นเท็จในศาล
จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาใดไม่แน่ชัด
ป้องกันพอสมควรแก่เหตุ-ป้องกันเกินกว่าเหตุ
บันดาลโทสะเพราะเหตุยั่วยุให้โมโห
หมิ่นประมาท | เข้าใจโดยสุจริต
ความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้
เป็นอันตรายแก่จิตใจ - ใช้ยาสลบใส่กาแฟ
บันดาลโทสะต้องถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง
หมิ่นประมาท | หนังสือพิมพ์ลงพิมพ์โฆษณา
วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนต้องห้ามฎีกา
ผู้เสียหายด่าจำเลย(บิดา)หยาบคายกรณีจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
เจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร
การริบทรัพย์สิน | ใช้ในการกระทำความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คำว่า-วิชาชีพ-ในคดีอาญา
หลบหนีไปจากความควบคุมตามอำนาจของพนักงานสอบสวน
สเปรย์พริกไทยไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ
พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร | รับส่งเด็กนักเรียน
ลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ
กระทำอนาจารต่อศิษย์นอกเวลาเรียน
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ยังคงเป็นป่าตาม พ.ร.บ. ป่าไม้
เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต
ลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว 7 คน
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อาญา มาตรา 188
ผู้สนับสนุนให้จำเลยกระทำความผิด
ทวงหนี้ลักษณะข่มขู่ว่าไม่จ่ายจะเดือดร้อนจำคุก 3 ปี
การทำนากุ้งไม่ใช่การประกอบอาชีพกสิกรรม
ลักทรัพย์นายจ้าง, ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
การจับกุมมิชอบกับการฟ้องคดีอาญา
คำขอในส่วนแพ่งเนื่องความผิดอาญา
แม้ผู้ตายยิงจำเลยก่อนอ้างเหตุป้องกันตัวไม่ได้
ทำร้ายร่างกายกับการป้องกันตัว
พรากเด็กต่ำ15 ปี ไปเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี
ซื้อเสียงเลือกตั้งไม่รอลงอาญา
ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบ
การเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
กระทำชำเราต่างวันต่างเวลาและต่างสถานที่ผิดหลายกรรม
เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล
การพรากเด็กไม่ว่าเด็กจะออกจากบ้านเองก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น
ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมและฐานฉ้อโกง
พิพากษาจำคุกจำเลยศาลฎีกายกฟ้องเพราะคำฟ้องไม่ได้ลงชื่อ
หมิ่นประมาทกับดูหมิ่นซึ่งหน้า-ความผิดอาญามีโทษหนักเบาแตกต่างกัน
พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย
พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิต
บันดาลโทสะหรือพยายามฆ่า
ความผิดอันยอมความได้ | คดีหมิ่นประมาท | ร้องทุกข์ภายในสามเดือน
พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
การสมรสในต่างประเทศระหว่างหญิงไทยกับหญิงไทย
การกระทำชำเราที่ไม่ต้องรับโทษ
การสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายอิสลามจำเลยไม่ต้องรับโทษ
กระทำโดยประมาทไม่อาจอ้างเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีอำนาจสอบสวนไม่มีอำนาจฟ้อง
ให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราถูกจำคุก 48 เดือน
ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุดคดีอาญาระงับ
บุตรติดมารดาไม่อยู่ในความปกครองของบิดาเลี้ยง