ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การสมรสในต่างประเทศระหว่างหญิงไทยกับหญิงไทย

การสมรสในต่างประเทศระหว่างหญิงไทยกับหญิงไทย

จำเลยได้รับยกเว้นโทษหรือไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 กรณีสามีภริยากระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่? ตามข้อเท็จจริงโจทก์ร่วมและจำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งตามมาตรา 1459  “การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้” ในการพิจารณาถึงความสมบูรณ์แห่งการสมรสระหว่างจำเลยและโจทก์ร่วมจึงต้องพิจารณา เรื่องเงื่อนไขแห่งการสมรสประกอบด้วย เมื่อ ป.พ.พ. มาตรา 1448 บัญญัติว่า “การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว” แสดงว่าการสมรสจะสมบูรณ์ต่อเมื่อคู่สมรสเป็นชายและหญิง เมื่อจำเลยและโจทก์ร่วมต่างก็เป็นหญิง การสมรสระหว่างจำเลยและโจทก์ร่วมจึงไม่ต้องด้วยเงื่อนไขของการสมรสตามกฎหมายไทย จำเลยและโจทก์ร่วมไม่มีสถานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย กรณีจึงไม่ต้องด้วยเหตุยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 พิพากษาจำคุกจำเลยรวม 7 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 4 ปี 8 เดือน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2887/2563

โจทก์ร่วมและจำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศอังกฤษเมื่อปี 2557 แม้ ป.พ.พ. มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า “การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้” และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การสมรสซึ่งได้ทำถูกต้องตามแบบที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแห่งประเทศที่ทำการสมรสนั้น ย่อมเป็นอันสมบูรณ์” ก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า “เงื่อนไขแห่งการสมรสให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของคู่กรณีแต่ละฝ่าย” เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยและโจทก์ร่วมเป็นผู้มีสัญชาติไทย ดังนั้น ในการพิจารณาถึงความสมบูรณ์แห่งการสมรสระหว่างจำเลยและโจทก์ร่วมจึงต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 หมวด 2 เรื่องเงื่อนไขแห่งการสมรสประกอบด้วย เมื่อมาตรา 1448 บัญญัติว่า “การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว” แสดงว่าการสมรสจะสมบูรณ์ต่อเมื่อคู่สมรสเป็นชายและหญิง เมื่อจำเลยและโจทก์ร่วมต่างก็เป็นหญิง การสมรสระหว่างจำเลยและโจทก์ร่วมจึงไม่ต้องด้วยเงื่อนไขของการสมรสตามกฎหมายไทย จำเลยและโจทก์ร่วมไม่มีสถานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย กรณีจึงไม่ต้องด้วยเหตุยกเว้นโทษตาม ป.อ. มาตรา 71

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 352, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน รวมเป็นเงิน 82,215,256 บาท แก่ผู้เสียหาย และขอให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3211/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ป. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (1) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ จำคุก 3 ปี ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุก 4 ปี รวมสองกระทง จำคุก 7 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 62,509,875 บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3211/2559 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2541 โจทก์ร่วมและจำเลยรู้จักกันโดยโจทก์ร่วมเป็นลูกค้าทำผมที่ร้านทำผมของจำเลยแล้วใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างคนรักตั้งแต่ปี 2542 เมื่อปี 2545 โจทก์ร่วมก่อตั้งและเป็นกรรมการของบริษัท ค. ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร บริษัทดังกล่าวประกอบกิจการผลิตทองรูปพรรณให้ร้านขายทอง รวมทั้งร้าน ล. ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวโจทก์ร่วม ปัจจุบันจำเลยเป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าว เมื่อปี 2545 โจทก์ร่วม นาง ช. มารดาของโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการของบริษัท ด. ประกอบกิจการจำหน่ายจิวเวลรี่และทองรูปพรรณ เมื่อปี 2547 โจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการของบริษัท จ. ประกอบกิจการร้านขายเครื่องประดับอัญมณี เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2555 โจทก์ร่วมเดินทางไปพักอาศัยอยู่กับบุตรในต่างประเทศ โดยให้จำเลยมีหน้าที่ดูแลและบริหารธุรกิจผลิตทองรูปพรรณที่ประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว ต่อมาเมื่อปี 2557 โจทก์ร่วมและจำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศอังกฤษ วันที่ 8 กรกฎาคม 2558 โจทก์ร่วมเดินทางกลับประเทศไทยและพบว่าทรัพย์สินของโจทก์ร่วมประเภททองรูปพรรณ ทองรูปพรรณประดับเพชร ทองคำแท่ง เหรียญทองคำ ทองคำขาวฝังเพชร อัญมณีชนิดต่าง ๆ เครื่องประดับมุก นาฬิกาข้อมือและทรัพย์สินอื่น รวมราคา 61,159,875 บาท ของโจทก์ร่วมที่เก็บไว้ในตู้นิรภัยภายในบริษัท ค. หายไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า ทรัพย์สินที่จำเลยนำไปขายและจำนำ เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์ร่วมที่หายไปจากตู้นิรภัย โดยโจทก์ร่วมมีภาพถ่ายทรัพย์ที่ถูกประทุษร้าย เป็นหลักฐานประกอบคำเบิกความ ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวมีทั้งภาพถ่าย ภาพสเกตช์ และคำบรรยายเกี่ยวกับรูปลักษณะและตำหนิรูปพรรณของทรัพย์แต่ละชิ้นอย่างละเอียด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ทรัพย์สินเหล่านี้มาจากบิดามารดาตั้งแต่ยังเด็กสะสมเรื่อยมา บางรายการได้มาในช่วงปี 2542 ถึง 2558 และทรัพย์สินของโจทก์ร่วมส่วนใหญ่จะมีใบรับรองจากร้านค้าผู้ขาย ซึ่งโจทก์ร่วมบันทึกรายละเอียดของร้านค้าและราคาไว้ด้านข้างของรูปภาพด้วย ส่วนทรัพย์สินบางรายการไม่ได้ระบุไว้เนื่องจากไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ แต่โจทก์ร่วมก็มีใบเสร็จรับเงินของร้านค้าที่ขายให้โจทก์ร่วมเป็นหลักฐาน ซึ่งหากโจทก์ร่วมมิใช่เจ้าของที่แท้จริง ย่อมเป็นการยากที่โจทก์ร่วมจะจดจำและบอกรายละเอียดลักษณะรูปพรรณของทรัพย์สินต่าง ๆ ดังกล่าวได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะทรัพย์สินดังกล่าวส่วนใหญ่มีลักษณะเฉพาะ มิใช่ทรัพย์สินหรือเครื่องประดับที่มีขายทั่วไป โดยน้องชายโจทก์ร่วมเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์ร่วมสะสมเครื่องประดับประเภททองคำและเครื่องเพชร โดยบิดามารดามอบให้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวหลายร้อยรายการ พยานและโจทก์ร่วมไปตรวจสอบทรัพย์สินที่โรงรับจำนำ พบว่าทรัพย์สินหลายรายการเป็นของโจทก์ร่วม เหตุที่จำได้เนื่องจากบางรายการเป็นทรัพย์สินที่สะสมมานานหลายปี บางรายการเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมผลิตเพื่อมอบให้แก่พี่น้อง จำเลยเองก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า เป็นทรัพย์สินของโจทก์ร่วมที่มีมาก่อนที่จะรู้จักกับจำเลย และยังเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามค้านว่า จำเลยรู้ว่าโจทก์ร่วมเป็นบุตรสาวของร้านทอง ล. และมีทรัพย์สินส่วนตัวเป็นรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ เงินสด และเครื่องประดับประเภทจิวเวลรี่ เจือสมคำเบิกความของโจทก์ร่วม ที่จำเลยนำสืบต่อสู้และจำเลยฎีกาว่า ในการทำธุรกิจและใช้ชีวิตร่วมกับโจทก์ร่วม จำเลยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมทั้งค่าใช้จ่ายของโจทก์ร่วมและบุตร เมื่อเกิดปัญหาทางธุรกิจจำเลยก็จำเป็นต้องนำทรัพย์สินไปจำนำเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนรักษาธุรกิจอันเป็นที่มาของรายได้ไว้ ทั้งทรัพย์สินที่นำไปจำนำก็ยังคงรักษาไว้เสมอ หากไม่สามารถไถ่ถอนได้ก็ยังคงชำระดอกเบี้ยตลอด ไม่เคยปล่อยให้ทรัพย์หลุดจำนำ จำเลยมิได้เบียดบังไปใช้ส่วนตัวหรือมีเจตนาทุจริตนั้น โจทก์ร่วมเบิกความว่า ในระหว่างที่โจทก์ร่วมอยู่ต่างประเทศ โจทก์ร่วมได้ตกลงให้จำเลยนำเงินรายได้จากบริษัท จ. ซึ่งเป็นบริษัทที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ลงทุนแต่เพียงผู้เดียวส่งไปเป็นค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ร่วมเดือนละ 1,000,000 บาท และโจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยใช้จ่ายส่วนตัวเดือนละ 1,000,000 บาท ส่วนทรัพย์สินอื่นโจทก์ร่วมไม่อนุญาตให้จำเลยเกี่ยวข้อง ตลอดระยะเวลาดังกล่าวจำเลยแจ้งโจทก์ร่วมว่าโจทก์ร่วมมีรายได้จากร้าน จ. เป็นจำนวนมากไม่ได้ขาดทุนหมุนเวียนจนต้องนำของไปจำนำหรือขายแต่อย่างใด และโจทก์ร่วมไม่ได้เดินทางกลับมาประเทศไทยตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่อยู่ในต่างประเทศดังกล่าว เนื่องจากจำเลยแจ้งว่าธุรกิจดีมาก โจทก์ร่วมมิได้มอบการครอบครองทรัพย์เหล่านั้นให้จำเลยครอบครองแทน ทั้งยังกำชับมิให้จำเลยยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์ร่วม การที่จำเลยเอาทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์ร่วมไปจำนำและนำเงินที่ได้จากการจำนำไปเป็นของตนจึงเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยมีเจตนาทุจริต เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ มิใช่ความผิดฐานยักยอกดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยได้รับยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏจากทางนำสืบโจทก์และจำเลยว่า โจทก์ร่วมและจำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศอังกฤษเมื่อปี 2557 แม้ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า “การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้” และพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การสมรสซึ่งได้ทำถูกต้องตามแบบที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแห่งประเทศที่ทำการสมรสนั้น ย่อมเป็นอันสมบูรณ์” ก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า “เงื่อนไขแห่งการสมรสให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของคู่กรณีแต่ละฝ่าย” เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยและโจทก์ร่วมเป็นผู้มีสัญชาติไทย ดังนั้น ในการพิจารณาถึงความสมบูรณ์แห่งการสมรสระหว่างจำเลยและโจทก์ร่วมจึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 หมวด 2 เรื่องเงื่อนไขแห่งการสมรสประกอบด้วย เมื่อมาตรา 1448 บัญญัติว่า “การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว” แสดงว่าการสมรสจะสมบูรณ์ต่อเมื่อคู่สมรสเป็นชายและหญิง เมื่อจำเลยและโจทก์ร่วมต่างก็เป็นหญิง การสมรสระหว่างจำเลยและโจทก์ร่วมจึงไม่ต้องด้วยเงื่อนไขของการสมรสตามกฎหมายไทย จำเลยและโจทก์ร่วมไม่มีสถานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย กรณีจึงไม่ต้องด้วยเหตุยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 54,785,400 บาท แก่โจทก์ร่วม และยกคำขอให้นับโทษต่อของโจทก์เสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

 




เกี่ยวกับคดีอาญา

คำร้องทุกข์ไม่สมบูรณ์ในความผิดหมิ่นประมาทและผลต่ออำนาจฟ้องคดีอาญา
มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแต่จำเลยหลบหนีขาดอายุความอย่างไร
ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ปฏิบัติหรือละเว้นตามมาตรา 157(ฎีกา 4639/2566)
เจ้าหน้าที่รัฐรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินป่าได้หรือไม่? การใช้อำนาจเกินขอบเขตผิดฐานทำให้เสียทรัพย์หรือไม่
“ไม่ใช่พ่อก็ผิดหนัก! ศาลฎีกาชี้ ผู้เลี้ยงดูเด็กย่อมมีอำนาจตามกฎหมาย หากล่วงละเมิดเข้าข่ายมาตรา 285 ต้องรับโทษเพิ่ม”
ขอคืนรถของกลาง & เงื่อนไขริบและคืน,ริบทรัพย์, เจ้าของทรัพย์, (ฎีกา 9090/2549)
คดีโฆษณาแอลกอฮอล์ & เครื่องหมายการค้า, โฆษณาผิดกฎหมาย, (ฎีกา 3139/2568)
คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว & การยกฟ้อง ตรวจสอบคุณภาพข้าว, (ฎีกา 3555/2568)
ลูกจ้างเอาสินค้านายจ้างไปขายเข้าข่ายลักทรัพย์หรือยักยอก ศาลชี้ชัดสิทธิครอบครองเป็นของใคร พร้อมแนววินิจฉัยลดโทษ
ผู้จัดการมรดกทวงโฉนดที่ดินจากทายาท แต่ไม่ส่งคืนเป็นคดีอาญาหรือไม่? วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานเอาเอกสารของผู้อื่น
บุกรุกป่าสงวนผิดหรือไม่ ศาลให้รอการลงโทษได้อย่างไร วิเคราะห์คดีสิ่งแวดล้อมและค่าเสียหายที่ศาลไม่อาจแก้ไขได้
คดีพยายามฆ่า, คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย,(ฎีกา 2813/2568, )
คดีพยายามฆ่า & บุกรุกทำร้ายร่างกาย, บุกรุกเคหสถาน (ฎีกา 2813/2568)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ, ป.อ. มาตรา 364, (ฎีกาที่ 5613/2550)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ,มาตรา 364, (ฎีกา 5613/2550)
ฎีกา 1044/2568 – คดีฟอกเงิน & นับโทษจำคุกต่อ
(ฎีกาที่ 3710/2567): คดีพยายามฆ่า การวินิจฉัยเจตนาและข้อจำกัดในการยกฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567: การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567: คดีช่วยซ่อนเร้นสินค้านำเข้าไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและภาษีสรรพสามิต ศาลฎีกายกฎีกาจำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4770/2567: ผู้เสียหายโดยตรงในคดีลักทรัพย์จากบัญชีเงินฝากและสิทธิฟ้องคดีอาญา
ฎีกาห้ามยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา! คดีพยายามฆ่าใช้อาวุธปืน บวกโทษจากคดีเดิมและไม่รอการลงโทษจำคุก
ฎีกาไม่ได้เพราะยื่นผิดขั้นตอน! วิเคราะห์คดีลักทรัพย์ เพิ่มโทษ กักกัน และข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามกฎหมายอาญา
ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท-ศาลชี้ขาดเจตนากับการกระทำโดยสุจริต
ใช้รถยนต์ซ่อนเร้นบุหรี่เถื่อนต้องริบหรือไม่ ศาลวินิจฉัยหลักการริบทรัพย์ตามกฎหมายศุลกากรและบทบาทของพาหนะในการกระทำความผิด
ป้องกันเกินกว่าเหตุเพราะสำคัญผิด ยิงผู้อื่นโดยเข้าใจว่าเป็นคนร้าย ศาลชี้ต้องรับผิดแม้ไม่มีเจตนา
ฆ่าเพราะอารมณ์หรือวางแผนล่วงหน้า ศาลฎีกาชี้ขาดหลักแยก “ไตร่ตรองไว้ก่อน” กับ “โทสะฉับพลัน” และเกณฑ์ความโหดร้าย
ความรับผิดฐานควบคุมสัตว์ดุร้ายตาม ป.อ. มาตรา 377 และกฎหมายโรคระบาดสัตว์(ฎีกาที่ 8040/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2567 – พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารและสิทธิของผู้ปกครองตามกฎหมาย
ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ลักทรัพย์โดยสุจริต, ความผิดลักทรัพย์ vs การเข้าใจผิด, คดีลักทรัพย์ในเครือญาติ,
การกระทำของจำเลยเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน, ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมาตรา 289 (4), โทษประหารชีวิตในคดีอาญา
ป.อ. มาตรา 54 ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง
คดีอั้งยี่พนันออนไลน์ & ฟ้องครบองค์ประกอบ (ฎีกา 980/2567)
กระทำชำเราผู้เยาว์ในบ้านไม่ถือว่าแยกเด็กจากอำนาจปกครองดูแล
จำเลยไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี
ผู้ปกครองอนุญาตให้ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยเท่านั้น
การกระทำโดยพลาด
รอการลงโทษ,ให้การรับสารภาพ
นำบุหรี่หนีภาษีผิดไหม รถที่ใช้ขนจะถูกริบหรือไม่ กฎหมายศุลกากรตอบชัดเรื่องการริบของกลางและยานพาหนะ
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้นั้นสภาพความเป็นลูกหนี้เจ้าหนี้เกิดขึ้นทันที
การกระทำความผิดระหว่างผู้บุพการีต่อผู้สืบสันดานหรือผู้สืบสันดานต่อผู้บุพการี
พาไปเพื่อการอนาจาร -บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี
ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน
จำเลยฉ้อโกงหลอกลวงเอาทรัพย์ขณะที่ผู้เสียหายป่วยทางจิต
รอการกำหนดโทษ | รอการลงโทษ | พรบ.ล้างมลทิน
เบิกความอันเป็นเท็จในศาล
จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาใดไม่แน่ชัด
ป้องกันพอสมควรแก่เหตุ-ป้องกันเกินกว่าเหตุ
บันดาลโทสะเพราะเหตุยั่วยุให้โมโห
หมิ่นประมาท | เข้าใจโดยสุจริต
ความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้
เป็นอันตรายแก่จิตใจ - ใช้ยาสลบใส่กาแฟ
บันดาลโทสะต้องถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง
หมิ่นประมาท | หนังสือพิมพ์ลงพิมพ์โฆษณา
วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนต้องห้ามฎีกา
ผู้เสียหายด่าจำเลย(บิดา)หยาบคายกรณีจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
เจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร
การริบทรัพย์สิน | ใช้ในการกระทำความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คำว่า-วิชาชีพ-ในคดีอาญา
หลบหนีไปจากความควบคุมตามอำนาจของพนักงานสอบสวน
สเปรย์พริกไทยไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ
พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร | รับส่งเด็กนักเรียน
ลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ
กระทำอนาจารต่อศิษย์นอกเวลาเรียน
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ยังคงเป็นป่าตาม พ.ร.บ. ป่าไม้
เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต
ลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว 7 คน
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อาญา มาตรา 188
ผู้สนับสนุนให้จำเลยกระทำความผิด
ทวงหนี้ลักษณะข่มขู่ว่าไม่จ่ายจะเดือดร้อนจำคุก 3 ปี
การทำนากุ้งไม่ใช่การประกอบอาชีพกสิกรรม
ลักทรัพย์นายจ้าง, ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
การจับกุมมิชอบกับการฟ้องคดีอาญา
คำขอในส่วนแพ่งเนื่องความผิดอาญา
แม้ผู้ตายยิงจำเลยก่อนอ้างเหตุป้องกันตัวไม่ได้
ทำร้ายร่างกายกับการป้องกันตัว
พรากเด็กต่ำ15 ปี ไปเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี
ซื้อเสียงเลือกตั้งไม่รอลงอาญา
ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบ
การเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
กระทำชำเราต่างวันต่างเวลาและต่างสถานที่ผิดหลายกรรม
เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล
การพรากเด็กไม่ว่าเด็กจะออกจากบ้านเองก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น
ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมและฐานฉ้อโกง
พิพากษาจำคุกจำเลยศาลฎีกายกฟ้องเพราะคำฟ้องไม่ได้ลงชื่อ
หมิ่นประมาทกับดูหมิ่นซึ่งหน้า-ความผิดอาญามีโทษหนักเบาแตกต่างกัน
พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย
พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิต
บันดาลโทสะหรือพยายามฆ่า
ความผิดอันยอมความได้ | คดีหมิ่นประมาท | ร้องทุกข์ภายในสามเดือน
พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
การกระทำชำเราที่ไม่ต้องรับโทษ
การสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายอิสลามจำเลยไม่ต้องรับโทษ
กระทำโดยประมาทไม่อาจอ้างเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีอำนาจสอบสวนไม่มีอำนาจฟ้อง
ให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราถูกจำคุก 48 เดือน
ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุดคดีอาญาระงับ
บุตรติดมารดาไม่อยู่ในความปกครองของบิดาเลี้ยง