
| ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ปฏิบัติหรือละเว้นตามมาตรา 157(ฎีกา 4639/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรับผิดทางอาญาของบุคคลซึ่งมิได้มีหน้าที่โดยตรงในโครงการของรัฐ แต่เข้าไปมีบทบาทสนับสนุนให้เจ้าพนักงานกระทำการทุจริต โดยศาลวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะไม่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้รับผิดชอบโครงการโดยตรง แต่การใช้อำนาจในฐานะผู้บังคับบัญชาเพื่อเร่งรัด โน้มน้าว และสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่จัดทำเอกสารตรวจรับพัสดุอันเป็นเท็จ จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบล ย่อมเข้าข่ายความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และต้องรับโทษอาญาเช่นเดียวกัน คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. บุคคลซึ่งไม่มีหน้าที่โดยตรงในโครงการของรัฐ อาจต้องรับผิดอาญาในคดีทุจริตได้เพียงใด 2. การใช้อำนาจผู้บังคับบัญชาเร่งรัดให้จัดทำเอกสารเท็จ เข้าข่ายเป็นการสนับสนุนการกระทำผิดหรือไม่ 3. ขอบเขตความรับผิดของผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานทุจริตตามมาตรา 86 ควรตีความอย่างไร ข้อเท็จจริงโดยสรุป คดีนี้เกิดจากโครงการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟขององค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งได้รับการอนุมัติงบประมาณจากทางราชการ แต่ปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังว่า ไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างหรือดำเนินกิจกรรมตามโครงการจริง จำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล แม้จะมิได้มีหน้าที่โดยตรงในการดูแลโครงการดังกล่าว แต่ได้เข้าไปมีบทบาทในการจัดการเอกสารและใช้อำนาจบังคับบัญชาให้เจ้าหน้าที่จัดทำเอกสารตรวจรับพัสดุและเอกสารทางการเงินอันเป็นเท็จ เพื่อให้มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่โดยตรง จะถือเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ประกอบมาตรา 157 และมาตรา 162 หรือไม่ หลักกฎหมายว่าด้วยผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลฎีกาวางหลักว่า ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนต้องประกอบด้วย • มีการกระทำความผิดของตัวการเกิดขึ้น • ผู้สนับสนุนกระทำการใด ๆ ทั้งทางกายภาพหรือจิตใจ เพื่อช่วยเหลือหรือเอื้ออำนวยให้เกิดการกระทำผิด • กระทำโดยเจตนา • กระทำก่อนหรือขณะเกิดการกระทำผิด การประยุกต์หลักกฎหมายกับข้อเท็จจริง ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจในฐานะผู้บังคับบัญชาโน้มน้าวและเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่จัดทำเอกสารตรวจรับพัสดุอันเป็นเท็จ ทั้งที่ทราบดีว่าไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างจริง การกระทำดังกล่าวเป็นการกระตุ้นส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่กระทำความผิดหนักแน่นยิ่งขึ้น จึงเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดอย่างชัดแจ้ง แนวคำพิพากษาที่ศาลฎีกาวางไว้ ศาลฎีกายืนยันหลักว่า ความรับผิดของผู้สนับสนุนมิได้จำกัดเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงตามกฎหมาย หากแต่ครอบคลุมถึงบุคคลที่ใช้อำนาจหรืออิทธิพลในทางปกครองเพื่อเอื้อให้เกิดการทุจริต แม้จะอยู่ภายนอกโครงสร้างหน้าที่ของโครงการนั้นโดยตรงก็ตาม สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การทุจริตภาครัฐมิได้พิจารณาเพียงตำแหน่งหน้าที่ตามตัวบท แต่ต้องพิจารณาบทบาทและพฤติการณ์ในการสนับสนุนการกระทำผิดโดยรวม ผู้ที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อให้เกิดการเบิกจ่ายงบประมาณเท็จ ย่อมต้องรับผิดอาญาเช่นเดียวกับตัวการ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4639/2566 จำเลยที่ 1 แม้ไม่มีฐานะหรือคุณสมบัติเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรงในการดูแลและประสานโครงการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟบ้านบ่อน้ำใส ประจำปีงบประมาณ 2557 อันจะร่วมกระทำความผิดเป็นตัวการหรือเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลตรึม และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 ให้ ว. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทำบันทึกตกลงซื้อบั้งไฟและบันทึกตกลงจ้างเหมาวงดนตรีกลองยาวนำขบวนแห่เสนอให้ ร. นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตรึมลงนามในเอกสารดังกล่าว และให้ ว. ทำสัญญายืมเงินอันเป็นเท็จแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเงินงบประมาณดังกล่าวไปจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นจากเงินงบประมาณ และจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้บังคับบัญชามีอำนาจเหนือสามารถให้คุณให้โทษแก่จำเลยที่ 2 ว. และ ป. ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ได้พูดจาว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบด้วยตนเองเพื่อเร่งรัดให้จำเลยที่ 2 ว. และ ป. ซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจรับพัสดุและมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในใบตรวจรับพัสดุ ได้จัดทำใบตรวจรับพัสดุว่าผู้ขายส่งมอบบั้งไฟตามบันทึกตกลงซื้อคุณภาพถูกต้องครบถ้วน และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้รับบั้งไฟซึ่งตรวจรับถูกต้องสมควรจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้างอันเป็นเท็จ และทำใบตรวจรับพัสดุว่าผู้รับจ้างส่งมอบงานจ้างเหมาวงดนตรีกลองยาวนำขบวนแห่งวดสุดท้ายถูกต้องและครบถ้วน จึงสมควรจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างอันเป็นเท็จนั้น เป็นการกระตุ้นส่งเสริมเร่งเร้าหรือโน้มน้าวชักจูงใจจำเลยที่ 2 ว. และ ป. มุ่งกระทำให้หนักแน่นยิ่งขึ้น จนจำเลยที่ 2 ว. และ ป. ยินยอมลงชื่อในใบตรวจรับพัสดุดังกล่าวทั้งสองฉบับ เพื่อรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าจำเลยที่ 2 ว. และ ป. อันเป็นเท็จและรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสนับสนุนให้จำเลยที่ 2 ว. และ ป. กระทำความผิดดังกล่าวก่อนหรือขณะกระทำความผิดซึ่งครบองค์ประกอบความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 2 ว. และ ป. เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลตรึม และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์จากเงินงบประมาณในการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟที่ไม่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและรับรองเอกสารเท็จ ให้ลงโทษจำคุกและปรับ โดยรอการลงโทษ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ โดยเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าพนักงาน ลงโทษจำคุกตามกฎหมาย 3. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ครบองค์ประกอบความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา ฎีกาฟังไม่ขึ้น
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 157, 162 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 157 และมาตรา 162 ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทหนักที่สุด จำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุก 3 ปี คุมความประพฤติ 2 ปี ให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และทำงานบริการสังคม 48 ชั่วโมง ส่วนจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 157 และมาตรา 162 ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุน ให้ลงโทษตามบทหนักที่สุด จำคุก 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยสรุปว่า โครงการจัดงานบุญบั้งไฟของ อบต. ได้รับงบประมาณ 150,000 บาท แต่ปรากฏว่ามีการจัดทำเอกสารเบิกจ่ายและใบตรวจรับพัสดุอันเป็นเท็จ ทั้งที่ไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างจริง แม้จำเลยที่ 1 มิได้มีหน้าที่โดยตรงในโครงการ แต่ได้สั่งการและใช้อำนาจเหนือผู้ใต้บังคับบัญชาให้จัดทำเอกสารเท็จ รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ทำสัญญายืมเงินอันเป็นเท็จ และมิได้นำงบประมาณไปจัดงานจริง เป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ศาลฎีกาเห็นว่า การสนับสนุนต้องมีการช่วยเหลือหรือเอื้ออำนวยแก่การกระทำผิดโดยเจตนาก่อนหรือขณะกระทำผิด ซึ่งในคดีนี้การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระตุ้นเร่งรัดและโน้มน้าวให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุลงชื่อรับรองข้อความอันเป็นเท็จ จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 ประกอบมาตรา 157 และ 162 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษมาชอบแล้ว ฎีกาฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
|





