
| ปลอมหนังสือรับรองที่ดินขององค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อกู้เงิน เป็นปลอมเอกสารราชการ ใช้เอกสารราชการปลอม และฉ้อโกงหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการปลอมหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลเกี่ยวกับการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดิน แล้วนำหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวไปใช้ประกอบการขอกู้เงิน โดยคดีมีประเด็นสำคัญว่าหนังสือรับรองสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิที่ออกโดยองค์การบริหารส่วนตำบลมีฐานะเป็นเอกสารราชการหรือไม่ และเมื่อผู้กู้ปลอมหนังสือรับรองดังกล่าวแล้วนำไปแสดงต่อผู้ให้กู้ โดยยืนยันว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองจนผู้ให้กู้หลงเชื่อและให้กู้เงิน การกระทำนั้นเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกงหรือไม่ ข้อเท็จจริงสำคัญปรากฏว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์ร่วมจำนวน 200,000 บาท โดยมอบใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 102861 เนื้อที่ 1 งาน ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้เป็นหลักประกัน นอกจากนั้นยังมีหนังสือรับรองซึ่งระบุว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิประมาณ 80 ไร่ ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 40 ไร่ และปลูกยางพาราประมาณ 40 ไร่ หนังสือรับรองดังกล่าวมีลักษณะเป็นหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นเอกสารปลอมและจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินตามที่ระบุไว้ ประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือสถานะของหนังสือรับรองดังกล่าว เพราะการออกหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้วต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ในที่ดินและมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน ซึ่งเป็นกิจการที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการรับรองการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินมีความเกี่ยวข้องในด้านเศรษฐกิจ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล การออกหนังสือรับรองจึงเป็นกิจการที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ หนังสือรับรองดังกล่าวจึงเป็นเอกสารราชการ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมหนังสือรับรองและนำหนังสือรับรองปลอมไปใช้หรือแสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อประกอบการขอกู้เงิน โดยยืนยันว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรอง ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว และการหลอกลวงนั้นเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและให้จำเลยที่ 1 กู้เงินจำนวน 200,000 บาท การกระทำจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกง คดีนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับฐานะของโจทก์ร่วมว่าเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมเป็นผู้ถูกหลอกลวงและมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กับพวก จึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์ การสอบสวนจึงชอบและโจทก์มีอำนาจฟ้อง นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการกำหนดโทษและการรอการลงโทษ โดยพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งรับรองว่าตนมีที่ดิน 80 ไร่และมีการทำประโยชน์ในที่ดิน แล้วนำไปใช้เพื่อขอกู้เงิน ประกอบกับไม่ได้บรรเทาความเสียหายหรือชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ร่วม เป็นพฤติการณ์ที่มีผลต่อการพิจารณากำหนดโทษและการไม่รอการลงโทษ สาระสำคัญที่สุดของคดี หนังสือรับรองเกี่ยวกับการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิขององค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งการออกหนังสือต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ในที่ดินและมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน เป็นกิจการที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล หนังสือรับรองดังกล่าวจึงเป็นเอกสารราชการ การปลอมหนังสือรับรองแล้วนำไปแสดงต่อผู้ให้กู้เพื่อหลอกว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินจนผู้ให้กู้หลงเชื่อและให้กู้เงิน ย่อมเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกง คำถามที่น่าสนใจ 1. หนังสือรับรองการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินที่ออกโดยองค์การบริหารส่วนตำบลถือเป็นเอกสารราชการหรือไม่ 2. ผู้กู้ปลอมหนังสือรับรองว่าตนมีที่ดินแล้วนำไปแสดงให้ผู้ให้กู้หลงเชื่อและยอมให้กู้เงิน เป็นความผิดฐานใดบ้าง 3. ผู้ให้กู้ที่ถูกหลอกด้วยเอกสารราชการปลอมมีฐานะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงและมีอำนาจร้องทุกข์หรือไม่ สรุปข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์ร่วมจำนวน 200,000 บาท เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2557 โดยจำเลยที่ 1 มอบใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 102861 เนื้อที่ 1 งาน ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ร่วมเพื่อเป็นหลักประกันการกู้เงิน จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 4 เป็นพยานในสัญญาค้ำประกัน นอกจากใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงในคดีเกี่ยวข้องกับหนังสือรับรองซึ่งมีลักษณะเป็นหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว โดยมีการถ่ายสำเนาเอกสารที่มีตราประทับขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้วและลายมือชื่อของนายมนัส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว ประกอบรูปตราครุฑสีแดงและข้อความล้อมรอบว่าองค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว ลงในกระดาษที่มีตราครุฑ แล้วกรอกข้อความเป็นหนังสือรับรอง ที่ ชพ 77101/239 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2557 ข้อความในหนังสือรับรองดังกล่าวระบุรับรองว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ เนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ อยู่หมู่ที่ 5 โดยปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 40 ไร่ และปลูกยางพาราประมาณ 40 ไร่ แต่หนังสือรับรองดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม และข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองนั้น แม้สัญญากู้เงินจะระบุเพียงว่าเพื่อเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน จำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 102861 มาวางเป็นหลักประกัน และไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองดังกล่าวมามอบให้แก่โจทก์ร่วมด้วยก็ตาม แต่โจทก์ร่วมเบิกความว่า นอกจากใบแทนโฉนดที่ดินแล้ว จำเลยที่ 1 ยังส่งมอบหนังสือรับรองให้แก่โจทก์ร่วมอีกหนึ่งฉบับเพื่อประกอบการกู้เงิน พยานหลักฐานส่วนนี้ยังสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 3 ในชั้นสอบสวนที่ให้การว่า ในขณะที่จำเลยที่ 1 กู้เงินนั้น จำเลยที่ 3 เห็นจำเลยที่ 1 นำเอกสารมาให้แก่โจทก์ร่วมจำนวน 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งเป็นโฉนดที่ดิน ส่วนอีกฉบับหนึ่งไม่ทราบว่าเป็นเอกสารอะไร ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงสอดรับกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่าได้รับเอกสารจากจำเลยที่ 1 มากกว่าหนึ่งฉบับ แม้ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 3 จะเบิกความว่าเอกสารอีกฉบับหนึ่งมีภาพถ่ายติดอยู่คล้ายกับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน แต่ศาลพิจารณาว่า สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารราชการที่ประชาชนทั่วไปคุ้นเคยและพบเห็นเป็นประจำ แตกต่างจากหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งประชาชนทั่วไปไม่คุ้นเคยและพบเห็นได้ยาก หากเอกสารที่จำเลยที่ 3 เห็นในวันเกิดเหตุเป็นสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจริง จำเลยที่ 3 ก็น่าจะสามารถให้การต่อพนักงานสอบสวนได้ตั้งแต่แรกว่าเป็นเอกสารดังกล่าว คำเบิกความในภายหลังของจำเลยที่ 3 จึงไม่น่ารับฟัง นอกจากนี้ ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ยังให้การยอมรับว่าเป็นผู้ทำสำเนาหนังสือรับรองขึ้นมาเอง ซึ่งสอดรับกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำหนังสือรับรองมามอบให้แก่โจทก์ร่วม พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงสอดคล้องต้องกันและมีน้ำหนักมั่นคง แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่ได้นำนายสมหมาย สามีของโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ด้วยในขณะเกิดเหตุมาสืบเป็นพยาน ก็ไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเสียไป และพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมหนังสือรับรองและนำหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวไปใช้หรือแสดงต่อโจทก์ร่วม โดยยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรอง และมอบหนังสือรับรองปลอมให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อประกอบการขอกู้เงิน การแสดงข้อความดังกล่าวเป็นการแสดงต่อโจทก์ร่วมว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิประมาณ 80 ไร่ และมีการทำประโยชน์โดยปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 40 ไร่และปลูกยางพาราประมาณ 40 ไร่ ทั้งที่ความจริงจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว การใช้หนังสือรับรองปลอมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงเพื่อให้โจทก์ร่วมเชื่อในฐานะและทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อนตัดสินใจให้กู้เงินจำนวน 200,000 บาท ประเด็นว่าหนังสือรับรองเป็นเอกสารราชการหรือไม่ ประเด็นกฎหมายสำคัญประการหนึ่งของคดีคือ หนังสือรับรองสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว มีสถานะเป็นเอกสารราชการหรือไม่ เพราะสถานะของเอกสารดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อฐานความผิดที่เกิดจากการปลอมและการนำเอกสารปลอมไปใช้ ข้อเท็จจริงได้ความจากนายมนัส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้วว่า การออกหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นนโยบายของรัฐบาล และการออกหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้วต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ในที่ดิน รวมทั้งต้องมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้น การสำรวจการใช้ประโยชน์ในที่ดินและการให้ผู้ปกครองท้องที่ยืนยันเป็นกิจการที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิใช่การจัดทำเอกสารขึ้นโดยบุคคลทั่วไปตามความประสงค์ของคู่กรณีเท่านั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 66 ซึ่งกำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การรับรองการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินภายในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลย่อมมีความเกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลเป็นราชการส่วนท้องถิ่น และเมื่อการออกหนังสือรับรองต้องผ่านการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งการสำรวจการใช้ประโยชน์ในที่ดินและการยืนยันจากผู้ปกครองท้องที่ การออกหนังสือรับรองดังกล่าวจึงเป็นกิจการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ หนังสือรับรองสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิขององค์การบริหารส่วนตำบลจึงมีฐานะเป็นเอกสารราชการ การปลอมและใช้หนังสือรับรองเพื่อประกอบการกู้เงิน เมื่อรับฟังได้ว่าหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นเอกสารราชการ และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมหนังสือรับรองขึ้นมาเอง ปัญหาต่อไปจึงอยู่ที่การนำเอกสารดังกล่าวไปใช้ในการกู้เงินจากโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองปลอมไปใช้หรือแสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อประกอบการขอกู้เงิน โดยยืนยันว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรอง ทั้งที่ความจริงจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมิได้สิ้นสุดเพียงการทำเอกสารปลอมขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีการนำเอกสารราชการปลอมนั้นไปใช้หรือแสดงต่อบุคคลอื่นเพื่อให้บุคคลดังกล่าวเชื่อข้อความที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร เมื่อหนังสือรับรองระบุว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิประมาณ 80 ไร่ และมีการปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 40 ไร่กับปลูกยางพาราประมาณ 40 ไร่ การนำหนังสือรับรองดังกล่าวไปแสดงย่อมเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินของจำเลยที่ 1 แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรอง เมื่อจำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองปลอมไปแสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อประกอบการขอกู้เงิน จึงเป็นการใช้เอกสารราชการปลอมเพื่อสนับสนุนข้อความอันเป็นเท็จที่จำเลยที่ 1 ใช้หลอกลวงโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมหลงเชื่อข้อความและเอกสารที่จำเลยที่ 1 นำมาแสดง จึงให้จำเลยที่ 1 กู้เงินจำนวน 200,000 บาท ความหลงเชื่อของโจทก์ร่วมและการให้กู้เงินจึงเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการหลอกลวงดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกง ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เอกสารราชการปลอมกับการฉ้อโกง ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมและความผิดฐานฉ้อโกงในคดีนี้มีความสัมพันธ์กันโดยตรง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ใช้หนังสือรับรองปลอมเป็นเครื่องมือประกอบการหลอกลวงโจทก์ร่วมเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของที่ดิน สาระของการหลอกลวงมิได้อยู่เพียงการกล่าวด้วยวาจาว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดิน แต่มีการนำหนังสือรับรองซึ่งมีลักษณะเป็นเอกสารขององค์การบริหารส่วนตำบลมาแสดงเพื่อทำให้ข้อความเกี่ยวกับการมีที่ดินของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เมื่อโจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองปลอมและยอมให้กู้เงินจำนวน 200,000 บาท การใช้เอกสารราชการปลอมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงที่ก่อให้เกิดผลในความผิดฐานฉ้อโกง อย่างไรก็ตาม ในการกำหนดบทลงโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นทั้งผู้ปลอมเอกสารราชการและผู้ใช้เอกสารราชการปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 เดิม แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ส่วนความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงนั้น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ศาลจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้มีประเด็นกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม ความผิดฐานฉ้อโกง การกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตลอดจนฐานะของผู้ถูกหลอกลวงว่าเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและมีอำนาจร้องทุกข์หรือไม่ ประเด็นแรกต้องพิจารณาว่า หนังสือรับรองสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้วเป็นเอกสารราชการหรือไม่ การวินิจฉัยประเด็นนี้มิได้พิจารณาเฉพาะรูปลักษณ์ของหนังสือรับรอง แต่พิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการออกหนังสือรับรองดังกล่าวด้วย พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 66 กำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การรับรองการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลมีความเกี่ยวข้องในด้านเศรษฐกิจ จึงอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล นอกจากนี้ การออกหนังสือรับรองดังกล่าวต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ในที่ดินและมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน อันเป็นกิจการที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ การออกหนังสือรับรองจึงมิใช่การรับรองข้อเท็จจริงของบุคคลทั่วไป แต่เป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น เมื่อการออกหนังสือรับรองเป็นกิจการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง หนังสือรับรองดังกล่าวจึงเป็นเอกสารราชการ หลักกฎหมายในส่วนนี้มีความสำคัญต่อการจำแนกฐานความผิด เพราะเมื่อเอกสารที่ถูกปลอมมีฐานะเป็นเอกสารราชการ การกระทำย่อมต้องพิจารณาตามบทบัญญัติเกี่ยวกับการปลอมเอกสารราชการ มิใช่พิจารณาเพียงความผิดเกี่ยวกับการปลอมเอกสารทั่วไป ประเด็นต่อมาคือความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารราชการปลอม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสำเนาหนังสือรับรองขึ้นมาเอง โดยหนังสือรับรองปลอมมีข้อความรับรองว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิประมาณ 80 ไร่ ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 40 ไร่ และปลูกยางพาราประมาณ 40 ไร่ ทั้งที่ความจริงจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือรับรองแล้วนำหนังสือรับรองนั้นไปใช้หรือแสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อประกอบการขอกู้เงิน โดยยืนยันว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินตามที่ปรากฏในหนังสือรับรอง จึงเป็นทั้งการปลอมเอกสารราชการและการใช้เอกสารราชการปลอม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง มีผลต่อการลงโทษในกรณีที่ผู้ใช้เอกสารปลอมเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นเอง ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นทั้งผู้ปลอมหนังสือรับรองและเป็นผู้ใช้หนังสือรับรองปลอม ศาลฎีกาจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 เดิม แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ประเด็นต่อมาคือความผิดฐานฉ้อโกง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้หรือแสดงหนังสือรับรองปลอมต่อโจทก์ร่วม โดยยืนยันว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองดังกล่าว ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินนั้น การแสดงข้อความดังกล่าวจึงเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยข้อความที่ไม่เป็นความจริง การหลอกลวงดังกล่าวมิได้เป็นเพียงข้อความที่ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของโจทก์ร่วม แต่เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและให้จำเลยที่ 1 กู้เงินจำนวน 200,000 บาท จึงมีความสัมพันธ์ระหว่างการหลอกลวงกับการที่โจทก์ร่วมยอมให้กู้เงินโดยตรง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 เดิมด้วย เมื่อการนำหนังสือรับรองราชการปลอมไปใช้เป็นทั้งการใช้เอกสารราชการปลอมและเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงจนโจทก์ร่วมหลงเชื่อและให้กู้เงิน การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวที่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และแต่ละบทมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วิเคราะห์เจตนารมณ์ของมาตราที่เกี่ยวข้อง การพิจารณาบทบัญญัติเกี่ยวกับการปลอมเอกสารราชการและการใช้เอกสารราชการปลอมในคดีนี้สะท้อนถึงความสำคัญของความน่าเชื่อถือของเอกสารที่เกิดขึ้นจากกิจการซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หนังสือรับรองที่เป็นปัญหาในคดีมิใช่เอกสารที่บุคคลทั่วไปสามารถจัดทำและรับรองข้อเท็จจริงขึ้นได้เอง เนื่องจากการออกหนังสือรับรองต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ในที่ดินและมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน ซึ่งเป็นกิจการที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ อีกทั้งการรับรองการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินยังเกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล เมื่อเอกสารดังกล่าวถูกปลอมขึ้นโดยทำให้มีลักษณะเสมือนเป็นหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบล แล้วถูกนำไปใช้เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงอันไม่เป็นความจริง ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือของเอกสารราชการโดยตรง สำหรับมาตรา 268 วรรคสอง การที่ผู้ปลอมเอกสารเป็นบุคคลเดียวกับผู้ที่นำเอกสารปลอมนั้นไปใช้ มีผลให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม จึงลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 เดิม แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ส่วนมาตรา 90 เป็นบทบัญญัติที่นำมาใช้เมื่อการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คดีนี้การนำหนังสือรับรองราชการปลอมไปแสดงต่อโจทก์ร่วมเป็นทั้งการใช้เอกสารราชการปลอมและเป็นวิธีการหลอกลวงโจทก์ร่วมให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองจนยอมให้กู้เงิน เมื่อความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมและฐานฉ้อโกงเกิดจากการกระทำกรรมเดียว และแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ศาลฎีกาจึงลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงบทเดียวตามมาตรา 90 สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 เดิม ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การหลอกลวงโดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของที่ดิน และใช้หนังสือรับรองราชการปลอมเป็นหลักฐานประกอบการหลอกลวงนั้น จนโจทก์ร่วมหลงเชื่อและให้จำเลยที่ 1 กู้เงินจำนวน 200,000 บาท ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงตั้งแต่การสร้างข้อความอันเป็นเท็จในเอกสาร การนำเอกสารนั้นไปแสดง การทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหลงเชื่อ และการที่ผู้ถูกหลอกลวงตัดสินใจให้กู้เงินอันเป็นผลจากความหลงเชื่อนั้น ฐานะของโจทก์ร่วมในความผิดฐานฉ้อโกง คดีนี้มีประเด็นเพิ่มเติมตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ ซึ่งมีความสำคัญต่ออำนาจร้องทุกข์ ความชอบด้วยกฎหมายของการสอบสวน และอำนาจฟ้องของโจทก์ จำเลยที่ 1 ยกประเด็นเกี่ยวกับการให้กู้เงินขึ้นต่อสู้ แต่ศาลฎีกาพิจารณาว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 หากแต่ฟ้องในข้อหาฉ้อโกง สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงนั้น โจทก์ร่วมเป็นผู้ถูกหลอกลวงโดยจำเลยที่ 1 และมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กับพวก อันจะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมจึงมีฐานะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง มีอำนาจร้องทุกข์ เมื่อผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ การสอบสวนจึงชอบ และโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดี หลักที่ปรากฏจากการวินิจฉัยในส่วนนี้จึงต้องพิจารณาฐานะของผู้เสียหายโดยสัมพันธ์กับความผิดที่โจทก์นำมาฟ้องโดยตรง ในคดีนี้ความผิดที่นำมาฟ้องคือความผิดฐานฉ้อโกง และข้อเท็จจริงรับฟังว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ถูกหลอกลวงโดยไม่ได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงกับจำเลยที่ 1 กับพวก จึงไม่เสียฐานะผู้เสียหายโดยนิตินัย การกำหนดโทษและการไม่รอการลงโทษ จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ แต่ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารราชการซึ่งเป็นหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว โดยหนังสือรับรองดังกล่าวรับรองว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดินจำนวน 80 ไร่และมีการทำประโยชน์ในที่ดิน แล้วนำเอกสารดังกล่าวไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงิน ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่มุ่งหวังแต่ประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียวและไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย นอกจากนี้ ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ได้บรรเทาความเสียหายหรือชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ร่วม อันจะพอแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 สำนึกในการกระทำความผิด เมื่อพิจารณาลักษณะของเอกสารที่ถูกปลอม วัตถุประสงค์ในการนำเอกสารปลอมไปใช้เพื่อขอกู้เงิน ตลอดจนพฤติการณ์ภายหลังเกิดเหตุ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษและไม่รอการลงโทษนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจึงฟังไม่ขึ้น วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำวินิจฉัยในคดีนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การพิจารณาสถานะของหนังสือรับรองสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิขององค์การบริหารส่วนตำบลว่าเป็นเอกสารราชการหรือไม่ ตลอดจนผลทางอาญาเมื่อมีการปลอมหนังสือรับรองดังกล่าวแล้วนำไปใช้ประกอบการกู้เงินโดยหลอกลวงผู้ให้กู้ว่าผู้กู้เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองนั้น การพิจารณาว่าหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นเอกสารราชการ ศาลฎีกาพิจารณาจากลักษณะและกระบวนการออกหนังสือรับรองประกอบกับอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล กล่าวคือ การออกหนังสือรับรองต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ในที่ดินและมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน ซึ่งเป็นกิจการที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากนี้ พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 66 กำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การรับรองการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลมีความเกี่ยวข้องในด้านเศรษฐกิจ จึงอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล เมื่อการออกหนังสือรับรองต้องอาศัยการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นกิจการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง หนังสือรับรองดังกล่าวจึงเป็นเอกสารราชการ แนวคำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลสำคัญต่อการกำหนดฐานความผิดของผู้ที่ปลอมหนังสือรับรอง เพราะเมื่อเอกสารที่ถูกปลอมมีสถานะเป็นเอกสารราชการ การปลอมเอกสารดังกล่าวย่อมเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 เดิม มิใช่เพียงการปลอมเอกสารตามมาตรา 264 วรรคหนึ่งเดิมดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ข้อแตกต่างดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนจากผลคำพิพากษาของศาลชั้นต้นกับศาลฎีกา ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 264 วรรคหนึ่งเดิม มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่งเดิม และมาตรา 341 เดิม แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นเอกสารราชการ จึงพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 265 เดิม มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 เดิม และมาตรา 341 เดิม ในส่วนของการใช้เอกสารราชการปลอม ศาลฎีกาวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 มิได้เพียงทำหนังสือรับรองปลอมขึ้นเท่านั้น แต่ยังนำหนังสือรับรองปลอมไปใช้หรือแสดงต่อโจทก์ร่วม โดยยืนยันว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรอง และมอบหนังสือรับรองดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อประกอบการขอกู้เงิน ข้อเท็จจริงในส่วนนี้มีความสำคัญเพราะแสดงให้เห็นการเชื่อมโยงระหว่างการปลอมเอกสารกับการนำเอกสารปลอมไปใช้ต่อบุคคลภายนอก โดยเอกสารปลอมถูกนำมาใช้เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงอันไม่เป็นความจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินประมาณ 80 ไร่ และมีการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและเป็นผู้ใช้เอกสารราชการปลอมนั้นเอง ศาลฎีกาจึงลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 เดิม แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ในส่วนความผิดฐานฉ้อโกง ศาลฎีกาพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างข้อความอันเป็นเท็จ การใช้เอกสารราชการปลอม และผลที่เกิดแก่โจทก์ร่วม โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ร่วมว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองปลอม ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว และการหลอกลวงนั้นเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและให้จำเลยที่ 1 กู้เงินจำนวน 200,000 บาท การกระทำจึงครบทั้งความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมและฐานฉ้อโกง แต่เนื่องจากการใช้หนังสือรับรองราชการปลอมเพื่อหลอกลวงโจทก์ร่วมเป็นการกระทำกรรมเดียวที่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ศาลฎีกาจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงบทเดียวตามมาตรา 90 อีกประเด็นหนึ่งที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยคือหลักเกี่ยวกับผู้เสียหายโดยนิตินัย จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 หากแต่ฟ้องในข้อหาฉ้อโกง เมื่อพิจารณาเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์ร่วมเป็นผู้ถูกหลอกลวงและมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กับพวก อันจะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์ การสอบสวนจึงชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้อง นอกจากนี้ คำวินิจฉัยยังแสดงหลักเกี่ยวกับการฎีกาที่ต้องคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยตรง ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม โดยคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์มาเป็นฎีกาและเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ชอบอย่างไรหรือไม่เห็นด้วยเพราะเหตุใด เมื่อเหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 แตกต่างกัน การนำข้อความในอุทธรณ์ที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาคัดลอกเป็นฎีกาโดยมิได้คัดค้านเหตุผลของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยชอบ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 แม้อัยการสูงสุดจะรับรองให้โจทก์ฎีกาและศาลชั้นต้นรับฎีกาส่วนนี้ไว้ ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่งเดิม มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่งเดิม และมาตรา 341 เดิม โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมจึงลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง และความผิดฐานใช้เอกสารปลอมกับฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 90 จำคุก 1 ปี และให้คืนหรือใช้เงิน 180,000 บาทแก่โจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ยกฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า หนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเอกสารราชการ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ใช้เอกสารราชการปลอม และฉ้อโกง ตามมาตรา 265 เดิม มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 เดิม และมาตรา 341 เดิม โดยลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง และเมื่อฐานใช้เอกสารราชการปลอมกับฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากัน จึงลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยสถานะของเอกสารโดยพิจารณาจากอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานและกระบวนการในการออกเอกสาร มิใช่พิจารณาเพียงชื่อหรือรูปลักษณ์ของเอกสารเท่านั้น เมื่อหนังสือรับรองเกี่ยวกับการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์และมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน อันเป็นกิจการที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นกิจการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล หนังสือรับรองนั้นย่อมมีฐานะเป็นเอกสารราชการ ผู้ที่ทำหนังสือรับรองราชการปลอมขึ้นแล้วนำไปแสดงต่อบุคคลอื่นเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงที่ไม่มีอยู่จริง ย่อมต้องรับผิดทั้งในส่วนของการปลอมและการใช้เอกสารราชการปลอมตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง และหากการใช้เอกสารดังกล่าวเป็นวิธีหลอกลวงจนบุคคลอื่นหลงเชื่อและยอมมอบทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์ทางทรัพย์สิน ย่อมอาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประกอบกันด้วย คดีนี้จำเลยที่ 1 มิได้เพียงปลอมหนังสือรับรองว่าตนมีที่ดินประมาณ 80 ไร่เท่านั้น แต่ยังนำหนังสือรับรองปลอมไปใช้ประกอบการขอกู้เงินและยืนยันต่อโจทก์ร่วมว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรอง ทั้งที่ความจริงมิได้เป็นเจ้าของที่ดิน การใช้เอกสารปลอมจึงเป็นเครื่องมือสำคัญของการหลอกลวง และเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อจนให้กู้เงินจำนวน 200,000 บาท ในด้านการลงโทษ เมื่อผู้ปลอมเป็นผู้ใช้เอกสารราชการปลอมนั้นเอง ต้องพิจารณามาตรา 268 วรรคสองประกอบด้วย ส่วนกรณีที่การใช้เอกสารราชการปลอมเป็นการกระทำเดียวกับการหลอกลวงอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องพิจารณาหลักการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90 ดังเช่นคดีนี้ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงบทเดียว ในด้านผู้เสียหาย การพิจารณาว่าบุคคลใดเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยต้องพิจารณาให้สัมพันธ์กับฐานความผิดที่เป็นข้อหาในคดี เมื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้ถูกหลอกลวงในความผิดฐานฉ้อโกงและมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดฐานดังกล่าวกับจำเลย ย่อมเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์ ส่งผลให้การสอบสวนชอบและโจทก์มีอำนาจฟ้อง ในด้านวิธีพิจารณาความอาญา คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำฎีกาให้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยตรง การคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์ซึ่งมุ่งโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาเป็นฎีกา โดยไม่แสดงว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบอย่างไรหรือไม่เห็นด้วยเพราะเหตุใด โดยเฉพาะเมื่อเหตุผลของศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์แตกต่างกัน ย่อมไม่เป็นฎีกาที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชอบ และศาลฎีกาอาจไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า หนังสือรับรองสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิขององค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งการออกหนังสือต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ในที่ดินและมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน เป็น “เอกสารราชการ” หรือไม่ และเมื่อผู้กู้เป็นผู้ปลอมหนังสือรับรองดังกล่าวแล้วนำไปใช้หรือแสดงต่อผู้ให้กู้ โดยหลอกลวงว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรอง ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน จนผู้ให้กู้หลงเชื่อและให้กู้เงินจำนวน 200,000 บาท การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 เดิม เกี่ยวกับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 เดิม เกี่ยวกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม มาตรา 268 วรรคสอง กรณีผู้ใช้เอกสารปลอมเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นเอง มาตรา 341 เดิม เกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกง และมาตรา 90 เกี่ยวกับการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท นอกจากนี้ การพิจารณาว่าหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นเอกสารราชการยังเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. เอกสารราชการ หนังสือรับรองสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเอกสารราชการ เพราะการออกหนังสือรับรองต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ในที่ดินและมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน อันเป็นกิจการที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ อีกทั้งการรับรองการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินมีความเกี่ยวข้องในด้านเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล การออกหนังสือรับรองจึงเป็นกิจการที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ 2. ใช้เอกสารราชการปลอมเพื่อฉ้อโกง เมื่อผู้กู้ปลอมหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลแล้วนำไปใช้หรือแสดงต่อผู้ให้กู้ โดยหลอกลวงว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรอง ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน และการหลอกลวงนั้นเป็นเหตุให้ผู้ให้กู้หลงเชื่อและให้กู้เงินจำนวน 200,000 บาท การกระทำย่อมเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกง โดยเมื่อผู้ปลอมเป็นผู้ใช้เอกสารราชการปลอมนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง และเมื่อความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมกับฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงบทเดียวตามมาตรา 90 ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญในคดีนี้คือ ผู้ให้กู้ซึ่งถูกหลอกลวงด้วยหนังสือรับรองราชการปลอมมีฐานะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เพราะฐานะของผู้เสียหายมีผลต่ออำนาจร้องทุกข์ ความชอบด้วยกฎหมายของการสอบสวน และอำนาจฟ้องของโจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 หากแต่ฟ้องในข้อหาฉ้อโกง เมื่อพิจารณาในความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์ร่วมเป็นผู้ถูกหลอกลวงโดยจำเลยที่ 1 และมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กับพวก อันจะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์ การสอบสวนจึงชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาฐานะของผู้เสียหายต้องพิจารณาให้สัมพันธ์กับข้อหาที่โจทก์ฟ้องและการกระทำที่เป็นความผิดในคดีนั้น สำหรับคดีนี้ข้อหาที่เกี่ยวข้องคือความผิดฐานฉ้อโกง และโจทก์ร่วมเป็นบุคคลที่ถูกหลอกลวงโดยตรงจากการนำหนังสือรับรองปลอมมาใช้ประกอบการขอกู้เงิน จึงมีฐานะเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการรอการลงโทษ จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ แต่ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารราชการซึ่งเป็นหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว รับรองว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดินจำนวน 80 ไร่และมีการทำประโยชน์ในที่ดิน แล้วนำเอกสารดังกล่าวไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงิน พฤติการณ์ดังกล่าวนับว่าเป็นการกระทำที่มุ่งหวังแต่ประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียวและไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย อีกทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้บรรเทาความเสียหายหรือชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ร่วม อันจะพอเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 สำนึกในการกระทำความผิด ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษและไม่รอการลงโทษนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจึงฟังไม่ขึ้น ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการฎีกา คดีนี้ยังมีหลักสำคัญในทางวิธีพิจารณาความอาญาเกี่ยวกับการจัดทำฎีกา โดยโจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม แต่ฎีกาของโจทก์เป็นการคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์ซึ่งใช้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาเป็นฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ฎีกาดังกล่าวมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าพิพากษาไม่ชอบอย่างไร หรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพราะเหตุใด ทั้งเหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 แตกต่างกัน การคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์มาเป็นฎีกาโดยข้อความดังกล่าวมุ่งโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 แม้อัยการสูงสุดจะรับรองให้โจทก์ฎีกาและศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ในส่วนดังกล่าวไว้แล้ว ก็ยังเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาในส่วนนี้ สาระสำคัญของประเด็นนี้จึงอยู่ที่การฎีกาต้องแสดงข้อคัดค้านต่อคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่เป็นคำพิพากษาซึ่งถูกฎีกาขึ้นมา มิใช่เพียงนำข้อโต้แย้งที่เคยใช้คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาคัดลอกซ้ำ โดยเฉพาะในกรณีที่เหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์แตกต่างกัน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม หนังสือรับรองสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเอกสารราชการหรือไม่ คำตอบ หนังสือรับรองดังกล่าวเป็นเอกสารราชการ เมื่อการออกหนังสือรับรองต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ในที่ดินและมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน ซึ่งเป็นกิจการที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประกอบกับพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 66 กำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การรับรองการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินมีความเกี่ยวข้องในด้านเศรษฐกิจ จึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล และการออกหนังสือรับรองเป็นกิจการที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง มีอำนาจหน้าที่ ดังนั้น แม้เป็นหนังสือรับรองเกี่ยวกับที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ แต่เมื่อจัดทำขึ้นในกิจการตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หนังสือรับรองนั้นย่อมมีฐานะเป็นเอกสารราชการ 2. คำถาม ปลอมหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลแล้วนำไปใช้ประกอบการกู้เงิน มีความผิดฐานใดบ้าง คำตอบ เมื่อผู้กู้เป็นผู้ปลอมหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งรับรองว่าตนมีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิประมาณ 80 ไร่ และมีการทำประโยชน์ในที่ดิน แล้วนำหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวไปใช้หรือแสดงต่อผู้ให้กู้เพื่อประกอบการขอกู้เงิน โดยยืนยันว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรอง ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน และการหลอกลวงนั้นเป็นเหตุให้ผู้ให้กู้หลงเชื่อจนให้กู้เงินจำนวน 200,000 บาท การกระทำย่อมเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกง เมื่อผู้ปลอมเป็นผู้ใช้เอกสารราชการปลอมนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง และเมื่อความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมกับฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงบทเดียวตามมาตรา 90 3. คำถาม ผู้ให้กู้ที่ถูกหลอกด้วยหนังสือรับรองราชการปลอมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ คำตอบ ผู้ให้กู้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นผู้ถูกหลอกลวงและมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงกับจำเลยหรือพวก ในคดีนี้จำเลยที่ 1 โต้แย้งฐานะของโจทก์ร่วม แต่ศาลฎีกาพิจารณาว่าโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 หากแต่ฟ้องในข้อหาฉ้อโกง เมื่อพิจารณาตามความผิดที่ฟ้อง โจทก์ร่วมเป็นผู้ถูกหลอกลวงจากการนำหนังสือรับรองปลอมมาแสดงเพื่อให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดิน และโจทก์ร่วมมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กับพวก อันจะทำให้ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์ เมื่อการร้องทุกข์กระทำโดยผู้เสียหาย การสอบสวนจึงชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีฐานฉ้อโกงได้ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้ 4. คำถาม ผู้ปลอมเอกสารราชการและเป็นผู้ใช้เอกสารราชการปลอมเอง ต้องลงโทษทั้งสองฐานแยกกันหรือไม่ คำตอบ กรณีผู้ที่ปลอมเอกสารราชการเป็นบุคคลเดียวกับผู้ที่นำเอกสารราชการปลอมนั้นไปใช้ ต้องพิจารณาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ในคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบล และเป็นผู้ใช้หรือแสดงหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวต่อโจทก์ร่วมเพื่อประกอบการขอกู้เงิน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารราชการปลอม แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและเป็นผู้ใช้เอกสารราชการปลอมนั้นเอง จึงลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 เดิม แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง นอกจากนี้ เมื่อการใช้เอกสารราชการปลอมกับการฉ้อโกงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ศาลให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงบทเดียวตามมาตรา 90 5. คำถาม การคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์มาเป็นฎีกาโดยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยตรง ทำได้หรือไม่ คำตอบ การฎีกาต้องมีข้อความที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยตรงว่าไม่ชอบอย่างไรหรือผู้ฎีกาไม่เห็นด้วยเพราะเหตุใด ในคดีนี้โจทก์ฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์มาเป็นฎีกา ซึ่งข้อความดังกล่าวมุ่งโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ทั้งเหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 แตกต่างกัน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าฎีกาส่วนนี้มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 แม้อัยการสูงสุดจะรับรองให้ฎีกาและศาลชั้นต้นรับฎีกาส่วนดังกล่าวไว้ ก็ยังเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ประเด็นนี้แสดงว่าการนำข้อโต้แย้งเดิมมาคัดลอกซ้ำโดยไม่คัดค้านเหตุผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยตรงย่อมไม่เพียงพอ บทสรุป คดีนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการปลอมหนังสือรับรองสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิขององค์การบริหารส่วนตำบล แล้วนำเอกสารดังกล่าวไปใช้ประกอบการขอกู้เงิน โดยหลอกลวงผู้ให้กู้ว่าผู้กู้เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรอง ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือรับรองดังกล่าวเป็นเอกสารราชการ เนื่องจากการออกหนังสือรับรองต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ในที่ดินและมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน อันเป็นกิจการที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ อีกทั้งการรับรองการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินมีความเกี่ยวข้องในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 66 และเป็นกิจการที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมหนังสือรับรองดังกล่าวและนำไปใช้หรือแสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อประกอบการขอกู้เงิน โดยยืนยันว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินประมาณ 80 ไร่ตามหนังสือรับรอง ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน และเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อจนให้กู้เงินจำนวน 200,000 บาท การกระทำจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกง เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นทั้งผู้ปลอมและผู้ใช้เอกสารราชการปลอมนั้นเอง ศาลจึงลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง และเมื่อความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากัน จึงลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงบทเดียวตามมาตรา 90 โดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี คดีนี้ยังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับฐานะของผู้เสียหาย โดยโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถูกหลอกลวงและมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงกับจำเลยที่ 1 กับพวก ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีอำนาจร้องทุกข์ ส่งผลให้การสอบสวนชอบและโจทก์มีอำนาจฟ้อง นอกจากนี้ ในเรื่องการกำหนดโทษ ศาลฎีกาพิจารณาว่า การปลอมหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลแล้วนำไปใช้เพื่อขอกู้เงินเป็นการกระทำที่มุ่งหวังประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวและไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่ได้บรรเทาความเสียหายหรือชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ร่วม จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษ ในด้านวิธีพิจารณาความอาญา คดีนี้ยังแสดงหลักสำคัญว่า การฎีกาต้องคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยตรงว่าคำวินิจฉัยไม่ชอบอย่างไรหรือไม่เห็นด้วยเพราะเหตุใด การคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์ซึ่งเดิมใช้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาเป็นฎีกา โดยมิได้คัดค้านเหตุผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ย่อมเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ โดยเฉพาะเมื่อเหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แตกต่างกัน สาระสำคัญที่สุดที่ได้จากคดีนี้จึงอยู่ที่ว่า การพิจารณาว่าเอกสารใดเป็นเอกสารราชการต้องพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานและกระบวนการจัดทำเอกสารนั้น เมื่อหนังสือรับรองเกี่ยวกับการมีและการทำประโยชน์ในที่ดินเป็นเอกสารที่ออกในกิจการตามอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลและต้องดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ย่อมมีฐานะเป็นเอกสารราชการ การปลอมเอกสารดังกล่าวแล้วนำไปใช้หลอกลวงบุคคลอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน จึงอาจก่อให้เกิดความรับผิดทั้งฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2566 หนังสือรับรองสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิขององค์การบริหารส่วนตำบล ต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ที่ดินและมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน อันเป็นกิจการที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงเป็นกิจการที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ หนังสือรับรองดังกล่าวจึงเป็นเอกสารราชการ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 265, 268, 341 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 200,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 และให้นับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 4 คดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1467/2563 (ที่ถูก อ.467/2563) ของศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณา นางภิรมย์ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม), 341 (เดิม) จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมจึงลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง และความผิดฐานใช้เอกสารปลอมกับฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ฉ้อโกงจำนวน 180,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนที่โจทก์ขอนับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1467/2563 ของศาลชั้นต้น เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 4 ทั้งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1467/2563 (ที่ถูก อ.467/2563) ของศาลชั้นต้น ยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 8 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2557 จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์ร่วมจำนวน 200,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 มอบใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 102861 เนื้อที่ 1 งาน ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ร่วมเพื่อเป็นหลักประกันการกู้เงิน จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 4 เป็นพยานในสัญญาค้ำประกัน ต่อมาโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์โดยมอบหนังสือรับรองซึ่งเป็นเอกสารปลอมแก่พนักงานสอบสวนเป็นหลักฐาน โดยหนังสือรับรองดังกล่าวมีการถ่ายสำเนาเอกสารที่มีตราประทับขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้วและลายมือชื่อของนายมนัส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว ผู้เสียหายที่ 1 ประกอบรูปตราครุฑสีแดงและข้อความล้อมรอบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว ซึ่งประทับในช่องลายมือชื่อดังกล่าว ลงในกระดาษที่มีตราครุฑ และกรอกข้อความว่าหนังสือรับรอง ที่ ชพ 77101/239 รับรองว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิจำนวนเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 40 ไร่ ปลูกยางพาราประมาณ 40 ไร่ อยู่หมู่ที่ 5 ออกให้ไว้ ณ วันที่ 9 เดือนมีนาคม 2557 มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญากู้เงินระบุว่า เพื่อเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน จำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 102861 มาวางเป็นหลักประกัน โดยไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองมามอบให้แก่โจทก์ร่วมก็ตาม แต่โจทก์ร่วมไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน ไม่มีเหตุที่จะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 โดยไม่เป็นความจริง โจทก์ร่วมเบิกความเป็นลำดับตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุจนกระทั่งแจ้งความร้องทุกข์ อีกทั้งโจทก์ร่วมยังมอบสำเนาหนังสือรับรองซึ่งเป็นเอกสารปลอมแก่พนักงานสอบสวนเป็นหลักฐานไว้ด้วย โดยจำเลยที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนว่า ขณะจำเลยที่ 1 กู้เงินจำเลยที่ 3 เห็นจำเลยที่ 1 นำเอกสารมาให้แก่โจทก์ร่วม 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งคือโฉนดที่ดิน ส่วนอีกฉบับไม่ทราบว่าเป็นอะไร ซึ่งสอดรับกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า นอกจากใบแทนโฉนดที่ดินแล้ว จำเลยที่ 1 ยังส่งมอบหนังสือรับรองให้แก่โจทก์ร่วมอีก 1 ฉบับ แม้จำเลยที่ 3 เบิกความอ้างว่าเอกสารอีก 1 ฉบับ นั้น มีภาพถ่ายติดอยู่คล้ายกับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน แต่สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารราชการที่ประชาชนทั่วไปคุ้นเคยและพบเห็นเป็นประจำ แตกต่างจากหนังสือรับรอง ที่เป็นหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งประชาชนทั่วไปไม่คุ้นเคยและพบเห็นได้ยาก หากเอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำเลยที่ 3 คงให้การต่อพนักงานสอบสวนเช่นนั้นแล้ว คำเบิกความของจำเลยที่ 3 ไม่น่ารับฟัง ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ยังให้การยอมรับว่าเป็นผู้ทำสำเนาหนังสือรับรองขึ้นมาเอง อันสอดรับกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำหนังสือรับรองมามอบแก่โจทก์ร่วม พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมสอดคล้องต้องกัน มีน้ำหนักมั่นคง แม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำนายสมหมาย สามีของโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ด้วยในขณะเกิดเหตุมาสืบก็ไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเสียไป พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักหักล้าง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองดังกล่าวไปใช้กู้ยืมเงินจากนางสาวลัดดา โจทก์ร่วมในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.467/2563 หมายเลขแดงที่ อ.942/2563 ของศาลชั้นต้น โดยคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาลงโทษในความผิดฐานปลอมเอกสารไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้นำไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วมในคดีนี้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารอีกนั้น เป็นข้อเท็จจริง ที่จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมหนังสือรับรองและใช้หรือแสดงหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวต่อโจทก์ร่วมโดยยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองดังกล่าวและมอบหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมเพื่อประกอบการกู้เงินจากโจทก์ร่วม ปัญหาว่าหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นเอกสารราชการหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 66 องค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ดังนั้น เมื่อได้ความจากคำเบิกความของนายมนัส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว ผู้เสียหายที่ 1 ว่า การออกหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นนโยบายของรัฐบาล และเห็นได้ว่าการรับรองการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินในเขตนั้นมีความเกี่ยวข้องในด้านเศรษฐกิจอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ องค์การบริหารส่วนตำบลทั้งหลายซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่นจึงต้องถือปฏิบัติตามที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความตอบคำถามติงของโจทก์ อีกทั้งการออกหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้วต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ที่ดินและมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน อันเป็นกิจการที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ การออกหนังสือรับรองจึงเป็นกิจการที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง มีอำนาจหน้าที่ หนังสือรับรองดังกล่าวจึงเป็นเอกสารราชการ เมื่อจำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือรับรองและใช้หรือแสดงหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมเพื่อประกอบการขอกู้เงินจากโจทก์ร่วม โดยหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวซึ่งไม่เป็นความจริง ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและให้จำเลยที่ 1 กู้เงินจำนวน 200,000 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 หากแต่ฟ้องในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งข้อหานี้โจทก์ร่วมเป็นผู้ถูกหลอกลวงโดยมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กับพวก อันจะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์ การสอบสวนจึงชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารราชการหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้วซึ่งรับรองว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดิน 80 ไร่ และมีการทำประโยชน์ในที่ดิน แล้วนำไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงิน นับว่าเป็นการกระทำที่มุ่งหวังแต่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย อีกทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้บรรเทาความเสียหายหรือชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ร่วมอันจะพอเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 สำนึกในการกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษและไม่รอการลงโทษมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ตั้งแต่ข้อความว่า “โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่โจทก์มีนางภิรมย์ ผู้เสียหายและโจทก์ร่วมเบิกความว่าขณะทำสัญญากู้ยืมเงินไม่มีบุคคลใดพูดโน้มน้าวให้โจทก์ร่วมต้องให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินดังที่ศาลชั้นต้นหยิบยกมาเป็นเหตุยกฟ้องก็ตาม แต่การที่จะพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้เอกสารราชการปลอมและฉ้อโกงตามฟ้องนั้น ควรต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แห่งคดีทั้งก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุทั้งหมดประกอบด้วย กล่าวคือ ... ขอประทานศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้โปรดพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้อง...” เห็นได้ว่า ฎีกาของโจทก์เป็นการคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ทั้งสิ้น และเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าพิพากษาไม่ชอบอย่างไร หรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพราะเหตุใด ทั้งเหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 แตกต่างกัน ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงมิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 แม้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาและศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ส่วนนี้มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 341 (เดิม) จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม จึงลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง และความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมกับฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
|





