ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




รถยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะซุกซ่อนและขนส่งบุหรี่ซิกาแรตในการกระทำความผิด(ฎีกา 5155/2566)

คำพิพากษาศาลฎีกา 5155/2566, ความผิดฐานนำของไม่ผ่านพิธีการศุลกากร, การริบของกลางตาม พ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 165 และ 166, การใช้ยานพาหนะเพื่อขนของที่ไม่ได้เสียอากร, เจตนารมณ์มาตรา 165 วรรคหนึ่ง, การลงโทษผู้ขนส่งบุหรี่ไม่เสียอากร, แนวคำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับการริบยานพาหนะ, การพิจารณาฟ้องที่บรรยายองค์ประกอบชัดแจ้ง, การรับสารภาพของจำเลยและผลทางกฎหมาย, กรณีศึกษาเกี่ยวกับความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร, บทวิเคราะห์กฎหมายศุลกากรและการคุ้มครองรายได้รัฐ

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 กรณีจำเลยซุกซ่อนและขนส่งบุหรี่ซิกาแรตที่ยังมิได้เสียอากรโดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิด ศาลได้พิเคราะห์ประเด็นการริบของกลาง ได้แก่ บุหรี่ซิกาแรตและรถยนต์ พร้อมวินิจฉัยว่าเมื่อฟ้องโจทก์บรรยายองค์ประกอบความผิดไว้อย่างชัดแจ้ง และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ผลคือของกลางดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่พึงต้องริบตามมาตรา 165 และ 166 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ทั้งนี้ ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นว่าคำสั่งริบดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1 การครอบครองและขนส่งบุหรี่ที่ยังมิได้เสียอากรเข้าข่ายทรัพย์ที่ต้องริบตามกฎหมายศุลกากรหรือไม่

2 รถยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะซุกซ่อนและขนของผิดกฎหมายเข้าลักษณะทรัพย์ที่ต้องริบตามมาตรา 165 เพียงใด

3 การรับสารภาพของจำเลยเพียงพอให้ศาลยึดถือข้อเท็จจริงตามฟ้องและมีอำนาจสั่งริบของกลางทั้งหมดหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้บทบัญญัติพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ว่าด้วยการริบทรัพย์สิน ทั้งตัวสินค้าและยานพาหนะที่ใช้กระทำความผิด โดยเฉพาะมาตรา 165 และมาตรา 166 ซึ่งเป็นหัวใจของคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่าจำเลยใช้รถยนต์ซุกซ่อนและขนสินค้าที่มิได้เสียอากร ได้แก่ บุหรี่ซิกาแรต จึงทำให้ทั้งตัวบุหรี่และรถยนต์เป็นของที่พึงต้องริบตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แม้จำเลยจะอ้างเหตุยกเว้นใดก็ตามก็ไม่ทำให้พ้นความรับผิดในส่วนของการริบทรัพย์สิน

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 มาตรา 166 และมาตรา 246 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ศาลใช้ยึดโยงกับข้อเท็จจริงเพื่อวินิจฉัยว่าของกลางทั้งหมดเป็นทรัพย์ที่ต้องริบตามกฎหมาย

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 ของที่ยังมิได้เสียอากร

หมายถึงสินค้าที่นำเข้าหรือครอบครองโดยยังไม่ชำระอากรศุลกากรตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเมื่อปรากฏว่าบุหรี่ซิกาแรตในคดีนี้เป็นของยังมิได้เสียอากร จึงต้องริบโดยเด็ดขาดตามมาตรา 166

2 ยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิด

มาตรา 165 วรรคหนึ่งกำหนดให้ริบยานพาหนะที่ใช้ย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่มิได้เสียอากร ศาลเห็นว่ารถยนต์ของจำเลยถูกใช้ซุกซ่อนและขนบุหรี่ผิดกฎหมาย จึงต้องริบทั้งคัน

3 ฟ้องบรรยายองค์ประกอบครบถ้วน

ศาลวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์การใช้รถยนต์ซุกซ่อนและขนของผิดกฎหมายไว้อย่างชัดเจนเพียงพอสำหรับการลงโทษและริบทรัพย์สิน ทำให้จำเลยไม่อาจโต้แย้งข้อเท็จจริงส่วนนี้ได้

4 การรับสารภาพของจำเลย

เมื่อจำเลยรับสารภาพตามฟ้อง ศาลยึดถือข้อเท็จจริงตามคำฟ้องทันที ทำให้ข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ขนของผิดกฎหมายสิ้นสุดลง และส่งผลให้การริบทรัพย์สินเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายโดยไม่มีข้อเคลือบแคลง

5 บทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด

การลงโทษจำเลยเป็นไปตามมาตรา 246 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และใช้เป็นฐานในการวินิจฉัยควบคู่ไปกับบทบัญญัติว่าด้วยการริบทรัพย์สินตามมาตรา 165 และ 166 ทำให้คำพิพากษามีความครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งในส่วนโทษอาญาและมาตรการทางทรัพย์สิน

ลักษณะข้อเท็จจริงของคดีและพฤติการณ์แห่งการจับกุม

คดีนี้เกิดจากการที่เจ้าพนักงานศุลกากรจับกุมจำเลยพร้อมของกลางเป็นบุหรี่ซิกาแรตจำนวน 80 ซอง รวม 1,600 มวน ซึ่งเป็นของที่ยังมิได้เสียอากรและยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรตามกฎหมายศุลกากร โดยจำเลยได้ใช้รถยนต์พร้อมกุญแจเป็นยานพาหนะในการซ่อนเร้นและขนส่งของกลางดังกล่าว

ฟ้องของโจทก์บรรยายชัดแจ้งว่า รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่ยังมิได้เสียอากรหรือยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงรับฟังได้โดยไม่ต้องรับฟังพยานหลักฐานเพิ่มเติม

คำวินิจฉัยของศาลสามศาล

ศาลชั้นต้น

วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 242 วรรคหนึ่ง และความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 165, 203 และ 204 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

ศาลพิพากษาปรับ 1,536 บาท แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพจึงลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงปรับ 768 บาท พร้อมสั่งริบของกลางทั้งบุหรี่และรถยนต์ รวมทั้งให้จ่ายสินบนนำจับและเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. 2489

ศาลอุทธรณ์ภาค 2

พิพากษายืนในสาระสำคัญทั้งหมด เห็นว่าบุหรี่จำนวน 80 ซองเป็นของที่ยังมิได้เสียอากรตามมาตรา 166 จึงต้องริบ และรถยนต์เป็นยานพาหนะที่ใช้ในการขนของผิดกฎหมายตามมาตรา 165 วรรคหนึ่ง จึงต้องริบเช่นเดียวกัน

ศาลฎีกา

พิจารณาตามฎีกาของจำเลย ซึ่งจำเลยโต้แย้งเฉพาะประเด็นการริบของกลางคือบุหรี่ซิกาแรตและรถยนต์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

1 บุหรี่ซิกาแรตที่ยังมิได้เสียอากรเป็นของที่พึงต้องริบตามมาตรา 166

2 รถยนต์และกุญแจรถยนต์เป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่มิได้เสียอากร อันพึงต้องริบตามมาตรา 165 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 และพิพากษายืน

การวิเคราะห์ประเด็นกฎหมายสำคัญ

1 การตีความบทบัญญัติมาตรา 166 ว่าด้วยของที่ยังมิได้เสียอากร

บทบัญญัติมาตรา 166 มีลักษณะเป็นมาตรการคุ้มครองรายได้ของรัฐโดยกำหนดให้ของที่ยังมิได้เสียอากรหรือมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรต้องถูกริบโดยเด็ดขาดเมื่อมีความผิดเกิดขึ้น ไม่ว่าจำเลยจะมีพฤติการณ์ประการใดก็ตาม

ลักษณะของบุหรี่ซิกาแรตในคดีนี้เข้าข่ายตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยตรง

2 การริบยานพาหนะตามมาตรา 165 วรรคหนึ่ง

มาตรา 165 วรรคหนึ่งมุ่งหมายให้ศาลริบยานพาหนะที่ใช้ในการย้ายหรือขนส่งของผิดกฎหมายเพื่อไม่ให้มีการใช้ยานพาหนะดังกล่าวทำผิดซ้ำ ลักษณะเป็นมาตรการป้องกันเชิงนโยบายสาธารณะ

ฟ้องโจทก์บรรยายองค์ประกอบครบถ้วน เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลจึงเชื่อได้ว่ารถยนต์คือยานพาหนะที่มีไว้เพื่อใช้ในการขนของที่ยังมิได้เสียอากร

3 ความสมบูรณ์ของคำฟ้องและผลของการรับสารภาพ

แม้จำเลยฎีกาท้วงข้อเท็จจริง แต่คำฟ้องบรรยายพฤติการณ์ที่ใช้รถยนต์ซ่อนเร้นและขนของไว้อย่างชัดเจน ประกอบกับจำเลยรับสารภาพ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าประเด็นดังกล่าวไม่อาจโต้แย้งได้อีก

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักการของกฎหมายศุลกากรที่มีความเข้มงวดในการป้องกันการหลบเลี่ยงอากร โดยกำหนดให้ของที่ยังมิได้เสียภาษีและยานพาหนะที่ใช้ในการซุกซ่อนหรือขนของผิดกฎหมายต้องถูกริบโดยเด็ดขาด องค์ประกอบสำคัญคือความชัดเจนของคำฟ้องและการรับสารภาพของจำเลยซึ่งเป็นปัจจัยที่ศาลพิจารณาว่าเพียงพอแก่การพิพากษา สะท้อนหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจและนโยบายคุ้มครองรายได้ของรัฐในกระบวนการศุลกากร

IRAC 

Issue (ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย)

ศาลต้องวินิจฉัยว่า

1 บุหรี่ซิกาแรตจำนวน 80 ซองซึ่งยังมิได้เสียอากรเป็นของที่ต้องริบตามกฎหมายหรือไม่

2 รถยนต์และกุญแจรถยนต์ที่จำเลยใช้ในการซ่อนเร้นและขนของผิดกฎหมายเป็นยานพาหนะที่พึงต้องริบตามมาตรา 165 วรรคหนึ่ง หรือไม่

Rule (กฎเกณฑ์กฎหมายที่ใช้บังคับ)

มาตรา 166 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 กำหนดว่า ของที่ยังมิได้เสียอากรหรือยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรเป็นของที่พึงต้องริบ

มาตรา 165 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ริบยานพาหนะที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่มิได้เสียอากร

มาตรา 246 วรรคหนึ่ง กำหนดความผิดฐานนำของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และ 78 ว่าด้วยการลงโทษบทที่หนักที่สุดและการลดโทษกรณีรับสารภาพ

Application (การประยุกต์ใช้ข้อกฎหมายกับข้อเท็จจริง)

เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามฟ้อง พบว่าจำเลยถูกจับกุมพร้อมบุหรี่ซิกาแรตจำนวน 80 ซอง ซึ่งเป็นของที่มิได้เสียอากรตามสภาพตามกฎหมายศุลกากร อันเข้าข่ายต้องริบโดยไม่ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ของจำเลย

ในส่วนของรถยนต์ของกลาง ฟ้องโจทก์บรรยายไว้อย่างชัดเจนว่าจำเลยใช้รถยนต์เพื่อซ่อนเร้นและขนส่งบุหรี่ดังกล่าว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงรับฟังได้ว่ารถยนต์เป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง

มาตรา 165 วรรคหนึ่งจึงให้อำนาจศาลริบยานพาหนะดังกล่าวทั้งสิ้น โดยไม่ต้องพิจารณาว่าทรัพย์จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือไม่

Conclusion (ข้อสรุปตามกฎหมาย)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทั้งบุหรี่ซิกาแรตจำนวน 80 ซอง และรถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่พึงต้องริบตามกฎหมายศุลกากร ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ริบชอบแล้ว โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามเดิม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5155/2566 

เมื่อจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง บุหรี่ซิกาแรตของกลาง ซึ่งเป็นของที่ยังมิได้เสียอากรหรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรจึงเป็นของที่พึงต้องริบตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 166

ฟ้องโจทก์บรรยายไว้เป็นที่เข้าใจแล้วว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะซุกซ่อนและขนส่งบุหรี่ซิกาแรตในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงฟังได้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่ยังมิได้เสียอากรหรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร อันพึงต้องริบตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง


โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 3, 4, 165, 166, 167, 242, 246 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 159, 165, 203, 204, 206, 207 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบบุหรี่ 80 ซอง (1,600 มวน) และรถยนต์ 1 คัน พร้อมกุญแจรถยนต์ ของกลาง และจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับ และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 242 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 165, 203 (1), 204 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 1,536 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 768 บาท ริบของกลาง ให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับร้อยละ 30 และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับร้อยละ 25 ของราคาของกลางหรือค่าปรับ ในกรณีที่ไม่มีผู้นำจับ ให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้ทำผิดร้อยละ 20 ของราคาของกลางหรือค่าปรับ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 5 (2), 7, 8

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้ริบบุหรี่ซิกาแรตทั้งหมด 80 ซอง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 166 บัญญัติว่า "ของที่ยังมิได้เสียอากร ของต้องห้าม ของต้องกำกัด หรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร เป็นของที่พึงต้องริบตามพระราชบัญญัตินี้" เมื่อจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 242 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 165, 203 (1), 204 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 บุหรี่ซิกาแรต จำนวน 80 ซอง ของกลาง ซึ่งเป็นของที่ยังมิได้เสียอากรหรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร จึงเป็นของที่พึงต้องริบตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาริบบุหรี่ซิกาแรตของกลางชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์และกุญแจรถยนต์ของกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า " เรือที่มีระวางบรรทุกไม่เกินสองร้อยห้าสิบตันกรอส ยานพาหนะ... หากได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่มิได้เสียอากร ของต้องห้าม ของต้องกำกัด หรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ให้ริบเสียทั้งสิ้น..." ซึ่งตามเจตนารมณ์ของมาตรา 165 วรรคหนึ่ง ต้องการให้ศาลริบยานพาหนะหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่ไม่ได้เสียอากร หรือของที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร เมื่อตามคำฟ้องโจทก์ข้อ 2 บรรยายว่าภายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยบุหรี่ซิกาแรตอันเป็นสินค้าที่จำเลยมีไว้เป็นความผิดในฟ้องข้อ 1 และรถยนต์พร้อมกุญแจรถยนต์เป็นยานพาหนะที่จำเลยได้ใช้ในการซุกซ่อนและขนส่งบุหรี่เป็นของกลาง เห็นได้ว่าฟ้องของโจทก์บรรยายไว้เป็นที่เข้าใจแล้วว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงฟังได้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่ยังมิได้เสียอากรหรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร อันพึงต้องริบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ริบรถยนต์และกุญแจรถยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ประเด็นที่ 1

คำถาม

เมื่อเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมบุหรี่ซิกาแรตจำนวน 80 ซอง ซึ่งเป็นของที่ยังมิได้เสียอากรหรือยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร และฟ้องโจทก์บรรยายองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว ศาลต้องวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับการริบบุหรี่ซิกาแรตดังกล่าวว่าเป็นทรัพย์ที่ต้องริบตามกฎหมายหรือไม่ โดยพิจารณาจากลักษณะของการเป็น “ของที่ยังมิได้เสียอากร” ตามมาตรา 166 และพฤติการณ์ที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นศาล

คำตอบ

เมื่อบุหรี่ซิกาแรตจำนวน 80 ซองยังมิได้เสียอากรและยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องซึ่งบรรยายองค์ประกอบความผิดครบถ้วน ศาลต้องถือว่าบุหรี่ดังกล่าวเป็น “ของที่พึงต้องริบ” ตามมาตรา 166 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นมาตรการคุ้มครองรายได้ของรัฐและมีลักษณะเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับโดยเด็ดขาดโดยไม่ต้องคำนึงถึงเจตนาพิเศษอื่นของจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าบุหรี่เป็นของที่นำเข้ามาโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ศาลจึงมีหน้าที่ต้องสั่งริบสินค้าทั้งหมดตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์และพิพากษาว่าการริบของกลางประเภทบุหรี่เป็นไปโดยชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

ประเด็นที่ 2

คำถาม

ในกรณีที่ฟ้องโจทก์บรรยายไว้ว่ารถยนต์ของกลางถือเป็นยานพาหนะที่จำเลยได้ใช้ในการซุกซ่อนและขนส่งบุหรี่ซิกาแรตที่ยังมิได้เสียอากร และจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลต้องวินิจฉัยอย่างไรว่ารถยนต์และกุญแจรถยนต์ดังกล่าวจะต้องริบตามมาตรา 165 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยพิจารณาจากเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งหมายให้ริบยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิด

คำตอบ

ฟ้องโจทก์ข้อ 2 บรรยายไว้อย่างชัดเจนว่ารถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยใช้ในการซุกซ่อนและขนส่งบุหรี่ซิกาแรตซึ่งเป็นของยังมิได้เสียอากร อันเป็นองค์ประกอบของการกระทำความผิดตามมาตรา 246 วรรคหนึ่ง และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลย่อมรับฟังได้ว่ารถยนต์ดังกล่าวเป็นยานพาหนะที่ “ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่มิได้เสียอากร” ตามความหมายในมาตรา 165 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้ศาลต้องริบยานพาหนะดังกล่าวโดยเด็ดขาด เจตนารมณ์ของมาตรา 165 วรรคหนึ่งให้ริบยานพาหนะที่ใช้เป็นเครื่องมือกระทำผิดเพื่อป้องกันมิให้เกิดการนำยานพาหนะไปใช้กระทำผิดซ้ำอีก ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์และกุญแจรถยนต์ของกลางจึงชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามเดิม

ประเด็นที่ 3

คำถาม

ในกรณีที่จำเลยฎีกาทักท้วงว่าการริบรถยนต์และบุหรี่ซิกาแรตไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาต้องพิจารณาอย่างไรเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของคำฟ้องซึ่งบรรยายพฤติการณ์การกระทำผิดไว้ครบถ้วนแล้ว และผลของการที่จำเลยให้การรับสารภาพต่อความสามารถในการโต้แย้งข้อเท็จจริงในชั้นฎีกา

คำตอบ

เมื่อฟ้องโจทก์ได้บรรยายพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไว้อย่างครบถ้วนและชัดเจน ทั้งในส่วนการซุกซ่อนและขนของที่ยังมิได้เสียอากรด้วยรถยนต์ของกลาง และจำเลยได้ให้การรับสารภาพ ศาลย่อมถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวฟังได้โดยบริบูรณ์ตามคำฟ้องและไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติม การรับสารภาพของจำเลยทำให้ข้อพิพาทในทางข้อเท็จจริงหมดสิ้นไป จำเลยจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงมาโต้แย้งในชั้นฎีกาได้อีก ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่สั่งริบทั้งบุหรี่และรถยนต์นั้นชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ 4

คำถาม

การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามมาตรา 246 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ในขณะที่การกระทำเดียวกันยังความผิดตามกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.สรรพสามิต ศาลต้องวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับการเลือกใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักกว่า และผลทางกฎหมายของการลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 จากการรับสารภาพ

คำตอบ

การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลจึงต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามหลักประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งในคดีนี้คือมาตรา 246 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ศาลชั้นต้นจึงลงโทษโดยใช้มาตรานี้เป็นหลัก เมื่อจำเลยรับสารภาพย่อมมีเหตุบรรเทาโทษ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 การเลือกใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักสุดช่วยให้การลงโทษมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความร้ายแรงของการกระทำ การลดโทษตามการรับสารภาพสะท้อนหลักความเมตตาธรรมในระบบยุติธรรม ศาลฎีกาจึงไม่เห็นว่ามีความไม่ชอบด้วยกฎหมายในกระบวนการลงโทษดังกล่าว

ประเด็นที่ 5

คำถาม

การบังคับใช้กฎหมายศุลกากรที่กำหนดให้ริบทั้งของกลางและยานพาหนะตามมาตรา 165 และมาตรา 166 มีผลอย่างไรต่อการป้องกันและควบคุมการกระทำผิดเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าสินค้า และศาลฎีกาตีความบทบัญญัติทั้งสองมาตราในลักษณะเข้มงวดเพียงใด โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงของคดีนี้

คำตอบ

 

มาตรา 165 และมาตรา 166 เป็นมาตรการสำคัญของรัฐในการป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าหรือของที่มิได้เสียอากร โดยกำหนดให้ริบทั้งสินค้าและยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิด บทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับโดยเด็ดขาดเพื่อคุ้มครองรายได้รัฐและป้องปรามการใช้ยานพาหนะหรือเครื่องมือในการกระทำผิดซ้ำ ศาลฎีกาตีความบทบัญญัติดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยถือข้อเท็จจริงเพียงว่าบุหรี่เป็นของที่มิได้เสียอากรและรถยนต์เป็นยานพาหนะที่ใช้ในการขนของผิดกฎหมาย ก็เพียงพอให้สั่งริบภายใต้กฎหมายศุลกากรได้ทันที ไม่ต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์อื่นประกอบ การตีความเช่นนี้ช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายศุลกากรมีประสิทธิภาพสูงสุดและตอบสนองวัตถุประสงค์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

จำเลยใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะซุกซ่อนและขนส่งบุหรี่ซิกาแรตในการกระทำความผิด เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ดังนั้นรถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่ยังมิได้เสียอากรหรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร อันพึงต้องริบ




เกี่ยวกับคดีอาญา

คำร้องทุกข์ไม่สมบูรณ์ในความผิดหมิ่นประมาทและผลต่ออำนาจฟ้องคดีอาญา
มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแต่จำเลยหลบหนีขาดอายุความอย่างไร
ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ปฏิบัติหรือละเว้นตามมาตรา 157(ฎีกา 4639/2566)
คดีรื้อถอนกุฏิวัดและอำนาจเจ้าหน้าที่ป่าไม้(ฎีกา 599/2567)
คดีล่วงละเมิดเด็กในความดูแล ความผิดทางเพศเด็ก, กระทำชำเราเด็ก, ป.อ. มาตรา 285 (ฎีกา 5524/2567)
ขอคืนรถของกลาง & เงื่อนไขริบและคืน,ริบทรัพย์, เจ้าของทรัพย์, (ฎีกา 9090/2549)
คดีโฆษณาแอลกอฮอล์ & เครื่องหมายการค้า, โฆษณาผิดกฎหมาย, (ฎีกา 3139/2568)
คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว & การยกฟ้อง ตรวจสอบคุณภาพข้าว, (ฎีกา 3555/2568)
ลูกจ้างลักทรัพย์นายจ้าง & การบรรเทาโทษ,มาตรา 335, มาตรา 352, (ฎีกา 5658/2567)
คดีโฉนดมรดก & ป.อ. มาตรา 188, ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, (ฎีกา 842/2568)
คดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ & ค่าเสียหายสิ่งแวดล้อม (ฎีกา 6009/2567)
คดีพยายามฆ่า, คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย,(ฎีกา 2813/2568, )
คดีพยายามฆ่า & บุกรุกทำร้ายร่างกาย, บุกรุกเคหสถาน (ฎีกา 2813/2568)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ, ป.อ. มาตรา 364, (ฎีกาที่ 5613/2550)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ,มาตรา 364, (ฎีกา 5613/2550)
ฎีกา 1044/2568 – คดีฟอกเงิน & นับโทษจำคุกต่อ
(ฎีกาที่ 3710/2567): คดีพยายามฆ่า การวินิจฉัยเจตนาและข้อจำกัดในการยกฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567: การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567: คดีช่วยซ่อนเร้นสินค้านำเข้าไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและภาษีสรรพสามิต ศาลฎีกายกฎีกาจำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4770/2567: ผู้เสียหายโดยตรงในคดีลักทรัพย์จากบัญชีเงินฝากและสิทธิฟ้องคดีอาญา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5492/2567: คดีพยายามฆ่าโดยใช้อาวุธปืน บุกรุกเคหสถานกลางคืน และการห้ามฎีกาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2567: คดีลักทรัพย์และการเพิ่มโทษตามมาตรา 93 พร้อมข้อจำกัดการฎีกาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5796/2567 ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท — ศาลชี้ขาดเจตนากับการกระทำโดยสุจริต
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5854/2567: ริบรถยนต์ใช้ซ่อนเร้นบุหรี่เถื่อนตาม พ.ร.บ. ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5893/2567 ป้องกันเกินกว่าเหตุและสำคัญผิดจนยิงผู้อื่น ศาลปรับโทษเหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6190/2567 ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ไม่เป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน และไม่เข้าข่ายฆ่าโดยทารุณโหดร้าย
ความรับผิดฐานควบคุมสัตว์ดุร้ายตาม ป.อ. มาตรา 377 และกฎหมายโรคระบาดสัตว์(ฎีกาที่ 8040/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2567 – พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารและสิทธิของผู้ปกครองตามกฎหมาย
ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ลักทรัพย์โดยสุจริต, ความผิดลักทรัพย์ vs การเข้าใจผิด, คดีลักทรัพย์ในเครือญาติ,
การกระทำของจำเลยเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน, ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมาตรา 289 (4), โทษประหารชีวิตในคดีอาญา
ป.อ. มาตรา 54 ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง
คดีอั้งยี่พนันออนไลน์ & ฟ้องครบองค์ประกอบ (ฎีกา 980/2567)
กระทำชำเราผู้เยาว์ในบ้านไม่ถือว่าแยกเด็กจากอำนาจปกครองดูแล
จำเลยไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี
ผู้ปกครองอนุญาตให้ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยเท่านั้น
การกระทำโดยพลาด
รอการลงโทษ,ให้การรับสารภาพ
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้นั้นสภาพความเป็นลูกหนี้เจ้าหนี้เกิดขึ้นทันที
การกระทำความผิดระหว่างผู้บุพการีต่อผู้สืบสันดานหรือผู้สืบสันดานต่อผู้บุพการี
พาไปเพื่อการอนาจาร -บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี
ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน
จำเลยฉ้อโกงหลอกลวงเอาทรัพย์ขณะที่ผู้เสียหายป่วยทางจิต
รอการกำหนดโทษ | รอการลงโทษ | พรบ.ล้างมลทิน
เบิกความอันเป็นเท็จในศาล
จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาใดไม่แน่ชัด
ป้องกันพอสมควรแก่เหตุ-ป้องกันเกินกว่าเหตุ
บันดาลโทสะเพราะเหตุยั่วยุให้โมโห
หมิ่นประมาท | เข้าใจโดยสุจริต
ความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้
เป็นอันตรายแก่จิตใจ - ใช้ยาสลบใส่กาแฟ
บันดาลโทสะต้องถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง
หมิ่นประมาท | หนังสือพิมพ์ลงพิมพ์โฆษณา
วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนต้องห้ามฎีกา
ผู้เสียหายด่าจำเลย(บิดา)หยาบคายกรณีจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
เจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร
การริบทรัพย์สิน | ใช้ในการกระทำความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คำว่า-วิชาชีพ-ในคดีอาญา
หลบหนีไปจากความควบคุมตามอำนาจของพนักงานสอบสวน
สเปรย์พริกไทยไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ
พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร | รับส่งเด็กนักเรียน
ลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ
กระทำอนาจารต่อศิษย์นอกเวลาเรียน
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ยังคงเป็นป่าตาม พ.ร.บ. ป่าไม้
เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต
ลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว 7 คน
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อาญา มาตรา 188
ผู้สนับสนุนให้จำเลยกระทำความผิด
ทวงหนี้ลักษณะข่มขู่ว่าไม่จ่ายจะเดือดร้อนจำคุก 3 ปี
การทำนากุ้งไม่ใช่การประกอบอาชีพกสิกรรม
ลักทรัพย์นายจ้าง, ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
การจับกุมมิชอบกับการฟ้องคดีอาญา
คำขอในส่วนแพ่งเนื่องความผิดอาญา
แม้ผู้ตายยิงจำเลยก่อนอ้างเหตุป้องกันตัวไม่ได้
ทำร้ายร่างกายกับการป้องกันตัว
พรากเด็กต่ำ15 ปี ไปเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี
ซื้อเสียงเลือกตั้งไม่รอลงอาญา
ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบ
การเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
กระทำชำเราต่างวันต่างเวลาและต่างสถานที่ผิดหลายกรรม
เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล
การพรากเด็กไม่ว่าเด็กจะออกจากบ้านเองก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น
ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมและฐานฉ้อโกง
พิพากษาจำคุกจำเลยศาลฎีกายกฟ้องเพราะคำฟ้องไม่ได้ลงชื่อ
หมิ่นประมาทกับดูหมิ่นซึ่งหน้า-ความผิดอาญามีโทษหนักเบาแตกต่างกัน
พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย
พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิต
บันดาลโทสะหรือพยายามฆ่า
ความผิดอันยอมความได้ | คดีหมิ่นประมาท | ร้องทุกข์ภายในสามเดือน
พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
การสมรสในต่างประเทศระหว่างหญิงไทยกับหญิงไทย
การกระทำชำเราที่ไม่ต้องรับโทษ
การสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายอิสลามจำเลยไม่ต้องรับโทษ
กระทำโดยประมาทไม่อาจอ้างเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีอำนาจสอบสวนไม่มีอำนาจฟ้อง
ให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราถูกจำคุก 48 เดือน
ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุดคดีอาญาระงับ
บุตรติดมารดาไม่อยู่ในความปกครองของบิดาเลี้ยง