ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ดอกเบี้ยเงินกู้ของสถาบันการเงินกำหนดได้แค่ไหน กรณีผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความและการบอกเลิกสัญญากู้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2274/2568, การคิดดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ, สิทธิของสถาบันการเงินในการคิดดอกเบี้ยสูงสุด, ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับดอกเบี้ยผิดนัด, การฟ้องบังคับชำระหนี้และบังคับจำนอง, การบอกเลิกสัญญากู้เงินตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, การวินิจฉัยอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีผู้บริโภค, การพิจารณาสิทธิในการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี, วิเคราะห์กฎหมายเกี่ยวกับหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงิน

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างสถาบันการเงินในฐานะผู้ให้กู้และจำเลยในฐานะผู้กู้ ซึ่งได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดอัตราดอกเบี้ยกรณีชำระล่าช้าและกรณีผิดนัดทั้งหมด โดยมีปัญหาวินิจฉัยสำคัญว่าการกำหนดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ภายใต้บทบัญญัติพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224/1 อันเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องต่อการใช้สิทธิฟ้องบังคับคดีและความสมบูรณ์ของสัญญาประนีประนอมยอมความ

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1  การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความของสถาบันการเงินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

2  ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับดอกเบี้ยผิดนัดมีผลใช้บังคับแก่การกู้ยืมจำนวนสูงในคดีนี้หรือไม่

3  ข้อสัญญาดอกเบี้ยและการบอกเลิกสัญญากู้เป็นการฝ่าฝืนความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 138 ปวิพ หรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับความชอบด้วยกฎหมายของอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างสถาบันการเงินในฐานะผู้ให้กู้และจำเลยในฐานะผู้กู้ โดยต้องวินิจฉัยว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปีและร้อยละ 21 ต่อปีในกรณีผิดนัดทั้งหมดเป็นไปตามกรอบกฎหมายที่ให้อำนาจสถาบันการเงินหรือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน มาตรากฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้ในการพิจารณา ได้แก่ พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พศ 2551 มาตรา 38 และมาตรา 46 ประกอบประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224/1 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำคัญที่ใช้รองรับความชอบด้วยกฎหมายของสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี

หมายถึงเพดานดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินมีสิทธิคำนวณจากเงินต้นคงค้างในกรณีผิดนัดทั้งหมด ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าอยู่ภายในกรอบกฎหมาย

2 สถาบันการเงินตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน

เป็นฐานะพิเศษทางกฎหมายที่ให้สิทธิคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี ต่างจากบุคคลทั่วไป ส่งผลโดยตรงต่อการประเมินความชอบด้วยกฎหมายของข้อสัญญาในคดีนี้

3 มาตรา 224/1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกี่ยวกับดอกเบี้ยเมื่อผิดนัด และผลของการถึงกำหนดชำระหนี้ทั้งหมดเมื่อมีการบอกเลิกสัญญา ศาลอาศัยบทบัญญัตินี้รองรับความชอบด้วยกฎหมายของการคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้งหมด

4 ความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา 138 ปวิพ

เป็นเกณฑ์ที่ศาลใช้ตรวจสอบว่าข้อสัญญาประนีประนอมยอมความมีลักษณะฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่าเงื่อนไขในสัญญานี้ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย

5 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับดอกเบี้ยผิดนัด

เป็นข้ออ้างของจำเลย แต่ศาลเห็นว่าใช้เฉพาะลูกหนี้รายย่อยและไม่ครอบคลุมกรณีการกู้เงินจำนวนมากระหว่างคู่ความในคดีนี้ จึงไม่สามารถนำมาบังคับใช้

ข้อเท็จจริงโดยสังเขป

โจทก์เป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมาย มีสิทธิคิดดอกเบี้ยสูงกว่าร้อยละ 15 ต่อปีตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พศ 2551 มาตรา 38 และมาตรา 46 ประกอบมาตรา 4 และประกาศกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย จำเลยกู้เงินจำนวนมากจากโจทก์และตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราเอ็มแอลอาร์ หากชำระล่าช้าเกิน 7 วันให้ใช้อัตราร้อยละ 13 5 ต่อปี และสูงสุดไม่เกินร้อยละ 21 ต่อปี

ภายหลังจำเลยผิดนัดชำระ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงินต้นรวมดอกเบี้ย และรับจำนองที่ดินไว้เป็นประกัน หนี้คงค้างรวม 16,524,537 46 บาท ระหว่างพิจารณาคู่ความได้จัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความ กำหนดให้จำเลยรับสภาพหนี้และชำระผ่อนรายเดือน หากผิดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี

ต่อมาเกิดปัญหาว่าการคิดดอกเบี้ยตามสัญญานี้ขัดต่อกฎหมายหรือไม่

ประเด็นกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

1 อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตหรือไม่

2 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการคิดดอกเบี้ยผิดนัดมีผลใช้บังคับแก่กรณีนี้หรือไม่

3 ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 138 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่

เหตุผลและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวนสูงถึง 16 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราที่ใช้กับลูกค้ารายใหญ่ ไม่ใช่สินเชื่อรายย่อย จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับที่จำเลยยกขึ้นอ้าง การคิดดอกเบี้ยตามข้อสัญญาจึงต้องพิจารณาตามฐานะของสถาบันการเงินผู้ให้กู้และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 21 ต่อปี ตามอำนาจตามกฎหมายและประกาศของตนเอง เงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 อัตราร้อยละ 12 ต่อปี และข้อ 3 อัตราร้อยละ 21 ต่อปี กรณีผิดนัดทั้งหมด จึงไม่เกินอัตราที่กฎหมายอนุญาต

เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาและเรียกคืนเงินกู้ทั้งหมดแล้ว ย่อมไม่ต้องถือว่าจำเลยยังต้องชำระหนี้เป็นรายงวด ข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงค้างทั้งหมดจึงมิใช่สิ่งที่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224/1

สัญญาประนีประนอมยอมความจึงสมบูรณ์ ไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 138 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

อนึ่ง ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเป็นผู้บริโภค ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย วิธีดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาจึงไม่ชอบ และให้คืนแก่จำเลย

บทความ

ความหมายและบทบาทของการประนีประนอมยอมความในคดีเงินกู้

สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นนิติกรรมที่คู่ความตกลงระงับข้อพิพาทกัน และมีผลเสมือนคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อคู่ความตกลงรับสภาพหนี้และกำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีชำระหนี้ล่าช้าหรือผิดนัดทั้งหมด ศาลต้องตรวจสอบว่าเงื่อนไขดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ในคดีนี้ การกู้ยืมเงินจำนวนสูงและสถานะของโจทก์ในฐานะสถาบันการเงิน ทำให้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามอัตราพิเศษที่กฎหมายอนุญาต อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาจึงอยู่ภายในอำนาจตามกฎหมาย

การใช้สิทธิของสถาบันการเงินตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน

กฎหมายให้อำนาจสถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยได้สูงกว่าบุคคลทั่วไป โดยต้องอยู่ภายในกรอบที่ประกาศของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด อัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์เป็นอัตราสำหรับลูกค้ารายใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่ำ และการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปีในกรณีผิดนัดทั้งหมดจึงอยู่ในกรอบดังกล่าว

การไม่บังคับใช้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยต่อกรณีนี้

ศาลฎีกาเห็นว่า การกู้ยืมจำนวนมากและลักษณะของลูกค้าทำให้จำเลยไม่เข้าข่ายลูกหนี้รายย่อยตามประกาศดังกล่าว ประกาศเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจึงไม่ใช้บังคับกับคู่สัญญาในคดีนี้

ผลของการบอกเลิกสัญญากู้เงิน

เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาและเรียกเงินต้นทั้งหมด จำเลยย่อมไม่มีหน้าที่ชำระเป็นงวดอีกต่อไป การคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงค้างทั้งหมดจึงไม่ขัดต่อมาตรา 224/1

ความสงบเรียบร้อยและความสมบูรณ์ของสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลตรวจสอบแล้วว่าเงื่อนไขต่าง ๆ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 จึงให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงถึงหลักสำคัญว่า แม้อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความจะสูง แต่หากเป็นอัตราที่สถาบันการเงินมีสิทธิตามกฎหมาย และสอดคล้องกับประกาศของรัฐ ย่อมชอบด้วยกฎหมาย การบอกเลิกสัญญาทำให้หนี้ถึงกำหนดทั้งหมด และสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมผูกพันคู่สัญญาเช่นเดียวกับคำพิพากษาถึงที่สุด

IRAC 

Issue

การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ รวมถึงอัตราร้อยละ 12 ต่อปี และอัตราร้อยละ 21 ต่อปีในกรณีผิดนัดทั้งหมด ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือไม่

Rule

พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พศ 2551 มาตรา 38 และมาตรา 46 ประกอบประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ให้อำนาจสถาบันการเงินกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามเกณฑ์พิเศษ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224/1 เกี่ยวกับดอกเบี้ยเมื่อผิดนัด

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 เรื่องข้อสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย

พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พศ 2551 มาตรา 7

Application

สถาบันการเงินมีสิทธิคิดดอกเบี้ยสูงกว่าปกติตามกฎหมาย และอัตราดอกเบี้ยตามข้อ 1 และข้อ 3 ของสัญญาประนีประนอมยอมความอยู่ภายใต้อัตราสูงสุดตามกฎหมาย ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่จำเลยอ้างใช้เฉพาะลูกหนี้รายย่อย ซึ่งกรณีนี้ไม่เข้าเกณฑ์ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญา หนี้ถึงกำหนดทั้งหมด การคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงค้างจึงไม่ขัดต่อมาตรา 224/1 และไม่เป็นการฝ่าฝืนความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 138

Conclusion

อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความชอบด้วยกฎหมาย การพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความถูกต้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2274/2568 

โจทก์เป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 38 และ 46 ประกอบมาตรา 4 ประกาศกระทรวงการคลัง และประกาศโจทก์ ซึ่งประกาศโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม (สินเชื่อ) อัตราเอ็มแอลอาร์ เท่ากับร้อยละ 8.975 ต่อปี หากชำระหนี้ล่าช้าเกินกว่า 7 วัน ต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้คงค้างทั้งหมด และอัตราดอกเบี้ยสูงสุดคิดได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 เป็นกรณีชำระหนี้ล่าช้ากว่า 7 วัน แต่โจทก์คิดเพียงอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ส่วนข้อ 3 เป็นกรณีที่ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมด โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยทั้งสองกรณีจึงไม่เกินกว่าอัตราที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยโดยชอบ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาและฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดแก่โจทก์แล้ว จึงไม่ถือว่าจำเลยมีหน้าที่ผ่อนชำระเป็นรายงวดอีก ข้อตกลงที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระทั้งหมดจึงไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 224/1 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงิน 16,524,537.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี และขอบังคับจำนองที่ดินเป็นประกัน ต่อมาคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยรับสภาพหนี้ 16,044,399.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี และผ่อนชำระรายเดือน หากผิดนัดให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกู้เงินจำนวนสูงไม่ใช่ลูกหนี้รายย่อย จึงไม่อยู่ภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องดอกเบี้ยผิดนัด โจทก์ในฐานะสถาบันการเงินมีสิทธิคิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 21 ต่อปี ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อ ปพพ มาตรา 224/1 และไม่ฝ่าฝืนความสงบเรียบร้อยตาม ปวิพ มาตรา 138

พิพากษายืน และสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลบางรายการแก่จำเลยเนื่องจากเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมตามกฎหมาย

 

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 16,524,537.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 14,902,253.23 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 372 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2564

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ 198,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2564 มีสาระสำคัญว่า ข้อ 1. จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริงทุกประการและตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 16,044,399.11 บาท (รวมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเงิน 1,200,345.88 บาท แล้ว) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 14,902,253.23 บาท นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ข้อ 2. จำเลยตกลงผ่อนชำระเงินตามข้อ 1. แก่โจทก์ เป็นงวดรายเดือนภายในวันสิ้นเดือนของทุก ๆ เดือนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์... ข้อ 3. หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินตามข้อ 2. งวดใดงวดหนึ่ง ไม่ว่าในเรื่องจำนวนเงินหรือระยะเวลาการชำระเงิน ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินคงค้างชำระ ณ วันผิดนัดตามสัญญานี้ (แต่ไม่เกินต้นเงิน 14,902,253.23 บาท) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์...

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การคิดดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกส2. 9/2563 เรื่อง การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และการตัดชำระหนี้ ข้อ 1. ระบุเหตุผลในการออกประกาศ มีใจความสำคัญว่า เพื่อให้ผู้บริการทางการเงินถือปฏิบัติในการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และลำดับการตัดชำระหนี้สำหรับลูกหนี้ เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกหนี้ที่ค้างชำระมีความแตกต่างกับลูกหนี้ปกติ เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินและพึงอยู่ในวิสัยที่ลูกหนี้จะสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ โดยข้อ 5.2.1 กำหนดหลักเกณฑ์ว่า การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ให้ใช้กับสินเชื่อที่มีการผ่อนชำระเป็นงวดและสินเชื่อหมุนเวียน สำหรับลูกหนี้รายย่อย และลูกหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และข้อ 6. กำหนดบทเฉพาะกาลว่า ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับรวมถึงสัญญาที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับและยังมีผลผูกพันที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาระหว่างผู้ให้บริการกับลูกหนี้ด้วย ยกเว้นสินเชื่อที่มีเจ้าหนี้หลายรายให้สินเชื่อร่วมกัน โดยมีเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่งตั้งอยู่ในต่างประเทศและไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย... แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามสัญญากู้เงินว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวนมากถึง 16,000,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราเอ็มแอลอาร์ ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ย่อมแสดงว่าในการกู้ยืมเงินดังกล่าวจำเลยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้อุปโภคบริโภคเพียงอย่างเดียวและไม่ใช่ลูกค้ารายย่อยดังที่กล่าวอ้าง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กรณีนี้จึงไม่อาจนำประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับที่จำเลยกล่าวอ้างมาบังคับใช้กับหนี้เงินกู้ตามฟ้องได้ เมื่อโจทก์เป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเงินกู้ได้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 38 และ 46 ประกอบมาตรา 4 ประกาศกระทรวงการคลัง ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของโจทก์ ซึ่งอยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศของโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม (สินเชื่อ) อัตราเอ็มแอลอาร์ เท่ากับร้อยละ 8.975 ต่อปี กรณีชำระหนี้ล่าช้าเกินกว่า 7 วัน ต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้คงค้างทั้งหมด และอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสูงสุดคิดได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 21 ต่อปี เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว เห็นได้ว่า ข้อ 1. เป็นกรณีชำระหนี้ล่าช้าเกินกว่า 7 วัน ต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้คงค้างทั้งหมด แต่โจทก์คิดเพียงอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ส่วนข้อ 3. เป็นกรณีที่ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมด โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ดอกเบี้ยทั้งสองกรณีจึงไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยได้โดยชอบ นอกจากนี้ โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากู้เงินและฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ที่ค้างอยู่ทั้งหมดแล้ว จึงไม่ถือเป็นกรณีที่จำเลยมีหน้าที่ผ่อนชำระหนี้เป็นงวดอีกต่อไป ข้อตกลงที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระทั้งหมดจึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224/1 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่เป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกา 600 บาท และค่ารับรองสำเนาเอกสาร 50 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นสมควรคืนเงินดังกล่าวแก่จำเลย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกา 600 บาท และค่ารับรองสำเนาเอกสาร 50 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสามในคดีนี้

มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของสัญญาประนีประนอมยอมความและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินกำหนด โดยศาลทั้งสามได้วินิจฉัยตามลำดับดังนี้

1 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เห็นว่าข้อสัญญาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามกฎหมายและโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับหนี้ พร้อมทั้งคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์

2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความสมบูรณ์ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย และอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเป็นสิทธิของสถาบันการเงินชอบด้วยกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมอุทธรณ์ให้เป็นพับ

3 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าการกำหนดดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปีและร้อยละ 21 ต่อปีกรณีผิดนัดทั้งหมดไม่เกินอัตราที่สถาบันการเงินมีสิทธิคิดตามกฎหมาย สัญญาประนีประนอมยอมความไม่ฝ่าฝืนมาตรา 138 ปวิพ และให้คืนค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาที่เรียกเก็บไม่ชอบแก่จำเลย

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

คำถามที่ 1

ในกรณีที่จำเลยกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเป็นจำนวนสูงถึง 16 ล้านบาท และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปีในกรณีผิดนัดชำระเกิน 7 วัน และร้อยละ 21 ต่อปีในกรณีผิดนัดทั้งหมด จำเลยอ้างว่าการกำหนดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวขัดต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดและเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินควร อันไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค จึงมิชอบด้วยกฎหมาย ให้ศาลพิจารณาว่าข้ออ้างของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่ และอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวชอบด้วยบทกฎหมายใด

คำตอบ

การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้เป็นอัตราที่สถาบันการเงินมีสิทธิคิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พศ 2551 มาตรา 38 และมาตรา 46 รวมทั้งประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินสามารถเรียกเก็บได้ไม่เกินร้อยละ 21 ต่อปี ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่จำเลยอ้างใช้บังคับแก่ลูกหนี้รายย่อย แต่จากข้อเท็จจริงจำเลยกู้เงินจำนวนมากและเป็นลูกค้าประเภทเดียวกับผู้กู้ชั้นดี ไม่ใช่ลูกหนี้รายย่อย จึงไม่อยู่ภายใต้ประกาศดังกล่าว อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปีและร้อยละ 21 ต่อปีอยู่ภายในเพดานกฎหมาย ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 138 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

คำถามที่ 2

เมื่อคู่ความได้จัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างพิจารณา โดยจำเลยรับสภาพหนี้ทั้งหมดและตกลงผ่อนชำระเป็นรายงวด หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี จำเลยต่อมาผิดนัดและศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยฎีกาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่เอาเปรียบผู้บริโภคและเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลควรมีอำนาจเพิกถอนหรือไม่ และสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันคู่ความตามบทกฎหมายใด

คำตอบ

สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นนิติกรรมที่ก่อให้เกิดผลเสมือนคำพิพากษาถึงที่สุดตามกฎหมาย คู่สัญญาต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งสัญญา เว้นแต่จะมีข้อสัญญาที่ฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีตามมาตรา 138 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกำหนดดอกเบี้ยในสัญญาไม่เกินเพดานที่กฎหมายอนุญาต และเป็นการใช้สิทธิของสถาบันการเงินซึ่งมีสถานะพิเศษตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย สัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีผลผูกพันคู่ความและศาลไม่อาจเพิกถอนได้

คำถามที่ 3

ภายหลังจำเลยผิดนัด โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากู้เงินและฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ทั้งหมด จำเลยโต้แย้งว่าการคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้งหมดหลังการบอกเลิกสัญญาเป็นการไม่เป็นธรรมและขัดต่อหลักกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับดอกเบี้ยผิดนัด ให้พิจารณาว่าการบอกเลิกสัญญาทำให้หนี้ถึงกำหนดทั้งหมดหรือไม่ และการคิดดอกเบี้ยตามฐานเงินต้นคงค้างทั้งหมดอยู่ภายใต้หลักกฎหมายใด

คำตอบ

เมื่อเกิดการผิดนัดชำระหนี้และผู้ให้กู้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา หนี้ทั้งหมดจึงถึงกำหนดชำระตามหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 และมาตรา 217 ประกอบกับมาตรา 224/1 อันบัญญัติว่าการผิดนัดย่อมทำให้ลูกหนี้ต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดจากเงินต้นคงค้างทั้งหมด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากยอดหนี้ทั้งจำนวนในการฟ้องคดี การคิดดอกเบี้ยเช่นนี้ไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายและเป็นหลักที่ศาลฎีกายึดถือมาโดยตลอด

คำถามที่ 4

เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา ค่าส่งคำคู่ความ และค่ารับรองสำเนาเอกสาร รวมเป็นเงินจำนวนหนึ่ง แต่จำเลยเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พศ 2551 คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขคำสั่งดังกล่าวอย่างไร

คำตอบ

ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พศ 2551 มาตรา 18 ผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินคดี ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลและค่าดำเนินการอื่นในชั้นฎีกาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำเลยมีสถานะเป็นผู้บริโภค จึงมีสิทธิได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงสั่งคืนเงินดังกล่าวให้จำเลยทั้งหมด เป็นการแก้ไขคำสั่งศาลชั้นต้นให้ถูกต้องตามบทกฎหมาย

คำถามที่ 5

จำเลยอ้างว่าการกู้เงินจากโจทก์เป็นการกู้ในฐานะผู้บริโภค และหนังสือสัญญากู้เงินจึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายผู้บริโภค รวมถึงประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยผิดนัด ให้พิจารณาว่าจำเลยเข้าข่ายผู้บริโภคตามหลักกฎหมายหรือไม่ และศาลใช้เกณฑ์ใดในการวินิจฉัยว่าไม่อาจนำประกาศดังกล่าวมาบังคับใช้

คำตอบ

แม้จำเลยจะเป็นบุคคลธรรมดา แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยกู้เงินจำนวนสูงถึง 16 ล้านบาทและตกลงใช้อัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ ซึ่งเป็นอัตราที่ใช้กับลูกค้ารายใหญ่ที่มีความสามารถในการชำระหนี้สูง การกู้ยืมลักษณะนี้จึงมิใช่สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคหรือสินเชื่อผู้บริโภคทั่วไป ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยไม่เข้าข่ายลูกหนี้รายย่อยตามที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด การอ้างประกาศดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น และต้องใช้กฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินซึ่งเป็นบทกฎหมายเฉพาะที่ใช้บังคับกับกรณีนี้แทน 




ประนีประนอมยอมความ

สิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีมรดก เมื่อทายาทลงลายมือชื่อแทนกันและยินยอมโดยปริยาย มีผลผูกพันเพียงใด
คำพิพากษาตามยอมถึงที่สุด เพิกถอนไม่ได้เมื่อพ้นกำหนดอุทธรณ์
ข้อจำกัดคำพิพากษาตามยอม กับขอบเขตแห่งประเด็นในคดีและอำนาจฟ้องของผู้แทนโดยชอบธรรม
การผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและการอายัดบัญชีเงินฝาก,การบังคับคดี,(ฎีกาที่ 4942/2566)
วิเคราะห์การบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (ฎีกา 1951/2567)
(ฎีกา 928/2568)สัญญาประนีประนอมยอมความ & สิทธิรื้อถอน
(ฎีกาที่ 1280/2568) สัญญาประนีประนอมยอมความ & การผิดสัญญา
(ฎีกาที่ 3237/2567) : สัญญาประนีประนอมยอมความและผลของการถอนฟ้อง ป.พ.พ. มาตรา 850, อำนาจฟ้อง,
(ฎ.4008/2567)หนี้เงินกู้เพื่อการศึกษาบุตร หนี้ร่วมระหว่างคู่สมรส และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160/2568: การพิสูจน์สัญญาประนีประนอมยอมความและผลทางกฎหมายเรื่องดอกเบี้ยเกินกำหนด
การออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยมิชอบ, การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดิน, หน้าที่และอำนาจของผู้จัดการมรดก
บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ
หากบุตรพักอาศัยอยู่กับใครคนนั้นเป็นผู้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ขัดต่อกฎหมาย
หนี้สินอันเกิดจากมูลละเมิดระงับสิ้นไป
สัญญามีข้อสงสัยต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งจะต้องเป็นผู้เสียหายในมูลหนี้
ขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าค่าศึกษาเล่าเรียน
สิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของผู้เยาว์
ขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้
พิพากษาตามสัญญายอมความอาจเกินคำขอได้