
| บริษัทประกันภัยทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว ผู้เสียหายยังเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดได้หรือไม่ สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายยังคงอยู่เพียงใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างบริษัทประกันภัยกับผู้ประสบภัย ว่าจะมีผลเพียงยุติข้อพิพาทตามสัญญาประกันวินาศภัย หรือมีผลถึงการระงับมูลหนี้ละเมิดของผู้กระทำละเมิดด้วย ศาลฎีกาได้อธิบายหลักกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 อย่างละเอียด โดยวินิจฉัยว่า การจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและการทำสัญญาประนีประนอมยอมความของบริษัทประกันภัยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของผู้รับประกันภัย มิใช่การชำระหนี้แทนผู้กระทำละเมิดทั้งหมด อีกทั้งไม่อาจตัดสิทธิของผู้ประสบภัยในการเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ เว้นแต่เฉพาะส่วนที่ได้ตกลงชำระกันไว้โดยชัดแจ้ง นอกจากนี้ศาลยังอธิบายถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้ประสบภัย และคงไว้ซึ่งสิทธิไล่เบี้ยของบริษัทประกันภัยต่อผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมาย จึงเป็นแนวคำพิพากษาที่สำคัญสำหรับคดีอุบัติเหตุจากรถยนต์ การประกันภัยภาคบังคับ และการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิด สาระสำคัญที่สุดของคดี สัญญาประนีประนอมยอมความที่บริษัทประกันภัยทำกับผู้ประสบภัย มีผลระงับเพียงสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาประกันภัยในส่วนที่ตกลงกันไว้เท่านั้น ไม่ทำให้มูลหนี้ละเมิดของผู้กระทำละเมิดระงับทั้งหมด และไม่ตัดสิทธิผู้ประสบภัยในการเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามกฎหมาย คำถามที่น่าสนใจ 1. บริษัทประกันภัยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ประสบภัยแล้ว ผู้กระทำละเมิดยังต้องรับผิดค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ 2. การได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทประกันภัย ตัดสิทธิผู้ประสบภัยในการเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมหรือไม่ 3. เพราะเหตุใดบริษัทประกันภัยจึงไม่มีอำนาจตกลงระงับมูลหนี้ละเมิดแทนผู้กระทำละเมิดทั้งหมด ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เกิดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่จำเลยขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ซึ่งผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้ขับ และนางสาวสุภาพรเป็นผู้ซ้อนท้าย เป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 2 ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องตัดขาขวาและพิการตลอดชีวิต ส่วนนางสาวสุภาพรถึงแก่ความตาย ต่อมามารดาของผู้ตาย ผู้ร้องที่ 2 และบุตรของผู้ตาย ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา ทั้งในส่วนค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะ ค่าทดแทนความเสียหายจากการบาดเจ็บ ค่าขาเทียม และค่าเสียหายอื่นตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสามตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ต่อมาโจทก์อุทธรณ์เฉพาะในส่วนคดีอาญาเกี่ยวกับการรอการลงโทษ มิได้อุทธรณ์ในส่วนคดีแพ่ง ส่งผลให้คำพิพากษาในส่วนค่าสินไหมทดแทนถึงที่สุดตั้งแต่ชั้นอุทธรณ์ ภายหลังจำเลยยกขึ้นฎีกาว่า ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 3 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทผู้รับประกันภัยแล้ว จึงเป็นเหตุให้มูลหนี้ละเมิดระงับไป จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอีก อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิจารณาว่าประเด็นดังกล่าวไม่เคยยกขึ้นต่อสู้ในศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาต้องห้ามในส่วนหนึ่ง และในส่วนที่เกี่ยวกับการรอการลงโทษ ศาลยังต้องวินิจฉัยพฤติการณ์แห่งคดีโดยละเอียด ประเด็นข้อพิพาทสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญประการแรก คือ การทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ประสบภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัย มีผลทำให้มูลหนี้ละเมิดของผู้กระทำละเมิดระงับทั้งหมดหรือไม่ ประเด็นสำคัญประการที่สอง คือ การได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จะตัดสิทธิของผู้เสียหายในการเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมจากผู้กระทำละเมิดหรือไม่ ประเด็นสำคัญประการที่สาม คือ บริษัทผู้รับประกันภัยมีอำนาจทำข้อตกลงแทนผู้กระทำละเมิดเพื่อให้มูลหนี้ละเมิดทั้งหมดระงับลงหรือไม่ ประเด็นสำคัญประการที่สี่ คือ พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากลักษณะการกระทำ ความร้ายแรงของผลที่เกิดขึ้น และพฤติการณ์ภายหลังเกิดเหตุ ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับการรับฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยก่อนว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งของศาลชั้นต้นได้ถึงที่สุดแล้ว เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์เฉพาะเรื่องการรอการลงโทษในคดีอาญาเท่านั้น เมื่อจำเลยเพิ่งยกข้ออ้างในชั้นฎีกาว่า การทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทประกันภัยทำให้มูลหนี้ละเมิดระงับลง จึงเป็นข้อที่ไม่เคยยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ใช้บังคับประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกายังคงนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสัญญาประกันภัยและบทบัญญัติของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาพิจารณาประกอบการวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับความเหมาะสมของการรอการลงโทษ และอธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้อย่างละเอียด เพื่อแสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายและขอบเขตหน้าที่ของบริษัทผู้รับประกันภัย ซึ่งกลายเป็นสาระสำคัญของแนวคำพิพากษาคดีนี้. การวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับผลของสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างบริษัทประกันภัยกับผู้ประสบภัย ศาลฎีกาอธิบายว่า การทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างบริษัทผู้รับประกันภัยกับผู้ประสบภัย ต้องพิจารณาจากฐานแห่งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของคู่สัญญาเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงข้อความที่ระบุว่าไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายอีกต่อไป เพราะบริษัทผู้รับประกันภัยมิได้เป็นผู้กระทำละเมิด แต่เป็นผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายและตามสัญญาประกันภัยที่จะต้องจ่ายค่าเสียหายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ในคดีนี้ บริษัทผู้รับประกันภัยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ร้องที่ 1 โดยตกลงชำระเฉพาะค่าสินไหมทดแทนส่วนค่าปลงศพเท่านั้น มิได้ตกลงเกี่ยวกับค่าขาดไร้อุปการะ หรือค่าสินไหมทดแทนประเภทอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยต้องรับผิด ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมมีผลเฉพาะเงินค่าปลงศพตามที่ตกลงกันไว้เท่านั้น ไม่อาจขยายผลไปถึงหนี้ละเมิดทั้งหมดที่จำเลยจะต้องรับผิดตามกฎหมาย เพราะสิทธิเรียกร้องในส่วนดังกล่าวเป็นคนละฐานกฎหมายกับสิทธิที่เกิดจากสัญญาประกันภัย แม้ในสัญญาจะมีข้อความระบุว่า ผู้รับสัญญาจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายทั้งทางแพ่งและทางอาญาจากบริษัทประกันภัยและผู้เกี่ยวข้องอีกต่อไป พร้อมให้ถือว่ามูลละเมิดระงับสิ้นไปก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อความดังกล่าวไม่อาจทำให้หนี้ละเมิดทั้งหมดระงับได้ เนื่องจากบริษัทผู้รับประกันภัยไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะตกลงแทนผู้กระทำละเมิดในส่วนที่เกินกว่าหน้าที่ของตนเอง ศาลจึงตีความข้อตกลงดังกล่าวโดยเคร่งครัดให้มีผลเฉพาะภายในขอบเขตของสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาประกันภัยเท่านั้น มิใช่มีผลตัดสิทธิเรียกร้องของผู้เสียหายต่อผู้กระทำละเมิดทั้งหมด เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ศาลฎีกาได้อธิบายเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไว้อย่างชัดเจนว่า กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้นโดยรวดเร็ว ไม่ต้องรอการพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายผิด ดังนั้น บริษัทผู้รับประกันภัยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในระยะแรก ไม่ว่าจะยังมีข้อโต้แย้งเรื่องความรับผิดอยู่หรือไม่ ขณะเดียวกัน กฎหมายก็กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า การได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นดังกล่าว ไม่เป็นเหตุให้ผู้ประสบภัยสูญเสียสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากความเสียหายที่แท้จริงมีมากกว่าจำนวนเงินที่บริษัทประกันภัยจ่ายไป ศาลเห็นว่า หากยอมให้บริษัทผู้รับประกันภัยใช้การจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือการทำสัญญาประนีประนอมยอมความมาเป็นเหตุให้มูลหนี้ละเมิดทั้งหมดของผู้กระทำละเมิดระงับลง ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้ประสบภัย และทำให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาไม่ครบถ้วนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ ยังทำให้ระบบการคุ้มครองผู้ประสบภัยซึ่งกฎหมายวางไว้เสียไปจากวัตถุประสงค์เดิม เพราะค่าเสียหายเบื้องต้นมีขึ้นเพื่อช่วยเหลือในระยะแรก มิใช่เพื่อใช้แทนค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดจากการกระทำละเมิด สิทธิไล่เบี้ยของบริษัทประกันภัยเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หนี้ละเมิดไม่ระงับทั้งหมด ศาลฎีกาอธิบายต่อไปว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ยังรับรองสิทธิไล่เบี้ยของบริษัทผู้รับประกันภัยไว้โดยชัดแจ้ง เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดแล้ว หากความเสียหายเกิดจากความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าของรถ ผู้ขับขี่ หรือบุคคลที่กฎหมายกำหนด บริษัทผู้รับประกันภัยย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากบุคคลดังกล่าวได้ตามกฎหมาย ศาลเห็นว่า หากตีความว่าสัญญาประนีประนอมยอมความของบริษัทผู้รับประกันภัยสามารถทำให้มูลหนี้ละเมิดทั้งหมดของผู้กระทำละเมิดระงับลง ย่อมส่งผลให้สิทธิไล่เบี้ยของบริษัทผู้รับประกันภัยหมดไปโดยปริยาย ซึ่งเป็นผลที่ขัดกับบทบัญญัติของกฎหมายโดยตรง ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงวินิจฉัยว่า บริษัทผู้รับประกันภัยมีอำนาจเพียงระงับข้อพิพาทในส่วนที่เป็นหน้าที่ของตนตามสัญญาประกันภัยและตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจตกลงแทนผู้กระทำละเมิดให้พ้นจากความรับผิดทั้งหมดได้ แนววินิจฉัยดังกล่าวจึงทำให้เห็นหลักสำคัญว่า สิทธิของผู้ประสบภัย สิทธิของบริษัทผู้รับประกันภัย และความรับผิดของผู้กระทำละเมิด เป็นสิทธิและหน้าที่ที่เกิดขึ้นจากฐานกฎหมายแตกต่างกัน แม้จะเกี่ยวข้องกับเหตุละเมิดเดียวกันก็ตาม จึงไม่อาจใช้การประนีประนอมยอมความในส่วนหนึ่งไปทำให้สิทธิหรือหน้าที่ในอีกส่วนหนึ่งระงับลงได้ เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติหรือคู่กรณีผู้มีสิทธิที่แท้จริงได้ตกลงกันโดยชัดแจ้ง. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด คือ จำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท แต่รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ และทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่กำหนด พร้อมทั้งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสาม ได้แก่ ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 100,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 160,000 บาท และผู้ร้องที่ 3 จำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย โดยคำขอส่วนที่เกินกว่านั้นให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนโทษอาญา โดยไม่รอการลงโทษจำคุก ไม่ลงโทษปรับ และไม่คุมความประพฤติของจำเลย ส่วนคำวินิจฉัยและคำสั่งในคดีแพ่งเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างของจำเลยเกี่ยวกับการที่ผู้ร้องทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทผู้รับประกันภัย เป็นประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาต้องห้ามและไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ศาลได้อธิบายหลักกฎหมายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ว่า การจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและการประนีประนอมยอมความของบริษัทผู้รับประกันภัย ไม่ทำให้มูลหนี้ละเมิดของผู้กระทำละเมิดระงับทั้งหมด และไม่ตัดสิทธิของผู้เสียหายในการเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม อีกทั้งเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นความประมาทอย่างร้ายแรง ไม่ได้แสดงความสำนึกหรือบรรเทาความเสียหายอย่างเหมาะสม จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาแก้ไขเฉพาะจำนวนค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่าขาดไร้อุปการะของผู้ร้องที่ 1 ให้เป็น 70,000 บาท และให้นำเงินที่จำเลยนำมาวางศาลภายหลังไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน แล้วจึงหักต้นเงินตามหลักกฎหมายแพ่ง นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยกับสิทธิเรียกร้องตามมูลละเมิดเป็นสิทธิที่มีฐานกฎหมายแตกต่างกัน แม้จะเกิดจากเหตุการณ์เดียวกันก็ตาม การที่บริษัทผู้รับประกันภัยปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ประสบภัย ย่อมมีผลเฉพาะในขอบเขตของหน้าที่ตามสัญญาประกันภัยและกฎหมายดังกล่าวเท่านั้น ไม่อาจขยายผลให้มูลหนี้ละเมิดของผู้กระทำละเมิดระงับทั้งหมด เว้นแต่ผู้มีสิทธิในมูลหนี้ละเมิดจะได้ตกลงกันโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวางหลักสำคัญว่า การตีความสัญญาประนีประนอมยอมความต้องพิจารณาตามขอบเขตอำนาจของคู่สัญญา บริษัทผู้รับประกันภัยไม่มีอำนาจตกลงแทนผู้กระทำละเมิดให้หลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนที่เกินกว่าหน้าที่ของตน เพราะหากยอมรับให้มีผลเช่นนั้น จะขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งมุ่งคุ้มครองผู้ประสบภัยให้ได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว และยังรักษาสิทธิไล่เบี้ยของบริษัทผู้รับประกันภัยไว้ตามกฎหมาย อีกประการหนึ่ง คดีนี้สะท้อนหลักการกำหนดโทษในคดีอาญาว่า แม้ความผิดจะเกิดจากความประมาท แต่หากการกระทำนั้นมีลักษณะประมาทอย่างร้ายแรง ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก และจำเลยมิได้แสดงความสำนึกหรือเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม ศาลย่อมมีดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกได้ เพื่อให้โทษมีความเหมาะสมกับระดับความร้ายแรงของพฤติการณ์แห่งคดี ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า **สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างบริษัทผู้รับประกันภัยกับผู้ประสบภัย มีผลระงับเพียงข้อพิพาทตามสัญญาประกันภัย หรือมีผลทำให้มูลหนี้ละเมิดของผู้กระทำละเมิดระงับทั้งหมดด้วย** ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การตกลงดังกล่าวมีผลเฉพาะในส่วนที่บริษัทผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น ไม่อาจตัดสิทธิผู้เสียหายในการเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนอื่นจากผู้กระทำละเมิดได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 22 บทบัญญัตินี้ยืนยันหลักว่า การได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทผู้รับประกันภัย ไม่ตัดสิทธิของผู้ประสบภัยที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นหลักสำคัญที่ศาลใช้วินิจฉัยว่าผู้เสียหายยังคงมีสิทธิเรียกร้องจากผู้กระทำละเมิดต่อไปได้ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 31 บทบัญญัตินี้รับรองสิทธิไล่เบี้ยของบริษัทผู้รับประกันภัยภายหลังการจ่ายค่าเสียหายแก่ผู้ประสบภัย หากการประนีประนอมยอมความมีผลทำให้มูลหนี้ละเมิดระงับทั้งหมด สิทธิไล่เบี้ยดังกล่าวย่อมหมดไป ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ศาลจึงใช้บทบัญญัตินี้เป็นเหตุผลสำคัญประกอบการวินิจฉัยว่า บริษัทผู้รับประกันภัยไม่มีอำนาจตกลงระงับมูลหนี้ละเมิดแทนผู้กระทำละเมิดทั้งหมดได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทประกันภัย ทำให้ผู้เสียหายหมดสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดทั้งหมดหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป เพราะต้องพิจารณาขอบเขตของสัญญาประนีประนอมยอมความและฐานแห่งสิทธิของคู่สัญญาเป็นสำคัญ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บริษัทผู้รับประกันภัยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะผู้มีหน้าที่ตามสัญญาประกันภัยและตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิใช่ในฐานะผู้กระทำละเมิด ดังนั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลเพียงระงับข้อพิพาทในส่วนที่บริษัทผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ต้องรับผิดตามกฎหมายเท่านั้น หากในสัญญาระบุว่าชำระเฉพาะค่าปลงศพ ก็ย่อมมีผลเฉพาะค่าปลงศพ ไม่อาจขยายผลไปถึงค่าสินไหมทดแทนประเภทอื่น เช่น ค่าขาดไร้อุปการะ ค่าทดแทนความเสียหายจากการบาดเจ็บ หรือค่าเสียหายอื่นที่ผู้กระทำละเมิดยังต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ แม้ในสัญญาจะมีข้อความว่าผู้เสียหายจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายอื่นอีกต่อไป แต่หากบริษัทผู้รับประกันภัยไม่มีอำนาจตกลงแทนผู้กระทำละเมิด ข้อความดังกล่าวย่อมไม่อาจมีผลทำให้มูลหนี้ละเมิดทั้งหมดระงับลงได้ หลักการสำคัญของคำพิพากษานี้จึงอยู่ที่การแยกให้ชัดเจนระหว่างสิทธิที่เกิดจากสัญญาประกันภัยกับสิทธิที่เกิดจากมูลละเมิด ซึ่งเป็นสิทธิคนละฐานกฎหมาย แม้จะมีต้นเหตุจากอุบัติเหตุเดียวกันก็ตาม 2. คำถาม เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดให้การได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทประกันภัย ไม่ตัดสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม คำตอบ เหตุผลสำคัญคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายผิด ค่าเสียหายเบื้องต้นจึงเป็นเพียงมาตรการเยียวยาในระยะเริ่มแรก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย มิใช่เป็นการชดใช้ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง หากกฎหมายถือว่าการรับเงินจำนวนดังกล่าวทำให้สิทธิเรียกร้องตามมูลละเมิดสิ้นสุดลง ผู้ประสบภัยจำนวนมากย่อมได้รับการเยียวยาไม่ครบถ้วน เนื่องจากความเสียหายที่แท้จริงมักมีมูลค่าสูงกว่าค่าเสียหายเบื้องต้นหลายเท่า ศาลฎีกาจึงอธิบายว่า การได้รับเงินจากบริษัทผู้รับประกันภัยตามกฎหมาย ไม่กระทบต่อสิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมจากผู้กระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หลักการดังกล่าวยังสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองผู้ประสบภัยเป็นสำคัญ และทำให้การประกันภัยภาคบังคับทำหน้าที่เป็นระบบช่วยเหลือเบื้องต้น มิใช่เป็นเครื่องมือในการทำให้ผู้กระทำละเมิดหลุดพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายแพ่งทั้งหมด 3. คำถาม บริษัทผู้รับประกันภัยมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนผู้กระทำละเมิดให้พ้นจากความรับผิดทั้งหมดได้หรือไม่ คำตอบ ไม่มีอำนาจ เพราะบริษัทผู้รับประกันภัยเป็นคู่สัญญาในสัญญาประกันภัยและมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เท่านั้น มิใช่ผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้กระทำละเมิดในการระงับมูลหนี้ละเมิดทั้งหมด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขอบเขตของสัญญาประนีประนอมยอมความต้องตีความตามสิทธิและหน้าที่ของผู้ทำสัญญาแต่ละฝ่าย หากบริษัทผู้รับประกันภัยตกลงชำระเฉพาะค่าเสียหายที่ตนมีหน้าที่รับผิด เช่น ค่าปลงศพหรือค่าเสียหายเบื้องต้น ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลเฉพาะในส่วนนั้น ไม่อาจขยายผลไปถึงค่าสินไหมทดแทนประเภทอื่นที่ผู้กระทำละเมิดยังต้องรับผิดตามกฎหมายได้ การตีความให้สัญญามีผลระงับมูลหนี้ละเมิดทั้งหมด จะทำให้บริษัทผู้รับประกันภัยใช้อำนาจเกินกว่าหน้าที่ตามกฎหมาย อีกทั้งยังทำให้ผู้เสียหายสูญเสียสิทธิเรียกร้องที่กฎหมายรับรองไว้โดยไม่มีบทบัญญัติรองรับ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อระบบสิทธิไล่เบี้ยของบริษัทผู้รับประกันภัยที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น ศาลจึงยืนยันว่า บริษัทผู้รับประกันภัยไม่มีอำนาจทำสัญญาแทนผู้กระทำละเมิดให้หลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนที่เกินกว่าหน้าที่ของบริษัทตามกฎหมาย 4. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าการไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นคำพิพากษาที่เหมาะสม คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวม มิใช่พิจารณาเฉพาะผลของอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงระดับความประมาท ลักษณะการขับรถ และพฤติการณ์ภายหลังเกิดเหตุร่วมกัน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะที่ถนนเปียกจากฝน อยู่ในบริเวณทางแยกและจุดกลับรถซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่กลับไม่ลดความเร็วและไม่เว้นระยะห่างจากรถคันหน้า จนชนรถจักรยานยนต์อย่างรุนแรง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและมีผู้พิการตลอดชีวิต ศาลยังเห็นว่าจำเลยต่อสู้คดีโดยปฏิเสธความรับผิดมาโดยตลอด และภายหลังเกิดเหตุเป็นเวลานานก็ไม่ได้แสดงความพยายามเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม การนำเงินจำนวนเล็กน้อยมาวางศาลในช่วงยื่นฎีกาจึงไม่อาจถือเป็นเหตุบรรเทาโทษได้ เพราะมีสัดส่วนต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมาก และมีลักษณะเป็นการดำเนินการในช่วงท้ายของคดี ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความประมาทอย่างร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก และเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 5. คำถาม คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อการดำเนินคดีเรียกค่าสินไหมทดแทนจากอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะวางหลักกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายประกันภัยกับกฎหมายละเมิด โดยยืนยันว่าการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือการทำสัญญาประนีประนอมยอมความของบริษัทผู้รับประกันภัย เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และตามสัญญาประกันภัย มิใช่การชำระหนี้แทนผู้กระทำละเมิดทั้งหมด ผู้เสียหายจึงยังคงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมจากผู้กระทำละเมิดในส่วนที่ยังไม่ได้รับการชดใช้ และบริษัทผู้รับประกันภัยก็ยังคงมีสิทธิไล่เบี้ยตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ แนววินิจฉัยนี้ช่วยกำหนดขอบเขตอำนาจของบริษัทผู้รับประกันภัย ขอบเขตของสัญญาประนีประนอมยอมความ และขอบเขตความรับผิดของผู้กระทำละเมิดให้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน ทำให้เกิดความแน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย คุ้มครองสิทธิของผู้ประสบภัยอย่างเหมาะสม และรักษาวัตถุประสงค์ของระบบการประกันภัยภาคบังคับไม่ให้ถูกนำมาใช้เป็นเหตุให้ผู้กระทำละเมิดหลุดพ้นจากความรับผิดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 มาตรา 850 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาประกันวินาศภัย โดยวางหลักให้ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายตามขอบเขตที่กฎหมายและสัญญากำหนดไว้ มิใช่รับผิดแทนผู้ก่อให้เกิดความเสียหายทุกกรณี การรับผิดของบริษัทประกันภัยจึงเกิดจากความสัมพันธ์ตามสัญญาประกันภัย ไม่ใช่เกิดจากการเป็นผู้กระทำละเมิดโดยตรง ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้นำหลักดังกล่าวมาใช้ประกอบการวินิจฉัยว่า การที่บริษัทผู้รับประกันภัยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ประสบภัย เป็นการดำเนินการภายในขอบเขตหน้าที่ของผู้รับประกันภัยตามกฎหมายและสัญญาประกันภัย มิใช่เป็นการชำระหนี้ละเมิดทั้งหมดแทนจำเลยผู้ก่อเหตุ ดังนั้น ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีผลเฉพาะในส่วนที่บริษัทผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ต้องรับผิดเท่านั้น ไม่อาจทำให้สิทธิเรียกร้องของผู้เสียหายที่มีต่อผู้กระทำละเมิดสิ้นสุดลงทั้งหมด หลักการสำคัญของมาตรานี้จึงสะท้อนว่า ความรับผิดของบริษัทประกันภัยกับความรับผิดของผู้กระทำละเมิดเป็นความรับผิดที่มีที่มาทางกฎหมายแตกต่างกัน แม้จะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดียวกันก็ตาม การตีความสัญญาประนีประนอมยอมความจึงต้องพิจารณาตามฐานแห่งสิทธิของคู่สัญญา ไม่อาจขยายผลเกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ 2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 มาตรา 887 วางหลักเกี่ยวกับผลของการรับประกันภัยและการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยมีสาระสำคัญว่าการปฏิบัติหน้าที่ของผู้รับประกันภัยเป็นไปตามสิทธิและหน้าที่ที่เกิดจากสัญญาประกันภัย ไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิเรียกร้องอื่นที่เกิดจากกฎหมาย เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง เมื่อนำหลักการดังกล่าวมาพิจารณาประกอบคดีนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า แม้บริษัทผู้รับประกันภัยจะได้ชำระเงินและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ประสบภัยแล้ว แต่การชำระเงินดังกล่าวยังคงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาประกันภัย มิใช่การตกลงแทนผู้กระทำละเมิดให้พ้นจากความรับผิดทั้งหมด ผู้เสียหายจึงยังมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่ยังไม่ได้รับการชดใช้จากผู้กระทำละเมิดต่อไปได้ แนววินิจฉัยดังกล่าวช่วยยืนยันหลักสำคัญว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยกับสิทธิเรียกร้องตามมูลละเมิดเป็นสิทธิที่แยกจากกัน การใช้สิทธิตามส่วนหนึ่งไม่เป็นเหตุให้สิทธิอีกส่วนหนึ่งระงับ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติของกฎหมายหรือข้อตกลงที่ผู้มีสิทธิโดยตรงได้ทำไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย 3. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 22 มาตรา 22 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่รับรองสิทธิของผู้ประสบภัย โดยกำหนดว่า การได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นตามกฎหมาย ไม่ตัดสิทธิผู้ประสบภัยที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลฎีกาอธิบายว่า เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้ คือ การให้ผู้ประสบภัยได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความรับผิด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาสิทธิของผู้เสียหายที่จะได้รับการชดใช้ความเสียหายครบถ้วนตามที่กฎหมายแพ่งรับรองไว้ หากค่าเสียหายที่แท้จริงสูงกว่าจำนวนเงินที่ได้รับในเบื้องต้น ด้วยเหตุนี้ การที่ผู้ประสบภัยได้รับเงินจากบริษัทผู้รับประกันภัย หรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายเบื้องต้น จึงไม่เป็นเหตุให้สิทธิเรียกร้องต่อผู้กระทำละเมิดสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ศาลจึงใช้มาตรา 22 เป็นเหตุผลสำคัญในการยืนยันว่า ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เหลือจากผู้กระทำละเมิดต่อไปได้ 4. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 25 มาตรา 25 กำหนดให้บริษัทผู้รับประกันภัยหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายต้องรับผิด อีกทั้งยังกำหนดให้ค่าเสียหายเบื้องต้นถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลฎีกานำบทบัญญัตินี้มาประกอบการตีความว่า กฎหมายประสงค์ให้ผู้ประสบภัยได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วในระยะเริ่มแรก มิใช่ให้การจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นมีผลเป็นการระงับข้อพิพาททั้งหมดเกี่ยวกับมูลหนี้ละเมิด หากตีความเป็นอย่างหลัง ย่อมขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองผู้ประสบภัยเป็นสำคัญ ดังนั้น แม้บริษัทผู้รับประกันภัยจะชำระค่าเสียหายเบื้องต้นครบถ้วนแล้ว ผู้เสียหายก็ยังสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เหลือจากผู้กระทำละเมิดได้ตามหลักกฎหมายแพ่ง 5. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 31 มาตรา 31 รับรองสิทธิไล่เบี้ยของบริษัทผู้รับประกันภัยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบภัยแล้ว หากความเสียหายเกิดจากบุคคลที่กฎหมายกำหนด บริษัทผู้รับประกันภัยย่อมมีสิทธิเรียกเงินคืนจากบุคคลดังกล่าวได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า บทบัญญัตินี้เป็นเหตุผลสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การจ่ายเงินของบริษัทผู้รับประกันภัยมิใช่การทำให้มูลหนี้ละเมิดระงับทั้งหมด เพราะหากมูลหนี้ละเมิดสิ้นสุดลง บริษัทผู้รับประกันภัยก็ย่อมไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยที่กฎหมายรับรองไว้ได้ ซึ่งจะขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงวินิจฉัยว่า บริษัทผู้รับประกันภัยมีอำนาจเพียงดำเนินการตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ในฐานะผู้รับประกันภัยเท่านั้น ไม่อาจตกลงแทนผู้กระทำละเมิดให้หลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมดได้ และผู้เสียหายยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดต่อไปในส่วนที่ยังไม่ได้รับการชดใช้ครบถ้วน บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้วางหลักกฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง **สัญญาประกันภัย** กับ **มูลหนี้ละเมิด** โดยยืนยันว่า แม้บริษัทผู้รับประกันภัยจะได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ประสบภัยแล้ว ก็มีผลเพียงระงับข้อพิพาทในส่วนที่บริษัทผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ต้องรับผิดตามกฎหมายและสัญญาประกันภัยเท่านั้น ไม่ทำให้มูลหนี้ละเมิดของผู้กระทำละเมิดระงับทั้งหมด และไม่ตัดสิทธิของผู้เสียหายในการเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมจากผู้กระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลฎีกาได้อธิบายเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 อย่างชัดเจนว่า กฎหมายมุ่งให้ผู้ประสบภัยได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความรับผิด พร้อมทั้งคงสิทธิของผู้เสียหายในการเรียกค่าเสียหายส่วนที่เหลือ และยังรักษาสิทธิไล่เบี้ยของบริษัทผู้รับประกันภัยไว้ตามกฎหมาย หากตีความให้การประนีประนอมยอมความของบริษัทผู้รับประกันภัยมีผลระงับมูลหนี้ละเมิดทั้งหมด ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและทำให้ระบบการคุ้มครองผู้ประสบภัยเสียไป ในส่วนของคดีอาญา ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาทอย่างร้ายแรง ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตและมีผู้พิการตลอดชีวิต อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุไม่ได้แสดงความพยายามเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุก อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้แก้ไขเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนค่าสินไหมทดแทนบางส่วนและวิธีการนำเงินที่จำเลยนำมาวางศาลไปหักชำระหนี้ให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายแพ่ง แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความว่า **สิทธิของผู้ประสบภัย ความรับผิดของผู้กระทำละเมิด และหน้าที่ของบริษัทผู้รับประกันภัย เป็นสิทธิและหน้าที่ที่เกิดจากฐานกฎหมายแตกต่างกัน แม้จะมีจุดกำเนิดจากอุบัติเหตุเดียวกันก็ตาม** การชำระเงินหรือการประนีประนอมยอมความในส่วนหนึ่ง จึงไม่อาจทำให้สิทธิหรือหน้าที่ในอีกส่วนหนึ่งระงับลงได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งหรือผู้มีสิทธิโดยตรงได้ตกลงกันภายในขอบเขตอำนาจที่กฎหมายรับรองไว้. ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7754/2568 เมื่อบริษัทประกันภัยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ร้องที่ 1 จึงไม่ใช่กระทำเพื่อยุติข้อพิพาทในมูลละเมิดของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่กระทำขึ้นเพื่อตกลงยุติข้อพิพาทตามสัญญาประกันวินาศภัย ที่ผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ตามกฎหมาย ข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความระบุไว้เพียงเฉพาะแต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนค่าปลงศพเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงิน 70,000 บาท ด้วย จึงมีผลให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดในเงินจำนวนที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับบริษัทผู้รับประกันภัยในค่าปลงศพเท่านั้น ทั้งไม่ได้ตกลงที่จะยุติข้อพิพาทในส่วนค่าสินไหมทดแทนในส่วนอื่นที่จำเลยจะต้องชำระแก่ผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 3 ด้วย แม้จะมีข้อตกลงในสัญญาว่า ผู้ร้องที่ 1 ในฐานะผู้รับสัญญาตกลงไม่เรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อบริษัทประกันภัยและผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีกต่อไป โดยให้ถือว่ามูลละเมิดระงับสิ้นไปก็ตาม เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยจะตกลงระงับเพียงข้อพิพาทที่ตนมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น จึงไม่อาจจะกำหนดให้มีผลเกินเลยไปถึงมูลหนี้ละเมิดทั้งหมดได้ มิฉะนั้น จะทำให้บริษัทประกันภัยละเว้นที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยตามกฎหมายจากเจ้าของรถ จำเลยหรือผู้ร้องที่ 2 ในฐานะผู้ขับขี่ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัยตามหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมายตามมาตรา 31 ได้ นอกจากนี้ยังมีลักษณะเป็นการนำเงินค่าเสียหายเบื้องต้นที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้นไปใช้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไประงับหนี้ละเมิดในส่วนของค่าสินไหมทดแทนส่วนอื่นได้อีก อันเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ทั้งบริษัทประกันภัยไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่จะตกลงระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทคนละส่วนกับที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษา โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสำเภา มารดาของนางสาวสุภาพรหรือสุภากรผู้ตายกับผู้เสียหาย และเด็กหญิง ก. บุตรผู้ตายโดยผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นให้เรียกว่า ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โดยผู้ร้องที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอันจำเป็น 150,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้ร้องที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าทนทุกข์ทรมานจากการสูญเสียอวัยวะ 300,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต 67,000 บาท ค่าขาเทียม 60,000 บาท รวมเป็นเงิน 427,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และผู้ร้องที่ 3 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนดดังกล่าว และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 160,000 บาท และผู้ร้องที่ 3 เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 11 ตุลาคม 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว หากมีพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนก็ให้เป็นไปตามนั้น (ที่ถูก บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ผู้ร้องทั้งสามมีคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุก ไม่ลงโทษปรับ และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มูลหนี้ละเมิดระงับสิ้นไปหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งของศาลชั้นต้น คงมีแต่โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาคดีส่วนอาญาของศาลชั้นต้น โดยขอให้ไม่รอการลงโทษเท่านั้น คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งของศาลชั้นต้นในเรื่องค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสามจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การที่จำเลยเพิ่งฎีกาว่ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้รับประกันภัยกับผู้ร้องที่ 1 กับผู้ร้องที่ 3 อันทำให้หนี้ละเมิดระงับไปนั้น จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจร แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ และภาพถ่ายประกอบคดีอาญาว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน บริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนมิตรภาพฝั่งขาไปจังหวัดขอนแก่น มี 2 ช่องทางจราจร และอยู่ตรงบริเวณแยกบ้านเกรา ที่จัดให้เป็นทางแยกและจุดกลับรถ สภาพถนนเป็นถนนทางลาดยางมีผิวจราจรเรียบและเป็นถนนทางตรง แต่ขณะเกิดเหตุถนนมีความเปียกชื้น รถคันที่จำเลยขับเป็นรถกระบะคันสีดำ รถคันที่ผู้ร้องที่ 2 ขับเป็นรถจักรยานยนต์คันสีเหลือง มีผู้ตายนั่งซ้อนท้ายมาด้วย เมื่อพิจารณาประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์คดีอุบัติเหตุจราจรและภาพถ่ายประกอบรายงาน ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่า รถของกลางรายการที่ 1 เป็นรถจักรยานยนต์ (ที่ถูกรถกระบะคันสีดำ) มีสภาพล้อหน้าด้านขวาพบรอยแตกและรอยครูดถลอก กันชนหน้าแถบขวาพบรอยบุบยุบ รอยเจาะ รอยครูดถลอก รอยคราบสีเหลืองติดอยู่ ส่วนรถของกลางรายการที่ 2 เป็นรถจักรยานยนต์คันสีเหลือง ขาตั้งคู่ด้านซ้ายพบรอยคราบสีดำและรอยครูดถลอก ครอบเครื่องยนต์พบคราบสีดำและรอยครูดถลอก ซึ่งเมื่อรถทั้งสองคันเกิดการเฉี่ยวชนกันย่อมเกิดการแลกเปลี่ยนวัตถุโดยสีเหลืองของรถจักรยานยนต์ย่อมไปติดที่รถกระบะคันสีดำ และสีดำของรถกระบะย่อมไปติดที่รถจักรยานยนต์คันสีเหลือง บริเวณดังกล่าวจึงเป็นบริเวณที่ตัวรถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของร้อยตำรวจเอกวุฒิชัย ผู้ทำการตรวจพิสูจน์ เมื่อเปรียบเทียบจุดที่ชนกันแล้ว ย่อมแสดงว่า รถทั้งสองคันแล่นตามกันมาในช่องเดินรถที่สองติดร่องกลางถนน ซึ่งเป็นช่องเดินรถเดียวกัน หลังเกิดเหตุชนกันแล้วเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์คันสีเหลืองกระเด็นตกร่องกลางถนนแล้วล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถที่แล่นสวนมาอีกฝั่งหนึ่ง จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ไหล่ถนนของช่องเดินรถที่สวนมา ส่วนรถกระบะคันสีดำ พบรอยบุบยุบ รอยเจาะ รอยครูดถลอกและล้อหน้าขวาพบรอยแตก หลังชนรถกระบะคันสีดำยังเกิดการครูดไปกับถนนจนกระทั่งไปชนเสาไฟส่องสว่างข้างถนนหักอีก 2 ต้น แสดงว่า รถทั้งสองคันมีการชนกันอย่างแรงมากและขณะที่ชนรถกระบะแล่นมาด้วยความเร็วที่สูง แล้วชนรถจักรยานยนต์คันสีเหลืองที่แล่นมาในช่องเดินรถเดียวกันที่แล่นอยู่ข้างหน้า ดังนั้น การที่จำเลยขับรถมายังที่เกิดเหตุด้วยความเร็วสูงมากในขณะที่มีฝนตกและถนนลื่นยากต่อการบังคับรถ ทั้งเป็นบริเวณที่มีการก่อสร้างทางข้างถนนมาตลอดทางก่อนถึงที่เกิดเหตุ ในที่เกิดเหตุซึ่งมีทางแยกเข้าหมู่บ้านและทางกลับรถ จำเลยต้องใช้ความระมัดระวังโดยไม่ขับด้วยความเร็วเกินสมควรและต้องเว้นระยะห่างจากรถข้างหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดได้โดยปลอดภัย แต่กลับขับมาด้วยความเร็วสูงมาก จำเลยไม่ชะลอความเร็วเมื่อถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางแยกและที่กลับรถโดยไม่ปรากฏรอยห้ามล้อ จึงเป็นเหตุให้เกิดการเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ร้องที่ 2 ขับมาข้างหน้าที่บริเวณด้านหลังซ้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 2 ได้รับบาดเจ็บสาหัส เส้นเลือดขาขวาขาด กระดูกขาขวาแตก ต้องตัดขาขวา ส่วนกระดูกส้นเท้าซ้ายหักต้องดามเหล็กเป็นผู้พิการตลอดชีวิต และทำให้นางสาวสุภาพรถึงแก่ความตาย พฤติการณ์เกิดจากความประมาทอย่างร้ายแรงของจำเลย ซึ่งหากเกิดจากผู้ร้องที่ 2 ขับรถตัดหน้ากะทันหันอย่างที่จำเลยต่อสู้แล้วย่อมต้องเกิดการเฉี่ยวชน โดยเกิดการเฉี่ยวที่กันชนด้านหน้าซ้ายของรถกระบะคันที่จำเลยขับกับบริเวณด้านขวาของรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ร้องที่ 2 ขับ แต่จำเลยกลับให้การปฏิเสธต่อสู้คดีมาโดยตลอดว่าผู้ร้องที่ 2 ขับรถตัดหน้า ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้พยายามบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้ร้องทั้งสามซึ่งได้รับผลกระทบจากการกระทำของจำเลย ตั้งแต่หลังจากจำเลยออกจากโรงพยาบาลจนกระทั่งมีการอ่านศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังเป็นเวลานานถึง 2 ปีเศษ จึงปรากฏว่าจำเลยเพิ่งนำเงิน 10,000 บาท และ 3,000 บาท มาวางศาลให้แก่ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ในระหว่างที่จำเลยขอขยายเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 3 และที่ 4 อันมีลักษณะเป็นการนำเงินมาวางต่อศาลเพื่อหวังผลในทางคดีเท่านั้น ทั้งมีสัดส่วนที่น้อยกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก สำหรับสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญาประกันภัยภาคบังคับที่จำเลยอ้างมาท้ายฎีกานั้น พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 22 บัญญัติว่า "การได้รับชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 ไม่ตัดสิทธิผู้ประสบภัยที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้บริษัทหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 มาตรา 23 หรือมาตรา 24 ให้แก่ผู้ประสบภัยให้เสร็จสิ้นภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ทั้งนี้ โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิด" ซึ่งจะเห็นได้ว่า กฎหมายมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริษัทรับประกันภัยหรือกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิผู้ประสบภัยที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ทั้งมาตรา 31 บัญญัติว่า "ในกรณีความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก หรือเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัย เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยหรือเมื่อหน่วยงานตามมาตรา 8 (1) (2) (3) หรือเจ้าของรถตามมาตรา 8 (4) ได้จ่ายเงินคืนกองทุนตามมาตรา 32 ไปแล้วเป็นจำนวนเงินเท่าใดให้บริษัท หรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย หรือหน่วยงานตามมาตรา 8 (1) (2) (3) หรือเจ้าของรถตามมาตรา 8 (4) แล้วแต่กรณี มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าวหรือมีสิทธิเรียกให้ผู้ประสบภัยคืนเงินดังกล่าวได้" ทำให้เห็นได้ว่า การจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นนี้ไม่ได้จ่ายกันเสร็จเด็ดขาด แต่ยังมีสิทธิไล่เบี้ยและสิทธิเรียกคืนจากผู้ประสบภัยได้ ดังนั้น ค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งหมายความว่า ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น ทั้งนี้ ตามรายการและจำนวนเงินที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 20 และบริษัทประกันภัยซึ่งหมายถึง บริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการประเภทประกันภัยรถยนต์ ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อบริษัทประกันภัยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันกับผู้ร้องที่ 1 จึงไม่ใช่กระทำเพื่อยุติข้อพิพาทในมูลละเมิดของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่กระทำขึ้นเพื่อตกลงยุติข้อพิพาทตามสัญญาประกันวินาศภัย ที่ผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นตามกฎหมาย โดยเฉพาะข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความระบุไว้เพียงเฉพาะแต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนค่าปลงศพเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงิน 70,000 บาท ด้วย จึงมีผลให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดในเงินจำนวนที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับบริษัทผู้รับประกันภัยในค่าปลงศพเท่านั้น ทั้งไม่ได้ตกลงที่จะยุติข้อพิพาทในส่วนค่าสินไหมทดแทนในส่วนอื่นที่จำเลยจะต้องชำระแก่ผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 3 ด้วย แม้จะมีข้อตกลงในสัญญาว่า ผู้ร้องที่ 1 ในฐานะผู้รับสัญญาตกลงไม่เรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อบริษัทประกันภัยและผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีกต่อไป โดยให้ถือว่ามูลละเมิดระงับสิ้นไปก็ตาม เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยจะตกลงระงับเพียงข้อพิพาทที่ตนมีตามหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น จึงไม่อาจจะกำหนดให้มีผลเกินเลยไปถึงมูลหนี้ละเมิดทั้งหมดได้ มิฉะนั้น จะทำให้บริษัทประกันภัยละเว้นที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยตามกฎหมายจากเจ้าของรถ จำเลยหรือผู้ร้องที่ 2 ในฐานะผู้ขับขี่ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัยตามหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมายตามมาตรา 31 ได้ นอกจากนี้ยังมีลักษณะเป็นการนำเงินค่าเสียหายเบื้องต้นที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้นไปใช้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไประงับหนี้ละเมิดในส่วนของค่าสินไหมทดแทนส่วนอื่นได้อีก อันเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ทั้งบริษัทประกันภัยไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่จะตกลงระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทคนละส่วนกับที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมแล้วจึงเห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ในระหว่างฎีกาจำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระให้แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 24,000 บาท และชำระแก่ผู้ร้องที่ 3 เป็นเงิน 13,000 บาท ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขในส่วนความรับผิดในทางแพ่งของจำเลยให้ถูกต้อง โดยให้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปคิดหักออกจากเงินค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระแก่ผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 3 โดยหักชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่าขาดไร้อุปการะแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 70,000 บาท และให้นำเงินที่ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ได้รับ 24,000 บาท และ 13,000 บาท ตามลำดับ หักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระแก่ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 โดยหักชำระดอกเบี้ยก่อนหากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




