ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สัญญาประนีประนอมยอมความผูกพันเพียงคู่ความหรือไม่ และบังคับคดีแก่บุคคลภายนอกได้หรือไม่

สัญญาประนีประนอมยอมความตามกฎหมายแพ่ง,คำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันเพียงคู่ความ,การบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม,บุคคลภายนอกไม่ผูกพันคำพิพากษา,ข้อยกเว้นตามมาตรา142,การบังคับคดีตามมาตรา245,หลักผู้ค้ำประกันตามมาตรา274,ผลของคำพิพากษาตามมาตรา145,ข้อจำกัดการพิพากษาเกินคำขอ,การตีความสัญญาประนีประนอม,การแบ่งหน้าที่ตามสัญญา,ความรับผิดเฉพาะบุคคลในสัญญา,การฟ้องคดีใหม่กรณีผิดสัญญา,การบังคับคดีแยกต่างหาก, ฎีกายอมความ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญว่าด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความและผลผูกพันของคำพิพากษาตามยอม โดยเฉพาะประเด็นว่าข้อตกลงที่คู่ความทำขึ้นต่อหน้าศาลจะมีผลผูกพันเพียงคู่ความหรือขยายไปถึงบุคคลภายนอกได้เพียงใด รวมทั้งขอบเขตการบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวเมื่อมีการผิดสัญญา คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการตีความข้อตกลงที่มีบุคคลหลายฝ่ายเข้าร่วม และการแยกแยะหน้าที่ความรับผิดของแต่ละฝ่าย ตลอดจนข้อจำกัดของอำนาจศาลในการพิพากษาตามยอม ซึ่งมิได้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดเดียวกับการพิพากษาในคดีปกติ

ข้อเท็จจริง

โจทก์ทั้งสองเป็นทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายซึ่งมีทรัพย์มรดกจำนวนมาก โดยจำเลยทั้งสองทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดก แต่เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์มรดกและการจัดการทรัพย์ดังกล่าว ต่อมาคู่ความรวมถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล โดยมีเงื่อนไขหลายประการเกี่ยวกับการโอนทรัพย์ การชำระเงิน และการถอนคดีในหลายศาล

ภายหลังมีการกล่าวอ้างว่าบุคคลหนึ่งในสัญญาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จึงมีการยื่นคำขอบังคับคดีต่อศาล โดยอ้างอิงสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม

คำวินิจฉัยของศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญดังนี้

หนึ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นข้อตกลงที่มุ่งระงับข้อพิพาท ไม่ใช่การวินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยพิจารณาพยานหลักฐาน ดังนั้นข้อตกลงอาจไม่ตรงตามคำขอท้ายฟ้องได้ หากเกี่ยวข้องกับประเด็นคดีและไม่ขัดต่อกฎหมาย

สอง คำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความเท่านั้น ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย

สาม บุคคลที่เข้าร่วมในสัญญาแต่ไม่ได้เป็นคู่ความในคดี ไม่อาจถูกบังคับคดีโดยตรงตามคำพิพากษาดังกล่าว

สี่ เมื่อมีการผิดสัญญา ต้องดำเนินคดีใหม่เพื่อบังคับสิทธิ มิอาจใช้คำพิพากษาตามยอมบังคับได้

ห้า ความรับผิดในสัญญาเป็นลักษณะแยกส่วน ไม่ใช่ความรับผิดร่วม เว้นแต่มีข้อตกลงชัดเจน

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

หลักสำคัญคือการแยกสัญญาประนีประนอมยอมความออกจากคำพิพากษาทั่วไป โดยสัญญาดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่คู่ความตกลงกันเอง ศาลเพียงรับรองและพิพากษาตามยอม ดังนั้นขอบเขตของคำพิพากษาย่อมจำกัดตามสถานะคู่ความ

นอกจากนี้ หลักตามมาตรา 145 กำหนดชัดว่าคำพิพากษาผูกพันเฉพาะคู่ความ เว้นแต่มีข้อยกเว้น ซึ่งต้องตีความอย่างเคร่งครัด

ในส่วนของความรับผิด ศาลเน้นว่าหากไม่มีข้อตกลงให้รับผิดร่วมกัน ต้องถือว่าความรับผิดแยกกัน ส่งผลให้ไม่สามารถบังคับคดีต่อบุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ผิดสัญญาได้

เจตนารมณ์กฎหมายและแนวฎีกาที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายมุ่งคุ้มครองสิทธิของบุคคลไม่ให้ถูกผูกพันโดยคำพิพากษาโดยที่ไม่ได้เป็นคู่ความ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของกระบวนพิจารณา

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสอดคล้องกันว่า คำพิพากษาตามยอมมีลักษณะพิเศษและต้องตีความอย่างจำกัด โดยเฉพาะในเรื่องการขยายผลไปยังบุคคลภายนอก

การบังคับคดีจึงต้องเป็นไปตามขอบเขตสิทธิที่เกิดขึ้นจริงจากสัญญา มิใช่ขยายเกินไปตามถ้อยคำทั่วไปในข้อตกลง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้น

มีคำสั่งยกคำขอออกหมายบังคับคดี โดยเห็นว่าบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างมิใช่คู่ความในคดี จึงไม่ผูกพันคำพิพากษาตามยอม

2 ศาลอุทธรณ์

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

3 ศาลฎีกา

พิพากษากลับให้ยกคำขอออกหมายบังคับคดี โดยวินิจฉัยว่าคำพิพากษาตามยอมผูกพันเฉพาะคู่ความ และบุคคลภายนอกต้องถูกฟ้องใหม่แยกต่างหาก

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษาตามยอมมิใช่เครื่องมือที่สามารถใช้บังคับสิทธิได้โดยไม่มีขอบเขต แต่เป็นเพียงการรับรองข้อตกลงของคู่ความเท่านั้น การตีความต้องยึดหลักความสมัครใจของคู่สัญญาและสถานะของคู่ความในคดีเป็นสำคัญ การขยายผลไปถึงบุคคลภายนอกต้องมีบทบัญญัติกฎหมายรองรับอย่างชัดแจ้ง มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดหลักความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความผลผูกพันของคำพิพากษาตามยอมตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และสถานะของบุคคลภายนอก

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

หนึ่ง มาตรา145 ผลผูกพันคำพิพากษาเฉพาะคู่ความ หมายถึงคำพิพากษาจะใช้บังคับได้เฉพาะบุคคลที่เป็นคู่ความในคดีเท่านั้น เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น

สอง มาตรา142 ข้อจำกัดการพิพากษาเกินคำขอ แต่ไม่ใช้กับสัญญาประนีประนอมยอมความ

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้

ผลผูกพันเฉพาะคู่ความ หมายถึงคำพิพากษาจะมีผลจำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่เข้าร่วมในคดีเท่านั้น

การบังคับคดีต่อบุคคลภายนอก หมายถึงการใช้คำพิพากษาไปบังคับบุคคลที่ไม่ได้เป็นคู่ความ ซึ่งทำได้เฉพาะในกรณีที่กฎหมายกำหนด

คำถามที่พบบ่อย FAQ

1 คำถาม สัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันบุคคลภายนอกหรือไม่

คำตอบ สัญญาประนีประนอมยอมความมีลักษณะเป็นนิติกรรมที่เกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาเพื่อระงับข้อพิพาท โดยมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้นตามหลักทั่วไปของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อศาลมีคำพิพากษาตามยอมก็ย่อมมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย เช่น กรณีมีบทบัญญัติให้คำพิพากษามีผลผูกพันบุคคลภายนอกโดยเฉพาะ ดังนั้นบุคคลที่มิได้เป็นคู่ความในคดีแม้จะเข้าร่วมลงนามในสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็ไม่อาจถูกบังคับตามคำพิพากษาได้โดยตรง หากมีการผิดสัญญาจะต้องฟ้องร้องเป็นคดีใหม่แยกต่างหาก 

2 คำถาม คำพิพากษาตามยอมแตกต่างจากคำพิพากษาปกติอย่างไร

คำตอบ คำพิพากษาตามยอมเป็นคำพิพากษาที่ศาลมีขึ้นตามข้อตกลงของคู่ความ มิได้เกิดจากการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยการพิจารณาพยานหลักฐานเช่นคดีปกติ จึงมีลักษณะเป็นการรับรองนิติกรรมของคู่ความมากกว่าการชี้ขาดข้อพิพาทโดยศาล ขอบเขตของคำพิพากษาตามยอมจึงขึ้นอยู่กับข้อตกลงของคู่ความเป็นสำคัญ และอาจมีเนื้อหาแตกต่างจากคำขอท้ายฟ้องได้โดยไม่ขัดต่อมาตรา 142 เนื่องจากไม่ใช่การพิพากษาโดยใช้ดุลพินิจของศาลในประเด็นข้อพิพาท แต่เป็นการรับรองเจตนาของคู่ความที่ยินยอมผ่อนผันให้แก่กัน 

3 คำถาม หากมีการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความสามารถบังคับคดีได้ทันทีหรือไม่

คำตอบ แม้ในสัญญาประนีประนอมยอมความจะมีข้อความกำหนดว่าหากฝ่ายใดผิดสัญญาให้สามารถบังคับคดีได้ทันที แต่การบังคับคดีดังกล่าวต้องพิจารณาว่าบุคคลที่ถูกบังคับเป็นคู่ความในคดีหรือไม่ หากมิใช่คู่ความหรือไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย คำพิพากษาตามยอมจะไม่ผูกพันบุคคลนั้น การบังคับคดีจึงไม่อาจกระทำได้โดยตรง และจำเป็นต้องดำเนินคดีใหม่เพื่อเรียกร้องสิทธิ ทั้งนี้เป็นไปตามหลักความยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกไม่ให้ถูกผูกพันโดยคำพิพากษาโดยที่ไม่ได้เข้าร่วมกระบวนพิจารณา 

4 คำถาม การเข้าร่วมลงนามในสัญญายอมทำให้เป็นคู่ความในคดีหรือไม่

คำตอบ การเข้าร่วมลงนามในสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นมีสถานะเป็นคู่ความในคดีโดยอัตโนมัติ เนื่องจากสถานะคู่ความต้องพิจารณาจากการเป็นผู้ฟ้องหรือผู้ถูกฟ้องในกระบวนพิจารณาของศาล หากบุคคลดังกล่าวไม่ได้ถูกระบุเป็นคู่ความในคดี แม้จะเข้าร่วมทำสัญญายอมก็ถือเป็นบุคคลภายนอก คำพิพากษาตามยอมจึงไม่ผูกพัน และไม่สามารถนำไปบังคับคดีได้โดยตรง ต้องใช้สิทธิฟ้องร้องตามสัญญาในคดีใหม่ต่างหาก 

5 คำถาม ข้อจำกัดตามมาตรา142 ใช้กับสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่

คำตอบ มาตรา142 กำหนดห้ามศาลพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องหรือเกินกว่าที่คู่ความร้องขอ แต่หลักการดังกล่าวไม่ใช้บังคับกับสัญญาประนีประนอมยอมความ เนื่องจากเป็นกรณีที่คู่ความตกลงกันเองเพื่อระงับข้อพิพาท โดยอาจมีการผ่อนผันหรือแลกเปลี่ยนสิทธิซึ่งกันและกัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงอาจมีเนื้อหาที่แตกต่างจากคำฟ้องได้ หากไม่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดี การที่ศาลพิพากษาตามยอมจึงไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ 

6 คำถาม ความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นความรับผิดร่วมเสมอหรือไม่

คำตอบ ความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้เป็นความรับผิดร่วมโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาจากเนื้อหาของสัญญาว่ามีการกำหนดให้คู่สัญญาต้องรับผิดร่วมกันหรือไม่ หากไม่มีการระบุไว้ชัดเจน ให้ถือว่าความรับผิดเป็นลักษณะแยกส่วน แต่ละฝ่ายต้องรับผิดเฉพาะในส่วนของตน ดังนั้นหากฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา อีกฝ่ายไม่อาจถูกบังคับคดีแทนได้ เว้นแต่มีข้อตกลงให้รับผิดร่วมกันโดยชัดแจ้ง 

7 คำถาม บุคคลภายนอกสามารถถูกบังคับตามคำพิพากษาได้ในกรณีใด

คำตอบ บุคคลภายนอกจะถูกบังคับตามคำพิพากษาได้เฉพาะในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ เช่น กรณีตามมาตรา142 245 และ 274 หรือกรณีที่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา145 วรรคสอง ซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่ต้องตีความอย่างเคร่งครัด หากไม่เข้าข้อยกเว้นดังกล่าว บุคคลภายนอกย่อมไม่ถูกผูกพันโดยคำพิพากษา แม้จะมีความเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทก็ตาม 

8 คำถาม หากต้องการบังคับสิทธิต่อบุคคลภายนอกควรดำเนินการอย่างไร

คำตอบ ในกรณีที่บุคคลภายนอกมีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาประนีประนอมยอมความแต่ไม่ได้เป็นคู่ความในคดี ผู้เสียหายต้องใช้สิทธิฟ้องร้องเป็นคดีใหม่เพื่อบังคับสิทธิตามสัญญา ไม่สามารถใช้คำพิพากษาตามยอมเป็นฐานในการบังคับคดีได้โดยตรง การดำเนินคดีใหม่จะเปิดโอกาสให้บุคคลดังกล่าวได้ใช้สิทธิในการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนพิจารณา 

หลักกฎหมาย

ข้อ 1 ป.วิ.พ. มาตรา 142 1 มาตรา 245 และมาตรา 274

หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 1 มีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อจำกัดขอบเขตอำนาจของศาลในการพิพากษาคดี โดยกำหนดว่าศาลจะต้องพิพากษาภายในกรอบของคำฟ้องหรือคำขอท้ายฟ้องของคู่ความเท่านั้น มิอาจพิพากษาเกินไปกว่าหรือแตกต่างจากที่คู่ความร้องขอ เว้นแต่กรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความและรักษาหลักความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณา อย่างไรก็ดี หลักดังกล่าวไม่อาจนำมาใช้โดยเคร่งครัดในกรณีของสัญญาประนีประนอมยอมความ เนื่องจากสัญญาดังกล่าวเป็นผลจากการตกลงของคู่ความที่มุ่งระงับข้อพิพาทโดยสมัครใจ ไม่ใช่ผลจากการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยศาล ดังนั้นข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความอาจมีเนื้อหาที่แตกต่างไปจากคำขอท้ายฟ้องได้ หากไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี และเกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี

ในส่วนของมาตรา 245 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการบังคับคดีโดยอาศัยคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ซึ่งมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีและผู้สืบสิทธิจากคู่ความเท่านั้น โดยมีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดขอบเขตของอำนาจบังคับคดีให้ชัดเจน ไม่ให้ขยายไปถึงบุคคลภายนอกโดยไม่มีเหตุอันควร ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้บุคคลที่ไม่ได้มีโอกาสเข้ามาต่อสู้คดีถูกกระทบสิทธิจากคำพิพากษาโดยไม่เป็นธรรม

สำหรับมาตรา 274 เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการค้ำประกันในศาล ซึ่งกำหนดให้บุคคลที่เข้ามาค้ำประกันต่อศาลต้องมีเจตนาและสถานะชัดเจนในการรับผิดแทนคู่ความ หากมีการผิดนัดหรือไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา บุคคลดังกล่าวจึงจะต้องรับผิดตามภาระผูกพันนั้น การตีความบทบัญญัตินี้ต้องเคร่งครัด เพราะเป็นกรณีที่กฎหมายขยายผลของคำพิพากษาไปยังบุคคลอื่นนอกเหนือจากคู่ความ หากไม่มีการแสดงเจตนาเข้าค้ำประกันอย่างชัดแจ้ง บุคคลนั้นย่อมไม่อาจถูกบังคับตามคำพิพากษาได้

ข้อ 2 ป.พ.พ. มาตรา 850

มาตรา 850 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นบทบัญญัติว่าด้วยสัญญาค้ำประกัน ซึ่งกำหนดให้ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่รับผิดในหนี้ของลูกหนี้เมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ โดยมีลักษณะเป็นสัญญาอุปกรณ์ที่ขึ้นอยู่กับหนี้ประธาน กล่าวคือ หากหนี้ประธานไม่สมบูรณ์หรือสิ้นสุดลง ความรับผิดของผู้ค้ำประกันย่อมสิ้นสุดลงตามไปด้วย เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งคุ้มครองทั้งเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกัน โดยกำหนดให้การค้ำประกันต้องมีความชัดเจนในเรื่องขอบเขตของหนี้และเจตนาการรับผิด

ในทางปฏิบัติ การจะถือว่าบุคคลใดเป็นผู้ค้ำประกันนั้นต้องพิจารณาจากเจตนาและพฤติการณ์แห่งการแสดงออกว่าประสงค์จะรับผิดแทนลูกหนี้อย่างแท้จริง มิใช่เพียงเข้าร่วมในสัญญาหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตกลงเท่านั้น หากไม่มีการแสดงเจตนาเข้าค้ำประกันโดยชัดแจ้ง จะไม่อาจตีความให้บุคคลนั้นต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันได้

เมื่อเชื่อมโยงกับกรณีสัญญาประนีประนอมยอมความ หากมีบุคคลภายนอกเข้าร่วมในข้อตกลง แต่ไม่มีการกำหนดสถานะเป็นผู้ค้ำประกันอย่างชัดเจน ก็ไม่อาจถือว่าบุคคลนั้นมีหน้าที่รับผิดตามสัญญาในลักษณะของการค้ำประกัน และไม่อาจนำคำพิพากษาตามยอมไปบังคับคดีแก่บุคคลนั้นได้โดยตรง การใช้สิทธิของเจ้าหนี้จึงต้องดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีใหม่เพื่อพิสูจน์ความรับผิดตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อไป

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1180/2559  

ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีที่โจทก์ จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกันและมิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างคดีธรรมดาที่จะต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยแล้วพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อพิพาท ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือไม่เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องได้ ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่อยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 142 ซึ่งห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความในคดีรวมทั้ง ก. และ น. ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย แม้จะมี ก. และ น. เข้าร่วมตกลงด้วย

การที่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสอง ก. และ น. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอม สัญญาประนีประนอมยอมความจึงชอบด้วยกฎหมาย ผูกพันคู่สัญญาทุกฝ่ายในสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนคำพิพากษาตามยอมซึ่งพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความผูกพันเฉพาะคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ไม่ผูกพันบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความเว้นแต่ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 142 (1), 245 และ 274 และในข้อยกเว้นตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) (2) เมื่อ ก. ประพฤติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอบังคับคดีแก่ ก. โดยอาศัยสัญญาประนีประนอมและคำพิพากษาตามยอมคดีนี้ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ ก. เป็นคดีต่างหาก แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 11 ระบุว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดข้อตกลงในสัญญายอมข้อใดข้อหนึ่งให้บังคับคดีไปตามสัญญายอมนี้ได้ทันที โดยให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมของศาลเป็นการแสดงเจตนา พร้อมให้ชำระเงิน 2,000,000 บาท แก่คู่ความอีกฝ่ายด้วย ก็มีความหมายเพียงว่า ถ้าคู่สัญญาคนใดในสัญญาประนีประนอมยอมความผิดสัญญาข้อใดก็ให้บังคับคดีเอาแก่คู่สัญญานั้นตามสัญญาแต่ละข้อเท่านั้น เพราะในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าวมิได้มีข้อตกลงให้โจทก์ทั้งสองกับ ก. ต้องรับผิดร่วมกันในการชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมิได้ประพฤติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเอาแก่โจทก์ทั้งสอง

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมภพ กับนางวีณาหรือกัญญาพัชร์ นายสมภพเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวฐิติมา เจ้ามรดก โดยนายสมภพและเจ้ามรดกมีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม 9 คน นายสมภพถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 เจ้ามรดกถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกตามคำสั่งศาล จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้ทายาท ทั้งยังเบียดบังทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกบางส่วนเป็นของตน เท่าที่โจทก์ทั้งสองทราบเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกเป็นมูลค่า 19,169,777.93 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งมรดกดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสอง 1 ใน 8 ส่วนจำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองมิได้กระทำผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดก แต่ได้ติดตามรวบรวมทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมาเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาท จำเลยทั้งสองอยู่ในระหว่างฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกจากโจทก์ทั้งสองและมารดาโจทก์ทั้งสองและต่อสู้คดีในคดีที่มารดาโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ทรัพย์สินไม่ใช่มรดกของเจ้ามรดก โจทก์ทั้งสองและมารดาโจทก์ทั้งสองไม่ยอมส่งมอบทรัพย์มรดกให้กองมรดก ทำให้จำเลยทั้งสองไม่อาจตรวจสอบทรัพย์มรดกได้ครบ ทั้งยังมีเหตุจำเป็นที่ต้องนำเงินหรือทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรวบรวมทรัพย์มรดก โจทก์ทั้งสองและมารดาโจทก์ทั้งสองปลอมแปลงพินัยกรรมของเจ้ามรดก ขณะนี้อยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีอาญา โจทก์ทั้งสองจึงถูกกำจัดมิให้รับมรดก ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมีมูลค่าไม่ถึง 19,169,777.93 บาท ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ

ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2555 โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองและนางกัญญาพัชร์ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพ และนางสาวเนตรนัดดา (น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก) ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้น ความว่า ข้อ 1. นายสุรพงศ์ และนางสาวเนตรนัดดา ตกลงโอนสิทธิการครอบครองในที่ดินสวนยางพาราพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแปลงเลขที่ 29 และเลขที่ 30 ของสหกรณ์นิคมปะทิว จำกัด ตำบลทะเลทรัพย์ อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือบุคคลที่โจทก์ทั้งสองตกลงยินยอม โดยโจทก์ทั้งสองจะเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการโอนสิทธิทั้งสิ้น โดยนายสุรพงศ์ และนางเนตรนัดดา จะขนย้ายแบบพิมพ์แผ่นยาง เครื่องจักรรีดยาง อุปกรณ์ในการกรีดยาง สายไฟและเสาไฟฟ้าออกไปจากที่ดินดังกล่าวก่อนโอนสิทธิให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยนายสุรพงศ์ และนางสาวเนตรนัดดา จะสละสิทธิและโอนสิทธิให้แก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 หากนายสุรพงศ์ และนางสาวเนตรนัดดาไม่ไปดำเนินการโอนสิทธิ และส่งมอบการครอบครองภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ยินยอมชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ข้อ 2. โจทก์ทั้งสองตกลงยินยอมสละมรดกที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับตามกฎหมายจากกองมรดกของนางสาวฐิติมา ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์มรดกที่ปรากฏอยู่แล้วในเวลานี้หรือเกิดขึ้นในภายหน้า และโจทก์ทั้งสองไม่ติดใจเรียกร้องสิทธิหรือส่วนแบ่งใด ๆ ในทรัพย์มรดกของนางสาวฐิติมา หรือเรียกร้องสิทธิหรือส่วนแบ่งใดๆ จากทายาทของผู้ตายหรือจากจำเลยทั้งสองอีกแต่อย่างใดทั้งสิ้น และทายาทอื่นก็จะไม่เรียกร้องสิทธิจากโจทก์ทั้งสองและนางกัญญาพัชร์ เช่นกัน ข้อ 3. คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 46/2555 ของศาลจังหวัดชุมพร นางกัญญาพัชร์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพ ตกลงว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนโฉนดเลขที่ 7235, 18271, 18272 เลขที่ดิน 30, 45, 46 ตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เป็นทรัพย์มรดกของนางสาวฐิติมา โดยจำเลยทั้งสองจะชำระเงินสดจำนวน 500,000 บาท ให้แก่นางกัญญาพัชร์ ภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้และส่งมอบการครอบครองและต้นฉบับโฉนดภายในวันเดียวกัน ข้อ 4. คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1272/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 973/2555 ของศาลจังหวัดมีนบุรีนางกัญญาพัชร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพ ตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 23015, 23018, 23019 เลขที่ดิน 435, 438, 439 ตำบลสามวาตะวันออก อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการโอนตีใช้หนี้หรือชำระหนี้ให้แก่กองมรดกของนางสาวฐิติมา ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี ภายใน 30 วัน นับจากวันนี้ ค่าธรรมเนียมในการโอนมาเป็นชื่อของกองมรดกของนายสมภพ นางกัญญาพัชร์ เป็นผู้ชำระเอง ส่วนค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการโอนจากนางกัญญาพัชร์ ไปยังทายาทของนางสาวฐิติมา ฝ่ายผู้รับโอนเป็นฝ่ายชำระเองทั้งสิ้น แต่หากนางกัญญาพัชร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพ สามารถโอนให้แก่ทายาทของนางสาวฐิติมา ได้โดยตรง ให้ทั้งสองฝ่ายเสียค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการโอนคนละกึ่งหนึ่ง ถ้านางกัญญาพัชร์ ไม่ไปดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าวยินยอมชำระเงินให้แก่จำเลยทั้งสองจำนวน 2,000,000 บาท อีกส่วนหนึ่งจำเลยทั้งสี่ตกลงถอนอุทธรณ์ โจทก์ไม่ค้าน และโจทก์ไม่ติดใจที่จะบังคับคดีอีกต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความใช้แทนให้คืนแก่จำเลยที่ 1 (นางกัญญพัชร์) ผู้อุทธรณ์ทั้งหมด ข้อ 5. คดีหมายเลขดำที่ ย.782/2549 คดีหมายเลขแดงที่ ย.1188/2550 นางกัญญาพัชร์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพตกลงว่าจะนำเงินหรือหลักทรัพย์ไปวางประกันการชำระหนี้ของศาลแพ่งในต้นเงินและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ ถ้านางกัญญาพัชร์ไม่ไปดำเนินการภายในกำหนดยินยอมชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาทให้แก่จำเลยทั้งสอง ข้อ 6. คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.203/2554 ของศาลจังหวัดชุมพรนายสุรพงศ์ โจทก์ตกลงถอนอุทธรณ์ จำเลยไม่ค้าน และจำเลยไม่ติดใจที่จะบังคับคดีอีกต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความใช้แทนให้คืนแก่โจทก์ผู้อุทธรณ์ทั้งหมด ข้อ 7. คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.45/2555 ของศาลจังหวัดชุมพร นายสุรพงศ์โจทก์ตกลงถอนอุทธรณ์ จำเลยไม่ค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความใช้แทนให้คืนแก่โจทก์ผู้อุทธรณ์ทั้งหมด ข้อ 8. คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.201/2554 ของศาลจังหวัดชุมพร นางสาวเนตรนัดดา ตกลงโอนที่ดินพิพาทแปลง 30 ให้แก่จำเลยทั้งสอง และโจทก์จะดำเนินการถอนฟ้องในวันนี้ จำเลยไม่ค้าน จำเลยทั้งสองถอนฟ้องแย้ง โจทก์ไม่ค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความใช้แทนให้คืนแก่คู่ความแต่ละฝ่ายตามคำสั่งศาล ข้อ 9. คดีอาญาหมายเลขดำที่ พ.2501/2555 ของศาลอาญา นางสาวเนตรนัดดา และนายสุรพงศ์ ตกลงจะดำเนินการถอนฟ้องภายใน 30 วัน นับแต่วันนี้ จำเลยไม่ค้าน ข้อ 10. คดีอาญาหมายเลขดำที่ 963/2555 ของศาลจังหวัดชุมพร โจทก์ทั้งสองจะดำเนินการถอนฟ้องในวันนี้ จำเลยไม่ค้าน ข้อ 11.หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดข้อตกลงในสัญญายอมข้อใดข้อหนึ่งให้บังคับคดีไปตามสัญญายอมนี้ได้ทันทีโดยให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมของศาลเป็นการแสดงเจตนา พร้อมให้ชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท แก่คู่ความอีกฝ่ายด้วย ข้อ 12. คู่ความทุกฝ่ายไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ นอกเหนือจากนี้อีก และจะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ทุกข้อโดยเคร่งครัด ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม

ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นให้ออกหมายบังคดีแก่โจทก์ทั้งสองและนางกัญญาพัชร์ เนื่องจากนางกัญญาพัชร์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 ส่วนโจทก์ทั้งสองผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 11. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นางกัญญาพัชร์มิใช่คู่ความในคดี สัญญาประนีประนอมยอมความที่นางกัญญาพัชร์กระทำกับโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสอง ถือไม่ได้ว่าได้กระทำในฐานะคู่ความแห่งคดี คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงไม่ผูกพันนางกัญญาพัชร์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ยกคำขอ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วมีคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าคดีนี้โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสอง นางกัญญาพัชร์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพ และนางสาวเนตรนัดดา ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2555 และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้วในวันเดียวกันนั้น ตามเอกสารอันดับที่ 46 และ 47 ในสำนวนคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองเป็นข้อแรกว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีที่โจทก์ จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกันและมิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยแล้วพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทไป ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือไม่เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องได้ ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ซึ่งห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความในคดีรวมทั้ง นางกัญญาพัชร์ และนางสาวเนตรนัดดาตกลงกันได้โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย แม้สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะมีนางกัญญาพัชร์และนางสาวเนตรนัดดาเข้าร่วมตกลงด้วย ก็เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมจึงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองมีว่าสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันนางกัญญาพัชร์หรือไม่ และจำเลยทั้งสองมีสิทธิบังคับคดีแก่นางกัญญาพัชร์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสอง นางกัญญาพัชร์และนางสาวเนตรนัดดดาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้วสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย มีผลผูกพันคู่สัญญาทุกฝ่ายในสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนคำพิพากษาตามยอมซึ่งพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมผูกพันเฉพาะคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และถึงแม้ศาลจะได้กล่าวไว้โดยทั่วไปว่าให้ใช้คำพิพากษาบังคับแก่บุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความในศาลด้วยก็ดี คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 142 (1), 245 และ 274 และในข้อยกเว้นตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) (2) เมื่อนางกัญญาพัชร์เป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดี แม้นางกัญญาพัชร์ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแพ่งให้ร่วมกับโจทก์ทั้งสองชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสอง และนางกัญญาพัชร์ได้เข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ โดยตกลงจะนำเงินหรือหลักทรัพย์ไปวางเป็นประกันการชำระหนี้ของศาลแพ่งในต้นเงินและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5. ก็ยังฟังไม่ได้ว่านางกัญญาพัชร์ได้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันในศาลตามคำขอออกหมายบังคับคดีของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 29 สิงหาคม 2557 เมื่อนางกัญญาพัชร์มิใช่บุคคลที่ได้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 ทั้งกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 145 วรรคสอง (1) (2) ด้วย คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันนางกัญญาพัชร์บุคคลภายนอก เมื่อนางกัญญาพัชร์ประพฤติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอบังคับคดีแก่นางกัญญาพัชร์โดยอาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีนี้ หากแต่เป็นกรณีที่ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่นางกัญญาพัชร์เป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองมีว่านางกัญญาพัชร์และโจทก์ทั้งสองประพฤติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2555 ที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้วนั้นได้ระบุข้อตกลงในการปฏิบัติการชำระหนี้ไว้อย่างชัดแจ้งโดยข้อ 1. ระบุให้จำเลยที่ 1 และนางสาวเนตรนัดดา เป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง ข้อ 2. ระบุว่า โจทก์ทั้งสองตกลงสละมรดกที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับตามกฎหมายจากกองมรดกของนางสาวฐิติมา ทั้งหมด ข้อ 3. ระบุว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 46/2555 ของศาลจังหวัดชุมพร นางกัญญาพัชร์ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพตกลงว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่ระบุเป็นทรัพย์มรดกของนางสาวฐิติมา โดยจำเลยทั้งสองจะชำระเงิน 500,000 บาท ให้แก่นางกัญญาพัชร์ ข้อ 4. ระบุว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1272/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 973/2555 ของศาลจังหวัดมีนบุรี นางกัญญาพัชร์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามที่ระบุเพื่อตีใช้หนี้หรือชำระหนี้แก่กองมรดกของนางสาวฐิติมา ถ้านางกัญญาพัชร์ไม่ไปดำเนินการภายในกำหนด ยินยอมชำระเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง 2,000,000 บาท อีกส่วนหนึ่ง ส่วนจำเลยทั้งสี่ตกลงถอนอุทธรณ์ ข้อ 5. ระบุว่า คดีหมายเลขดำที่ ย.782/2549 คดีหมายเลขแดงที่ ย.1188/2550 นางกัญญาพัชร์ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพตกลงนำเงินหรือหลักทรัพย์ไปวางประกันการชำระหนี้ของศาลแพ่ง ถ้านางกัญญาพัชร์ไม่ไปดำเนินการภายในกำหนด ยินยอมชำระเงิน 2,000,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง ข้อ 6. ระบุว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.203/2554 ของศาลจังหวัดชุมพร จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวตกลงถอนอุทธรณ์ ข้อ 7. ระบุว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.45/2555 ของศาลจังหวัดชุมพร จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวตกลงถอนอุทธรณ์ ข้อ 8. ระบุว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.201/2554 ของศาลจังหวัดชุมพร นางสาวเนตรนัดดาตกลงโอนที่ดินพิพาทแปลง 30 ให้แก่จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าว และโจทก์ในคดีดังกล่าวจะถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองถอนฟ้องแย้ง ข้อ 9. ระบุว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ พ.2501/2555 ของศาลอาญา นางสาวเนตรนัดดา และจำเลยที่ 1 ตกลงขอถอนฟ้อง ข้อ 10. ระบุว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 963/2555 ของศาลจังหวัดชุมพร โจทก์ทั้งสองจะถอนฟ้อง ตามข้อตกลงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ทั้งสอง นางกัญญาพัชร์ จำเลยทั้งสองและนางสาวเนตรนัดดาแยกกันรับผิดในการปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกัน และในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ไม่ปรากฏว่ามีการแยกคู่สัญญาออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายโจทก์ทั้งสองมีบุคคลใดบ้าง และฝ่ายจำเลยทั้งสองมีบุคคลใดบ้าง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านางกัญญาพัชร์ไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสองตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5. เพียงคนเดียวนางกัญญาพัชร์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งสองชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่นางกัญญาพัชร์และบังคับเอาแก่นางกัญญาพัชร์เท่านั้น แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 11. ระบุว่าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดข้อตกลงในสัญญายอมข้อใดข้อหนึ่งให้บังคับคดีไปตามสัญญายอมนี้ได้ทันที โดยให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมของศาลเป็นการแสดงเจตนา พร้อมให้ชำระเงิน 2,000,000 บาท แก่คู่ความอีกฝ่ายด้วย ก็มีความหมายเพียงว่า ถ้าคู่สัญญาคนใดในสัญญาประนีประนอมยอมความผิดสัญญาข้อใดก็ให้บังคับคดีเอาแก่คู่สัญญานั้นตามสัญญาแต่ละข้อเท่านั้น เพราะในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าวมิได้มีข้อตกลงให้โจทก์ทั้งสองกับนางกัญญาพัชร์ต้องรับผิดร่วมกันในการชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมิได้ประพฤติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเอาแก่โจทก์ทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 สิงหาคม 2557 ที่ให้ยกคำขอออกหมายบังคับคดีของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 29 สิงหาคม 2557 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลแล้ว ถ้าฝ่ายที่ไม่ใช่คู่ความผิดสัญญา เราบังคับคดีได้เลยจริงหรือไม่ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเพียงข้อตกลงระงับข้อพิพาทของคู่ความ ไม่ใช่คำพิพากษาที่วินิจฉัยข้อเท็จจริง จึงอาจมีเนื้อหาแตกต่างจากคำขอท้ายฟ้องได้  คำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความเท่านั้น ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย  แม้บุคคลภายนอกจะร่วมลงนามในสัญญา แต่หากไม่ได้เป็นคู่ความหรือไม่ได้เข้าค้ำประกันตามกฎหมาย ก็ไม่สามารถบังคับคดีโดยตรงได้  เมื่อมีการผิดสัญญา คู่กรณีต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่แยกต่างหาก ไม่สามารถใช้คำพิพากษาตามยอมบังคับได้ทันที




ประนีประนอมยอมความ

สิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีมรดก เมื่อทายาทลงลายมือชื่อแทนกันและยินยอมโดยปริยาย มีผลผูกพันเพียงใด
คำพิพากษาตามยอมถึงที่สุด เพิกถอนไม่ได้เมื่อพ้นกำหนดอุทธรณ์
ข้อจำกัดคำพิพากษาตามยอม กับขอบเขตแห่งประเด็นในคดีและอำนาจฟ้องของผู้แทนโดยชอบธรรม
การผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและการอายัดบัญชีเงินฝาก,การบังคับคดี,(ฎีกาที่ 4942/2566)
ดอกเบี้ยเงินกู้ของสถาบันการเงินกำหนดได้แค่ไหน กรณีผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความและการบอกเลิกสัญญากู้
วิเคราะห์การบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (ฎีกา 1951/2567)
(ฎีกา 928/2568)สัญญาประนีประนอมยอมความ & สิทธิรื้อถอน
(ฎีกาที่ 1280/2568) สัญญาประนีประนอมยอมความ & การผิดสัญญา
(ฎีกาที่ 3237/2567) : สัญญาประนีประนอมยอมความและผลของการถอนฟ้อง ป.พ.พ. มาตรา 850, อำนาจฟ้อง,
(ฎ.4008/2567)หนี้เงินกู้เพื่อการศึกษาบุตร หนี้ร่วมระหว่างคู่สมรส และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160/2568: การพิสูจน์สัญญาประนีประนอมยอมความและผลทางกฎหมายเรื่องดอกเบี้ยเกินกำหนด
การออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยมิชอบ, การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดิน, หน้าที่และอำนาจของผู้จัดการมรดก
บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ
หากบุตรพักอาศัยอยู่กับใครคนนั้นเป็นผู้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ขัดต่อกฎหมาย
หนี้สินอันเกิดจากมูลละเมิดระงับสิ้นไป
สัญญามีข้อสงสัยต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งจะต้องเป็นผู้เสียหายในมูลหนี้
ขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าค่าศึกษาเล่าเรียน
สิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของผู้เยาว์
ขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้
พิพากษาตามสัญญายอมความอาจเกินคำขอได้