
| ข้อจำกัดคำพิพากษาตามยอม กับขอบเขตแห่งประเด็นในคดีและอำนาจฟ้องของผู้แทนโดยชอบธรรม
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การวินิจฉัยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตของการพิพากษาตามยอมว่าศาลสามารถพิพากษาตามข้อตกลงระหว่างคู่ความได้แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการเกินคำขอ ตลอดจนการพิจารณาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้ให้เช่าตามสัญญาหรือเป็นการฟ้องแทนผู้เยาว์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยศาลฎีกาได้วางหลักว่า การระบุสถานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมในคำฟ้อง ไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการฟ้องแทนผู้เยาว์หากไม่ปรากฏว่าผู้เยาว์เป็นคู่ความในคำฟ้อง พร้อมทั้งยืนยันว่า ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นในคดีและไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมมีผลผูกพันและให้ศาลพิพากษาตามยอมได้โดยไม่ถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาลหรือฝ่าฝืนความสงบเรียบร้อย ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ซึ่งเป็นมารดาของผู้เยาว์สองคน และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในตึกแถวพิพาท ตามสัญญาเช่า ได้ให้จำเลยเช่าตึกแถวเพื่อประกอบกิจการอู่ซ่อมรถยนต์มีกำหนด 1 ปี เมื่อครบกำหนดเช่า โจทก์แจ้งให้จำเลยออกจากทรัพย์สิน แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องขอให้ขับไล่ โดยอ้างว่าสามารถปล่อยเช่าให้ผู้อื่นได้ในราคาที่สูงกว่า ทำให้เกิดความเสียหาย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะตึกแถวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เยาว์ทั้งสอง และโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาอย่างถูกต้อง อีกทั้งค่าเสียหายไม่ควรสูงกว่าค่าเช่าตามสัญญา พร้อมขอหักเงินประกันและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ระหว่างพิจารณา คู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยตกลงชำระค่าเช่าที่ค้าง 56,000 บาท และเช่าต่ออีก 1 ปีในอัตราค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม จำเลยอุทธรณ์และฎีกาโดยอ้างว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอและเป็นการทำสัญญายอมแทนผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชน ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ 1. ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีการชำระค่าเช่าค้าง ซึ่งไม่ปรากฏเป็นประเด็นในคำฟ้อง จะถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ 2. การที่โจทก์ระบุว่าเป็น “มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม” ถือเป็นการฟ้องแทนผู้เยาว์หรือไม่ และต้องได้รับอนุญาตจากศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางหรือไม่ 3. ขอบเขตของประเด็นแห่งคดีตามมาตรา 138 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 4. หลักการว่าด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเกี่ยวกับสัญญายอม คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นที่ 1 สัญญาประนีประนอมยอมความไม่อยู่ในบังคับเรื่องห้ามพิพากษาเกินคำขอ ศาลฎีกาวางหลักว่า การพิพากษาตามยอมมิใช่การวินิจฉัยข้อพิพาทตามปกติ แต่เป็นการให้ผลทางกฎหมายแก่ข้อตกลงของคู่ความ ตราบใดที่ • อยู่ในขอบเขตแห่งประเด็นในคดี • เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ฟ้อง • ไม่ขัดต่อกฎหมาย คู่ความจึงสามารถตกลงกันได้ในขอบเขตที่กว้างกว่าเนื้อหาฟ้อง เช่น ค่าเช่าค้าง การลดหย่อน หรือการกำหนดสิทธิหน้าที่ใหม่ตามสมควร ดังนั้น ค่าเช่าค้าง 56,000 บาท ที่จำเลยตกลงชำระ จึงไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ประเด็นที่ 2 การฟ้องในฐานะผู้ให้เช่าตามสัญญา ไม่ใช่การฟ้องแทนผู้เยาว์ ศาลฎีกาเห็นว่า การระบุว่า “มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์” เป็นเพียงถ้อยคำบรรยายสถานะทางครอบครัว ไม่ใช่การระบุผู้เยาว์เป็นคู่ความ หากต้องการฟ้องแทนผู้เยาว์ คำฟ้องจะต้องระบุชื่อผู้เยาว์เป็นโจทก์โดยชัดแจ้ง ซึ่งคดีนี้ไม่ได้ทำ เอกสารสำคัญ เช่น • สัญญาเช่า • คำฟ้อง • สัญญาประนีประนอม ระบุว่าโจทก์เป็นคู่สัญญาโดยตรง ไม่ได้ทำแทนผู้เยาว์ ศาลจึงวินิจฉัยได้ว่า โจทก์ฟ้องคดีในฐานะส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม การทำสัญญายอมจึงไม่ต้องได้รับอนุญาตตามมาตรา 1574(8) หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ 1. ขอบเขตแห่งประเด็นในคดี (มาตรา 138) คู่ความสามารถตกลงยุติข้อพิพาทได้ทั้งในประเด็นที่ฟ้องโดยตรง และในส่วนที่เกี่ยวเนื่องตราบใดที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลต้องพิพากษาตามยอมและไม่อาจปฏิเสธโดยอ้างว่าเป็นการเกินคำขอ 2. ลักษณะของคำพิพากษาตามยอม ไม่ใช่การวินิจฉัยข้อพิพาท แต่เป็นการรับรองผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่ถูกจำกัดด้วยหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ 3. การแยกแยะระหว่างการฟ้องในฐานะส่วนตัวกับการฟ้องแทนผู้เยาว์ การระบุสถานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมในคำฟ้อง ไม่เพียงพอที่จะถือเป็นการฟ้องแทนผู้เยาว์ หากผู้เยาว์ไม่ได้ถูกระบุเป็นคู่ความโดยตรง แนวนี้มีความสำคัญมากในการป้องกันความสับสนของคู่ความและศาล 4. ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาล เพราะสัญญายอมเกิดขึ้นภายในเขตแห่งประเด็นในคดีและโดยสมัครใจของคู่ความ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย จากคำพิพากษานี้สามารถสรุปหลักสำคัญได้ว่า 1. สัญญาประนีประนอมยอมความมีผลเหนือข้อจำกัดเรื่องคำขอในฟ้อง ตราบใดที่ไม่ฝ่าฝืนกฎหมายและเกี่ยวเนื่องกับประเด็นในคดี ศาลต้องพิพากษาตามยอม 2. สถานะของผู้แทนโดยชอบธรรมต้องตีความอย่างแคบ เพื่อป้องกันการนำสิทธิของผู้เยาว์ไปผูกพันโดยไม่ได้รับอนุญาต 3. คู่สัญญาตามสัญญาเช่าเป็นผู้มีอำนาจฟ้องโดยตรง แม้ทรัพย์สินจะเป็นของผู้เยาว์ หากสัญญาเช่าทำในนามส่วนตัวของมารดา ก็ย่อมเป็นคู่ความโดยสมบูรณ์ 4. หลักความสงบเรียบร้อยมิได้ถูกละเมิด เมื่อคู่ความตกลงกันโดยสมัครใจและสัญญามีความชอบด้วยกฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยชำระค่าเช่าค้าง 56,000 บาท และให้เช่าต่ออีก 1 ปีในราคาเดือนละ 10,000 บาท พร้อมเงื่อนไขตามตกลง 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โดยเห็นว่าการพิพากษาตามยอมเป็นไปตามประเด็นในคดีและไม่ถือเป็นการเกินคำขอ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนเช่นกัน เห็นว่าสัญญายอมอยู่ภายในขอบเขตแห่งประเด็น ไม่ขัดต่อกฎหมาย และโจทก์ฟ้องในฐานะส่วนตัว ไม่ใช่ฟ้องแทนผู้เยาว์ จึงไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6038/2534 โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาทเพราะครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้วแจ้งให้ออกแต่จำเลยไม่ยอมออกไปการที่โจทก์ และจำเลยตกลงกันโดยจำเลยยอมชำระค่าเช่าที่ค้าง(ค่าเสียหาย) แก่โจทก์และโจทก์ยอมให้จำเลยเช่าห้องต่อไปอีก 1 ปีเป็นข้อตกลง ที่ไม่ฝ่าฝืนกฎหมายและเป็นการตกลงกันในขอบเขตแห่งประเด็นในคดี หรือที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นในคดีแล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ตามยอมให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง (ค่าเสียหาย) ดังกล่าวแก่โจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเกินคำขอหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในฟ้อง และถือไม่ได้ว่าเป็นการหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาล และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์ระบุชื่อโจทก์ผู้ฟ้องว่า"นางวนิดากลั่นประทุมมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายมนตรีพัธเสมาและเด็กหญิงดารณีพัธเสมา โจทก์" มีความหมายแต่เพียงว่าโจทก์มีฐานะเป็นมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาวทั้งสองยังไม่แจ้งชัดว่าเป็นการฟ้องแทนผู้เยาว์ เพราะถ้าโจทก์ฟ้องคดีแทนผู้เยาว์จะต้องระบุชื่อผู้เยาว์เป็นโจทก์ในคำฟ้อง เช่นระบุว่าเด็กชายมนตรี พัธเสมาและเด็กหญิงดารณีพัธเสมา โดยนางวนิดากลั่นประทุม มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม โจทก์การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยระบุว่าเป็นมารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ของผู้เยาว์ดังกล่าวน่าเชื่อว่าโจทก์ประสงค์จะแสดงความสัมพันธ์ ของโจทก์กับผู้เยาว์ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสำเนา โฉนดท้ายฟ้องอันเป็นที่ตั้งของตึกแถวพิพาทมากกว่า คำฟ้องของโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในตึกแถวพิพาท จำเลยได้เข้าทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญาเช่าเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งตามสัญญาเช่าดังกล่าวก็ระบุ ชัดแจ้งว่านางวนิดากลั่นประทุม (โจทก์) เป็นผู้ให้เช่า ไม่มีข้อความว่าได้กระทำการแทนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่อย่างใดโจทก์ ฟ้องคดีขอให้ขับไล่จำเลยอันเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาเช่าที่โจทก์เป็นผู้ให้เช่า เมื่อโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันก็ ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความว่าระหว่างโจทก์กับจำเลยหาได้ระบุว่าโจทก์กระทำการแทนผู้เยาว์ไม่ จึงเห็นได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นส่วนตัวในฐานะเป็นคู่สัญญาตามสัญญาเช่า ไม่ได้ฟ้องแทนบุตรผู้เยาว์ การทำสัญญาประนีประนอมยอมความจึงมิได้ทำการแทนผู้เยาว์กรณีไม่ต้องรับอนุญาตจากศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง. โจทก์ฟ้องว่า เป็นมารดาและผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายมนตรีและเด็กหญิงดารณี พัธเสมา และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวเลขที่ 254 และ 254/1 ที่จำเลยเช่าไปทำอู่ซ่อมรถยนต์เป็นเวลา 1 ปี เมื่อครบกำหนดเช่าได้แจ้งให้จำเลยออกแต่จำเลยไม่ยอมออก ทำให้โจทก์เสียโอกาสปล่อยเช่าเดือนละ 15,000 บาท จึงขอให้ขับไล่และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับตึกแถวพิพาทอีก ส่วนจำเลยโต้แย้งว่า ตึกแถวและที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เยาว์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และสัญญาเช่าทำในฐานะส่วนตัวของโจทก์ มิใช่เพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ ค่าเสียหายหากมีไม่ควรเกินค่าเช่าเดือนละ 8,000 บาท และขอหักเงินประกันต่าง ๆ จึงขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมชำระค่าเช่าค้าง 56,000 บาท และเช่าต่ออีก 1 ปีในอัตราเดือนละ 10,000 บาท พร้อมเงื่อนไขผิดนัดให้บังคับคดีได้ และค่าฤชาธรรมเนียมทนายความเป็นพับ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาอ้างว่าพิพากษาเกินคำขอและเป็นการหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาล รวมทั้งโจทก์ไม่มีอำนาจทำสัญญายอมแทนผู้เยาว์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญายอมต่อหน้าศาลที่เกี่ยวกับประเด็นในคดีและไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย อยู่ในขอบเขตมาตรา 138 ไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาล และคำฟ้องของโจทก์แสดงเพียงสถานะมารดาผู้แทนโดยชอบธรรม มิใช่การฟ้องแทนผู้เยาว์ โจทก์จึงฟ้องในฐานะคู่สัญญาเช่าและมีอำนาจทำสัญญายอมได้ พิพากษายืน. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คำตอบ คำถาม: การพิพากษาตามยอมคืออะไร และแตกต่างจากคำพิพากษาปกติอย่างไร คำตอบ: การพิพากษาตามยอม คือ คำพิพากษาที่ศาลมีขึ้นตามข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความทำต่อหน้าศาล โดยศาลมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบเช่นคดีทั่วไป แต่เป็นเพียงการให้ผลทางกฎหมายแก่ข้อยอมของคู่ความ ตราบใดที่ข้อตกลงนั้นไม่ฝ่าฝืนกฎหมายและอยู่ในขอบเขตแห่งประเด็นในคดี การพิพากษาตามยอมจึงต่างจากคำพิพากษาปกติซึ่งศาลต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายด้วยตนเองอย่างครบถ้วน 2. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ขอบเขตแห่งประเด็นในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 มีหลักอย่างไรในคดีเช่าและขับไล่ คำตอบ: ขอบเขตแห่งประเด็นในคดีตามมาตรา 138 หมายถึง ข้อพิพาทที่เกิดจากคำฟ้อง คำให้การ และข้อโต้แย้งของคู่ความ ในคดีเช่าและขับไล่ ประเด็นหลักมักเกี่ยวกับสิทธิครอบครอง การสิ้นสุดสัญญาเช่า การฝ่าฝืนสัญญา และผลทางค่าเช่า-ค่าเสียหาย ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ว่าด้วยค่าเช่าค้าง การให้เช่าต่อ หรืออัตราค่าเช่าใหม่ หากเป็นผลสืบเนื่องหรือเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับความสัมพันธ์ตามสัญญาเช่า ก็ยังถือว่าอยู่ภายในขอบเขตแห่งประเด็นในคดี ศาลจึงพิพากษาตามยอมได้ 3. คำถาม-คำตอบ คำถาม: กรณีมีสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลจะถือว่าพิพากษาเกินคำขอเมื่อใด คำตอบ: โดยหลักแล้ว การพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่อยู่ในบังคับข้อห้ามพิพากษาเกินคำขอเช่นเดียวกับคดีทั่วไป เพราะศาลเพียงให้ผลทางกฎหมายแก่เจตนาของคู่ความ อย่างไรก็ดี หากข้อยอมมีเนื้อหานอกเหนือประเด็นในคดีอย่างแท้จริง หรือเป็นสิทธิหน้าที่ใหม่ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับข้อพิพาทเดิม และมีลักษณะฝ่าฝืนกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาตามยอมได้ ในทางปฏิบัติศาลจึงตรวจสอบก่อนว่าเนื้อหาข้อยอมเป็นผลสืบเนื่องจากข้อพิพาทเดิมหรือไม่ 4. คำถาม-คำตอบ คำถาม: การทำสัญญายอมเรื่องค่าเช่าค้างและการเช่าต่อในคดีขับไล่ ถือเป็นการหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาลหรือไม่ คำตอบ: การที่คู่ความตกลงให้จำเลยชำระค่าเช่าค้างย้อนหลัง และยอมเช่าต่อในอัตราค่าเช่าใหม่ ภายในกรอบคดีเช่าและขับไล่ ถือเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีมูลมาจากสัญญาเช่าเดิม มิใช่การสร้างข้อเรียกร้องใหม่เพื่ออาศัยคดีเดิมหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาล ศาลฎีกาวางหลักว่า ตราบใดที่ข้อตกลงดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าที่เป็นประเด็นในคดีเดิม และคู่ความยินยอมโดยเสรี ข้ออ้างเรื่องการหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาลย่อมฟังไม่ขึ้น ศาลจึงพิพากษาตามยอมได้โดยไม่ขัดหลักเรื่องค่าขึ้นศาล 5. คำถาม-คำตอบ คำถาม: การระบุว่าเป็นมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมในคำฟ้อง เพียงเท่านี้ถือเป็นการฟ้องแทนผู้เยาว์หรือไม่ คำตอบ: การระบุในคำฟ้องว่าโจทก์เป็นมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ ยังไม่เพียงพอที่จะถือเป็นการฟ้องแทนผู้เยาว์ หากคำฟ้องไม่ได้ระบุชื่อผู้เยาว์เป็นโจทก์โดยตรงในรูปแบบที่ถูกต้อง เช่น ระบุชื่อผู้เยาว์เป็นโจทก์แล้วต่อท้ายด้วยชื่อมารดาในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการกล่าวถึงสถานะผู้แทนโดยชอบธรรมอาจเป็นเพียงการแสดงความสัมพันธ์กับเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาท ไม่ใช่การใช้สิทธิฟ้องแทนผู้เยาว์ในทางกระบวนพิจารณา เว้นแต่จะระบุชัดเจนให้ผู้เยาว์เป็นคู่ความในคดี 6. คำถาม-คำตอบ คำถาม: หากทรัพย์พิพาทเป็นของผู้เยาว์แต่สัญญาเช่าทำในนามมารดา ใครเป็นผู้มีอำนาจฟ้องและทำสัญญายอมในคดี คำตอบ: ในกรณีที่ทรัพย์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เยาว์ แต่สัญญาเช่าถูกทำขึ้นในนามมารดาในฐานะคู่สัญญาผู้ให้เช่าโดยตรง และคำฟ้องอ้างสิทธิฟ้องบังคับสัญญาเช่าในนามมารดา โดยมิได้ระบุให้ผู้เยาว์เป็นโจทก์ ศาลถือว่ามารดาเป็นคู่สัญญาตามสัญญาเช่าและมีอำนาจฟ้องในฐานะส่วนตัว การทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีจึงเป็นการกระทำในนามคู่สัญญาเอง ไม่ใช่การทำแทนผู้เยาว์ จึงไม่อยู่ในบังคับต้องได้รับอนุญาตจากศาลคดีเด็กและเยาวชนก่อน |




