ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




หากบุตรพักอาศัยอยู่กับใครคนนั้นเป็นผู้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร-บังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมได้หรือไม่ เมื่อคู่กรณีอ้างเหตุเปลี่ยนแปลงภายหลังและไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามข้อตกลง

บังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมกรณีไม่จ่ายค่าอุปการะบุตร, การตีความสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว, หน้าที่รับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์, สิทธิขอบังคับคดีเมื่อผิดคำพิพากษาตามยอม, การใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกันหลังหย่า, การแบ่งภาระค่าใช้จ่ายในการศึกษาบุตร, การแบ่งภาระค่ารักษาพยาบาลบุตรผู้เยาว์, ผลทางกฎหมายของการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ, การเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินกับค่าอุปการะบุตร, สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตร,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมในคดีครอบครัว ซึ่งมีข้อพิพาทเกี่ยวกับหน้าที่ในการรับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ภายหลังการหย่าร้าง แม้ว่าคู่กรณีจะได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและกำหนดหน้าที่ของแต่ละฝ่ายไว้อย่างชัดเจนแล้ว แต่ต่อมาฝ่ายที่มีหน้าที่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรกลับอ้างเหตุเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงภายหลัง รวมทั้งอ้างสถานการณ์การถูกคุมขังและการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงิน เพื่อปฏิเสธความรับผิดตามข้อตกลงเดิม คดีนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความ การตีความข้อความในสัญญาที่จัดทำขึ้นโดยสมัครใจต่อหน้าศาล ขอบเขตของการยกข้อต่อสู้เพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ตลอดจนสิทธิของคู่ความในการขอบังคับคดีเมื่ออีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม นอกจากนี้ยังสะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์และการพิจารณาความเหมาะสมของค่าอุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องชำระ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในคดีครอบครัวและการบังคับคดีภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุด.

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์และจำเลยที่ 1 เคยเป็นสามีภริยากันและต่อมาได้ตกลงหย่าขาดจากกัน โดยทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลและศาลมีคำพิพากษาตามยอมตามข้อตกลงดังกล่าว สัญญาประนีประนอมยอมความมีหลายข้อ แต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้คือข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 8 โดยข้อ 2 กำหนดให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสามร่วมกัน ข้อ 3 กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ตามที่จ่ายจริงและมีหลักฐานใบเสร็จรับเงิน ส่วนวรรคสองของข้อ 3 กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสามให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ ขณะที่ข้อ 8 เป็นข้อตกลงที่โจทก์ยินยอมเป็นนายประกันให้แก่จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ภายหลังจากมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ได้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี อ้างว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาในส่วนของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์ ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวแต่เพียงฝ่ายเดียวเป็นจำนวนเงิน 193,804 บาท ศาลชั้นต้นในขณะนั้นมีคำสั่งให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เป็นภาระรับผิดตามสัญญาแก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควร

ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเช่นกัน โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนของค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์ จึงขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 518,761.75 บาท ตามภาระหน้าที่ที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามยอม

จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านโดยขอให้ยกคำขอของโจทก์ และยังขอให้มีการกำหนดเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความใหม่ โดยอ้างเหตุหลายประการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงภายหลังการทำสัญญา ทั้งในเรื่องการดูแลบุตรผู้เยาว์ การถูกคุมขังในคดีอาญา และสภาพฐานะทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ต้องชำระเงินตามภาระที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามยอม และคำนวณยอดหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเป็นจำนวน 243,877.50 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินดังกล่าว ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม

จำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงยื่นอุทธรณ์ โดยยืนยันว่าการที่บุตรผู้เยาว์ไปอยู่ในความดูแลของโจทก์ในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขัง ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ควรต้องรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในช่วงเวลาดังกล่าว อีกทั้งยังอ้างว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับการเป็นนายประกันในคดีอาญา จนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังและขาดรายได้ อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวยังคงเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นและพิพากษายืน

คดีจึงเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งมีประเด็นสำคัญต้องวินิจฉัยว่าการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เป็นการผิดคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิใช้กระบวนการบังคับคดีเพื่อให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวได้เพียงใด ตลอดจนการอ้างเหตุเกี่ยวกับการถูกคุมขัง การเปลี่ยนแปลงรายได้ และสถานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 จะมีผลทำให้หลุดพ้นจากภาระตามคำพิพากษาตามยอมหรือเป็นเหตุให้ลดความรับผิดได้หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้อย่างละเอียดในคดีนี้.

ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

คดีนี้มีประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยหลายประการ แต่ล้วนเกี่ยวข้องกับการตีความและการบังคับใช้สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมไปแล้ว โดยข้อพิพาทหลักประการแรกคือ จำเลยที่ 1 อ้างว่าในขณะที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันอยู่แล้วว่าหากบุตรผู้เยาว์พักอาศัยอยู่กับฝ่ายใด ฝ่ายนั้นจะเป็นผู้รับภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร เมื่อภายหลังโจทก์เป็นผู้ดูแลบุตรผู้เยาว์ในช่วงที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังในคดีอาญา จำเลยที่ 1 จึงเห็นว่าตนไม่จำเป็นต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในช่วงเวลาดังกล่าว

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวไม่อาจรับฟังได้ เนื่องจากข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่า “สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ” ข้อความดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนาโดยสมัครใจต่อหน้าศาลและได้รับการรับรองเป็นคำพิพากษาตามยอมแล้ว การตีความต้องยึดตามข้อความที่ปรากฏในสัญญาเป็นสำคัญ ไม่อาจนำความเข้าใจส่วนตัวหรือเงื่อนไขที่ไม่ได้บันทึกไว้ในสัญญามาใช้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของข้อตกลงได้ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าตนจะต้องรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเฉพาะในกรณีที่บุตรผู้เยาว์อยู่ในความดูแลของตน จึงเป็นข้ออ้างที่ขัดต่อข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตรง

เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามยอม จึงถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา และทำให้โจทก์มีสิทธิใช้กระบวนการบังคับคดีเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาดังกล่าวได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิขอบังคับคดีตามกฎหมาย และข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นข้อพิพาทประการที่สอง คือ จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนที่ตกลงจะเป็นนายประกันให้แก่จำเลยที่ 1 ในคดีอาญา แต่ต่อมาได้ถอนหลักประกันจนทำให้จำเลยที่ 1 ถูกคุมขัง ส่งผลให้ไม่สามารถประกอบอาชีพหรือมีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ จึงเห็นว่าตนไม่ควรต้องรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามจำนวนที่กำหนดไว้เดิม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังนั้นเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดอาญาจนถูกพิพากษาให้รับโทษจำคุก ไม่ใช่ผลโดยตรงจากการที่โจทก์ไม่เป็นนายประกันตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จึงไม่อาจนำเหตุแห่งการถูกคุมขังมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อให้หลุดพ้นจากหน้าที่ตามคำพิพากษาตามยอมได้ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าการถูกคุมขังย่อมเป็นพฤติการณ์ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงรายได้และฐานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้คำนึงถึงแล้วในการพิจารณาปรับลดภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง ดังนั้นจึงไม่มีเหตุที่จะต้องแก้ไขคำสั่งหรือคำพิพากษาในส่วนดังกล่าวเพิ่มเติมอีก

ประเด็นข้อพิพาทประการสุดท้าย คือ จำเลยที่ 1 อ้างว่าหลังพ้นโทษจากคดีอาญาเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ มีรายได้เพียงพอสำหรับการดำรงชีพของตนเองเท่านั้น และไม่มีความสามารถที่จะชำระเงินจำนวน 243,877.50 บาท ตามที่ศาลกำหนดได้ โดยเห็นว่าจำนวนเงินดังกล่าวสูงเกินสมควรเมื่อเทียบกับฐานะทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้พิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายได้และฐานะของจำเลยที่ 1 แล้ว และได้ปรับลดภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูลงจากเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งคดี การกำหนดจำนวนเงินดังกล่าวจึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมและเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 อยู่แล้ว อีกทั้งยังสอดคล้องกับหลักกฎหมายเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ต้องพิจารณาตามฐานะ ความสามารถ และพฤติการณ์ของคู่กรณีในแต่ละกรณี จึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล่างทั้งสอง

จากการวินิจฉัยทุกประเด็น ศาลฎีกาเห็นว่าข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อไม่อาจรับฟังได้ เนื่องจากขัดต่อข้อความที่ปรากฏชัดในสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือเป็นประเด็นที่ศาลล่างทั้งสองได้พิจารณาและใช้ดุลพินิจอย่างเหมาะสมแล้ว จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ส่งผลให้จำเลยที่ 1 ยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและรับผิดชำระเงินตามที่ศาลกำหนด พร้อมทั้งให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ.

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลนำมาปรับใช้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่ผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งได้ทำขึ้นต่อหน้าศาลและศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว โดยเมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนาตกลงกันโดยชัดแจ้งและศาลพิพากษาตามข้อตกลงดังกล่าวแล้ว สิทธิและหน้าที่ของคู่ความย่อมเป็นไปตามข้อความที่ปรากฏในสัญญาและคำพิพากษา การอ้างข้อเท็จจริงหรือความเข้าใจที่แตกต่างไปจากข้อความในสัญญาไม่อาจนำมาเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของข้อตกลงได้ เว้นแต่จะมีเหตุทางกฎหมายที่ให้อำนาจแก้ไขหรือเพิกถอนผลแห่งสัญญานั้นได้

ในคดีนี้ สัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสามให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดหน้าที่โดยตรงและไม่มีเงื่อนไขใดระบุว่าภาระดังกล่าวจะสิ้นสุดลงหากบุตรผู้เยาว์เปลี่ยนไปอยู่ในความดูแลของอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 อ้างว่าตนไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูในช่วงเวลาที่บุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์ ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นการเพิ่มเติมเงื่อนไขที่ไม่มีอยู่ในสัญญา ศาลฎีกาจึงไม่อาจรับฟังได้

หลักกฎหมายอีกประการหนึ่งที่ปรากฏในคดีนี้ คือ หลักความศักดิ์สิทธิ์และความผูกพันของคำพิพากษาตามยอม เนื่องจากคำพิพากษาตามยอมมิใช่เพียงข้อตกลงระหว่างคู่ความเท่านั้น แต่เป็นคำพิพากษาของศาลที่มีผลบังคับตามกฎหมาย เมื่อคู่ความฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิใช้กระบวนการบังคับคดีเพื่อให้ได้รับประโยชน์ตามคำพิพากษานั้นได้ การบังคับคดีจึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้คำพิพากษาของศาลเกิดผลในทางปฏิบัติ มิใช่เป็นเพียงคำสั่งที่ไม่มีผลผูกพัน

สำหรับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) ซึ่งเป็นบทกฎหมายสำคัญในคดีนี้ มีเจตนารมณ์เพื่อรับรองสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้สามารถดำเนินการบังคับคดีได้เมื่อฝ่ายลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ยอมปฏิบัติตามคำบังคับของศาล หลักการดังกล่าวมุ่งคุ้มครองประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม และสร้างความเชื่อมั่นว่าคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วจะสามารถนำไปสู่การได้รับสิทธิตามกฎหมายอย่างแท้จริง ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายที่แพ้คดีหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยอาศัยข้ออ้างที่ขัดต่อข้อความในคำพิพากษาหรือสัญญาที่ตนได้ตกลงไว้เอง

คดีนี้ยังสะท้อนหลักกฎหมายครอบครัวเกี่ยวกับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่กฎหมายให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพและประโยชน์สูงสุดของบุตร แม้ว่าบิดามารดาจะหย่าขาดจากกันแล้ว แต่หน้าที่ในการดูแลและรับผิดชอบต่อบุตรยังคงดำรงอยู่ต่อไป การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงไม่ได้มุ่งคุ้มครองผลประโยชน์ของบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุตรได้รับการดูแลตามสมควรแก่ฐานะและความจำเป็นในการดำรงชีวิต

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังได้พิจารณาถึงข้ออ้างเรื่องการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 ด้วย โดยวางหลักให้เห็นว่า แม้การถูกคุมขังและการขาดรายได้จะไม่ใช่เหตุที่ทำให้หลุดพ้นจากหน้าที่ตามคำพิพากษาตามยอมโดยอัตโนมัติ แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวสามารถนำมาพิจารณาประกอบในการกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูให้เหมาะสมกับสภาพความสามารถของผู้มีหน้าที่ชำระได้ ซึ่งในคดีนี้ศาลล่างทั้งสองได้พิจารณาประเด็นดังกล่าวแล้วและได้ปรับลดภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูลงจากเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งคดี

ในส่วนของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 ซึ่งศาลฎีกากล่าวถึงในคำวินิจฉัยนั้น มีหลักสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยคำนึงถึงฐานะ ความสามารถ รายได้ ภาระหน้าที่ และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องของคู่กรณีแต่ละฝ่าย เจตนารมณ์ของกฎหมายมิได้มุ่งกำหนดจำนวนเงินแบบตายตัว แต่เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อผู้มีหน้าที่อุปการะและต่อผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะ

เมื่อพิจารณาภาพรวมของคดี จะเห็นได้ว่าศาลฎีกาให้ความสำคัญกับความแน่นอนของข้อตกลงที่คู่ความทำไว้ต่อหน้าศาล หลักการบังคับคดีตามคำพิพากษาที่มีผลถึงที่สุด และการคุ้มครองสิทธิของบุตรผู้เยาว์ควบคู่กันไป โดยไม่เปิดโอกาสให้คู่ความฝ่ายหนึ่งหลีกเลี่ยงหน้าที่ตามคำพิพากษาด้วยเหตุผลที่ขัดแย้งกับข้อตกลงเดิม ขณะเดียวกันก็ยังคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงฐานะและความสามารถในการชำระเงินตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดี อันเป็นการสร้างดุลยภาพระหว่างความผูกพันตามกฎหมายและความเป็นธรรมในการบังคับใช้สิทธิของคู่กรณีแต่ละฝ่าย.

วิเคราะห์ผลทางกฎหมายและแนวคำวินิจฉัยที่สะท้อนจากคดี

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญประการหนึ่งของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายครอบครัว คือ เมื่อคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันในลักษณะเดียวกับคำพิพากษาของศาล คู่ความฝ่ายใดไม่อาจปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามหน้าที่ของตนโดยอาศัยความเข้าใจส่วนตัวที่ไม่ปรากฏอยู่ในข้อความของสัญญา เพราะการตีความสิทธิและหน้าที่ของคู่ความต้องพิจารณาจากข้อความที่ตกลงกันไว้เป็นสำคัญ หากเปิดโอกาสให้คู่ความนำข้ออ้างภายนอกสัญญามาเปลี่ยนแปลงความหมายของข้อตกลงภายหลัง ย่อมกระทบต่อความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

แนวคำวินิจฉัยในคดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ศาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อถ้อยคำที่คู่ความเลือกใช้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยเฉพาะกรณีที่ข้อความในสัญญามีความชัดเจนอยู่แล้ว ศาลย่อมไม่มีเหตุที่จะตีความเป็นอย่างอื่น ในคดีนี้ ข้อความที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสามเป็นข้อความที่มีความชัดเจนและไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติม ศาลจึงวินิจฉัยตามถ้อยคำดังกล่าวโดยตรง และไม่รับฟังข้ออ้างที่ว่าภาระดังกล่าวจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อบุตรอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 เท่านั้น เพราะเป็นข้ออ้างที่ขัดต่อข้อความในสัญญาอย่างชัดแจ้ง

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ การแยกพิจารณาระหว่างหน้าที่ตามคำพิพากษาตามยอมกับเหตุการณ์ส่วนตัวของคู่ความ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าการที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังในคดีอาญา ไม่ใช่เหตุที่ทำให้หน้าที่ตามคำพิพากษาสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ เนื่องจากการถูกคุมขังเป็นผลจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เอง มิใช่ผลโดยตรงจากการที่คู่กรณีอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเรื่องการประกันตัว ดังนั้นเหตุแห่งการต้องโทษทางอาญาจึงไม่อาจนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามคำพิพากษาในคดีครอบครัวได้

อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยนี้มิได้หมายความว่าศาลละเลยต่อสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของคู่ความ ตรงกันข้าม ศาลยอมรับว่าการถูกคุมขังและการขาดรายได้อาจเป็นข้อเท็จจริงที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินได้ จึงสามารถนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เหมาะสมได้ แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงเหตุในการปรับระดับภาระหน้าที่ มิใช่เหตุให้หน้าที่ตามคำพิพากษาหมดไปโดยสิ้นเชิง หลักการนี้ช่วยรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นธรรมต่อผู้มีหน้าที่ชำระเงินกับการคุ้มครองประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง

ในมิติของการบังคับคดี คดีนี้ยืนยันหลักการสำคัญว่า เมื่อมีคำพิพากษาตามยอมและลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิใช้กระบวนการบังคับคดีตามกฎหมายได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์สิทธิใหม่อีกครั้ง เนื่องจากสิทธิและหน้าที่ของคู่ความได้รับการรับรองโดยคำพิพากษาแล้ว หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม เพราะหากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องเริ่มพิสูจน์ข้อเท็จจริงใหม่ทุกครั้งที่มีการผิดนัด คำพิพากษาของศาลก็จะไม่สามารถบรรลุผลในทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

แนวคำวินิจฉัยที่สะท้อนจากคดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์เป็นพื้นฐานสำคัญในการพิจารณาคดีครอบครัว แม้ข้อพิพาทจะเกิดขึ้นระหว่างบิดาและมารดา แต่ภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองการดำรงชีวิต การศึกษา และสวัสดิภาพของบุตรผู้เยาว์ ดังนั้นศาลจึงไม่เปิดโอกาสให้ข้อพิพาทส่วนตัวระหว่างคู่กรณีถูกนำมาใช้เป็นเหตุเพื่อลดทอนสิทธิขั้นพื้นฐานของบุตรผู้เยาว์ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควรตามกฎหมายและได้รับการพิจารณาโดยศาลอย่างเหมาะสมแล้ว

จากภาพรวมของคำวินิจฉัยทั้งหมด คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของหลักการที่ว่า ข้อตกลงที่ทำขึ้นโดยสมัครใจต่อหน้าศาลย่อมมีผลผูกพันอย่างเคร่งครัด ผู้มีหน้าที่ตามคำพิพากษาไม่อาจอาศัยข้ออ้างที่ขัดต่อข้อความในสัญญามาหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ ขณะเดียวกันศาลก็ยังคงเปิดโอกาสให้พิจารณาความเปลี่ยนแปลงด้านฐานะและรายได้ของคู่ความเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการกำหนดภาระค่าอุปการะเลี้ยงดู อันเป็นการประสานหลักความแน่นอนของกฎหมายเข้ากับหลักความเป็นธรรมในคดีครอบครัวได้อย่างเหมาะสม.

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความทำไว้ต่อหน้าศาล จำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสามตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลง เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามภาระดังกล่าว ศาลจึงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 243,877.50 บาท และมีคำสั่งให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิเคราะห์แล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม การอ้างเหตุเกี่ยวกับการดูแลบุตร การถูกคุมขัง หรือฐานะทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่เป็นเหตุให้หลุดพ้นจากภาระหน้าที่ตามข้อตกลงดังกล่าว จึงพิพากษายืนตามคำสั่งและผลแห่งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสามให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างเงื่อนไขอื่นที่ไม่ได้ปรากฏในสัญญาเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ อีกทั้งการถูกคุมขังเป็นผลจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เอง ไม่ใช่เหตุให้พ้นจากหน้าที่ตามคำพิพากษาตามยอม ส่วนประเด็นเกี่ยวกับฐานะและรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ศาลล่างทั้งสองได้พิจารณาและปรับลดภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น และพิพากษายืน พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

ข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นต่อหน้าศาลและได้รับการรับรองเป็นคำพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมมีผลผูกพันคู่ความเช่นเดียวกับคำพิพากษาของศาล คู่ความฝ่ายใดจะอ้างความเข้าใจส่วนตัวหรือข้อตกลงที่มิได้ปรากฏอยู่ในข้อความแห่งสัญญาเพื่อเปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่ตามคำพิพากษาไม่ได้ การตีความต้องยึดตามถ้อยคำที่คู่ความได้ตกลงและศาลได้รับรองไว้เป็นสำคัญ

นอกจากนี้ คดีนี้ยังตอกย้ำหลักการว่าหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นหน้าที่ที่กฎหมายให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษ เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับประโยชน์และสวัสดิภาพของบุตรผู้เยาว์ ข้อพิพาทระหว่างบิดามารดาหรือความขัดแย้งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อตกลงในเรื่องอื่น ไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุปฏิเสธหน้าที่ดังกล่าวได้ เว้นแต่จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลแก้ไขเปลี่ยนแปลงภาระหน้าที่นั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย

อีกประการหนึ่ง คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงฐานะ รายได้ หรือความสามารถในการชำระเงินของผู้มีหน้าที่อุปการะ อาจเป็นเหตุให้ศาลนำมาพิจารณาปรับลดหรือแก้ไขภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้เหมาะสมได้ แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ทำให้หน้าที่ตามคำพิพากษาสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ผู้มีหน้าที่ตามคำพิพากษายังคงต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาจนกว่าจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแก้ไขเป็นอย่างอื่น

ในมิติของการบังคับคดี คดีนี้ยืนยันหลักการพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมว่า เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว และลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิใช้มาตรการบังคับคดีตามกฎหมายได้ทันที เพื่อให้คำพิพากษาของศาลเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง อันเป็นการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม.

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว และสิทธิของคู่ความในการขอบังคับคดีเมื่ออีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจอ้างเงื่อนไขอื่นที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในสัญญาเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดดังกล่าวได้ และเมื่อไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ย่อมมีสิทธิขอบังคับคดีตามกฎหมาย

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม)

เป็นบทบัญญัติที่รับรองสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในการดำเนินการบังคับคดีเมื่อฝ่ายลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ยอมปฏิบัติตามคำบังคับของศาล ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงมีสิทธิขอบังคับคดีได้ตามกฎหมาย

2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39

เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยให้ศาลพิจารณาตามฐานะ รายได้ ความสามารถ และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องของคู่กรณี ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างทั้งสองได้พิจารณาการเปลี่ยนแปลงฐานะและรายได้ของจำเลยที่ 1 แล้ว และได้ปรับลดภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข

1. ผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความ

แก่นสำคัญของคดีอยู่ที่หลักการว่า เมื่อคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยความสมัครใจต่อหน้าศาล และศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ข้อกำหนดต่าง ๆ ในสัญญาย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมาย คู่ความไม่อาจอ้างความเข้าใจส่วนตัวหรือเงื่อนไขที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญามาเปลี่ยนแปลงหน้าที่ตามคำพิพากษาได้

2. สิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม

เมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามยอม อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิใช้กระบวนการบังคับคดีเพื่อให้ได้รับสิทธิตามคำพิพากษา คดีนี้จึงยืนยันหลักการสำคัญว่าคำพิพากษาตามยอมมีผลบังคับเช่นเดียวกับคำพิพากษาของศาล และสามารถนำไปสู่การบังคับคดีได้หากมีการผิดนัดไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ศาลได้รับรองไว้แล้ว.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม การทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลมีผลผูกพันอย่างไร

คำตอบ 

การทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลเป็นการที่คู่ความตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างกันโดยสมัครใจ และเมื่อศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันเสมือนเป็นคำพิพากษาของศาล คู่ความทุกฝ่ายมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด การอ้างว่ามีความเข้าใจแตกต่างจากข้อความในสัญญาหรือมีข้อตกลงด้วยวาจาที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในเอกสาร ไม่อาจนำมาใช้เปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่ตามคำพิพากษาได้ หลักการนี้มีขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนให้แก่กระบวนการยุติธรรม และป้องกันไม่ให้คู่ความกลับคำหรือหลีกเลี่ยงภาระที่ตนยอมรับไว้แล้วต่อหน้าศาล ดังนั้นเมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดหน้าที่ของคู่ความไว้อย่างชัดแจ้ง ศาลย่อมยึดถือตามข้อความในสัญญาเป็นสำคัญ เว้นแต่จะมีเหตุทางกฎหมายที่ให้อำนาจเพิกถอนหรือแก้ไขได้โดยชอบ 

2. คำถาม หากผู้มีหน้าที่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรถูกจำคุก จะหลุดพ้นจากหน้าที่ดังกล่าวหรือไม่

คำตอบ 

การถูกจำคุกหรือถูกคุมขังมิได้ทำให้หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ เพราะหน้าที่ดังกล่าวเป็นหน้าที่ตามกฎหมายและตามคำพิพากษาที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์ มิใช่เพื่อประโยชน์ของบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ แม้การถูกคุมขังอาจส่งผลกระทบต่อรายได้หรือความสามารถในการชำระเงินของผู้มีหน้าที่อุปการะ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงข้อเท็จจริงที่ศาลอาจนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงได้เท่านั้น มิใช่เหตุให้หน้าที่ตามคำพิพากษาสิ้นสุดลง หากยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาแก้ไขเปลี่ยนแปลงภาระหน้าที่ดังกล่าว ผู้มีหน้าที่อุปการะยังคงต้องรับผิดตามข้อตกลงหรือคำพิพากษาเดิมต่อไป 

3. คำถาม เมื่ออีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม สามารถขอบังคับคดีได้หรือไม่

คำตอบ 

เมื่อศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว คู่ความแต่ละฝ่ายย่อมมีสิทธิได้รับประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา หากฝ่ายที่มีหน้าที่ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิใช้กระบวนการบังคับคดีตามกฎหมายได้ การบังคับคดีเป็นมาตรการที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้คำพิพากษาของศาลเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงคำวินิจฉัยที่ไม่มีผลบังคับใช้ ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระเงินหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีใหม่เพื่อพิสูจน์สิทธิเดิมอีกครั้ง เพราะสิทธิดังกล่าวได้รับการรับรองโดยคำพิพากษาแล้ว 

4. คำถาม ศาลจะพิจารณาอย่างไรเมื่อรายได้หรือฐานะของผู้มีหน้าที่อุปการะเปลี่ยนแปลงไป

คำตอบ 

ในการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะความต้องการของผู้เยาว์เท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงฐานะ รายได้ ความสามารถในการหารายได้ และภาระหน้าที่ของผู้มีหน้าที่อุปการะด้วย หากต่อมาปรากฏว่าฐานะทางการเงินหรือรายได้ของผู้มีหน้าที่อุปการะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ศาลอาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณาปรับลดหรือแก้ไขภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีได้ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงฐานะดังกล่าวมิได้ทำให้หน้าที่อุปการะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ และไม่ใช่เหตุให้ผู้มีหน้าที่อุปการะสามารถหยุดชำระเงินได้ด้วยตนเอง ผู้มีหน้าที่ต้องใช้ช่องทางตามกฎหมายเพื่อขอให้ศาลพิจารณาแก้ไขภาระดังกล่าว มิฉะนั้นยังคงต้องรับผิดตามคำพิพากษาหรือข้อตกลงเดิมต่อไป 

5. คำถาม เพราะเหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นพิเศษ

คำตอบ 

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิ สวัสดิภาพ และการดำรงชีวิตของผู้เยาว์ ซึ่งเป็นบุคคลที่กฎหมายให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษ หลักการสำคัญของกฎหมายครอบครัวคือการคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์เป็นสำคัญ ดังนั้นแม้บิดามารดาจะหย่าขาดจากกันหรือมีข้อพิพาทระหว่างกัน หน้าที่ในการดูแลและอุปการะบุตรยังคงดำรงอยู่ต่อไป ศาลจึงไม่เปิดโอกาสให้คู่ความฝ่ายใดนำความขัดแย้งส่วนตัวหรือข้อพิพาทในเรื่องอื่นมาเป็นเหตุปฏิเสธการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควรและได้รับการพิจารณาตามกระบวนการของกฎหมายแล้ว การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงมีเป้าหมายเพื่อให้บุตรได้รับการศึกษา การรักษาพยาบาล และการดำรงชีวิตที่เหมาะสมตามฐานะของครอบครัว อันเป็นหลักการพื้นฐานที่ศาลให้ความสำคัญมาโดยตลอด จำนวนตัวอักษรประมาณ 842

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7070/2560 

โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อศาลชั้นต้น ในข้อ 2 ว่า "ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสามร่วมกัน" ข้อ 3 วรรคสองของสัญญาระบุว่า "สำหรับค่าอุปกรณ์เลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ" จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สัญญาประนีประนอมนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทราบดีอยู่แล้วว่า หากบุตรผู้เยาว์ทั้งสามพักอาศัยอยู่กับใครคนนั้นจะเป็นผู้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์พาบุตรผู้เยาว์ทั้งสามไปดูแลในช่วงที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังในคดีอาญา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสามนั้น เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับสัญญาประนีประนอมที่ทำไว้ด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายต่อหน้าศาล ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จะจ่ายเมื่อบุตรผู้เยาว์ทั้งสามอยู่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงมีสิทธิขอบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีอ้างว่า โจทก์ไม่ชำระค่าใช้จ่ายของบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม อันเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2555 จนถึงเดือนสิงหาคม 2556 โดยจำเลยที่ 1 ชำระแต่ผู้เดียว จำนวน 193,804 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมนำเงินมาชำระแก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง หลังจากนั้นโจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีอ้างว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อเดียวกัน ขอให้ชำระเงินค่าการศึกษาและค่าอุปการะบุตร จำนวน 518,761.75 บาท

จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำขอของโจทก์และกำหนดเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระเงินแก่โจทก์ 243,877.50 บาท แต่ไม่ชำระ จึงออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา โดยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้น ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 26 กันยายน 2554 สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมีอยู่ 11 ข้อ คงมีปัญหาโต้แย้งกันในคดีนี้เฉพาะข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 8 สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 กำหนดให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสามร่วมกัน ข้อ 3 กำหนดให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันรับผิดชอบในค่ารักษาพยาบาลกับค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ทั้งสามที่จ่ายจริงตามใบเสร็จรับเงิน ในวรรคสองของสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนข้อ 8 เป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงยินยอมเป็นนายประกันให้แก่จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2834/2552 ของศาลอาญา จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 243,877.50 บาท แก่โจทก์ และออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมชอบหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาประการแรกว่า ในวันที่ 26 กันยายน 2554 ที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า หากบุตรผู้เยาว์ทั้งสามพักอาศัยอยู่กับใคร คนนั้นจะเป็นผู้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์พาบุตรผู้เยาว์ทั้งสามไปดูแลในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังในคดีอาญา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 วรรคสอง ระบุไว้ชัดเจนว่า "สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ" ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำไว้ด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายต่อหน้าศาล ไม่อาจที่จะรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกามาว่า จำเลยที่ 1 จะจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อเมื่อบุตรผู้เยาว์อยู่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์มีสิทธิขอบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการต่อมาว่า โจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8 ที่จะรับเป็นนายประกันให้แก่จำเลยที่ 1 ในคดีอาญา แต่โจทก์กลับถอนหลักประกันทำให้จำเลยที่ 1 ต้องถูกคุมขัง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ในระหว่างนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีรายได้ทางอื่นอีก อันแสดงได้ว่ารายได้หรือฐานะของจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น เห็นว่า กรณีที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขัง เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ไปกระทำความผิดอาญาเองจนต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก หาใช่ข้ออ้างว่าเพราะโจทก์ไม่เป็นนายประกัน ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องถูกคุมขัง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามจำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ แต่การที่ถูกคุมขังดังกล่าวเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงรายได้และฐานะของจำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งศาลล่างทั้งสองก็ได้พิจารณาและมีคำสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสามให้น้อยลงแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งพ้นโทษในคดีอาญา ปัจจุบันเพิ่งได้งานทำ รายได้มีเพียงแต่ประทังเลี้ยงชีพตนเอง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 243,877.50 บาท สูงเกินไป จำเลยที่ 1 ไม่มีความสามารถที่จะชำระให้ได้นั้น เห็นว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นลดลงจากเดิม เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

บังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร  การไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว อาจนำไปสู่การถูกบังคับคดีได้ แม้ผู้มีหน้าที่จะอ้างเหตุเปลี่ยนแปลงภายหลังก็ตาม  คดีนี้คู่กรณีตกลงกันต่อศาลให้บิดาเป็นผู้รับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม และศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว




ประนีประนอมยอมความ

บริษัทประกันภัยทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว ผู้เสียหายยังเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดได้หรือไม่ สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายยังคงอยู่เพียงใด
เมื่อผู้เสียหายรับค่าสินไหมทดแทนและตกลงไม่เรียกร้องเพิ่มเติมอีก สิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีละเมิดยังคงมีอยู่หรือไม่ และสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลระงับหนี้เพียงใด
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำต่อหน้าศาลสามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้หรือไม่ และมีผลผูกพันคู่ความเพียงใด
อดีตคู่สมรสตกลงให้จ่ายเงินหลังหย่าไว้ในสัญญา อีกฝ่ายออกจากงานก่อนถึงกำหนดจ่าย ยังต้องชำระหรือไม่ และบังคับคดีล่วงหน้าได้หรือเปล่า
ฟ้องแบ่งมรดกซ้ำได้หรือไม่ เมื่อเคยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รวมถึงทรัพย์มรดกที่อ้างว่าตกหล่นจากการแบ่งมรดก
สัญญาประนีประนอมยอมความผูกพันเพียงคู่ความหรือไม่ และบังคับคดีแก่บุคคลภายนอกได้หรือไม่
สิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีมรดก เมื่อทายาทลงลายมือชื่อแทนกันและยินยอมโดยปริยาย มีผลผูกพันเพียงใด
คำพิพากษาตามยอมถึงที่สุด เพิกถอนไม่ได้เมื่อพ้นกำหนดอุทธรณ์
ข้อจำกัดคำพิพากษาตามยอม กับขอบเขตแห่งประเด็นในคดีและอำนาจฟ้องของผู้แทนโดยชอบธรรม
การผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและการอายัดบัญชีเงินฝาก,การบังคับคดี,(ฎีกาที่ 4942/2566)
ดอกเบี้ยเงินกู้ของสถาบันการเงินกำหนดได้แค่ไหน กรณีผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความและการบอกเลิกสัญญากู้
วิเคราะห์การบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (ฎีกา 1951/2567)
(ฎีกา 928/2568)สัญญาประนีประนอมยอมความ & สิทธิรื้อถอน
(ฎีกาที่ 1280/2568) สัญญาประนีประนอมยอมความ & การผิดสัญญา
(ฎีกาที่ 3237/2567) : สัญญาประนีประนอมยอมความและผลของการถอนฟ้อง ป.พ.พ. มาตรา 850, อำนาจฟ้อง,
(ฎ.4008/2567)หนี้เงินกู้เพื่อการศึกษาบุตร หนี้ร่วมระหว่างคู่สมรส และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160/2568: การพิสูจน์สัญญาประนีประนอมยอมความและผลทางกฎหมายเรื่องดอกเบี้ยเกินกำหนด
การออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยมิชอบ, การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดิน, หน้าที่และอำนาจของผู้จัดการมรดก
บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ
ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ขัดต่อกฎหมาย
หนี้สินอันเกิดจากมูลละเมิดระงับสิ้นไป
สัญญามีข้อสงสัยต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งจะต้องเป็นผู้เสียหายในมูลหนี้-ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความเรื่องบุตร ต้องจ่ายค่าอุปการะเพิ่มหรือไม่
ขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าค่าศึกษาเล่าเรียน
สิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของผู้เยาว์
ขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้
พิพากษาตามสัญญายอมความอาจเกินคำขอได้