ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




จดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างคดีมรดกยังไม่ถึงที่สุด เป็นความผิดแจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือไม่ และเข้าข่ายปลอมเอกสารหรือไม่

การจดทะเบียนจำนองระหว่างคดีมรดก, ความผิดฐานแจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงาน, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา137, ความผิดเกี่ยวกับเอกสารสิทธิที่ดิน, การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก, ผู้จัดการมรดกโอนที่ดิน, สิทธิของผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนด, คดีแพ่งยังอยู่ระหว่างฎีกา, จำนองที่ดินที่มีข้อพิพาท, การตรวจสอบกรรมสิทธิ์โดยเจ้าพนักงานที่ดิน, ผลของคดีแพ่งที่ยังไม่ถึงที่สุด, ความรับผิดทางอาญาเกี่ยวกับที่ดิน, การใช้โฉนดที่ดินในการจำนอง, การอ้างกรรมสิทธิ์ตามทะเบียนที่ดิน 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการจดทะเบียนจำนองที่ดินซึ่งอยู่ระหว่างข้อพิพาทในคดีมรดก และขอบเขตความรับผิดทางอาญาฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 รวมถึงความผิดเกี่ยวกับเอกสารตามมาตรา 267 โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า แม้จะมีคดีแพ่งเกี่ยวกับการเพิกถอนการโอนที่ดินและกำจัดมิให้รับมรดกอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แต่หากชื่อของผู้ถือกรรมสิทธิ์ยังคงปรากฏอยู่ในโฉนดที่ดิน การที่บุคคลดังกล่าวนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองและแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จะถือเป็นการแจ้งข้อความเท็จหรือไม่

ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อคดีแพ่งยังไม่ถึงที่สุดและชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ยังปรากฏอยู่ในโฉนดที่ดินตามเอกสารทางราชการ การแจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวย่อมไม่เป็นความเท็จ อีกทั้งหากเจ้าพนักงานที่ดินมิได้สอบถามเกี่ยวกับข้อพิพาทในคดีแพ่ง และผู้จดทะเบียนมิได้ใช้กลอุบายหลอกลวงให้เจ้าพนักงานดำเนินการจดทะเบียนจำนอง การกระทำนั้นย่อมไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่อธิบายความแตกต่างระหว่าง “ข้อพิพาททางสิทธิ” ในทางแพ่ง กับ “การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ” ในทางอาญา รวมถึงแสดงให้เห็นถึงหลักสำคัญเกี่ยวกับสถานะของสิทธิในที่ดินระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุดตามกฎหมาย

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยที่ 1 และนางลาวัณย์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยเป็นบุตรของนายสังคมกับนางยันทา ภายหลังนางยันทาถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งนางลาวัณย์เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาศาลมีคำสั่งถอนนางลาวัณย์ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และแต่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกแทน

ในระหว่างที่นางลาวัณย์ยังเป็นผู้จัดการมรดก นางลาวัณย์ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15783 และ 15786 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องนางลาวัณย์และจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่ง ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินดังกล่าวและกำจัดมิให้นางลาวัณย์กับจำเลยที่ 1 รับมรดกของนางยันทา

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินทั้งสองแปลง และให้กำจัดนางลาวัณย์กับจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกของนางยันทา อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างฎีกาและยังไม่ถึงที่สุด

ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 นำที่ดินทั้งสองแปลงไปจดทะเบียนจำนองต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สมรสของจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าว

โจทก์จึงฟ้องคดีอาญา กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและกระทำความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาเพิกถอนการโอนมรดกและกำจัดมิให้รับมรดกแล้ว แต่ยังนำที่ดินไปจำนองและแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ต่อมาจำเลยที่ 1 ฎีกา และศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าการแจ้งข้อความของจำเลยที่ 1 เป็นการแจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในโฉนดที่ดินซึ่งยังมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และเจ้าพนักงานที่ดินมิได้ถูกหลอกลวงให้จดทะเบียนจำนองแต่อย่างใด 

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย คือ การที่จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินในขณะที่คดีแพ่งเกี่ยวกับการเพิกถอนการโอนมรดกยังอยู่ระหว่างฎีกา จะถือเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือไม่

ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันว่า ในวันที่จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองนั้น คดีแพ่งยังอยู่ในระหว่างฎีกาและยังไม่ถึงที่สุด อีกทั้งชื่อของจำเลยที่ 1 ยังคงปรากฏเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงตามเอกสารทางราชการ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงเป็นการแจ้งข้อความที่ตรงกับข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในโฉนดที่ดิน ไม่ใช่การกล่าวข้อความอันเป็นเท็จ

ศาลฎีกาให้ความสำคัญอย่างมากกับสถานะของเอกสารสิทธิในขณะที่มีการจดทะเบียนจำนอง โดยเห็นว่า แม้จะมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้เพิกถอนการโอนมรดกและกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดก แต่เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด ผลของคำพิพากษายังไม่เด็ดขาดตามกฎหมาย สิทธิของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารทางทะเบียนที่ดินจึงยังคงมีอยู่ในทางรูปแบบ

นอกจากนี้ เจ้าพนักงานที่ดินผู้รับจดทะเบียนจำนองยังเบิกความว่า ขั้นตอนการตรวจสอบสิทธิของผู้มาจดทะเบียนนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเพียงว่า ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ตามสารบบทะเบียนที่ดินหรือไม่ และเป็นผู้มีความสามารถตามกฎหมายหรือไม่ โดยมิได้สอบถามว่ามีข้อพิพาททางคดีเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวหรือไม่

ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้ใช้วิธีการหลอกลวง ปกปิด หรือสร้างข้อความเท็จเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อ เพราะเจ้าพนักงานดำเนินการจดทะเบียนตามข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารราชการซึ่งเป็นข้อมูลที่แท้จริงในขณะนั้น

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า องค์ประกอบสำคัญของความผิดตามมาตรา 137 ซึ่งกำหนดว่าผู้กระทำต้อง “แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ” ต่อเจ้าพนักงาน ไม่ปรากฏในคดีนี้ เนื่องจากข้อความที่จำเลยที่ 1 แจ้งนั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามเอกสารสิทธิ และไม่ใช่ข้อความที่เป็นเท็จในทางกฎหมาย

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267

นอกจากข้อหาตามมาตรา 137 แล้ว โจทก์ยังกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับเอกสารตามมาตรา 267 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า ความผิดตามมาตรา 267 จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการแจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และข้อความดังกล่าวถูกนำไปจดลงในเอกสารราชการโดยอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ ข้อความที่จำเลยที่ 1 แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงนั้น เป็นข้อความที่ตรงกับข้อมูลในโฉนดที่ดินและสารบบทะเบียนในขณะนั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็น “ข้อความเท็จ”

ศาลฎีกายังชี้ให้เห็นว่า เจ้าพนักงานที่ดินมิได้ถูกหลอกให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวบุคคลหรือสถานะของผู้ถือกรรมสิทธิ์ เพราะจากเอกสารราชการทั้งหมด จำเลยที่ 1 ยังคงมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่จริง การดำเนินการจดทะเบียนจำนองจึงเป็นการดำเนินการตามข้อมูลที่ปรากฏในระบบทะเบียนที่ดิน ไม่ใช่ผลจากการถูกหลอกลวงด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ

ที่สำคัญ ศาลฎีกาแยกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน หรือการมีคดีแพ่งที่ยังไม่ถึงที่สุด มิได้ทำให้ข้อมูลตามเอกสารสิทธิกลายเป็นข้อมูลเท็จในทันที เพราะจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดและมีผลเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน สิทธิที่ปรากฏในโฉนดยังคงเป็นข้อเท็จจริงทางทะเบียนที่เจ้าพนักงานสามารถยึดถือได้

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 267 เช่นเดียวกัน เพราะไม่มีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จให้เจ้าพนักงานบันทึกลงในเอกสารราชการ

ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งหมด โดยเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยคลาดเคลื่อนในข้อสำคัญเกี่ยวกับองค์ประกอบของความผิดทางอาญา และนำข้อพิพาททางแพ่งมาเชื่อมโยงเป็นความผิดทางอาญาโดยที่ยังไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอรองรับ 

วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับ “การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ” ตามมาตรา 137

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานมิให้ถูกบิดเบือนด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยองค์ประกอบสำคัญของความผิด คือ ผู้กระทำต้องแจ้ง “ข้อความอันเป็นเท็จ” ต่อเจ้าพนักงาน และข้อความดังกล่าวต้องเป็นข้อความที่อาจทำให้เจ้าพนักงานเข้าใจผิดในการปฏิบัติหน้าที่

หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความคำว่า “ข้อความอันเป็นเท็จ” ว่าจะต้องเป็นความเท็จในลักษณะใด ศาลฎีกาวางแนวว่า การพิจารณาความเท็จต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในขณะกระทำการ ไม่ใช่พิจารณาจากข้อพิพาทหรือข้อกล่าวหาในอนาคต

ในคดีนี้ แม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะฟ้องขอเพิกถอนการโอนมรดก และศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนแล้วก็ตาม แต่คดียังอยู่ในระหว่างฎีกา ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด สิทธิของจำเลยที่ 1 ตามทะเบียนที่ดินจึงยังไม่สิ้นสุดตามกฎหมาย

ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งตรงกับข้อมูลในโฉนดที่ดิน ข้อความดังกล่าวจึงยังเป็น “ข้อเท็จจริงตามเอกสารทางราชการ” ไม่ใช่ข้อความอันเป็นเท็จ

แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า ความผิดทางอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด และการจะลงโทษบุคคลในคดีอาญาได้ ต้องปรากฏองค์ประกอบความผิดอย่างครบถ้วนชัดแจ้ง หากยังมีข้อสงสัยว่าข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จหรือไม่ ย่อมต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

อีกประการหนึ่ง ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ของเจ้าพนักงานที่ดิน โดยพิจารณาว่าเจ้าพนักงานตรวจสอบสิทธิจากโฉนดและสารบบทะเบียนเท่านั้น มิได้สอบถามถึงข้อพิพาททางคดีแพ่ง ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้แจ้งว่ามีคดีอยู่ระหว่างฎีกา ก็ไม่อาจถือว่าเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่ทำให้เจ้าพนักงานหลงเชื่อในเรื่องที่ผิดจากความเป็นจริง

หลักดังกล่าวจึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่แยกความแตกต่างระหว่าง “ข้อพิพาททางสิทธิ” กับ “การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ” กล่าวคือ การมีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์มิได้หมายความว่า ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในเอกสารราชการจะหมดสิทธิในการอ้างสิทธิตามเอกสารนั้นในทันที ตราบใดที่คดียังไม่ถึงที่สุด

วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับมาตรา 267 และการจดข้อความลงในเอกสารราชการ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองความน่าเชื่อถือของเอกสารราชการ โดยกำหนดความผิดแก่ผู้ที่แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ เพื่อให้เอกสารนั้นถูกใช้เป็นพยานหลักฐานต่อไป

องค์ประกอบสำคัญของมาตรา 267 จึงอยู่ที่การ “แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ” และต้องเป็นข้อความที่มีผลต่อสาระสำคัญในเอกสารราชการ

ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 1 แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินมิใช่ข้อความเท็จ เพราะข้อมูลในโฉนดที่ดินยังปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่จริง การจดทะเบียนจำนองจึงเป็นการบันทึกข้อเท็จจริงตามสถานะทางทะเบียนในขณะนั้น

ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานของเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งตรวจสอบสิทธิจากสารบบทะเบียนเป็นหลัก เมื่อสารบบยังปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานจึงมีอำนาจดำเนินการจดทะเบียนจำนองได้ตามปกติ

แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า ความผิดตามมาตรา 267 มิใช่บทบัญญัติที่ใช้ลงโทษทุกกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน แต่จะใช้ได้เฉพาะเมื่อมีการสร้างหรือยืนยันข้อมูลเท็จเพื่อให้เจ้าพนักงานบันทึกลงในเอกสารราชการเท่านั้น

หากข้อมูลที่แจ้งยังตรงกับข้อเท็จจริงตามทะเบียนราชการ แม้ภายหลังสิทธิดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนในคดีแพ่ง ก็ยังไม่ถือว่าข้อความนั้นเป็นความเท็จในทางอาญา ณ เวลาที่มีการแจ้งข้อความ

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ศาลฎีกาให้ความสำคัญอย่างมากกับ “สภาพแห่งสิทธิในขณะกระทำการ” และหลักความแน่นอนของเอกสารทางทะเบียนราชการ เพราะหากเปิดโอกาสให้นำข้อพิพาทที่ยังไม่ถึงที่สุดมาใช้เป็นเหตุลงโทษทางอาญา ย่อมทำให้เกิดความไม่มั่นคงในการใช้เอกสารสิทธิและการจดทะเบียนทางราชการโดยทั่วไป

เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มีเป้าหมายเพื่อป้องกันมิให้เจ้าพนักงานถูกชักจูงด้วยข้อมูลเท็จจนปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาด กฎหมายจึงมุ่งลงโทษเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำมีการแจ้งข้อมูลอันขัดต่อความจริงและอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อการใช้อำนาจรัฐ

ส่วนมาตรา 267 มีเจตนารมณ์เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของเอกสารราชการ เนื่องจากเอกสารของรัฐเป็นหลักฐานสำคัญที่ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ใช้อ้างอิงในการทำธุรกรรม หากปล่อยให้มีการแจ้งข้อความเท็จเพื่อบันทึกลงในเอกสารราชการ ย่อมกระทบต่อความมั่นคงของระบบกฎหมายและความเชื่อถือของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาในคดีนี้ตีความบทบัญญัติดังกล่าวโดยเคร่งครัดตามหลักกฎหมายอาญา กล่าวคือ หากข้อมูลที่แจ้งยังตรงกับเอกสารราชการในขณะนั้น และยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดเปลี่ยนแปลงสถานะทางทะเบียน ย่อมยังไม่อาจถือได้ว่าเป็น “ข้อความเท็จ” ตามองค์ประกอบของความผิดทางอาญา

แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลเป็นผู้บริสุทธิ์ และหลักที่ว่ากฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด เพราะหากมีข้อสงสัยว่าข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จหรือไม่ ศาลย่อมต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย 

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาและหลักกฎหมายที่สะท้อนจากคดีนี้

คำพิพากษานี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของศาลฎีกาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง “สิทธิในทางทะเบียน” กับ “ข้อพิพาททางแพ่ง” โดยศาลฎีกาให้ความสำคัญกับสถานะของเอกสารสิทธิในขณะกระทำการมากกว่าข้อพิพาทที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนมรดกและกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกแล้วก็ตาม แต่เมื่อคดียังอยู่ระหว่างฎีกาและยังไม่ถึงที่สุด ชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์ยังคงปรากฏอยู่ในโฉนดที่ดิน ดังนั้น การอ้างสิทธิตามข้อมูลทางทะเบียนดังกล่าวจึงยังไม่ถือว่าเป็นการกล่าวข้อความเท็จ

แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญต่อระบบทะเบียนที่ดินอย่างมาก เพราะหากตีความว่าเพียงมีข้อพิพาทหรือมีคำพิพากษาที่ยังไม่ถึงที่สุดก็ทำให้ข้อมูลในทะเบียนกลายเป็นข้อมูลเท็จทันที ย่อมกระทบต่อความมั่นคงของระบบจดทะเบียนและความเชื่อมั่นในการใช้เอกสารราชการ

ศาลฎีกายังแสดงให้เห็นถึงหลักสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การแยก “ความไม่ชอบด้วยสิทธิในทางแพ่ง” ออกจาก “ความรับผิดทางอาญา” กล่าวคือ แม้การถือครองหรือการโอนทรัพย์สินอาจมีข้อโต้แย้งทางแพ่ง หรืออาจถูกเพิกถอนภายหลังได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการใช้สิทธิตามทะเบียนในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุดจะเป็นความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ

หลักดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคดีอาญาต้องอาศัยการพิสูจน์องค์ประกอบความผิดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะคำว่า “ข้อความอันเป็นเท็จ” ซึ่งต้องเป็นความเท็จอย่างชัดแจ้ง ไม่ใช่เพียงข้อพิพาทที่ยังมีการต่อสู้กันในศาล

คดีนี้ยังสะท้อนหลักการคุ้มครองความแน่นอนของเอกสารสิทธิในระบบกฎหมายไทย กล่าวคือ เจ้าพนักงานที่ดินและบุคคลทั่วไปย่อมสามารถเชื่อถือข้อมูลในโฉนดที่ดินและสารบบทะเบียนได้ ตราบใดที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนสิทธิดังกล่าว

อีกทั้งศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ว่ามิได้ใช้กลอุบาย หลอกลวง หรือสร้างเอกสารปลอมขึ้นมาใหม่ แต่เพียงใช้สิทธิตามเอกสารที่ทางราชการยังรับรองอยู่ในขณะนั้น จึงไม่อาจตีความว่าเป็นการกระทำโดยทุจริตในทางอาญาได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ภายหลังพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินและกระทำความผิดเกี่ยวกับเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 โดยเห็นว่าจำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินและกำจัดมิให้รับมรดก แต่ยังนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนอง ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 12 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลเห็นว่าไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด จึงพิพากษายกฟ้อง

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 4

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองทั้งที่มีคำพิพากษาเพิกถอนการโอนและกำจัดมิให้รับมรดกแล้ว เป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เนื่องจากไม่มีการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองที่ดิน คดีแพ่งเกี่ยวกับการเพิกถอนการโอนมรดกยังอยู่ระหว่างฎีกาและยังไม่ถึงที่สุด อีกทั้งชื่อของจำเลยที่ 1 ยังปรากฏเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินตามเอกสารราชการ การแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินจึงเป็นการแจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทะเบียน ไม่ใช่ข้อความอันเป็นเท็จ อีกทั้งเจ้าพนักงานที่ดินมิได้ถูกหลอกลวงให้จดทะเบียนจำนอง ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งหมด

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า การพิจารณาความรับผิดทางอาญาจะต้องพิจารณาจากองค์ประกอบความผิดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและความผิดเกี่ยวกับเอกสารราชการ ซึ่งต้องปรากฏว่าผู้กระทำได้แจ้งข้อความที่ขัดต่อความจริงอย่างชัดแจ้ง มิใช่เพียงมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทางแพ่ง

ศาลฎีกาวางหลักว่า หากข้อมูลที่ผู้กระทำแจ้งยังตรงกับเอกสารราชการและสถานะทางทะเบียนในขณะนั้น แม้ต่อมาสิทธิดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนในภายหลัง ก็ยังไม่ถือว่าเป็นความเท็จในทางอาญา หลักดังกล่าวจึงเป็นการคุ้มครองความแน่นอนของระบบทะเบียนราชการ และป้องกันมิให้ข้อพิพาททางแพ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินคดีอาญาโดยขาดองค์ประกอบความผิดที่ชัดเจน

นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักสำคัญเกี่ยวกับการตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัด และหลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย กล่าวคือ หากยังมีข้อสงสัยว่าข้อความที่แจ้งเป็นความเท็จหรือไม่ ศาลย่อมไม่อาจลงโทษทางอาญาได้ เพราะความรับผิดทางอาญากระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลโดยตรง จึงต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดเจนและปราศจากข้อสงสัยตามสมควร

อีกทั้งแนววินิจฉัยนี้ยังเป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีเกี่ยวกับที่ดินและมรดก เนื่องจากข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์มักอยู่ระหว่างการดำเนินคดีเป็นระยะเวลานาน หากถือว่าการใช้สิทธิตามเอกสารทะเบียนระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุดเป็นความผิดอาญาทันที ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบจดทะเบียนทรัพย์สินและการทำธุรกรรมโดยสุจริตของประชาชนทั่วไป 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองในระหว่างที่มีคดีเพิกถอนการโอนมรดกยังไม่ถึงที่สุด จะถือเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือไม่ และจะเป็นความผิดเกี่ยวกับเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน”

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จะต้องปรากฏว่าผู้กระทำได้แจ้งข้อความที่ขัดต่อข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้ง แต่ในคดีนี้ แม้จะมีคดีแพ่งเกี่ยวกับการเพิกถอนการโอนมรดกอยู่ระหว่างฎีกา ทว่าชื่อของจำเลยที่ 1 ยังคงปรากฏเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินตามเอกสารราชการ การแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินจึงยังเป็นการแจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในทะเบียน มิใช่ข้อความอันเป็นเท็จในทางอาญา

2. “ผลของคดีแพ่งที่ยังไม่ถึงที่สุดต่อสถานะทางทะเบียน”

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนมรดกแล้ว แต่เมื่อคดียังอยู่ระหว่างฎีกาและยังไม่ถึงที่สุด สิทธิของผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียนยังไม่สิ้นสุด การใช้สิทธิตามข้อมูลที่ปรากฏในโฉนดจึงยังมีผลในทางกฎหมาย หลักดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของระบบทะเบียนราชการและหลักความแน่นอนของเอกสารสิทธิ ซึ่งเจ้าพนักงานและบุคคลทั่วไปย่อมสามารถเชื่อถือได้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุด

อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

มาตรา 137 บัญญัติความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน โดยมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมิให้ถูกบิดเบือนด้วยข้อมูลที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง องค์ประกอบสำคัญของความผิดตามมาตรานี้ คือ ต้องมีการ “แจ้งข้อความ” ต่อเจ้าพนักงาน และข้อความนั้นต้องเป็น “ข้อความอันเป็นเท็จ” ซึ่งอาจทำให้เจ้าพนักงานเข้าใจผิดหรือดำเนินการไปโดยคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

การพิจารณาว่าข้อความใดเป็นความเท็จหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในขณะกระทำการ ไม่ใช่พิจารณาจากข้อพิพาทหรือผลของคดีในอนาคต หากข้อความที่แจ้งยังตรงกับข้อมูลในเอกสารราชการหรือข้อเท็จจริงที่กฎหมายรับรองอยู่ในขณะนั้น ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นข้อความอันเป็นเท็จได้

ในคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับสถานะของโฉนดที่ดินและสารบบทะเบียนที่ยังคงปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แม้จะมีคดีแพ่งเกี่ยวกับการเพิกถอนการโอนมรดกอยู่ระหว่างฎีกา แต่เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด สิทธิของจำเลยที่ 1 ตามทะเบียนยังไม่สิ้นสุด การแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงยังเป็นการแจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในเอกสารทางราชการ

ศาลฎีกายังพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ของเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งตรวจสอบสิทธิจากสารบบทะเบียนและโฉนดที่ดินตามขั้นตอนปกติ โดยมิได้สอบถามถึงข้อพิพาททางแพ่งเกี่ยวกับที่ดิน อีกทั้งจำเลยที่ 1 มิได้ใช้กลอุบายหรือหลอกลวงเจ้าพนักงานให้เข้าใจผิดในข้อเท็จจริงใด การกระทำดังกล่าวจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 137

แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายอาญาว่า ต้องตีความโดยเคร่งครัด และต้องปรากฏองค์ประกอบความผิดอย่างครบถ้วนชัดเจน หากยังมีข้อสงสัยว่าข้อความนั้นเป็นความเท็จหรือไม่ ย่อมต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267

มาตรา 267 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองความน่าเชื่อถือของเอกสารราชการ โดยกำหนดความผิดแก่ผู้ที่แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ เพื่อให้เอกสารดังกล่าวถูกใช้เป็นหลักฐานต่อไปในทางกฎหมาย

องค์ประกอบสำคัญของมาตรานี้ คือ ต้องมีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และเจ้าพนักงานได้บันทึกข้อความดังกล่าวลงในเอกสารราชการ หากข้อความที่แจ้งไม่ใช่ข้อความเท็จ ความผิดตามมาตรา 267 ย่อมไม่เกิดขึ้น

ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เป็นข้อความที่ตรงกับข้อมูลในโฉนดที่ดินและสารบบทะเบียน ณ เวลานั้น แม้จะมีข้อพิพาททางแพ่งอยู่ระหว่างฎีกา แต่สิทธิของจำเลยที่ 1 ยังไม่ถูกเพิกถอนโดยเด็ดขาด ข้อความที่แจ้งจึงยังไม่เป็นความเท็จ

นอกจากนี้ เจ้าพนักงานที่ดินยังดำเนินการตามขั้นตอนปกติ โดยตรวจสอบเฉพาะสิทธิในทะเบียนที่ดิน มิได้ถูกหลอกลวงด้วยข้อมูลปลอมหรือเอกสารปลอมใด ๆ การจดทะเบียนจำนองจึงเป็นการบันทึกข้อมูลตามข้อเท็จจริงทางทะเบียนที่ปรากฏอยู่ในขณะนั้น ไม่ใช่การจดข้อความเท็จลงในเอกสารราชการ

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 267 เพราะไม่มีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จให้เจ้าพนักงานบันทึกลงในเอกสารราชการ และไม่มีการหลอกลวงให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม การที่ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินนำที่ดินไปจำนองระหว่างที่มีคดีเพิกถอนการโอนอยู่ จะถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญาหรือไม่

คำตอบ การพิจารณาว่าการนำที่ดินไปจำนองระหว่างมีข้อพิพาททางคดีจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะทางทะเบียนของที่ดินและองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายอาญาเป็นสำคัญ หากผู้จดทะเบียนยังมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินตามสารบบทะเบียนอย่างถูกต้อง และคดีเกี่ยวกับการเพิกถอนการโอนยังไม่ถึงที่สุด การแจ้งต่อเจ้าพนักงานว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินย่อมยังเป็นการแจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารราชการ ไม่ถือเป็นข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 อีกทั้งหากไม่มีการใช้เอกสารปลอมหรือใช้กลอุบายหลอกลวงเจ้าพนักงานให้ดำเนินการจดทะเบียนโดยผิดจากความเป็นจริง ก็ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 267 ด้วย ศาลฎีกาในคดีนี้จึงวางหลักว่า ข้อพิพาททางแพ่งเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การใช้สิทธิตามทะเบียนกลายเป็นความผิดอาญาได้ทันที ตราบใดที่สิทธิตามทะเบียนยังไม่ถูกเพิกถอนโดยคำพิพากษาถึงที่สุด 

2 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าการแจ้งว่าเป็นเจ้าของที่ดินไม่ใช่ข้อความอันเป็นเท็จ ทั้งที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนแล้ว

คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินและกำจัดมิให้จำเลยรับมรดกแล้ว แต่คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างฎีกาและยังไม่ถึงที่สุด ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงยังไม่เด็ดขาดตามกฎหมาย อีกทั้งชื่อของจำเลยยังคงปรากฏเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินและสารบบทะเบียนในขณะนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนอง เมื่อจำเลยแจ้งต่อเจ้าพนักงานว่าตนเป็นเจ้าของที่ดิน จึงเป็นการแจ้งข้อความตามข้อมูลในทะเบียนราชการซึ่งยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่าข้อความดังกล่าวยังไม่เป็นความเท็จในทางอาญา หลักสำคัญของคดีนี้จึงอยู่ที่การพิจารณาความจริงตามสถานะทางทะเบียนในขณะกระทำการ ไม่ใช่พิจารณาจากผลของข้อพิพาทที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดี และสะท้อนหลักกฎหมายอาญาที่ต้องตีความโดยเคร่งครัด หากองค์ประกอบความผิดยังไม่ครบถ้วนชัดเจน ศาลย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยได้ 

3 คำถาม ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา 137 ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

คำตอบ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มีองค์ประกอบสำคัญ คือ ต้องมีการแจ้งข้อความต่อเจ้าพนักงาน และข้อความดังกล่าวต้องเป็นข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งอาจทำให้เจ้าพนักงานดำเนินการไปโดยผิดจากความเป็นจริง กฎหมายมาตรานี้มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐไม่ให้ถูกบิดเบือนด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การจะถือว่าข้อความใดเป็นความเท็จหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในขณะกระทำการ หากข้อความที่แจ้งยังตรงกับเอกสารราชการหรือข้อเท็จจริงที่กฎหมายรับรองอยู่ในขณะนั้น ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นข้อความอันเป็นเท็จได้ ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าชื่อของจำเลยยังคงปรากฏในโฉนดที่ดิน จึงยังสามารถแจ้งต่อเจ้าพนักงานได้ว่าตนเป็นเจ้าของที่ดิน การกระทำดังกล่าวจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 137 เพราะไม่มีการแจ้งข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริงทางทะเบียน 

4 คำถาม การที่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ได้สอบถามว่ามีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินหรือไม่ มีผลต่อการวินิจฉัยคดีอย่างไร

คำตอบ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนจำนองตามขั้นตอนปกติ โดยตรวจสอบเพียงว่าผู้มาขอจดทะเบียนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามสารบบทะเบียนหรือไม่ และมีความสามารถตามกฎหมายหรือไม่ เจ้าพนักงานมิได้สอบถามถึงข้อพิพาททางคดีเกี่ยวกับที่ดิน อีกทั้งจำเลยมิได้ใช้กลอุบายหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่เจ้าพนักงานร้องขอ ศาลจึงเห็นว่าไม่มีการหลอกลวงให้เจ้าพนักงานเข้าใจผิดในสาระสำคัญของการจดทะเบียน ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือทำให้มีการจดข้อความเท็จลงในเอกสารราชการ หลักการนี้สะท้อนว่า ความรับผิดทางอาญาจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการหลอกลวงหรือแจ้งข้อมูลที่ขัดต่อความจริงอย่างชัดแจ้ง ไม่ใช่เพียงเพราะมีข้อพิพาททางแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นอยู่ก่อนแล้ว และยังแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานประกอบการวินิจฉัยด้วย 

5 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงแยกข้อพิพาททางแพ่งออกจากความรับผิดทางอาญาอย่างชัดเจน

คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อพิพาททางแพ่งเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินเป็นเรื่องของการโต้แย้งสิทธิและสถานะทางกฎหมายระหว่างคู่กรณี ซึ่งอาจยังไม่สิ้นสุดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่ความรับผิดทางอาญาเป็นเรื่องที่กระทบต่อเสรีภาพของบุคคลโดยตรง จึงต้องปรากฏองค์ประกอบความผิดอย่างครบถ้วนและชัดเจน การที่บุคคลใช้สิทธิตามทะเบียนราชการในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด จึงยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการกระทำผิดอาญา เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีการแจ้งข้อความเท็จหรือใช้วิธีการหลอกลวงเจ้าพนักงานจริง คดีนี้จึงสะท้อนหลักสำคัญว่า ไม่ควรนำข้อพิพาททางแพ่งมาใช้เป็นเหตุในการลงโทษทางอาญาโดยอัตโนมัติ เพราะหากกระทำเช่นนั้น ย่อมทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการใช้สิทธิตามเอกสารราชการและอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบทะเบียนทรัพย์สินของรัฐ 

6 คำถาม ความผิดตามมาตรา 267 เกี่ยวกับการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ มีหลักพิจารณาอย่างไร

คำตอบ มาตรา 267 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความน่าเชื่อถือของเอกสารราชการ โดยกำหนดความผิดแก่ผู้ที่แจ้งข้อความอันเป็นเท็จให้เจ้าพนักงานบันทึกลงในเอกสารราชการ การพิจารณาความผิดตามมาตรานี้จึงต้องดูว่าข้อความที่แจ้งเป็นความเท็จหรือไม่ และเจ้าพนักงานได้บันทึกข้อความดังกล่าวลงในเอกสารราชการหรือไม่ หากข้อมูลที่แจ้งยังตรงกับข้อเท็จจริงตามเอกสารของรัฐในขณะนั้น ก็ไม่อาจถือว่าเป็นข้อความเท็จได้ ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าชื่อของจำเลยยังคงปรากฏในโฉนดที่ดิน จึงยังสามารถใช้สิทธิตามทะเบียนในการจำนองที่ดินได้ การจดทะเบียนจำนองจึงเป็นการบันทึกข้อมูลตามข้อเท็จจริงทางทะเบียน มิใช่การจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ อีกทั้งเจ้าพนักงานที่ดินมิได้ถูกหลอกลวงด้วยข้อมูลปลอมหรือเอกสารปลอม ศาลจึงวินิจฉัยว่าไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 267 

7 คำถาม คำพิพากษานี้มีผลต่อแนวทางการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินและมรดกอย่างไร

คำตอบ คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินและมรดก เพราะศาลฎีกาวางหลักว่า ตราบใดที่ชื่อของบุคคลยังปรากฏเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทะเบียนที่ดิน และยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนสิทธิ บุคคลดังกล่าวย่อมยังสามารถใช้สิทธิตามทะเบียนได้ หลักการนี้ช่วยสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นในระบบทะเบียนที่ดินของรัฐ เนื่องจากเจ้าพนักงานและบุคคลทั่วไปสามารถอาศัยข้อมูลในโฉนดและสารบบทะเบียนในการทำธุรกรรมได้โดยไม่ต้องตรวจสอบข้อพิพาทที่ยังไม่ถึงที่สุดทุกคดี อย่างไรก็ตาม หากภายหลังมีคำพิพากษาถึงที่สุดเพิกถอนสิทธิ ก็อาจมีผลกระทบต่อสิทธิทางแพ่งของคู่กรณีได้ แต่ไม่ทำให้การใช้สิทธิตามทะเบียนก่อนหน้านั้นกลายเป็นความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่ช่วยแยกขอบเขตของสิทธิทางแพ่งออกจากความรับผิดทางอาญาอย่างชัดเจน 

8 คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้คืออะไร

คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้ คือ หลักที่ว่า การพิจารณาความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือความผิดเกี่ยวกับเอกสารราชการ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายในขณะกระทำการเป็นสำคัญ หากข้อมูลที่ผู้กระทำแจ้งยังตรงกับเอกสารราชการและสถานะทางทะเบียนในเวลานั้น แม้ภายหลังสิทธิดังกล่าวอาจถูกเพิกถอน ก็ยังไม่ถือว่าข้อความนั้นเป็นความเท็จในทางอาญา ศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับหลักความแน่นอนของระบบทะเบียนราชการ และหลักตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัด กล่าวคือ หากองค์ประกอบความผิดยังไม่ครบถ้วนชัดแจ้ง หรือยังมีข้อสงสัยว่าข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จหรือไม่ ศาลย่อมต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย แนววินิจฉัยนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีเกี่ยวกับที่ดิน มรดก และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเอกสารสิทธิในอนาคต 

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4017/2560 

ขณะที่จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อประกันหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2556 คดีที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้อง ล. กับจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ในระหว่างฎีกายังไม่ถึงที่สุด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนจำนองในขณะนั้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลง ซึ่งก็ตรงตามเอกสารที่แท้จริง จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนจำนองไม่ได้สอบถามจำเลยที่ 1 ว่ามีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินหรือไม่ และจำเลยที่ 1 มิได้หลอกลวงให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 และ 267

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 91, 137, 267

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมสองกระทง เป็นจำคุก 12 เดือน ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยที่ 1 และนางลาวัณย์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยเป็นบุตรของนายสังคมกับนางยันทา เมื่อนางยันทาถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งนางลาวัณย์เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาศาลมีคำสั่งถอน นางลาวัณย์ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางยันทาแทน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในขณะที่นางลาวัณย์ยังเป็นผู้จัดการมรดกของนางยันทา นางลาวัณย์ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15783 และ 15786 ตำบลสร้างแป้น อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางยันทาให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ทั้งเจ็ดได้ฟ้องนางลาวัณย์และจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวพร้อมกับที่ดินแปลงอื่น และกำจัดมิให้นางลาวัณย์กับจำเลยที่ 1 รับมรดกของนางยันทา จากนั้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2555 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินทั้งสองแปลง และให้กำจัดนางลาวัณย์และจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกของนางยันทา ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 15783 และ 15786 ไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องนางลาวัณย์กับจำเลยที่1 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 15783 และ 15786 พร้อมที่ดินแปลงอื่น และให้กำจัดนางลาวัณย์กับจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกของนางยันทา อยู่ในระหว่างฎีกายังไม่ถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความต่อนายฉัตรชัย เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุทัยธานี สาขาเพ็ญ ผู้จดทะเบียนจำนองในขณะนั้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นการแจ้งข้อความตามความเป็นจริงตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดินซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จึงมิได้เป็นข้อความเท็จ นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามรับว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1641/2554 ของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องนางลาวัณย์กับจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมที่ดินแปลงอื่น อยู่ในระหว่างฎีกา คดียังไม่ถึงที่สุด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 คดีดังกล่าวยังคงอยู่ในระหว่างฎีกายังไม่ถึงที่สุด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงต่อนายฉัตรชัย เจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนจำนองในขณะนั้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ซึ่งก็ตรงตามเอกสารที่แท้จริง จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ อีกทั้งนายฉัตรชัยพยานโจทก์ซึ่งเป็นพยานคนกลางเบิกความถึงขั้นตอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินได้ความว่า พยานสอบสวนสิทธิของผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามแบบ ท.ด.1 โดยตรวจสอบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีความสามารถตามกฎหมายและเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามสารบัญจดทะเบียนหรือไม่ หลังจากตรวจสอบแล้ว พยานได้ดำเนินการจดทะเบียนจำนองให้แก่เจ้าของที่ดินโดยไม่ได้สอบถามจำเลยที่ 1 ว่ามีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินหรือไม่ และจำเลยทั้งสามมิได้หลอกลวงให้พยานจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าข้อความที่จำเลยที่ 1 แจ้งต่อนายฉัตรชัยนั้นเป็นความเท็จ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการอื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

จำนองที่ดินทั้งที่มีคดีมรดกอยู่ระหว่างฎีกา แบบนี้ผิดแจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยนำที่ดินมรดกไปจดทะเบียนจำนอง ทั้งที่ศาลอุทธรณ์เคยพิพากษาให้เพิกถอนการโอนและกำจัดมิให้รับมรดกแล้ว จึงถือว่าแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะจดทะเบียนจำนอง คดียังอยู่ระหว่างฎีกาและยังไม่ถึงที่สุด อีกทั้งชื่อจำเลยยังปรากฏเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน การแจ้งว่าเป็นเจ้าของที่ดินจึงยังเป็นข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารราชการ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 และพิพากษากลับให้ยกฟ้อง คดีนี้เป็นแนวสำคัญเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง “ข้อพิพาททางแพ่ง” กับ “ความผิดอาญา” และหลักว่าคดีที่ยังไม่ถึงที่สุดย่อมยังไม่ตัดสิทธิในทางทะเบียนโดยอัตโนมัติ




เบิกความเท็จ

เบิกความเท็จใครเป็นผู้เสียหายได้บ้าง ราษฎรมีสิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาหรือไม่
เบิกความเท็จต้องมีผลในกระบวนพิจารณาหรือไม่ หากศาลไม่รับวินิจฉัยคำร้องตั้งแต่ต้นยังถือว่ามีความผิดหรือไม่
คดีเบิกความเท็จ, การวินิจฉัยของศาลฎีกาเรื่องเบิกความเท็จ, ความหมายของการเพิกถอนกระบวนพิจารณา
เบิกความเท็จต้องเป็นข้อสำคัญในคดีและศาลเชื่อคำเบิกความ