
| เบิกความเท็จต้องมีผลในกระบวนพิจารณาหรือไม่ หากศาลไม่รับวินิจฉัยคำร้องตั้งแต่ต้นยังถือว่ามีความผิดหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักสำคัญของความผิดฐานเบิกความเท็จและการนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ โดยวินิจฉัยว่าการกระทำจะเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาได้ ต้องเป็นการเบิกความหรือแสดงพยานหลักฐานที่มีผลอยู่ในกระบวนพิจารณาที่ศาลรับไว้พิจารณาอย่างแท้จริง หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีนั้นเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลย่อมไม่รับวินิจฉัยตั้งแต่ต้น ส่งผลให้การเบิกความและการนำสืบทั้งหมดตกเป็นการเสียเปล่า ไม่มีผลในทางกฎหมาย และไม่อาจถือเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานเบิกความเท็จได้ คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่แยกแยะระหว่าง “การกระทำที่เกิดขึ้นจริง” กับ “การกระทำที่มีผลในทางกฎหมาย” อย่างชัดเจน ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และนำทรัพย์ของลูกหนี้ออกขายทอดตลาด แต่มีบุคคลอื่นรวม 14 คนอ้างสิทธิในทรัพย์ดังกล่าวโดยยื่นคำร้องขอกันส่วนต่อศาลแพ่งครั้งแรก แต่ยื่นเกินกำหนดจึงถูกยกคำร้อง ต่อมาบุคคลทั้ง 14 ยื่นคำร้องใหม่อีกครั้งโดยอ้างเหตุเดียวกัน ศาลแพ่งรับคำร้องไว้พิจารณาและมีการเบิกความพยานหลายครั้ง แต่ภายหลังศาลมีคำสั่งว่าคำร้องดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามกฎหมาย จึงไม่รับวินิจฉัยและยกคำร้อง ประเด็นข้อกฎหมาย ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าการที่จำเลยทั้ง 14 เข้าเบิกความและนำสืบพยานหลักฐานในคดีดังกล่าว จะถือเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จหรือแสดงพยานหลักฐานเท็จหรือไม่ เมื่อคดีนั้นถูกศาลวินิจฉัยว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและไม่อาจรับวินิจฉัยได้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจะเป็นความผิดตามมาตรา 177 และ 180 ต้องมีการเบิกความหรือการนำสืบใน “การพิจารณาคดีต่อศาล” ที่มีผลตามกฎหมาย แต่เมื่อคดีดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้าม ศาลย่อมไม่รับวินิจฉัยตั้งแต่ต้น การเบิกความและพยานหลักฐานทั้งหมดจึงเป็นการเสียเปล่า เสมือนไม่เคยเกิดขึ้น จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิด วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญคือองค์ประกอบความผิดต้องมี “การพิจารณาคดีที่มีผลในทางกฎหมาย” หากกระบวนพิจารณานั้นเป็นโมฆะหรือไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตั้งแต่ต้น การกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังย่อมไม่มีผลรองรับ จึงไม่อาจนำมาเป็นฐานความผิดทางอาญาได้ เจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 177 และ 180 มุ่งคุ้มครองความยุติธรรมในกระบวนพิจารณา หากพยานเท็จมีผลต่อการตัดสินคดี แต่หากกระบวนพิจารณานั้นไม่มีผลตั้งแต่ต้น กฎหมายย่อมไม่ลงโทษ เพราะไม่มีผลกระทบต่อความยุติธรรม แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกาอ้างอิงแนวคำพิพากษาที่วางหลักไว้ว่า การกระทำจะเป็นความผิดต้องมีผลในทางกระบวนพิจารณา มิใช่เพียงการกระทำที่เกิดขึ้นแต่ไม่มีผลทางกฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าคดีไม่มีมูล เนื่องจากข้อเท็จจริงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จึงยกฟ้องทั้งหมด 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด เพราะไม่มีการเบิกความในคดีที่ศาลรับวินิจฉัยอย่างแท้จริง 3 ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าคดีเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย การเบิกความและพยานหลักฐานทั้งหมดเป็นการเสียเปล่า ไม่อาจถือเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานเบิกความเท็จหรือพยานเท็จได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การจะเป็นความผิดเกี่ยวกับพยานในศาล ต้องเป็นการกระทำที่มีผลอยู่ในกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย หากกระบวนพิจารณานั้นไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตั้งแต่ต้น การกระทำทั้งหมดในคดีนั้นย่อมไม่มีผลในทางกฎหมาย และไม่อาจนำมาเป็นฐานความผิดทางอาญาได้ หลักนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่ากฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด และต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนจึงจะลงโทษได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การเบิกความหรือการนำสืบพยานหลักฐานในคดีที่ศาลไม่รับวินิจฉัยตั้งแต่ต้น จะถือเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่เข้าองค์ประกอบความผิด เพราะกระบวนพิจารณานั้นไม่มีผลทางกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 การพิจารณาคดีต่อศาล หมายถึงกระบวนพิจารณาที่ศาลรับไว้และมีผลในทางกฎหมาย หากไม่มีสถานะดังกล่าว การกระทำในคดีจะไม่มีผล 2 กระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้าม เป็นข้อห้ามตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อย หากฝ่าฝืน ศาลต้องไม่รับวินิจฉัย ส่งผลให้การดำเนินคดีทั้งหมดไม่มีผล คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม การเบิกความเท็จต้องเกิดในคดีที่ศาลรับพิจารณาหรือไม่ คำตอบ การจะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตามกฎหมายอาญา ต้องเป็นการเบิกความในกระบวนพิจารณาที่ศาลรับไว้พิจารณาอย่างถูกต้อง หากคดีนั้นศาลไม่รับวินิจฉัยตั้งแต่ต้น เช่น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้าม การเบิกความที่เกิดขึ้นภายหลังย่อมไม่มีผลในทางกฎหมาย และไม่เข้าองค์ประกอบความผิด เนื่องจากกฎหมายมุ่งลงโทษเฉพาะการกระทำที่มีผลกระทบต่อความยุติธรรมของศาลเท่านั้น 2 คำถาม การนำสืบพยานหลักฐานเท็จในคดีที่ศาลยกคำร้องถือว่าผิดหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาว่าคดีนั้นศาลยกคำร้องด้วยเหตุใด หากเป็นการยกคำร้องเพราะไม่มีมูล แต่ศาลรับพิจารณาแล้ว การนำสืบพยานเท็จอาจเป็นความผิดได้ แต่หากศาลไม่รับวินิจฉัยตั้งแต่ต้น เช่น เป็นกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้าม การนำสืบทั้งหมดจะถือว่าไม่มีผล และไม่เป็นความผิดทางอาญา 3 คำถาม กระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 คืออะไร คำตอบ เป็นหลักกฎหมายที่ห้ามมิให้คู่ความนำข้อพิพาทเดิมมาฟ้องหรือยื่นคำร้องซ้ำในลักษณะเดียวกันอีก เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนและรักษาความสงบเรียบร้อยของกระบวนพิจารณา หากฝ่าฝืน ศาลต้องไม่รับวินิจฉัย และการดำเนินการทั้งหมดในคดีนั้นจะไม่มีผลในทางกฎหมาย 4 คำถาม หากศาลรับคำร้องแล้วแต่ภายหลังไม่รับวินิจฉัย ผลเป็นอย่างไร คำตอบ แม้ศาลจะรับคำร้องไว้ในเบื้องต้น แต่หากภายหลังพบว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลสามารถมีคำสั่งไม่รับวินิจฉัยได้ ซึ่งมีผลเสมือนว่าคดีนั้นไม่อาจรับพิจารณาได้ตั้งแต่ต้น ส่งผลให้การดำเนินการทั้งหมดรวมถึงการเบิกความและการนำสืบพยานหลักฐานไม่มีผลในทางกฎหมาย 5 คำถาม ความผิดตามมาตรา 177 ต้องมีองค์ประกอบอะไร คำตอบ ต้องมีการเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล และความเท็จนั้นต้องเป็นข้อสำคัญในคดี นอกจากนี้ การเบิกความต้องเกิดในกระบวนพิจารณาที่มีผลตามกฎหมาย หากขาดองค์ประกอบดังกล่าว เช่น คดีไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตั้งแต่ต้น ก็ไม่เป็นความผิด 6 คำถาม ความผิดตามมาตรา 180 แตกต่างจากมาตรา 177 อย่างไร คำตอบ มาตรา 180 เน้นการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ส่วนมาตรา 177 เน้นการเบิกความเท็จ แต่ทั้งสองมาตรามีหลักร่วมกันคือ ต้องเกิดในกระบวนพิจารณาที่ศาลรับไว้และมีผลทางกฎหมาย หากไม่มีผลดังกล่าว ก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิด 7 คำถาม การเบิกความที่ไม่มีผลในคดีหมายถึงอะไร คำตอบ หมายถึงการเบิกความที่เกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาที่ศาลไม่รับวินิจฉัยหรือเป็นโมฆะ เช่น คดีต้องห้ามตามกฎหมาย การเบิกความดังกล่าวจะถือว่าไม่มีผล และไม่สามารถนำมาใช้เป็นฐานความผิดทางอาญาได้ 8 คำถาม หลักสำคัญที่ได้จากคดีนี้คืออะไร คำตอบ หลักสำคัญคือ การจะลงโทษทางอาญาได้ต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน โดยเฉพาะต้องมีการกระทำในกระบวนพิจารณาที่มีผลในทางกฎหมาย หากขาดองค์ประกอบดังกล่าว แม้มีการกระทำเกิดขึ้นจริง ก็ไม่อาจถือเป็นความผิดได้ ซึ่งเป็นหลักการตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัด หลักกฎหมายแยกตามมาตรา ข้อ 1 ป.อ. มาตรา 177 วรรคแรก บทบัญญัตินี้กำหนดความผิดฐานเบิกความเท็จ โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ ต้องเป็นการเบิกความในคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และความเท็จนั้นต้องเป็นข้อสำคัญในคดี กล่าวคือมีผลต่อการวินิจฉัยของศาล หากเป็นเพียงข้อไม่สำคัญหรือไม่มีผลต่อคำพิพากษา ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบ นอกจากนี้ การเบิกความต้องเกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย หากคดีนั้นไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตั้งแต่ต้น เช่น เป็นคดีต้องห้ามหรือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ การเบิกความดังกล่าวย่อมไม่มีผล และไม่อาจถือเป็นความผิดได้ เพราะกฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัดและต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน ข้อ 2 ป.อ. มาตรา 180 วรรคแรก เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับมาตรา 177 แต่เน้นที่พยานหลักฐาน ไม่ใช่คำเบิกความของบุคคล องค์ประกอบสำคัญคือต้องเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญของคดี และต้องเกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาที่ศาลรับไว้พิจารณา หากพยานหลักฐานถูกนำเสนอในคดีที่ศาลไม่รับวินิจฉัยหรือไม่มีผลทางกฎหมาย ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบความผิด เพราะไม่มีผลกระทบต่อการอำนวยความยุติธรรม ข้อ 3 ป.วิ.พ. มาตรา 144 เป็นบทบัญญัติที่ห้ามมิให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในข้อพิพาทเดียวกัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หากมีการยื่นคำร้องหรือฟ้องซ้ำในลักษณะเดียวกัน ศาลมีอำนาจไม่รับวินิจฉัยได้ทันที ผลทางกฎหมายคือกระบวนพิจารณาทั้งหมดถือว่าไม่มีผลตั้งแต่ต้น และการดำเนินการใด ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น การเบิกความหรือการนำสืบพยานหลักฐาน จะถือว่าเป็นการเสียเปล่า ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ทางกฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4286/2568 การที่จะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จหรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้น ต้องได้ความว่า บุคคลที่ถูกฟ้องเข้าเบิกความอันเป็นเท็จหรือนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลแล้ว เมื่อปรากฏว่าในคดีที่ศาลแพ่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสิบสี่เบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องขอกันส่วนไปแล้ว ในที่สุดศาลแพ่งมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสิบสี่ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องขอกันส่วนในคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ไม่รับวินิจฉัย และมีคำสั่งยกคำร้อง อันเท่ากับศาลแพ่งยกคำร้องในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนว่าคำร้องของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกในชั้นยื่นคำร้อง ดังนั้น คำเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบสี่ที่ดำเนินไปหลังจากยื่นคำร้องย่อมเป็นการเสียเปล่าไม่มีผลเป็นการเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเหมือนดังเช่นคำร้องขอที่ศาลรับไว้พิจารณา ถือได้ว่าจำเลยทั้งสิบสี่ไม่เคยยื่นคำเบิกความและเข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว รวมทั้งไม่เคยนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานมาก่อน การกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่อาจเป็นความผิดฐานเบิกความหรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามฟ้องของโจทก์ได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสี่ฐานเบิกความเท็จและนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 และ 180 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลจึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่ง และได้บังคับคดียึดที่ดินซึ่งมีจำเลยทั้งสิบสี่ร่วมถือครอง จำเลยทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องขอกันส่วนครั้งแรกแต่เกินกำหนด 60 วัน ศาลแพ่งจึงยกคำร้อง ต่อมาจำเลยทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องใหม่โดยอ้างเหตุเดียวกัน และมีการเบิกความพยานหลายครั้ง แต่ภายหลังศาลแพ่งมีคำสั่งว่าคำร้องดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 จึงไม่รับวินิจฉัยและยกคำร้อง ปัญหาวินิจฉัยคือ การที่จำเลยทั้งสิบสี่เบิกความและนำสืบพยานในคดีดังกล่าวจะเป็นความผิดตามมาตรา 177 และ 180 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดดังกล่าวต้องเป็นการเบิกความหรือการนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลที่มีผลตามกฎหมาย แต่เมื่อคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้าม ศาลไม่รับวินิจฉัยตั้งแต่ต้น การเบิกความและการนำสืบทั้งหมดจึงเป็นการเสียเปล่า ไม่มีผลในทางกฎหมาย เสมือนไม่เคยมีการเบิกความหรือแสดงพยานหลักฐานมาก่อน ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามฟ้องของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าคดีไม่มีมูลนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 180 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของนางสถิตย์พรกับนายนพรัตน์ ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 338/2562 ของศาลแพ่ง ซึ่งศาลพิพากษาให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา 527,630.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 448,434.77 บาท นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ลูกหนี้ทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) ราคาประเมิน 2,935,966 บาท ออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่ที่ดินมีชื่อของจำเลยทั้งสิบสี่ครอบครองเป็นเจ้าของร่วมกับนางสถิตย์พร ลูกหนี้ จำเลยทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องขอกันส่วนต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2562 ว่า แม้เป็นกรรมสิทธิ์รวม แต่ได้ครอบครองเป็นส่วนสัดของแต่ละคนแล้ว ศาลแพ่งมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสิบสี่ต้องยื่นคำร้องขอกันส่วนต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 จำเลยทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องวันที่ 11 ตุลาคม 2562 จึงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ยึดทรัพย์จึงให้งดไต่สวนและยกคำร้อง ตามคดีสาขาหมายเลขแดงที่ พก 20/2562 ของศาลแพ่ง ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2562 จำเลยทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องขอกันส่วนอ้างเหตุทำนองเดียวกับคำร้องขอกันส่วนในคดีก่อน ศาลแพ่งรับไว้พิจารณาตามคดีสาขาหมายเลขดำที่ พก 28/2562 โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เบิกความในวันที่ 24 สิงหาคม 2563 จำเลยที่ 6 ถึงที่ 14 เบิกความในวันที่ 1 เมษายน 2564 และจำเลยที่ 9 เบิกความในวันที่ 17 ธันวาคม 2564 ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2565 ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสิบสี่ด้วยเหตุว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ตามคดีสาขาหมายเลขแดงที่ พก 1/2565 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสิบสี่กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จและฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในคดีสาขาหมายเลขแดงที่ พก 1/2565 ของศาลแพ่งหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษ..." และมาตรา 180 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ถ้าเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น ต้องระวางโทษ..." ดังนั้น การที่จะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จหรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ นั้น ต้องได้ความว่า บุคคลที่ถูกฟ้องเข้าเบิกความอันเป็นเท็จหรือนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลแล้ว เมื่อปรากฏว่าในคดีสาขาหมายเลขแดงที่ พก 1/2565 ที่ศาลแพ่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสิบสี่เบิกความ ในชั้นไต่สวนคำร้องขอกันส่วนไปแล้ว ในที่สุดศาลแพ่งมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2565 ว่าจำเลยทั้งสิบสี่ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องขอกันส่วนในคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ไม่รับวินิจฉัย และมีคำสั่งยกคำร้อง อันเท่ากับศาลแพ่งยกคำร้องในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนว่าคำร้องของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกในชั้นยื่นคำร้อง ดังนั้น คำเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบสี่ที่ดำเนินไปหลังจากยื่นคำร้องย่อมเป็นการเสียเปล่าไม่มีผลเป็นการเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเหมือนดังเช่นคำร้องขอที่ศาลรับไว้พิจารณา ถือได้ว่าจำเลยทั้งสิบสี่ไม่เคยยื่นคำเบิกความและเข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว รวมทั้งไม่เคยนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานมาก่อนเลย การกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่อาจเป็นความผิดฐานเบิกความหรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามฟ้องของโจทก์ได้ เทียบนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4111/2566 และ 3200/2531 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล และพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |
คดีเบิกความเท็จ, การวินิจฉัยของศาลฎีกาเรื่องเบิกความเท็จ, ความหมายของการเพิกถอนกระบวนพิจารณา เบิกความเท็จต้องเป็นข้อสำคัญในคดีและศาลเชื่อคำเบิกความ |



