
| ข้อพิพาทการแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วม และอำนาจฟ้องขอแบ่งแยก
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ ปัญหาสำคัญด้านกฎหมายแพ่งว่าด้วยสิทธิของเจ้าของรวมในการฟ้องขอแบ่งแยกที่ดิน การพิจารณาความสุจริตของผู้รับโอนที่ดินจากเจ้าของร่วมเดิม และอำนาจของศาลในการกำหนดหรือไม่กำหนดวิธีแบ่งทรัพย์สินร่วมในคดีแพ่ง โดยคดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากเจ้าของร่วมเพียงคนหนึ่งและได้เข้าครอบครองส่วนที่ซื้ออย่างเป็นสัดส่วน แต่จำเลยในฐานะภริยาและผู้จัดการมรดกของเจ้าของร่วมอีกฝ่ายโต้แย้งว่าโจทก์รับโอนอย่างไม่สุจริต ไม่อาจถือว่าได้กรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่งของแปลงที่ดินทั้งหมด คดีจึงมีประเด็นสำคัญว่าผู้ซื้อมีฐานะเป็นเจ้าของรวมตามกฎหมายหรือไม่ สามารถฟ้องขอแบ่งแยกได้เพียงใด และศาลจำเป็นต้องกำหนดวิธีแบ่งหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างเด่นชัดของการบังคับใช้หลักกรรมสิทธิ์รวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการใช้ดุลพินิจศาลในชั้นบังคับคดีเพื่อแบ่งทรัพย์สินร่วมให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่าย ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 8137 จากนางบัญญัติ ซึ่งเป็นเจ้าของรวมกับนายจิระศักดิ์ โดยนางบัญญัติขายด้านทิศเหนือแก่โจทก์ ขณะที่ส่วนของนายจิระศักดิ์อยู่ด้านทิศใต้ โจทก์ได้เข้าครอบครองอย่างเป็นสัดส่วนต่อเนื่อง ต่อมานายจิระศักดิ์ถึงแก่กรรม จำเลยซึ่งเป็นภริยาและผู้จัดการมรดกโต้แย้งว่า นายจิระศักดิ์ครอบครองทั้งแปลง ที่ดินไม่มีการระบุส่วนที่โอน ผู้ซื้อจึงไม่ได้เป็นเจ้าของร่วมครึ่งหนึ่งตามที่อ้าง และกล่าวหาว่าโจทก์รับโอนโดยไม่สุจริต โจทก์ฟ้องให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้ตามส่วน หากไม่ทำให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับฟังว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมครึ่งหนึ่งและมีสิทธิฟ้องขอแบ่งแยก จำเลยยื่นฎีกาโดยอ้างว่าศาลไม่กำหนดวิธีแบ่งที่ดินถือเป็นความบกพร่อง คำวินิจฉัยย่อยประเด็นของศาลฎีกา 1 โจทก์เป็นเจ้าของรวมครึ่งหนึ่งหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • มีชื่อโจทก์และนายจิระศักดิ์ในโฉนดเป็นเจ้าของรวม • ไม่มีพยานหลักฐานว่าการโอนเป็นการสมคบกันโดยทุจริต • การครอบครองของโจทก์สอดคล้องกับส่วนที่โอนจริง จึงถือว่าโจทก์เป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมครึ่งหนึ่งของที่ดินพิพาท โดยสมบูรณ์ 2 โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งแยกหรือไม่ ศาลชี้ว่า • เจ้าของรวมแต่ละคนมีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินร่วมได้ตามกฎหมาย • ไม่มีความจำเป็นต้องให้ผู้จัดการมรดกเป็นฝ่ายเริ่มการแบ่ง • การแบ่งแยกเป็นสิทธิที่เรียกร้องได้โดยตรงของเจ้าของรวม 3 ศาลต้องกำหนดวิธีแบ่งที่ดินหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้กำหนดวิธีแบ่ง เช่น ประมูล หรือขายทอดตลาด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • วิธีแบ่งเป็น ขั้นตอนชั้นบังคับคดี • ศาลไม่จำต้องกำหนดวิธีการในคำพิพากษา • เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถดำเนินการแบ่งตามส่วนที่ศาลกำหนดได้เอง 4 คำร้องเพิ่มเติมของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่ คำฎีกาของจำเลยที่อ้างว่าศาลต้องกำหนดวิธีแบ่งจึงเป็นคำฎีกาที่ ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากเป็นเรื่องหลังคำพิพากษา ไม่ใช่สาระสำคัญในการชี้สิทธิของคู่ความ วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หลักกรรมสิทธิ์รวม (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357–1360) หลักสำคัญคือ 1. เจ้าของรวมมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ทั้งสิ้นแต่ตามส่วน 2. ย่อมใช้สิทธิได้ตามสัดส่วนสิทธิของตน 3. สามารถร้องขอแบ่งได้ทุกเมื่อ ไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา ศาลตีความตามหลักนี้อย่างเคร่งครัด โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องโดยไม่ต้องรอการดำเนินการของผู้จัดการมรดก หลักความสุจริตของผู้รับโอน จำเลยอ้างว่าการโอนเป็นไปโดยไม่สุจริต ศาลตรวจสอบแล้วไม่พบพฤติการณ์อันเป็นทุจริต • ผู้ซื้อครอบครองตามส่วน • งดเว้นการกระทำอันเป็นการรุกล้ำส่วนของเจ้าของร่วม จึงถือว่าเป็น ผู้รับโอนโดยสุจริต หลักเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินรวม หากไม่สามารถแบ่งกันตามส่วนได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถแบ่งโดย • แบ่งตามแนวเขตจริง • หรือขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินตามส่วน แต่เรื่องวิธีแบ่งเป็นขั้นตอนหลังคำพิพากษา ไม่ต้องกำหนดไว้ในคำพิพากษา วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวที่ 1: เจ้าของรวมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งได้ทุกเมื่อ คำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีตีความตรงกันว่า การแบ่งเป็นสิทธิเรียกร้องอันสมบูรณ์ของเจ้าของรวม ไม่จำกัดเวลา ไม่ต้องมีความจำเป็นพิเศษรองรับ แนวที่ 2: ผู้รับโอนจากเจ้าของร่วมเพียงคนเดียวได้รับสิทธิเท่าที่ผู้โอนมี หากผู้โอนมีส่วนครึ่งหนึ่ง ผู้รับโอนย่อมเป็นเจ้าของรวมครึ่งหนึ่งโดยอัตโนมัติ ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยสอดคล้องกันในหลายกรณี แนวที่ 3: ศาลไม่ต้องกำหนดวิธีแบ่งในคำพิพากษา แนวคำพิพากษาถือว่า • ศาลต้องเพียงชี้ขาดสิทธิในทรัพย์ • ส่วนวิธีแบ่งเป็นเรื่องปฏิบัติในชั้นบังคับคดี ซึ่งเป็นหลักที่สอดคล้องในคดีนี้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งตามโฉนดและการครอบครอง จึงพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ หากไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา 2. ศาลอุทธรณ์ เห็นพ้องและพิพากษายืน โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่าการโอนถูกต้องและโจทก์เป็นผู้รับโอนโดยสุจริต 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนเช่นกัน โดยวินิจฉัยว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมครึ่งหนึ่งและมีสิทธิฟ้องขอแบ่งแยก ส่วนวิธีแบ่งเป็นเรื่องชั้นบังคับคดีที่ไม่จำต้องระบุในคำพิพากษา ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การโอนทรัพย์สินซึ่งมีผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมเพียงคนเดียวกระทำได้ถูกต้อง ผู้รับโอนย่อมได้สิทธิในสัดส่วนที่ผู้โอนมีอยู่ตามกฎหมาย แม้จะไม่ถือกรรมสิทธิ์ทั้งแปลงก็ตาม 2. เจ้าของรวมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินร่วมได้ทุกเมื่อ สิทธิในการแบ่งไม่ต้องรอความยินยอมของเจ้าของร่วมคนอื่นหรือผู้จัดการมรดก 3. การวินิจฉัยความสุจริตของผู้รับโอนต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ในขณะโอน หากไม่มีข้อบ่งชี้แห่งทุจริต ย่อมถือว่าเป็นการรับโอนโดยสุจริต 4. ศาลมิจำต้องกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินร่วมในคำพิพากษา เนื่องจากเป็นขั้นตอนในชั้นบังคับคดี ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการได้ตามหลักกฎหมาย 5. หลักกรรมสิทธิ์รวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นหลักสำคัญที่ศาลใช้ในการชี้ขาดสิทธิและหน้าที่ของคู่ความเมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินประเภทที่มีผู้ถือกรรมสิทธิ์หลายคนร่วมกัน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ผู้ซื้อที่ดินจากเจ้าของร่วมเพียงคนเดียวได้รับกรรมสิทธิ์ตามส่วนหรือไม่? คำตอบ ได้รับ ผู้รับโอนย่อมได้สิทธิเท่าที่ผู้โอนมีอยู่ตามกฎหมาย และถือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนที่ซื้อ แม้ไม่ใช่เจ้าของทั้งแปลง 2. คำถาม เจ้าของรวมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งแยกที่ดินได้หรือไม่? คำตอบ มีสิทธิเต็มที่ตามกฎหมาย เจ้าของร่วมสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินร่วมได้ทุกเมื่อ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของเจ้าของร่วมคนอื่น 3. คำถาม ศาลจำเป็นต้องกำหนดวิธีแบ่งที่ดินในคำพิพากษาหรือไม่? คำตอบ ไม่จำเป็น วิธีแบ่งเป็นเรื่องของชั้นบังคับคดี ศาลเพียงต้องวินิจฉัยสิทธิของคู่ความ ส่วนการแบ่งจริงดำเนินการโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี 4. คำถาม ข้อกล่าวหาว่าผู้รับโอนที่ดินไม่สุจริตมีผลต่อสิทธิกรรมสิทธิ์หรือไม่? คำตอบ มีผลต่อการพิจารณา แต่หากไม่ปรากฏพฤติการณ์เป็นการทุจริต ผู้รับโอนถือเป็นผู้สุจริตและได้กรรมสิทธิ์ตามส่วนที่โอน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2537 เมื่อที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์อยู่ครึ่งหนึ่งโจทก์จึงฟ้องขอให้แบ่งแยกได้ ส่วนการจะแบ่งที่ดินพิพาทกันอย่างไรเป็นเรื่องชั้นบังคับคดีซึ่งสามารถดำเนินการแบ่งได้โดยโจทก์ไม่ต้องขอมา และศาลก็ไม่จำต้องพิพากษากำหนดวิธีการแบ่งไว้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของนายจิระศักดิ์ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2531 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8137 จากนางบัญญัติซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับนายจิระศักดิ์ โดยนางบัญญัติขายให้โจทก์ทางด้านทิศเหนือส่วนของนายจิระศักดิ์อยู่ด้านทิศใต้ โจทก์ได้ครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด ขอบังคับให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8137 ให้โจทก์ครึ่งหนึ่งคิดเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 59 1/2 ตารางวา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การว่า โจทก์รับโอนที่พิพาทมาโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี นายจิระศักดิ์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ทั้งแปลงมิได้ครอบครองแต่เฉพาะด้านทิศใต้และการจดทะเบียนโอนที่ดินไม่ได้ระบุว่าโอนส่วนใดจึงต้องถือว่าเป็นเจ้าของร่วมกันทั้งหมด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทร่วมกับนายจิระศักดิ์ พิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8137 ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 8137 ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวามีชื่อโจทก์กับนายจิระศักดิ์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ตามเอกสารหมาย จ.1 จำเลยเป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของนายจิระศักดิ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งหรือไม่ ไม่ปรากฏว่านางบัญญัติและโจทก์สมคบกันโอนที่ดินพิพาทโดยมิชอบแต่อย่างใด ดังนี้ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์อยู่ครึ่งหนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้แบ่งแยกได้ ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลมิได้พิพากษาให้ประมูลราคาที่ดินหรือขายทอดตลาดที่ดินพิพาทนำเงินมาแบ่งกันด้วยเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การจะแบ่งที่ดินพิพาทกันอย่างไรเป็นเรื่องชั้นบังคับคดีซึ่งสามารถดำเนินการแบ่งได้ โจทก์ไม่ต้องขอมาและศาลไม่จำเป็นต้องพิพากษากำหนดวิธีการแบ่งไว้ ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน |




