ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ถอนฎีกาในคดีอาญาแล้วคดีถึงที่สุดวันไหน หากผู้ประกันยังไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5087/2568, การถอนฎีกาในคดีอาญา, วันคดีถึงที่สุดในกรณีถอนฎีกา, หน้าที่ผู้ประกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116, การมอบตัวจำเลยต่อศาล, การออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องปล่อยชั่วคราว, หลักกฎหมายเกี่ยวกับผู้ประกันในคดีอาญา, ข้อจำกัดอำนาจศาลในการอนุญาตถอนฎีกา, วิเคราะห์คำวินิจฉัยศาลฎีกาเกี่ยวกับวันเริ่มรับโทษ, แนวปฏิบัติศาลชั้นต้นเมื่อถอนฎีกา, สิทธิและหน้าที่ของจำเลยและผู้ประกัน, การสิ้นสุดคดีอาญาตามกระบวนพิจารณา

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาการถอนฎีกาของจำเลยในคดีอาญาขณะได้รับการปล่อยชั่วคราว โดยศาลต้องวินิจฉัยว่าคดีจะถือว่าถึงที่สุดนับแต่วันใด ระหว่างวันที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา กับวันที่ผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาล ศาลฎีกาวางหลักว่า การถอนฎีกาจะมีผลสมบูรณ์ต่อเมื่อผู้ประกันได้มอบตัวจำเลยคืนต่อศาลแล้วเท่านั้น การออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดจึงต้องนับแต่วันที่มีการส่งตัวจำเลยต่อศาล ไม่ใช่วันที่ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. การยื่นคำร้องขอถอนฎีกาในคดีอาญาขณะจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราว เพียงอย่างเดียวเพียงพอให้คดีถึงที่สุดตามกฎหมายหรือไม่

2. ในกรณีผู้ประกันยังมิได้นำตัวจำเลยมอบคืนต่อศาล ศาลชั้นต้นมีอำนาจตามกฎหมายในการอนุญาตให้ถอนฎีกาและออกหมายกักขังได้หรือไม่

3. วันคดีถึงที่สุดในกรณีถอนฎีกาควรกำหนดนับแต่วันที่ยื่นคำร้อง หรือวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลจึงจะชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดว่า การถอนฎีกาของจำเลยในคดีอาญาขณะได้รับการปล่อยชั่วคราว จะมีผลให้คดีถึงที่สุดนับแต่วันใด โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาแล้ว แต่หากผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อศาล ศาลชั้นต้นยังไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฎีกาได้ และคดีจะถือว่าถึงที่สุดได้ก็ต่อเมื่อผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลแล้วเท่านั้น

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116

เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหน้าที่ของผู้ประกันในการต้องนำตัวจำเลยที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวมอบคืนต่อศาล เมื่อคดีถึงที่สุดหรือเมื่อศาลมีคำสั่งให้บังคับโทษ ซึ่งเป็นแก่นหลักที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยอำนาจของศาลในการอนุญาตถอนฎีกาและออกหมายกักขัง

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. การถอนฎีกา

เป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่จะไม่ดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นฎีกาต่อไป แต่ผลทางกฎหมายจะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ใช่เพียงการยื่นคำร้องเท่านั้น

2. วันคดีถึงที่สุด

ศาลฎีกาวางหลักว่า วันคดีถึงที่สุดต้องนับจากวันที่ศาลมีอำนาจออกหมายกักขังและบังคับโทษได้จริง ซึ่งในกรณีนี้คือวันที่ผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาล ไม่ใช่วันที่ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา

3. ผู้ประกัน

ผู้ประกันมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องควบคุมดูแลและมอบตัวจำเลยคืนต่อศาลเมื่อถึงเวลาที่ต้องบังคับโทษ หากยังไม่ส่งตัวจำเลย ศาลย่อมไม่อาจดำเนินการใด ๆ ที่ทำให้คดีถึงที่สุดได้

4. ปล่อยชั่วคราว

สถานะของจำเลยที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวเป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะทำให้ศาลต้องพิจารณาควบคู่กับหน้าที่ของผู้ประกัน การถอนฎีกาจึงไม่อาจมีผลสมบูรณ์ได้ทันทีหากยังไม่มีตัวจำเลยอยู่ในอำนาจศาล

5. หมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด

เป็นผลทางกฎหมายที่ต้องเกิดขึ้นทันทีเมื่อคดีถึงที่สุด ศาลฎีกาชี้ว่า ศาลจะออกหมายกักขังได้ต่อเมื่อมีตัวจำเลยอยู่ต่อหน้าศาลหรืออยู่ในอำนาจศาลแล้วเท่านั้น

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอก ให้จำคุก 6 เดือน 90 วัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นให้จำคุก 90 วัน และให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 90 วัน

จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะข้อกฎหมาย ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 โดยระบุท้ายคำร้องว่า หากไม่รอถือว่าทราบแล้ว แต่ในขณะนั้นจำเลยยังอยู่ระหว่างการปล่อยชั่วคราวและผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยต่อศาล

ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ออกหมายนัดให้จำเลยและผู้ประกันมาฟังคำสั่งในวันที่ 27 สิงหาคม 2567 เมื่อถึงวันนัด จำเลย ทนาย และผู้ประกันมาศาล จำเลยยืนยันขอถอนฎีกา ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้ถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดในวันดังกล่าว

ภายหลังจำเลยยื่นคำร้องแย้งว่า คดีควรถือว่าถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์และฎีกาต่อ

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจอนุญาตให้ถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ใด

แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเอง และตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2563 จำเลยไม่จำต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นฎีกา แต่ในกรณีนี้ จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 เมื่อจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราว ผู้ประกันมีหน้าที่ต้องมอบตัวจำเลยคืนต่อศาล เมื่อจะให้คดีถึงที่สุดและมีการบังคับโทษ

ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยต่อศาล ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งอนุญาตให้ถอนฎีกาได้ เพราะหากสั่งแล้ว ศาลต้องออกหมายกักขังทันที ซึ่งยังไม่มีตัวจำเลยให้บังคับตามหมาย

เมื่อผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาลในวันที่ 27 สิงหาคม 2567 จึงถือว่าได้มอบตัวจำเลยคืนต่อศาลโดยชอบ ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจอนุญาตให้ถอนฎีกา และออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันดังกล่าว การดำเนินการของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย

การขยายความประเด็นทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้เป็นแนววินิจฉัยที่สำคัญเกี่ยวกับ “ผลทางกฎหมายของการถอนฎีกาในคดีอาญา” โดยศาลฎีกาเน้นว่า การถอนฎีกาไม่ใช่เพียงการยื่นคำร้องเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับสถานะของจำเลยว่าถูกควบคุมตัวหรือได้รับการปล่อยชั่วคราว

หากจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราว หน้าที่สำคัญตกอยู่ที่ผู้ประกัน ซึ่งต้องมอบตัวจำเลยคืนต่อศาลก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งใด ๆ อันส่งผลให้คดีถึงที่สุด เพราะการที่คดีถึงที่สุดย่อมตามมาด้วยการบังคับโทษ

ศาลฎีกายังวางหลักเรื่องขอบเขตอำนาจของศาลชั้นต้นว่า ศาลไม่อาจมีคำสั่งที่ก่อให้เกิดผลบังคับโทษ หากยังไม่มีตัวจำเลยอยู่ในอำนาจศาล การพิจารณาวันคดีถึงที่สุดจึงต้องยึดวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลเป็นสำคัญ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า การถอนฎีกาในคดีอาญาขณะจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราว จะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อผู้ประกันได้มอบตัวจำเลยคืนต่อศาลแล้วเท่านั้น วันคดีถึงที่สุดและวันเริ่มรับโทษจึงต้องนับจากวันที่ศาลมีอำนาจออกหมายกักขังได้โดยแท้จริง มิใช่วันที่ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาเพียงลำพัง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5087/2568 จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับนักกฎหมาย จำเลย และผู้ประกัน ในการเข้าใจบทบาท หน้าที่ และผลทางกฎหมายของการถอนฎีกาในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างถูกต้องครบถ้วน

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5087/2568 

แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2567 แต่เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้ เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง เมื่อผู้ประกันเพิ่งนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมาย

ฎีกาย่อ

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานยักยอก จำคุก 6 เดือน 90 วัน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้เป็นจำคุก 90 วัน และให้เปลี่ยนโทษเป็นกักขัง จำเลยฎีกาและศาลรับเฉพาะข้อกฎหมาย ระหว่างนั้นจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา แต่ไม่ได้มาปรากฏตัวต่อศาล ศาลจึงนัดให้จำเลยและผู้ประกันมาฟังคำสั่ง เมื่อจำเลยมาศาลและยืนยันถอนฎีกา ศาลจึงอนุญาตและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดในวันดังกล่าว

จำเลยโต้แย้งว่าคดีควรถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ยื่นคำร้องถอนฎีกา แต่ศาลเห็นว่า แม้จะยื่นคำร้องแล้ว หากยังไม่มีคำสั่งศาล ก็ยังไม่เกิดผล อีกทั้งจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราว ผู้ประกันจึงมีหน้าที่ต้องนำตัวจำเลยมาส่งศาลก่อน เมื่อยังไม่ได้ส่งตัว ศาลจึงยังไม่อาจสั่งอนุญาตให้ถอนฎีกาได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า วันที่คดีถึงที่สุดคือวันที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฎีกาและผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาลแล้ว จึงสามารถออกหมายกักขังได้อย่างถูกต้อง การออกหมายกักขังในวันที่ 27 สิงหาคม 2567 จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น และพิพากษายืน

ฎีกาฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอก จำคุก 6 เดือน 90 วัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 90 วัน โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 90 วัน เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมาย ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา โดยหมายเหตุท้ายคำร้องว่า ข้าพเจ้ารอฟังอยู่ ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ว่า เนื่องจากจำเลยไม่มาปรากฏตัวต่อศาลในขณะยื่นคำร้องจึงให้ออกหมายนัดให้จำเลยและผู้ประกันมาฟังคำสั่งวันที่ 27 สิงหาคม 2567 เวลา 9 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัดดังกล่าว จำเลย ทนายจำเลย และนายประกันมาศาล ศาลชั้นต้นสอบแล้วจำเลยยืนยันขอถอนฎีกาตามคำร้อง ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา และออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาได้ และออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดวันที่ 27 สิงหาคม 2567 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 และจำเลยมาศาลในวันนั้น ซึ่งเป็นการยื่นโดยชอบแล้ว ถือว่าคดีถึงที่สุดนับแต่วันดังกล่าว ขอให้ศาลออกหมายจำคุกหรือกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2567 มิใช่ถึงนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ก็ตาม แต่จำเลยไม่มาปรากฏตัวต่อศาล จำเลยจึงยังไม่ได้รับโทษกักขังตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นอกจากนี้ศาลยังไม่มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาในวันดังกล่าว ต่อมาจำเลยมาศาลวันนี้ (วันที่ 27 สิงหาคม 2567) ศาลชั้นต้นสอบจำเลยแล้วยืนยันขอถอนฎีกา ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา จึงมีผลให้จำเลยต้องรับโทษกักขังตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคดีถึงที่สุดในวันนี้ (วันที่ 27 สิงหาคม 2567) ให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นจึงออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดลงวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ให้แก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ให้แก่จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา กับข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา พ.ศ. 2563 ข้อ 10 (2) จำเลยไม่จำต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาดังที่จำเลยอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกานั้น จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกันซึ่งต้องมอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาล เช่นนี้ ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง การที่ผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงไม่มีตัวจำเลยที่จะนำไปกักขังตามหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดได้ เมื่อผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ถือว่าผู้ประกันมอบตัวจำเลยคืนต่อศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และฎีกาจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาในขณะได้รับการปล่อยชั่วคราว แต่ผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยต่อศาล ศาลยังไม่มีอำนาจอนุญาตให้ถอนฎีกาได้ ต่อมาเมื่อผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาลในวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ศาลจึงอนุญาตให้ถอนฎีกา และออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันดังกล่าว โดยยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้นับคดีถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ยื่นคำร้องถอนฎีกา

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งและคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ว่าการอนุญาตให้ถอนฎีกาและการกำหนดวันคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษายืน

3. ศาลฎีกาพิพากษาว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 เป็นวันที่ผู้ประกันมอบตัวจำเลยต่อศาล ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

บทความวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกา

การถอนฎีกาในคดีอาญา ผู้ประกัน และวันคดีถึงที่สุด

1. สรุปข้อเท็จจริงและสรุปย่อคำพิพากษาศาลฎีกา

คดีนี้มีข้อเท็จจริงเริ่มจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอก ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้จำคุกเป็นเวลา 90 วัน และให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน จำเลยยื่นฎีกาและได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะข้อกฎหมาย

ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา โดยอ้างว่าตนได้ยื่นคำร้องด้วยตนเองและแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งแล้ว จึงเห็นว่าคดีควรถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ยื่นคำร้องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ผู้ประกันยังมิได้นำตัวจำเลยมอบคืนต่อศาล ศาลชั้นต้นจึงยังมิได้อนุญาตให้ถอนฎีกา และได้ออกหมายนัดให้จำเลยและผู้ประกันมาศาล

เมื่อถึงวันนัด ผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาล จำเลยยืนยันขอถอนฎีกา ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้ถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันดังกล่าว จำเลยยื่นคำร้องแย้งว่า คดีควรถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาครั้งแรก ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเอง และตามข้อบังคับเกี่ยวกับการแสดงตนของจำเลยจะไม่จำต้องมาศาลในขณะยื่นฎีกาหรือถอนฎีกา แต่ในกรณีที่จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราว ผู้ประกันมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องมอบตัวจำเลยคืนต่อศาล เมื่อผู้ประกันยังไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงยังไม่อาจอนุญาตให้ถอนฎีกาได้ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฎีกาและออกหมายกักขังนับแต่วันที่ผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาลจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

2. สรุปหลักกฎหมายที่ได้จากคำพิพากษาศาลฎีกานี้

หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือหลักเกี่ยวกับผลทางกฎหมายของการถอนฎีกาในคดีอาญาเมื่อจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราว ศาลฎีกาชี้ให้เห็นว่า การถอนฎีกาเป็นสิทธิของจำเลยก็จริง แต่ผลของการถอนฎีกาจะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

บทบัญญัติที่เป็นแก่นของคดีคือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 ซึ่งกำหนดหน้าที่ของผู้ประกันในการต้องนำตัวจำเลยที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวมอบคืนต่อศาล เมื่อถึงคราวที่ต้องบังคับโทษหรือเมื่อคดีถึงที่สุด ศาลฎีกาตีความว่า หากผู้ประกันยังไม่มอบตัวจำเลย ศาลย่อมไม่อาจมีคำสั่งใดที่ก่อให้เกิดผลเป็นการบังคับโทษได้

ดังนั้น การยื่นคำร้องขอถอนฎีกาเพียงอย่างเดียว โดยยังไม่มีตัวจำเลยอยู่ในอำนาจศาล ไม่อาจทำให้คดีถึงที่สุดได้ การกำหนดวันคดีถึงที่สุดต้องสอดคล้องกับวันที่ศาลสามารถออกหมายกักขังและบังคับโทษได้จริง หลักนี้สะท้อนให้เห็นว่า การสิ้นสุดคดีอาญาไม่ใช่เพียงการพิจารณาเอกสารหรือเจตนาของคู่ความฝ่ายเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความพร้อมของกระบวนการบังคับโทษตามกฎหมาย

3. แนวบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้สำหรับนักกฎหมาย

คำพิพากษานี้วางแนวบรรทัดฐานที่สำคัญหลายประการสำหรับการศึกษากฎหมายและการปฏิบัติงานของนักกฎหมาย

ประการแรก ศาลฎีกาวางหลักชัดเจนว่า สิทธิในการถอนฎีกาของจำเลยต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แม้จำเลยจะแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งแล้ว แต่หากยังไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ผลทางกฎหมายย่อมยังไม่เกิด

ประการที่สอง ศาลฎีกาเน้นบทบาทของผู้ประกันว่าเป็นกลไกสำคัญในระบบการปล่อยชั่วคราว ผู้ประกันมิใช่เพียงผู้ค้ำประกันทางทรัพย์ แต่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการนำตัวจำเลยมอบคืนต่อศาล การไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวย่อมส่งผลต่อกระบวนพิจารณาและการบังคับโทษโดยตรง

ประการที่สาม ศาลฎีกาวางหลักเกี่ยวกับการกำหนดวันคดีถึงที่สุดว่า ต้องผูกโยงกับอำนาจของศาลในการบังคับโทษได้จริง วันคดีถึงที่สุดจึงไม่อาจนับจากวันที่ยื่นคำร้องถอนฎีกาเพียงลำพัง แต่ต้องนับจากวันที่ศาลมีตัวจำเลยอยู่ในอำนาจและสามารถออกหมายกักขังได้

สุดท้าย คำพิพากษานี้เป็นแนวทางสำคัญให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ใช้เป็นหลักปฏิบัติในการพิจารณาคำร้องขอถอนฎีกา ลดความคลาดเคลื่อนในการกำหนดวันคดีถึงที่สุด และช่วยให้นักกฎหมายสามารถให้คำปรึกษาแก่จำเลยและผู้ประกันได้อย่างถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย

โดยสรุป คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันหลักความแน่นอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และตอกย้ำว่าการใช้สิทธิในกระบวนพิจารณาคดีต้องสอดคล้องกับอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1.

ในกรณีที่จำเลยในคดีอาญาได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา และต่อมายื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองโดยได้แสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งแล้ว แต่ผู้ประกันยังมิได้นำตัวจำเลยมอบคืนต่อศาล การยื่นคำร้องขอถอนฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลให้คดีถึงที่สุดนับแต่วันยื่นคำร้องหรือไม่ และศาลชั้นต้นมีอำนาจอนุญาตให้ถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดได้หรือไม่ เพียงใด

ธงคำตอบ

แม้การถอนฎีกาจะเป็นสิทธิของจำเลย และแม้ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา พ.ศ. 2563 จะกำหนดว่า จำเลยไม่จำต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นฎีกาหรือถอนฎีกาก็ตาม แต่ในกรณีที่จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ย่อมต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 ซึ่งกำหนดหน้าที่ของผู้ประกันต้องมอบตัวจำเลยคืนต่อศาลเมื่อถึงคราวที่ต้องบังคับโทษ

การยื่นคำร้องขอถอนฎีกาในขณะที่ผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อศาล จึงยังไม่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายให้คดีถึงที่สุดได้ เพราะหากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฎีกาในขณะนั้น ศาลย่อมต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดทันที แต่ยังไม่มีตัวจำเลยอยู่ในอำนาจศาลเพื่อให้บังคับตามหมายได้ ศาลชั้นต้นจึงยังไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตให้ถอนฎีกาได้ในขณะนั้น

ดังนั้น คดีจะถือว่าถึงที่สุดได้ก็ต่อเมื่อผู้ประกันได้นำตัวจำเลยมอบคืนต่อศาลแล้ว และศาลมีอำนาจออกหมายกักขังได้จริง การนับวันคดีถึงที่สุดจึงต้องนับจากวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาล มิใช่วันที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาเพียงลำพัง

ข้อ 2.

ในกรณีที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาในวันที่ผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาล และออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันดังกล่าว จำเลยอ้างว่า คดีควรถือว่าถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาก่อนหน้านั้น ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาจะต้องพิจารณาข้ออ้างดังกล่าวอย่างไร และการกำหนดวันคดีถึงที่สุดมีผลต่อการบังคับโทษอย่างไร

ธงคำตอบ

การกำหนดวันคดีถึงที่สุดเป็นประเด็นสำคัญในทางกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะมีผลโดยตรงต่อการบังคับโทษตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา การที่คดีจะถึงที่สุดและเริ่มบังคับโทษได้ จำเป็นต้องมีตัวจำเลยอยู่ในอำนาจศาลเสียก่อน

ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นเห็นว่า แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาในวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 แต่ในวันดังกล่าวจำเลยยังไม่ได้มาปรากฏตัวต่อศาล และผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อศาล จึงยังไม่อาจถือว่าคดีถึงที่สุดได้ ต่อมาเมื่อผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาลในวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ศาลจึงมีอำนาจอนุญาตให้ถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันดังกล่าว

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วย โดยวินิจฉัยว่า การกำหนดวันคดีถึงที่สุดต้องสอดคล้องกับวันที่ศาลสามารถบังคับโทษได้จริง มิใช่วันที่ยื่นคำร้องฝ่ายเดียว

ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ โดยชี้ชัดว่า บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 เป็นบทหลักที่ต้องนำมาปรับใช้ ผู้ประกันมีหน้าที่ต้องมอบตัวจำเลยคืนต่อศาลเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลจึงชอบด้วยกฎหมาย ข้ออ้างของจำเลยที่ขอให้นับวันคดีถึงที่สุดย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ยื่นคำร้องถอนฎีกาไม่อาจรับฟังได้ 

คุณยื่นคำร้องถอนฎีกาแล้ว คดีจบเลยทันทีจริงหรือไม่ คดีนี้ศาลวินิจฉัยว่า การยื่นคำร้องถอนฎีกาเพียงอย่างเดียว ยังไม่ทำให้คดีถึงที่สุด หากจำเลยยังอยู่ระหว่างปล่อยชั่วคราวและผู้ประกันยังไม่ได้นำตัวส่งศาล ศาลยังไม่มีอำนาจอนุญาตให้ถอนฎีกาได้  ศาลชี้ชัดว่าการถอนฎีกาจะมีผลได้ ต้องมีตัวจำเลยอยู่ในอำนาจศาล เพื่อให้สามารถออกหมายกักขังและบังคับโทษได้จริง  ดังนั้น วันคดีถึงที่สุดจึงต้องนับจากวันที่ผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาล และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฎีกา มิใช่วันที่ยื่นคำร้องเพียงลำพัง




อุทธรณ์ฎีกา

การอุทธรณ์คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการทำได้แค่ไหน กรณีโต้แย้งพยานหลักฐานเข้าข้อยกเว้นหรือไม่
การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามหรือไม่ในคดีขับไล่ที่ดิน และศาลฎีกายกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เพียงใด
ศาลอุทธรณ์ต้องตรวจข้อเท็จจริงเองหรือไม่ แม้อุทธรณ์เฉพาะโทษ คดีอาญาโทษหนักและอำนาจศาลฎีกายกปัญหาขึ้นวินิจฉัยเอง
ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้หรือไม่ หากยื่นเกินกำหนดเพราะทนายอ่านคำสั่งศาลผิดและอ้างเหตุสุดวิสัย ศาลจะรับฟังเพียงใดตามกฎหมายวิธีพิจารณา
สิทธิอุทธรณ์และความเป็นที่สุดของคำสั่งปรับผู้ประกันในคดีอาญา
การเพิกถอนคำพิพากษาตามยอม และข้อจำกัดตามมาตรา 145 ป.วิ.พ.
ฟ้องรวมกันใช้สิทธิเฉพาะตัวต้องแยกทุนทรัพย์(ฎีกาที่ 4784/2539)
การขออนุญาตฎีกา & บทลงโทษการยื่นผิดขั้นตอน(ฎีกา ครพ. 1020/2567)
วินิจฉัยฎีกา/ถอนยึดทรัพย์,การฎีกาโดยไม่ขออนุญาต (ฎีกา ครพ.ยช. 647/2567)
วิเคราะห์คดีลักทรัพย์+ปลอมเอกสาร & ปรับโทษ,ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง (ฎีกา 722/2567)
(ฎีกาที่ 3716/2567) การฎีกาโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงและการรอการลงโทษจำคุก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4235/2567 การผิดเงื่อนไขคุมประพฤติจากสัญญาประนีประนอมยอมความ และข้อจำกัดสิทธิในการฎีกา
คดีความผิดฐานกระทำชำเราและกระทำอนาจารเด็ก พร้อมวิเคราะห์ข้อกฎหมายเรื่องการรับฎีกา(ฎีกาที่ 7207/2567)
อำนาจอุทธรณ์คดีปลอมเอกสารและข้อจำกัดในศาลแขวง(ฎีกาที่ 7212/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2549 : การเรียกคืนของหมั้นและสินสอด กับข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์และฎีกา
การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาต: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567
ผู้ตายมีส่วนประมาทในอุบัติเหตุ, การประมาทร่วมในคดีแพ่ง, ขาดนัดยื่นคำให้การ, การอุทธรณ์
จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่าไม่ได้มีการไตร่ตรองเพื่อเจตนาฆ่า, โทษประหารชีวิตศาลลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
ฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์, ฟ้องไม่สมบูรณ์, ข้อกำหนดลายมือชื่อในคำฟ้อง,
สิทธิในทางแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน, ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย, การอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง(ฎีกาที่ 518/2567)
การยื่นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง มาตรา 218, ความผิดหลายกรรม มาตรา 91,
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 ถอนทนายความแล้ว
สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
เป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษา | ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเป็นไปตามลำดับชั้นของศาล
ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาได้เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวพันเป็นอันเดียวกัน
ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อยห้ามโจทก์ฎีกา
ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์
มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนไม่ชอบ
ห้ามโจทก์อุทธรณ์ความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
การดำเนินการะบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกา
ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลา